หน้ารวมบทความ
   บทความ > บุคคล > อาจารย์สำลี ใจดี
กลับหน้าแรก

อยู่อย่างมีความหมาย ตายอย่างเบาสบาย

พระไพศาล วิสาโล
๙ เมษายน ๒๕๖๒
ณ วัดเครือวัลย์

 

วันนี้พวกเราได้มาประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน เพื่อรำลึกถึงอาจารย์สำลี ใจดี ผู้เป็นที่เคารพรักของพวกเรา อาตมาคิดว่าหลายท่าน นอกจากมาด้วยความระลึกนึกถึงอาจารย์สำลีแล้ว ยังมาเพราะความศรัทธา ความนับถือในคุณงามความดีของท่านด้วย คุณงามความดีที่ว่านั้น หมายถึงการเสียสละอุทิศตนเพื่อผู้อื่น ท่านมิได้ประพฤติตนเช่นนั้นในฐานะอาจารย์กับนิสิตนักศึกษาของท่านเท่านั้น แต่ยังทุ่มเท เสียสละเพื่อประโยชน์สุขของผู้คนในสังคม โดยเฉพาะผู้ยากไร้ที่ประสบปัญหานานัปการ โดยเฉพาะปัญหาสุขภาพอนามัย ว่าโดยลำพังการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ท่านก็ได้ทำประโยชน์มากมายแล้ว แต่ท่านยังได้บำเพ็ญประโยชน์มากกว่านั้นทั้งในขณะที่รับราชการ และหลังจากเกษียณแล้ว ท่านพยายามขับเคลื่อนสังคมด้วยความรู้ที่มีเพื่อให้ผู้คนสามารถเข้าถึงโอกาสในทางสุขภาพ ไม่ใช่เฉพาะประเด็นเรื่องยาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเด็นอื่นๆ ที่ช่วยทำให้ผู้คนมีสุขภาพและมีความสุขเสมอหน้ากัน

ท่านทำงานเพื่อให้ความรู้ทางด้านเภสัช ทำให้ผู้คนเข้าถึงยาที่สำคัญอย่างทั่วหน้าและเสมอภาคกัน เป็นงานที่ไม่เล็กน้อยเลย เพราะว่าต้องต่อสู้กับกลุ่มทุนทั้งระดับชาติและระดับโลกที่มีผลประโยชน์มหาศาลจากการผูกขาดเรื่องยาและสิทธิบัตรยา ท่านทั้งหลายในที่นี้คงจะได้ประจักษ์ถึงความทุ่มเทของท่านอาจารย์สำลีที่ทำงานเรื่องนี้แบบกัดไม่ปล่อยมาโดยตลอด

อาตมาได้รู้จักอาจารย์สำลีมาตั้งแต่สี่สิบปีที่แล้วก่อนที่จะอุปสมบท ก็ได้เห็นท่านทำงานอย่างจริงจังมาโดยตลอด เชื่อว่าท่านทำงานอุทิศตัว ทุ่มเทเพื่อประโยชน์ความสุขของผู้คน ไม่น้อยกว่า ๕๐ ปี จนกระทั่งถึงบั้นปลายของชีวิต ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย การที่คนๆ หนึ่งจะทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อประโยชน์ของผู้คน ทั้งๆ ที่เจออุปสรรค เจอกับปัญหานานัปการ เพราะไปขัดผลประโยชน์ กลุ่มบริษัทยาบางกลุ่ม หรือบรรษัทข้ามชาติ ซึ่งมักจะมีรัฐบาลของตนหนุนหลัง การทำงานอย่างนี้ เป็นเรื่องยาก ประสบความสำเร็จได้ลำบาก แต่อาจารย์สำลีก็ไม่เคยท้อแท้ ยังคงทำงานอย่างไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก จนกระทั่งบั้นปลายชีวิต หรือจะเรียกว่าวันสุดท้ายของชีวิตก็ได้

อะไรทำให้บุคคลอย่างอาจารย์สำลี มีกำลัง มีความพากเพียรในการทำงาน เพื่อประโยชน์สุขของผู้คน ทั้งๆ ที่มีอุปสรรคมากมาย การทำงานแบบนี้มีโอกาสประสบความสำเร็จน้อย หลายคนอาจรู้สึกท้อแท้ เพราะขับเคลื่อนไปก็มองไม่ค่อยเห็นความสำเร็จ แต่อาจารย์สำลีมองเห็นอยู่เสมอว่า การขับเคลื่อนประเด็นเรื่องยานั้นไม่มีวันสูญเปล่า ท่านเคยพูดกับคนใกล้ชิด และคงพูดกับหลายๆ คน เวลามีความท้อแท้ว่า “"เราแพ้ตรงไหน เราไม่เคยแพ้ มันคือชัยชนะสะสม มันขยับดีขึ้นๆตลอด" คนที่จะพูดอย่างนี้ได้ นอกจากจะมีความฉลาดในการมองแล้ว ต้องมีทัศนะที่ยาวไกลด้วย

ความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี บางครั้งเกิดขึ้นช้าๆ ทีละนิดละหน่อย มองเฉพาะหน้าอาจเห็นไม่ชัด  แต่ถ้ามองย้อนหลังไปไกลๆ เราจะพบว่ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เหมือนกับการเติบโตของเด็ก  หากมองวันนี้พรุ่งนี้ ก็เหมือนกับว่า เขายังตัวเท่าเดิม แต่ถ้านึกย้อนหลังไปเมื่อปีที่แล้ว ก็จะเห็นว่าเขาเติบโตขึ้น ไม่ได้หยุดนิ่ง ทำนองเดียวกับเข็มนาฬิกา เข็มสั้นหรือเข็มชั่วโมง ถ้าเรามองดูตอนนี้ก็เหมือนว่ามันไม่ได้ขยับเขยื้อนเลย แต่ที่จริงมันขยับตลอดเวลา  เราจะเห็นว่ามันขยับอย่างต่อเนื่องก็ต่อเมื่อมองเทียบกับสิบห้านาที หรือครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา

การทำงานเพื่อสังคม การทำสิ่งที่ยากๆ ให้ประสบผลสำเร็จ หรืออย่างน้อยสามารถผลักดันไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่เกิดความท้อแท้ท้อถอย สิ่งหนึ่งที่ควรมีคือการมีทัศนะที่ยาวไกล ถ้าเรามองสังคมไทยวันนี้เทียบกับยี่สิบปีหรือสามสิบปีที่ผ่านมา จะเห็นว่ามันมีความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นหลายอย่าง แม้ว่าปรากฏการณ์เฉพาะหน้าจะดูมีปัญหา เหมือนย่ำเท้าอยู่กับที่ แต่ที่จริงมันมีความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

อาจารย์สำลีมีทัศนะที่ยาวไกล ท่านมองความเปลี่ยนแปลงของสังคมไม่ใช่แค่ปีสองปี แต่มองไปถึงสิบปียี่สิบปี ไม่ใช่แค่มองย้อนหลังเทียบกับอดีตที่ผ่านมา แต่ยังมองไปข้างหน้าด้วย ท่านจึงมีความหวังอยู่เสมอ ไม่ท้อแท้ นอกจากทัศนะที่ยาวไกลแล้ว อาตมาคิดว่าท่านยังมีทัศนะที่กว้างด้วย คือมองครอบคลุมถึงสังคมอื่น ประเทศอื่น ด้วย   เวลาเรามองสังคมหรือประเทศต่างๆ ในโลก ไม่ใช่มองแค่ประเทศไทย เราก็จะพบว่า แต่ละแห่งกว่าจะพัฒนามาจนกระทั่งประสบความสำเร็จในเรื่องต่าง ๆ ล้วนต้องผ่านความยากลำบาก หลายประเทศที่ทุกวันนี้เรามองว่าเป็นแบบอย่างทางด้านสุขภาพ สวัสดิการ ความยุติธรรม  สิทธิมนุษยชน หรือแม้แต่ประชาธิปไตย ก่อนจะมาถึงวันนี้ ประเทศเหล่านั้นล้วนผ่านความยากลำบาก ผ่านความขัดแย้ง ผ่านความรุนแรง ซึ่งบ่อยครั้งหนักหนาสาหัสยิ่งกว่าที่เคยเกิดขึ้นกับประเทศของเรา แต่ว่าพอมาถึงวันนี้ผู้คนในประเทศเหล่านั้นก็ได้รับอานิสงส์หรือผลผลพวงจากการต่อสู้ จนกลายเป็นแบบอย่างให้นานาประเทศ

ถ้าเรามองด้วยทัศนะที่กว้างแบบนี้ เราก็จะไม่มีความรู้สึกท้อถอย เพราะจะตระหนักว่าอุปสรรค ความยากลำบาก ที่เกิดขึ้นในประเทศของเราล้วนเป็นเรื่องธรรมดา อาจจะมีกำลังใจด้วยซ้ำที่เห็นว่าอุปสรรคที่เกิดขึ้นกับประเทศของเราตอนนี้ยังเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ  ปัญหาต่าง ๆ ที่เราเจอตอนนี้ยังเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับผู้คนในประเทศอื่น  และหากเรายืนหยัด ไม่ยอมแพ้เสียแต่ตอนนี้ก็ย่อมประสบความสำเร็จได้ในภายภาคหน้า

คนที่ทำงานเพื่อสังคม จำเป็นที่ต้องมีทัศนะที่ทั้งยาวไกลและกว้าง เพื่อเกิดกำลังใจและเก็บเกี่ยวบทเรียนว่า ความยากลำบากในวันนี้ อุปสรรคที่เผชิญอยู่ในขณะนี้ มันเป็นเพียงสิ่งชั่วคราว ไม่จิรังยังยืน มาแล้วก็ไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสังคมหรือบ้านเมืองจะดีขึ้นเอง มันดีขึ้นเพราะว่ามีผู้ที่ไม่ท้อถอย ไม่ปล่อยให้เหตุการณ์เฉพาะหน้ามาบดบังทำให้จิตใจห่อเหี่ยว แต่สามารถมองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ทีละน้อยๆ อย่างที่อาจารย์สำลีใช้คำว่า “ชัยชนะสะสม” ยิ่งถ้าเราได้ศึกษาบทเรียนจากนานาประเทศ เราก็จะเห็นว่า ถ้าเราไม่ท้อถอย ทำโดยไม่หยุดยั้ง ทำไปเรื่อยๆ  ไม่ทิ้งกลางคัน ในที่สุดเมฆหมอกก็จะเลือนหาย ฟ้าสางหรืออรุณรุ่งก็จะปรากฏ

อาตมาเชื่อว่าอาจารย์สำลีนอกจากมีทัศนะที่ยาวไกลและกว้าง ไม่ท้อถอยในสิ่งที่ทำ ท่านยังมีทัศนะที่ลุ่มลึกเกี่ยวกับชีวิต รวมทั้งมีความลุ่มลึกภายในด้วย อาตมาคิดว่านี้เป็นสิ่งสำคัญมาก การที่คนเราจะทำงานทุ่มเท พากเพียรพยายามโดยไม่ได้รับผลประโยชน์ทางวัตถุ ทางอำนาจ หรือเกียรติยศชื่อเสียง แต่ยังทำงานต่อไปเรื่อยๆ จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต อย่างหนึ่งที่ต้องมีคือ ความสุขจากภายใน

คนส่วนใหญ่คิดว่าความสุขจะได้มาก็จากทรัพย์สมบัติ อำนาจ ชื่อเสียง แต่ความสุขที่สำคัญที่สุดคือ ความสุขจากภายใน อาจารย์สำลีไม่ได้เป็นคนร่ำรวย ไม่มีผลประโยชน์อะไรที่มากระตุ้นให้ท่านทำงาน นอกจากอุดมคติที่ต้องการช่วยเหลือผู้คนให้มีความสุขเสมอหน้ากัน อาตมาเชื่อว่าสิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจของท่านก็คือ ความสุขที่เกิดจากการทำสิ่งที่มีค่า ความสุขที่เกิดจากการทำตามอุดมคติ ความสุขแบบนี้สามารถหล่อเลี้ยงใจให้มีพลัง และทำงานได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ แม้จะถูกต่อว่าด่าทอ แม้จะเจอกับแรงเสียดทานก็ตาม

ความสุขภายในจะเกิดขึ้นได้ ส่วนหนึ่งก็อาศัยความลุ่มลึกทางใจ ในการทำงาน ถ้าเรามองว่า เราไม่ได้ทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมเท่านั้น แต่ยังมุ่งเปลี่ยนแปลงและพัฒนาชีวิตด้านในด้วย ถ้าเรามีความเข้าใจแบบนี้ เราจะไม่รู้จักคำว่าล้มเหลวเลย เพราะว่าแม้สังคมจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ หรือแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงเลยก็ตาม  แต่ว่ามีสิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอนทุกขณะ นั่นคือความเปลี่ยนแปลงภายใน  หากวางใจเป็นและปฏิบัติถูก   จะไม่มีคำว่าไม่ได้อะไรเลย อย่างน้อยก็ได้อย่างหนึ่งคือ ได้คุณภาพจิตที่พัฒนาขึ้น เกิดความสำเร็จที่ใจ  เช่น ความเห็นแก่ตัวน้อยลง อัตตาเบาบางลง ถ้าเราคิดอยู่เสมอว่า เราทำงานไม่ได้เพื่อทำให้สังคมดีขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการปฏิบัติธรรมไปด้วยในตัว เช่น ลดละกิเลส ทำให้จิตใจมีความสงบเย็นมากขึ้น การทำงานของเราจะไม่มีคำว่าล้มเหลว จะไม่มีคำว่าไม่ได้อะไรเลย เพราะอย่างน้อยก็ได้หนึ่งอย่าง คือเกิดความเจริญงอกงามภายใน

อาจารย์สำลีประทับใจในคำสอนของท่านอาจารย์พุทธทาสที่ว่า  “การทำงานคือการปฏิบัติธรรม”  การทำงานเพื่อสังคมก็เป็นการปฏิบัติธรรมได้  ไม่เพียงเป็นการฝึกตนให้รู้จักการอยู่ง่าย อดทน เสียสละ แต่ยังสามารถเป็นเวทีหรือโอกาสในการฝึกลดละความเห็นแก่ตัว ไม่ยึดติดในทรัพย์สมบัติ ไม่ยึดติดในอำนาจชื่อเสียง ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรมฝ่ายลบ ไม่ว่าจะเป็นการเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทาว่าร้าย ซึ่งเป็นธรรมดาที่เกิดขึ้น เราสามารถใช้การทำงานเพื่อสังคมเป็นการปฏิบัติธรรม ฝึกจิตฝึกใจ ให้มีสติ มีขันติ มีความเมตตากรุณา ลดความเห็นแก่ตัว ยึดติดมั่นถือมั่นน้อยลง ซึ่งสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ ความสงบเย็น
ท่านอาจารย์พุทธทาสกล่าวว่า “ชีวิตที่ดี คือชีวิตที่สงบเย็นและเป็นประโยชน์” ถ้าเราทำงานเพื่อสังคมควรวางใจให้เป็น นอกจากทำชีวิตเราให้เป็นประโยชน์แล้ว จิตใจเราควรพบกับความสงบเย็นด้วย หรือมีความสุขประณีตที่ช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจของเราให้ทำงานได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะไม่มีลาภ ไม่มียศมาปรนเปรอ หรือแม้กระทั่งบางครั้งก็ไม่มีความสำเร็จมาเชยชม การปฏิบัติธรรม นอกจากช่วยให้เรามีสติ มีความสุขจากภายในแล้ว สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือ การรู้จักปล่อยวาง
การปฏิบัติธรรมหากทำถูกย่อมนำไปสู่การปล่อยวาง ทำให้เรารู้จักวางงาน หรือปัญหาออกจากใจบ้าง เวลาพัก เราไม่ใช่แค่พักกาย แต่เราพักใจด้วย ถ้าเรารู้จักวางงานออกจากใจ ก่อนเราจะเข้านอน เราก็จะนอนหลับได้ดี แต่ถ้าเราไม่รู้จักพักใจ พักแต่กาย ปล่อยใจให้แบกปัญหาหรือแบกงานหนักๆ  ไม่ยอมวางเลย ผลก็คือ ไม่ใช่แค่ใจเท่านั้นที่เหนื่อย กายก็เหนื่อยไปด้วย การรู้จักปล่อยวางเมื่อถึงเวลาพัก ช่วยทำให้เราได้พักทั้งกายและใจ เมื่อถึงเวลางาน ก็ทำงานได้เต็มที่และด้วยความรู้สึกแจ่มใสกระชุ่มกระชวย

การปล่อยวางยังรวมถึงการไม่หมกมุ่นกับความล้มเหลวที่ผ่านมา การทำงานบางครั้งย่อมเกิดความล้มเหลว มีความผิดพลาด แต่ผู้คนจำนวนมากมักไม่ยอมให้มันผ่านเลยไป ยังเก็บมาเอามาคิด เอามาคร่ำครวญ ถ้านำมาคิดแบบใคร่ครวญ อย่างนี้ดีและเป็นประโยชน์ แต่ส่วนใหญ่เราจะหวนนึกถึงอดีตในลักษณะคร่ำครวญ ทำให้เกิดความทุกข์และบั่นทอนจิตใจมากกว่า ใช่แต่เท่านั้นบ่อยครั้งผู้คนก็ยังพะวงถึงสิ่งที่ยังไม่เกิด สร้างภาพอนาคตในทางเลวร้าย ทำให้เกิดความวิตกกังวล เกิดความเครียด หรือบางทีก็ท้อแท้  คร่ำครวญว่าไม่ไหวแล้วๆ ทั้งที่มันยังไม่เกิดขึ้นเลย  อันนี้ก็เป็นการบั่นทอนตนเองอีกแบบหนึ่ง จะเรียกว่าเป็นการซ้ำเติมตนเองก็ได้ แต่ถ้าเรารู้จักวางอดีต วางอนาคต จิตใจจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้เต็มที่ ไม่บ่นไม่โวยวาย ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ก็จะมีพลัง ทำงานไปได้อย่างต่อเนื่อง

นี้เป็นมิติด้านใน ที่จะช่วยส่งเสริมให้การทำงานเพื่อสังคม เป็นไปอย่างต่อเนื่อง มีพลัง ไม่ท้อแท้ ไม่หดหู่ หรือสิ้นหวังง่ายๆ ถ้าเรามีมุมมองด้านในที่ลุ่มลึก เห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจของตนควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น เพื่อให้ผู้คนในสังคมมีความสุขเสมอหน้ากัน การทำงานเพื่อสังคมก็จะเอื้อให้เกิดชีวิตที่สงบเย็นและเป็นประโยชน์ได้ 

อาจารย์สำลีแม้เป็นคนที่ทุ่มเทเสียสละ ทำงานชนิดกัดไม่ปล่อย แต่อาตมาเชื่อว่าท่านมีมิติภายในที่ลุ่มลึก รู้จักปล่อยวาง ที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ ในวาระสุดท้ายของท่าน ท่านไม่มีอาการกระสับกระส่าย หรือห่วงพะวงเกี่ยวกับงานการเลย   แม้ว่าก่อนหน้านั้นท่านยังติดตามข่าวสาร ใส่ใจกับปัญหาต่างๆ ในบ้านเมือง  แต่เมื่อท่านรู้ว่าวาระสุดท้ายมาถึงแล้ว ท่านก็ปล่อยวางได้ โดยไม่มีอาการทุรนทุราย ทั้งๆ ที่ดูเหมือนว่าท่านเป็นคนที่ทุ่มเทมากในเวลาทำกิจ แต่ท่านก็รู้จักทำจิตด้วย คือพร้อมจะปล่อยวางเมื่อถึงเวลาพัก และเมื่อถึงเวลาที่ต้องพักอย่างนิรันดรตลอดกาล ท่านก็สามารถปล่อยวางได้อย่างสิ้นเชิง

มองในแง่นี้ อาจารย์สำลีเป็นแบบอย่างให้กับพวกเราไม่ใช่แต่เฉพาะในยามที่ท่านมีชีวิตอยู่ การตายของท่านก็เป็นแบบอย่างให้กับเราด้วยว่า เมื่อใกล้จะหมดลมก็สามารถปล่อยวางทุกสิ่ง ไม่มีเรื่องค้างคาใจ ไม่มีความอาลัยอาวรณ์ทั้งสิ้น  จะว่าไปแล้วความตายของท่านสอนอะไรให้กับเราได้มากมาย มันสอนให้เราตระหนักว่าสักวันหนึ่งเราก็ต้องตายเหมือนกัน มันแสดงให้เราเห็นและตระหนักว่าชีวิตนี้เป็นของไม่จีรัง สักวันหนึ่งเราก็ต้องเดินตามท่านไป แต่เราจะตามไปอย่างไร ไปอย่างคนที่มีความทุรนทุราย เพราะยังทำใจไม่ได้ หรือไปอย่างสงบ เพราะพร้อมปล่อยวางทุกสิ่ง

 คนเรานั้นขณะที่ยังมีชีวิตไม่ว่าจะมีงานการมากมายเพียงใด เมื่อวาระสุดท้ายมาถึงก็ควรปล่อยวางทุกสิ่ง ไม่ใช่แต่งานการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทรัพย์สินเงินทองและคนรักด้วย ไม่เช่นนั้นการตายของเราก็จะเป็นการตายที่เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน

คนเราเมื่อยังมีชีวิตก็ควรใช้ชีวิตให้ดีมีคุณค่า แต่ถ้าเราจะคิดถึงการมีชีวิตที่ดีอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอ เราต้องนึกถึงการตายที่ดีด้วย มีคนเปรียบว่าชีวิตคือการเดินทาง ชีวิตต้องมีจุดหมายเหมือนการเดินทาง จุดหมายชีวิตมักเป็นสิ่งสูงส่งที่ผู้คนอยากจะไปให้ถึง ไม่ว่าจะเป็นความมั่งคั่งร่ำรวย การมีชื่อเสียง การมีอำนาจวาสนา หรือการทำให้สังคมเจริญก้าวหน้า ผู้คนมีความเสมอภาคถ้วนหน้า  ฯลฯ แต่ชีวิตคนเราไม่ได้มีแต่จุดหมาย หากยังมีปลายทางด้วย ในการเดินทางนั้น จุดหมายกับปลายทางเป็นอันเดียวกัน แต่สำหรับชีวิตจุดหมายกับปลายทางนั้นต่างกันมาก จุดหมายเป็นสิ่งผู้คนอยากไปถึง แต่ปลายทางผู้คนส่วนใหญ่ล้วนเบือนหน้าหนี ไม่อยากให้มาถึง  แต่ไม่ว่าจะพยายามดิ้นรนแค่ไหน ปลายทางก็ต้องมาถึงเราจนได้ไม่ช้าก็เร็ว มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไปไม่ถึงจุดหมายของชีวิต เพราะว่าชีวิตมาถึงปลายทางเสียก่อน คนส่วนใหญ่ทุ่มเททุกอย่างเพื่อไปให้ถึงจุดหมายของชีวิต แต่กลับไม่สนใจตระเตรียมตนเองเพื่อรับมือกับปลายทางชีวิต ซึ่งจะมาถึงเมื่อไรไม่รู้

ไม่ว่าเราจะทำงานด้วยความพากเพียรพยายาม ด้วยความมุ่งมั่นเพียงใด ก็อย่าลืมว่าสักวันหนึ่งชีวิตของเราก็จะต้องมาถึงปลายทาง ไม่ว่าเราจะมีชีวิตอยู่อย่างดีเพียงใด สุดท้ายเราก็ต้องตายกันทุกคน มันจะดีกว่าไหมถ้าหากว่าเราให้เวลา ให้ความสำคัญกับการตระเตรียมจิตใจตระเตรียมตนเอง เพื่อรับมือกับปลายทางซึ่งจะมาถึงเมื่อใดก็ได้  การทำความดี การสร้างบุญสร้างกุศล การห่างไกลจากความชั่ว เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยเตรียมใจให้เราสามารถเผชิญกับวาระสุดท้ายของชีวิตได้ ด้วยใจที่ไม่ทุรนทุราย แต่เท่านั้นไม่เพียงพอ แม้เราจะอุทิศชีวิตเพื่อสิ่งที่ดีงาม ทำความดีมามาก ก็ต้องรู้จักปล่อยวางด้วย เพราะเมื่อวาระสุดท้ายมาถึง หากไม่ปล่อยวางจิตใจก็จะเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน

มีผู้คนมากมายที่ไม่ยอมตาย ต่อสู้กับความตาย เพราะยังมีความห่วงหาอาลัย หรือจิตใจยังมีความเจ็บแค้น ผูกพยาบาท บางคนยังปล่อยวางความรู้สึกผิดติดค้างใจไม่ได้  คนเหล่านี้ตอนที่สุขสบายดีไม่เคยคิดเลยว่า ความยึดติดถือมั่นเหล่านี้ ไม่ว่ายึดติดถือมั่นในทรัพย์ ในลูก สามีภรรยา คนรัก หรือกระทั่งงานการ รวมทั้งความยึดติดถือมั่นในความผูกพยาบาท ไม่รู้จักปล่อยวางความรู้สึกผิดที่ติดค้างใจ สิ่งเหล่านี้สามารถมารบกวนจิตใจในระยะท้ายของชีวิต และทำให้การตายเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานมาก เรียกได้ว่าเป็นการตายที่ไม่ดี

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเราจะมีความมุ่งมั่นในการทำงานเพียงใดก็ตาม ขอให้เราอย่าลืมฝึกฝนจิตใจของเรา เพื่อให้พร้อมที่จะเผชิญกับวาระสุดท้ายของชีวิต ที่จริงการทำงานเพื่อสังคม ถ้าเป็นการทำงานในลักษณะที่เป็นการปฏิบัติธรรม อย่างที่ท่านอาจารย์พุทธทาสพูดหรือย้ำอยู่เสมอ ก็จะช่วยเตรียมจิตใจของเราให้พร้อมที่จะเผชิญวาระสุดท้ายของชีวิตได้ อย่างน้อยก็ช่วยให้เรารู้จักปล่อยวางบ้าง  แม้จะทำเต็มที่อย่างไร ใจก็ไม่เครียด เพราะรู้จักทำกิจและฝึกจิตไปพร้อมๆ กัน  ท่าทีดังกล่าวช่วยให้เมื่อถึงเวลาที่เราต้องละจากโลกนี้ไป ก็ละด้วยความรู้สึกพร้อมตาย เต็มใจตาย

เราทั้งหลายพึงตระหนักว่าเราไม่ได้มีหน้าที่ดูแลรักษาชีวิตให้อยู่รอดยืนยาวและมีคุณค่าเท่านั้น แต่เรายังมีหน้าที่ตายด้วย  เราทุกคนมีหน้าที่ตายเพื่อเปิดทางให้แก่ผู้อื่นและชีวิตอื่น  เพราะฉะนั้นเราจึงควรฝึกฝนหรือเตรียมตัวทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด เพื่อว่าเมื่อถึงเวลาที่เราจะต้องตาย เราก็จะพร้อมตาย เต็มใจตาย ไม่หลีกเลี่ยงบ่ายเบี่ยง ไม่คดโกงความตาย ถ้าทำเช่นนี้ได้ การตายของเราก็จะเป็นการตายที่เบาสบาย

ในขณะที่ยังมีลมหายใจ เราควรใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและเปี่ยมด้วยความหมาย เมื่อจะตายก็ตายอย่างเบาสบาย เพราะรู้จักปล่อยวาง เพราะได้เตรียมตัวฝึกปล่อยวางมาตลอดจากการทำงาน แม้ทำงานชนิดกัดไม่ปล่อย ก็รู้จักปล่อยวางอดีตและอนาคต  และเมื่อทำงานเสร็จ ก็รู้จักวางมันออกจากใจ ไม่ยึดติดถือมั่นกระทั่งในความสำเร็จ อย่างที่ท่านอาจารย์พุทธทาสพูดว่า “จงทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง ยกผลงานให้ความว่างทุกอย่างสิ้น” คือไม่ยึดงานเป็นของกู หรือยึดว่าความสำเร็จเป็นของกู  เมื่อถึงเวลาที่เราจะต้องละจากโลกนี้ไป เมื่อถึงเวลาที่เราต้องเผชิญความจริง ว่าไม่มีอะไรที่เป็นของกูเลย ถึงตอนนั้น การตายของเราก็จะเป็นการตายที่เบาสบาย

อาตมาก็ใช้เวลาพอสมควรในการแสดงธรรม ที่สุดนี้ก็ขอให้เราระลึกนึกถึงคุณงามความดีของอาจารย์สำลี และอาศัยแบบอย่างของท่าน ทั้งแบบอย่างในการดำเนินชีวิตที่มีคุณค่า และแบบอย่างในการตายอย่างสงบ  เพื่อเป็นบทเรียนในการดำเนินชีวิตของเราให้เป็นไปในทางที่ดีงาม และเมื่อวาระสุดท้ายมาถึง เราก็สามารถจะตายดีด้วยเช่นกัน

ในที่สุดอาตมาขออ้างคุณพระศรีรัตนตรัย จงอำนวยอวยผลให้ทุกท่าน เจริญด้วยอายุวรรณ สุขะ พละ เพื่อเป็นพลวปัจจัยในการทำความดีงามให้ถึงพร้อม ด้วยทาน ศีล ภาวนา ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข ปลอดภัยไกลทุกข์ มีสติรักษาใจ มีปัญญานำพาชีวิต ให้ก้าวพ้นอุปสรรคทั้งปวง และขอให้เข้าถึงความสุขเกษมศานต์ มีพระนิพพานเป็นที่หมายด้วยกันทุกคนเทอญ

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved