หน้ารวมบทความ
   บทความ > บุคคล > อาจารย์อคินในความทรงจำ
กลับหน้าแรก

คืออาทิตย์ฉาย คือสายน้ำ คือผืนดิน
ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ 

อาจารย์อคินในความทรงจำ
พระไพศาล วิสาโล

 

สมัยที่ข้าพเจ้ายังเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์เมื่อ ๔๐ ปีก่อน  หนังสือเล่มหนึ่งที่พวกเราในสาขาวิชาประวัติศาสตร์จะต้องหามาอ่านคือ  สังคมไทยในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ.๒๓๒๕-๒๔๑๖ ของม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์  หนังสือเล่มนี้ทำให้เราเห็นโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนชั้นต่าง ๆ ของสังคมไทยเมื่อ ๒๐๐ ปีก่อนได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะระหว่าง เจ้า ขุนนาง และไพร่  ตอนนั้นประเด็นดังกล่าวอยู่ในความสนใจอย่างมากของวงการประวัติศาสตร์ไทย รวมถึงนักศึกษาปัญญาชนที่มีความคิดโน้มเอียงทางสังคมนิยม  ทั้งนี้เป็นผลจากแรงกระเพื่อมของหนังสืออย่าง โฉมหน้าศักดินาไทย ของจิตร ภูมิศักดิ์ ซึ่งวิพากษ์สังคมไทยในอดีตด้วยแนวคิดแบบมากซิสม์ (และเพิ่งได้รับการเผยแพร่หลังจากเป็นหนังสือต้องห้ามมากว่า ๑๕ ปี)  อย่างไรก็ตามหนังสือของม.ร.ว.อคิน ซึ่งเต็มไปด้วยข้อมูลอ้างอิงระดับปฐมภูมิ ชี้ให้เห็นว่า สังคมไทยในอดีตมีความซับซ้อนกว่าที่เราเข้าใจมากนัก และไม่อาจสรุปได้ง่าย ๆ ด้วยกรอบของลัทธิมากซิสม์

ข้าพเจ้าอดทึ่งไม่ได้ว่าหนังสือเล่มนี้เป็นผลงานแค่ระดับปริญญาโทของผู้เขียน   ดังนั้นจึงคอยอ่านวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกของท่านซึ่งคงจะสร้างผลสะเทือนแก่วงวิชาการประวัติศาสตร์ไทยยิ่งกว่าเล่มนี้  แต่ต่อมาก็พบว่าที่จริงแล้วผู้เขียนมิใช่นักประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นนักสังคมวิทยา ดังนั้นวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของท่านจึงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์อย่างที่ข้าพเจ้าคาดหวัง

ข้าพเจ้าได้ทราบต่อมาว่าม.ร.ว.อคิน  สอนหนังสือที่คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์  แต่ดูเหมือนว่าท่านไม่ได้ผลิตงานวิชาการที่โดดเด่นชนิดที่ “ดัง”ไปถึงคนนอกแวดวงสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาออกมาอีกเลย กระทั่งประมาณปี ๒๕๒๕ ข้าพเจ้าก็ได้ทราบว่าท่านมีสถานะใหม่ คือ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น

สมัยนั้นอาจารย์อาวุโสที่ย้ายจากกรุงเทพ ฯ ไปทำงานมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดมีน้อยมาก ยิ่งภาคอีสานอย่างขอนแก่นด้วยแล้ว ยิ่งน้อยใหญ่   เพราะถือกันว่ามหาวิทยาลัยในหัวเมือง(หรือ “บ้านนอก”)นั้นมีสถานะต่ำกว่ามหาวิทยาลัยในกรุงเทพ ฯ ยังไม่ต้องพูดถึงความสะดวกสบายที่ลดน้อยลงเมื่อไปอยู่ต่างจังหวัด  ที่หายากกว่านั้นก็คือ การทิ้งงานสอนงานวิจัยใน “หอคอยงาช้าง” ไปทำงานส่งเสริมการพัฒนาชนบท ซึ่งเป็นคนละวงการเลยก็ว่าได้  ดังนั้นข้าพเจ้าจึงรับฟังข่าวดังกล่าวด้วยความประหลาดใจ

หลายคนที่รู้จักอาจารย์อคินเป็นส่วนตัว คงประหลาดใจเช่นเดียวกับข้าพเจ้า และคงไม่เห็นด้วยกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว  เพราะหากอาจารย์อคินทำงานวิชาการต่อไปที่ธรรมศาสตร์ ก็คงมีความเจริญก้าวหน้าในทางวิชาการยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ และมีชีวิตที่สะดวกสบาย  อย่างไรก็ตามการตัดสินใจดังกล่าวของอาจารย์อคินก่อให้เกิดคุณูปการอย่างมากแก่สังคมไทย เพราะไม่เพียงเป็นการนำเอาวิชาการมาประสานกับการปฏิบัติ นำเอาความรู้มาขับเคลื่อนให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตผู้คน หากยังทำให้เกิดความตื่นตัวในวงการพัฒนาชนบทอีกด้วย

ช่วงนั้นเป็นช่วงที่รัฐบาลสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ มีนโยบายพัฒนาชนบท  ขณะเดียวกันหน่วยงานภาคประชาชน หรือ NGO ก็เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก  หลายหน่วยงานหันมาทุ่มเทกับการพัฒนาหมู่บ้าน  ช่วงนั้นวงการพัฒนาชนบททั้งภาครัฐและภาคประชาชนจึงคึกคักมาก มีการเสนอแนวทางต่าง ๆ มากมายเพื่อการพัฒนาชนบท   สถาบันวิจัยและพัฒนาของอาจารย์อคิน เป็นหน่วยงานหนึ่งที่นอกจากขับเคลื่อนการพัฒนาหมู่บ้านอย่างเป็นรูปธรรม โดยอาศัยความรู้หรือวิชาการเป็นตัวสนับสนุนแล้ว ยังจัดเวทีให้มีการถกเถียงอภิปรายประเด็นดังกล่าวอยู่เนือง ๆ

ประมาณปี ๒๕๓๑ ข้าพเจ้าได้รับนิมนต์เป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการของสถาบันวิจัยและพัฒนา โดยทำหน้าที่พิจารณางานวิจัยที่สมควรได้รับเงินสนับสนุนจากสถาบัน (ซึ่งได้รับทุนจาก USAIDอีกต่อหนึ่ง)  ขอสารภาพว่าข้าพเจ้าแทบไม่ได้ช่วยคณะอนุกรรมการชุดนี้เลย เพราะข้าพเจ้าไม่มีทั้งความรู้และประสบการณ์การวิจัย แต่การได้เป็นอนุกรรมการชุดนี้ทำให้รู้จักกัลยาณมิตรผู้ใหญ่หลายท่าน ซึ่งได้ทำงานร่วมกันด้านอื่นในเวลาต่อมา (เช่น คุณหมอวันชัย วัฒนศัพท์  อาจารย์บัญชร แก้วส่อง)  ผลพลอยได้อย่างหนึ่งคือการได้รู้จักอาจารย์อคิน เป็นการส่วนตัว 

อาจารย์อคินที่ข้าพเจ้ารู้จักเป็นผู้ใหญ่ใจดี มีอารมณ์ขันและใจกว้าง  ใครอยู่ใกล้ก็รู้สึกผ่อนคลายสบายใจ ไม่รู้สึกว่าตนเองด้อยหรือรู้น้อยกว่าท่าน  ทั้ง ๆ ที่ท่านมีเชื้อเจ้า หรือราชนิกุล แต่ไม่มีความถือตัวเลย ท่านเป็นกันเองกับทุกคน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยและชาวบ้าน ดูไม่มีช่องว่างเลย กลับถ่อมตัวด้วยซ้ำ ท่านพูดบ่อยครั้งว่า ท่านเรียนรู้จากชาวบ้านมาก เป็นหนี้บุญคุณคนเหล่านั้นมาก  น่าแปลกก็ตรงที่ในขณะที่คนชั้นกลางจำนวนมาก มองชาวบ้านด้วยสายตาที่ดูถูก เห็นเป็นคนชั้นล่างต่ำกว่าตน (จะเป็นเพราะมีเงินน้อยกว่า หรือเรียนน้อยกว่าก็ตาม)  แต่อาจารย์อคิน ซึ่งมีสถานภาพทางสังคมที่สูงมาก เป็นทั้งหม่อมราชวงศ์ ดอกเตอร์ และรองศาสตราจารย์ กลับเคารพและนับถือชาวบ้านเหล่านั้น จะว่าไปแล้วท่านเป็นผู้หนึ่งที่ไม่เพียงเรียกร้องให้ผู้คนมองเห็นคนอื่นว่าเท่าเทียมกับตน แต่ท่านยังทำงานหนักเพื่อลดช่องว่างในสังคมอีกด้วย

ข้าพเจ้ามีโอกาสทำงานร่วมกับอาจารย์อคินเป็นครั้งแรกเมื่อได้เป็นกรรมการปฏิรูปซึ่งมีคุณอานันท์ ปันยารชุนเป็นประธาน  อาจารย์อคินตอนนั้นชรามากแล้ว แต่ก็ยังมี “ไฟ”ในการทำงานเพื่อบ้านเมือง  โดยเฉพาะการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม  ความคิดเห็นและประสบการณ์ของท่านมีส่วนอย่างมากต่อการจัดทำข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูป ซึ่งมีหมุดหมายอยู่ที่ “ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในสังคม”

ข้าพเจ้าพบกับอาจารย์อคินอีกครั้งเมื่อท่านรักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์  ไม่คิดว่านั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้พบท่าน  ตอนที่ท่านรู้ว่าข้าพเจ้ามาเยี่ยม  แววตาของท่านบ่งบอกถึงความดีใจและประหลาดใจ แต่เราก็สื่อสารกันได้ไม่มาก 

อาจารย์อคินจากไปแล้ว แต่ทิ้งผลงานไว้มากมาย มิใช่หนังสือและงานวิชาการเท่านั้น หากยังได้แก่การอุทิศตนเพื่อชาวบ้านและผู้ยากไร้ในสังคม ด้วยจิตสำนึกที่เปี่ยมมนุษยธรรม มองทุกคนเป็นเพื่อนมนุษย์ที่เท่าเทียมกับตัวท่านเอง ท่าทีดังกล่าวเป็นสิ่งที่หาได้ยากจากคนที่มีความได้เปรียบทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างท่าน แต่เป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมากสำหรับเมืองไทยในยามนี้

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved