หน้ารวมบทความ
   บทความ > บุคคล > รำลึกถึงหลวงพ่อเสถียร ปัญญาวุโธ
กลับหน้าแรก

 

รำลึกถึงหลวงพ่อเสถียร ปัญญาวุโธ
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

ในบรรดาพระที่ข้าพเจ้ารู้จัก ไม่มีท่านใดที่ข้าพเจ้าสนิทสนมคุ้นเคยอย่างต่อเนื่องยาวนานมากที่สุดเท่าหลวงพ่อเสถียร ปัญญาวุโธ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราทั้งสองบวชไล่เลี่ยกัน โดยรู้จักกันตั้งแต่ยังไม่ได้พรรษา จากนั้นก็ได้มาจำพรรษาร่วมกันปีแล้วปีเล่า เริ่มจากวัดป่าสุคะโต ต่อด้วยวัดป่ามหาวัน  แม้ท่านจะแยกย้ายไปอยู่ที่อื่นเป็นเวลาหลายปี แต่แล้วในที่สุดก็กลับมาอยู่กับพวกเราที่ภูหลงอีกจนกระทั่งช่วงสุดท้ายของท่าน

หลวงพ่อเสถียรอุปสมบทก่อนข้าพเจ้าเพียง ๒-๓ เดือนที่แหลมสิงห์ จันทบุรี จากนั้นไม่นานท่านก็มาพำนักที่วัดสนามใน นนทบุรี ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ข้าพเจ้าไปปฏิบัติธรรมที่นั่นตามคำแนะนำของหลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ  หน้าร้อนปี ๒๕๒๖  มีพระมาบวชภาคฤดูร้อนมากมาย แต่ส่วนใหญ่ก็ลาสิกขากันในเวลาไม่นาน  หลวงพ่อเสถียรกับข้าพเจ้าเป็นพระนวกะเพียงไม่กี่รูปที่ยังบวชต่อ เราจึงคุ้นเคยกันพอสมควรทั้ง ๆ ที่วัยห่างกันเกือบสองรอบ

เมื่อใกล้เข้าพรรษา ข้าพเจ้าแยกไปอยู่วัดป่าสุคะโต ขณะที่หลวงพ่อเสถียรอยู่จำพรรษาที่วัดสนามใน แต่ในพรรษาต่อมาท่านก็มาจำพรรษาร่วมกับข้าพเจ้า และช่วยสร้างสีสันให้แก่ชาววัดที่นั่น เนื่องจากท่านเป็นคนโผงผาง พูดตรง แต่มีอารมณ์ขัน อีกทั้งไม่ถือตัว และมีน้ำใจ     วัดป่าสุคะโตตอนนั้นมีชาววัดไม่มาก  จึงคุ้นเคยกันได้เร็ว  เมื่อรู้จักกันนานเข้าจึงรู้ว่า ก่อนบวชท่านเป็นช่างตัดเสื้อฝีมือดีที่เมืองชลบุรี แต่ภายหลังติดเหล้าหนัก ญาติมิตรจึงแนะนำให้มาบวชเพื่อเลิกเหล้า แม้เลิกเหล้าได้แล้วท่านก็ยังอยากบวชต่อ

ช่วงแรกหลวงพ่อเสถียรพักในเขตที่เป็นเขตอุบาสิกาในปัจจุบัน  แต่ต่อมากุฏิของท่านถูกต้นไม้ล้มทับ ท่านจึงย้ายมาอยู่หลังหอไตร ถัดจากกุฏิของข้าพเจ้าไปหลังเดียว  เราจึงคุ้นเคยกันมากกว่าพระรูปใด  และผลัดกันเฝ้าวัดเวลาอีกคนมีธุระไปที่อื่น  ข้าพเจ้ามักไปกรุงเทพ ฯ ส่วนหลวงพ่อเสถียรมักไปแหลมสิงห์ เมืองชลบุรี หรือไม่ก็อุบลราชธานี อันเป็นบ้านเดิมของท่าน

เมื่อวัดป่าสุคะโตเกิดวิกฤตปี ๒๕๓๓ เนื่องจากมีพระกลุ่มหนึ่งต้องการยึดวัด โดยได้รับการสนับสนุนจากชาวบ้านจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นเครือญาติของพระที่เป็นแกนนำ  หลวงพ่อคำเขียนกับข้าพเจ้ามีความเห็นตรงกันว่า ไม่ควรให้เรื่องนี้ขยายตัวลุกลาม จึงปล่อยให้เขามายึดวัดตามต้องการเพราะเชื่อว่าคงอยู่ได้ไม่นาน  หลวงพ่อคำเขียนย้ายไปจำพรรษาที่ท่ามะไฟหวาน ส่วนข้าพเจ้าเลือกไปที่วัดป่ามหาวันหรือภูหลง ซึ่งตอนนั้นขาดพระอยู่พอดี

ภูหลงตอนนั้นมีป่าที่หนาแน่นกว่าตอนนี้ แต่เสนาสนะมีน้อย เป็นวัดป่าแท้ ๆ คือไม่มีน้ำไฟ เข้าถึงยาก และไกลจากหมู่บ้าน บิณฑบาตใช้เวลานาน ๒ ชั่วโมง จัดว่าเป็นที่ที่กันดารพอสมควร ตอนที่ข้าพเจ้าตัดสินใจไปภูหลงนั้น  ไม่มีความแน่ใจเลยว่าจะไปเจออะไรบ้าง จะอยู่ได้นานแค่ไหนก็ไม่รู้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้าพเจ้าไม่ค่อยถูกกับที่ชื้น แต่ก็ใจชื้นเมื่อหลวงพ่อเสถียรเลือกไปภูหลงกับพวกเรา  ที่นั่นท่านเป็นหลักในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเสนาสนะ ความเป็นอยู่ รวมทั้งเรื่องอาหาร  หลวงพ่อเสถียรมีทักษะหลายอย่าง และความสามารถอย่างหนึ่งที่ท่านไม่ด้อยกว่าใคร ก็คือ การปรุงอาหาร  ชีวิตที่ภูหลงจึงไม่ยากลำบากอย่างที่ข้าพเจ้าคิด

เมื่อมองย้อนกลับไปยังอดีต  ชีวิตชาววัดของข้าพเจ้าที่ภูหลงคงจะแตกต่างไปจากที่เคยเป็นมากหากไม่มีหลวงพ่อเสถียร  การที่ท่านรับภาระในหลายเรื่องที่วัด รวมทั้งเรื่องพิธีกรรม  (ยกเว้นเรื่องการเทศน์) ทำให้ข้าพเจ้ามีเวลาสำหรับงานเขียน งานค้นคว้า และการปฏิบัติ ค่อนข้างมาก   ใช่แต่เท่านั้นท่านยังมีเมตตาแก่ข้าพเจ้าเป็นพิเศษ  ภาระหลายอย่างที่ควรเป็นของข้าพเจ้า ท่านจึงรับไปทำให้  ยังไม่ต้องพูดถึงการเป็นเจ้าภาพชงกาแฟรสเลิศ(ผสมน้ำพญาเสือโคร่ง)ให้แก่ข้าพเจ้าทุกเย็นเมื่อไปเยี่ยมท่านที่กุฏิ

เมื่อวัดป่าสุคะโตคืนสู่ความสงบ หลังจากที่พระกลุ่มนั้นถูกชาวบ้านขับไล่ออกไปในปี ๒๕๓๖  ปีถัดไปข้าพเจ้าก็กลับไปอยู่ที่วัดป่าสุคะโต ซึ่งตอนนั้นมีพระแค่ไม่กี่รูป ครั้งถึงปี ๒๕๓๙ ก็มีเหตุให้ต้องมาจำพรรษาที่ภูหลง  หลวงพ่อเสถียรซึ่งก่อนหน้านั้นไปจำพรรษาที่อื่น ก็กลับมาจำพรรษากับพวกเราอีกและอยู่ต่อเนื่องหลายปี ขณะที่ข้าพเจ้าต้องไปจำพรรษาที่สุคะโตสลับกับภูหลงปีเว้นปีกระทั่งปัจจุบัน  พรรษาไหนที่ข้าพเจ้าอยู่สุคะโต หลวงพ่อเสถียรก็เป็นหลักให้ที่ภูหลงเป็นส่วนใหญ่

หลวงพ่อเสถียรมีความภูมิใจเมื่อได้ทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นหรือส่วนรวม (แม้บางครั้งปากท่านจะบ่นก็ตาม)  เมื่อแก่ตัวลง ท่านเริ่มมีปัญหาในการบิณฑบาตซึ่งทั้งไกลและหนัก (เป็นเหตุให้พระหนุ่มหลายรูปอยู่ภูหลงได้ไม่นาน) ท่านรู้สึกไม่สบายใจหากอยู่เฉย ๆ ในเวลาที่เพื่อนพระไปบิณฑบาตกัน ท่านจึงอาสาทำกับข้าวให้พวกเรา   ระยะหลังท่านขึ้นเขาไม่สะดวก แต่ท่านก็ไม่ปริปากพูด ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะท่านเคยภูมิใจในกำลังวังชาของท่าน ซึ่งสั่งสมมาแต่สมัยเป็นนักมวย (ท่านมักคุยอวดเรื่องราวของท่านสมัยเป็นนักมวยร่างกำยำให้พวกเราฟังเสมอ) พวกเราจึงแนะนำให้ท่านลงมาพักข้างล่าง  กุฏิหลังแรกตรงราวป่าหน้าวัดเกิดขึ้นเพราะเหตุนี้  ตรงนั้นเป็นจุดหนึ่งที่ข้าพเจ้าชอบแวะเยือน เพราะนอกจากจะได้ชิมกาแฟของท่านแล้ว ยังได้อาศัยสัญญาณสำหรับเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย

ช่วงสิบปีหลังท่านเริ่มไปจำพรรษาที่อื่น  โดยเฉพาะที่อุบลราชธานี  แต่เมื่อขอร้องท่าน ท่านก็ยินดีกลับมาภูหลง  ดังต้นปี ๒๕๔๘  ข้าพเจ้าไปขอให้ท่านกลับมาดูแลการก่อสร้างศาลาทำวัตรแทนหลังเก่าที่คับแคบ ท่านก็ยินดีมาช่วยพวกเรา เมื่อก่อสร้างเสร็จท่านก็ยังอยู่ภูหลงต่ออีกประมาณสองปี โดยมีงานอดิเรกคือปลูกผักปลูกต้นไม้ ซึ่งเป็นงานที่ท่านทำต่อเนื่องมาโดยตลอด

หลวงพ่อเสถียรกลับไปอุบลราชธานีนานนับปี  กลับมาภูหลงอีกทีท่านก็ล้มป่วยแล้ว เนื่องจากเส้นโลหิตในสมองแตก ทำให้เป็นอัมพฤกษ์ เดินได้ลำบากมาก ต้องนอนเป็นหลัก  ท่านทำใจได้ยากกับสภาพดังกล่าวเนื่องจากเคยภูมิใจในกำลังวังชาของตน ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นท่านอายุ ๗๗ แล้ว ในระยะหลังอาการของท่านลุกลามมากขึ้น จนต้องไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลชัยภูมิอยู่หลายเดือน อาการของท่านไม่ดีขึ้นเลย ต้องพึ่งพาเครื่องช่วยหายใจ ดูท่านทุกข์ทรมานมาก พวกเราจึงตัดสินใจพาท่านกลับมาที่วัดภูเขาทอง แล้วมรณภาพที่นั่นเมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๕ โดยมีหลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ ดูแลท่านอย่างใกล้ชิดและอำนวยการงานปลงศพของท่านเยี่ยงมิตรที่คุ้นเคย ส่วนอังคารของท่านได้บรรจุที่ลานหินโค้ง วัดป่าสุคะโต เป็นการกลับมาอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ท่านจากไปนานถึง ๒๒ ปี

หลวงพ่อเสถียรเป็นคนที่มีน้ำใจแต่พูดตรง  ทำนองปากร้ายใจดี  ใครที่ไม่รู้จักนิสัยใจคอของท่าน  ก็จะทนท่านได้ยาก  แต่หากไม่ถือสาคำพูดของท่าน ก็จะรู้ว่าท่านเป็นคนน่าคบ แม้ท่านจะโกรธง่าย น้อยใจง่าย แต่ก็หายเร็ว  อย่างไรก็ตามข้าพเจ้านับว่าโชคดีที่ท่านเมตตากับข้าพเจ้าเป็นพิเศษ  ดังมีเพื่อนพระบางรูปตั้งข้อสังเกตว่า ท่านไม่ค่อยต่อว่าข้าพเจ้าลับหลังเลย  เวลาข้าพเจ้าขอร้องท่านเรื่องใด ท่านก็ยินดีทำให้เสมอ  ดังได้กล่าวแล้วว่าชีวิตของข้าพเจ้าที่ภูหลงจะลำบากกว่าที่เป็นอยู่มาก หากไม่มีหลวงพ่อเสถียรมาเป็นกัลยาณมิตร   ข้าพเจ้าเป็นหนี้บุญคุณท่านมาก แต่เสียใจที่ในช่วงท้ายของท่าน ข้าพเจ้าช่วยเหลือท่านได้น้อยมาก  วันที่ท่านมรณภาพ ข้าพเจ้าก็ไม่ได้อยู่ดูใจท่าน เนื่องจากอยู่กรุงเทพ ฯ และกำลังเดินทางไปประเทศจีน ได้แต่พูดกับท่านทางโทรศัพท์ไม่กี่นาทีก่อนที่ท่านจะจากไป เพื่อน้อมนำใจของท่านให้เป็นกุศลและพร้อมรับความตายด้วยใจสงบ 

ภูหลงเป็นหนี้บุญคุณหลวงพ่อเสถียรมาก  แม้เถ้าอังคารของท่านไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่ความทรงจำดี ๆ เกี่ยวกับท่านยังคงสถิตอยู่ในใจของพวกเราชาววัดที่เคยมีช่วงเวลาดี ๆ กับท่าน

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved