หน้ารวมบทความ
   บทความ > บุคคล > ความตายมาเตือนใจไม่ให้ประมาท
กลับหน้าแรก

 

สุรพันธ์ สายประิดิษฐ์

ความตายมาเตือนใจไม่ให้ประมาท

ปาฐกถาธรรมในงานปลงศพคุณสุรพันธ์ สายประิดิษฐ์
วันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๔
ณ วัดเทพศิรินทร์

แบ่งปันบน facebook Share   

ขอคารวะพระคุณเจ้าและขอเจริญพรญาติโยมสาธุชนทุกท่าน

ตามธรรมเนียมของชาวไทย งานศพถือว่าเป็นงานอวมงคล แต่สำหรับชาวพุทธ งานศพจัดว่าเป็นงานบุญอย่างหนึ่ง เป็นงานบุญในแง่ที่ว่า ทุกท่านได้มาร่วมกันบำเพ็ญกุศลด้วยความปรารถนาดีแก่ผู้วายชนม์ ดังเช่นวันนี้เราได้มาบำเพ็ญกุศลให้แก่ คุณสุรพันธ์ สายประดิษฐ์ ผู้เป็นญาติมิตร หรือที่เคารพรักของเรา

นอกจากเป็นโอกาสที่เราจะได้บำเพ็ญกุศลให้แก่ผู้วายชนม์แล้ว งานศพยังเป็นงานบุญเพราะเป็นโอกาสที่เราจะได้บุญจากการมางานนี้ ได้บุญอย่างไร ได้บุญตรงที่ว่า เราได้มาเตือนใจตนเองให้ตระหนักถึงความจริงของชีวิต นั่นคือเมื่อเกิดมาแล้ว ก็ย่อมต้องประสบความเจ็บ ความป่วยและความตาย เป็นธรรมดา ครั้งหนึ่งคุณสุรพันธ์ก็เคยมีชีวิตมีลมหายใจเหมือนกับเรา แต่บัดนี้ท่านหาชีวิตไม่แล้ว ต่อไปเราก็จะเป็นเหมือนอย่างท่าน คือ ร่างกายนอนแน่นิ่งปราศจากวิญญาณไม่ต่างจากท่อนไม้ที่นอนทับแผ่นดิน อาจจะหาประโยชน์ไม่ได้ด้วยซ้ำ

เมื่อมางานศพ เราพึงเปิดใจน้อมรับสัจธรรมที่ปรากฏต่อหน้าเราในขณะนี้ นี้แหละคือ บุญที่เราจะได้จากการมางานศพ เพราะว่าเมื่อใดที่เราตระหนักถึงความจริงของชีวิตว่าไม่เที่ยง เมื่อเกิดแล้วก็ต้องแก่ เจ็บ ตายไป เช่นนี้ เราก็จะวางใจได้อย่างถูกต้อง วางใจอย่างไร ในแง่นี้ มีพุทธพจน์ตรัสเป็นภาษาบาลีที่เราคุ้นเคยกันดี ที่ขึ้นต้นว่า “อนิจจา วะตะ สังขารา” อันเป็นบทพิจารณาบังสุกุล แปลเป็นไทยว่า “สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ความสงบวางแห่งสังขารเหล่านั้นเป็นสุขอย่างยิ่ง” ภาษิตนี้เป็นข้อเตือนใจให้เรารู้จักปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวง คือ ไม่ยึดติดถือมั่นว่ามันจะอยู่ยงคงที่ไปตลอด และไม่ยึดติดถือมั่นว่ามันจะต้องเป็นไปตามใจเรา หาไม่แล้ว เราก็จะเป็นทุกข์เมื่อประสบกับความผันแปรพลัดพราก

ทุกวันนี้คนเราเป็นทุกข์ก็เพราะความยึดติดถือมั่น เมื่อเจอความแปรปรวนของสิ่งที่เรารัก เช่น ทรัพย์สมบัติ หรือความพลัดพรากจากคนที่เรารัก เช่น ภรรยา สามี ลูกหรือพ่อแม่ หากยึดติดถือมั่นในสิ่งเหล่านี้ก็ย่อมมีความทุกข์ มีความเจ็บปวด ความพลัดพรากจากสิ่งเหล่านี้ จะกลายเป็นเครื่องบีบคั้นจิตใจของเรา ทำให้เป็นทุกข์มากขึ้น

สิ่งทั้งปวงนั้นแปรเปลี่ยนเหมือนกระแสน้ำที่เลื่อนไหลตลอดเวลา ไม่หยุดนิ่ง ถ้าหากว่าเรายึดติดถือมั่นกับสิ่งที่ไม่คงที่ไม่คงตัว ก็เหมือนกับว่าเรายืนขวางกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก ก็เป็นธรรมดาที่เราจะต้องถูกน้ำพัดพาไปจนประสบกับความเดือดร้อน ความข้อนี้พระพุทธองค์เคยตรัสกับนางกีสาโคตมี ซึ่งเสียลูกไป และทำใจไม่ได้ แต่ตอนหลังนางยอมรับความจริงว่า การสูญเสียนั้นเป็นเรื่องธรรมดา พระพุทธองค์ได้ตรัสกับนางกีสาโคตมีว่า “มฤตยูย่อมพาชีวิตของผู้ที่ยึดติดมัวเมาในบุตรและทรัพย์สินไป ดุจเดียวกับน้ำป่าย่อมพัดพาผู้เอาชีวิตของผู้หลับไหลไป” เมื่อนางกีสาโคตมีพิจารณาตามก็เกิดปัญญาจนบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน

การวางใจให้ถูกต้องจะทำให้เราสามารถเผชิญกับความผันผวนปรวนแปรในชีวิตได้ ไม่ว่าจะมาในลักษณะใดก็ตาม โดยไม่ทุกข์ระทม เราวางใจเช่นนั้นก็เพราะรู้ชัดว่าสิ่งทั้งปวงนั้นไม่เที่ยง ไม่คงที่ไม่คงตัว มิอาจเป็นไปตามใจเราหรืออยู่ในอำนาจของเราได้ จึงมิอาจยึดติดถือมั่นได้ เมื่อตระหนักได้เช่นนี้ ถึงคราวที่ต้องสูญเสียพลัดพรากสิ่งใด ๆ ก็ตาม เราก็สามารถวางใจเป็นปกติได้ เมื่อประสบกับความสูญเสีย ก็ยังสามารถเป็นสุขได้ท่ามกลางโลกที่ผันผวนแปรปรวนเป็นนิจ โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับสิ่งที่ชาวโลกหวั่นหวาด คือความตาย ไม่ว่าความตายของคนที่เรารักหรือความตายของตัวเราเองก็ตาม

มีชาดกเรื่องหนึ่งพูดถึงครอบครัวที่ได้สูญเสียลูกชายไปอย่างกะทันหัน แต่ว่าครอบครัวนั้นไม่มีความโศกเศร้าแต่อย่างใด เมื่อมีผู้ถามว่าเหตุใดจึงไม่โศกเศร้า ผู้ที่เป็นพ่อก็บอกว่า ลูกข้าพเจ้าทิ้งร่างนี้ไปเหมือนงูลอกคราบเก่าทิ้งเสีย เมื่อร่างกายใช้สอยไม่ได้ เขาก็ตายจากไป คนตายถูกเผาย่อมไม่รู้ว่าญาติคร่ำครวญถึง ฉะนั้นข้าพเจ้าไม่เศร้าโศกถึง เขาไปแล้วตามวิถีทางของเขา

ผู้ที่เป็นแม่บอกว่า เมื่อเขามาจากปรโลก ข้าพเจ้าก็มิได้เชื้อเชิญ เมื่อเขาไปจากโลกนี้ ข้าพเจ้าก็มิได้อนุญาต เขามาอย่างไรก็ไปอย่างนั้น การคร่ำครวญที่เขาจากไปจะมีประโยชน์อะไร

ผู้เป็นน้องสาวบอกว่า ถ้าข้าพเจ้าร้องไห้ ร่างกายก็จะผ่ายผอม จะมีประโยชน์อันใด ญาติมิตรทั้งหลายของข้าพเจ้าก็ยิ่งจะไม่สบายใจ

ผู้ที่เป็นภรรยาก็บอกว่า ผู้ที่เศร้าโศกถึงคนตาย ก็เหมือนเด็กที่ร้องไห้เรียกหาพระจันทร์ ไม่มีประโยชน์อันใด

ส่วนผู้ที่เป็นสาวใช้ ก็พูดเช่นเดียวกันว่า การร้องไห้ถึงคนตายเป็นสิ่งไร้ประโยชน์ เปรียบเหมือนหม้อน้ำที่แตกแล้ว จะประสานให้สนิทเหมือนเดิมไม่ได้

อันนี้เป็นตัวอย่างของบุคคลที่รู้จักวางใจเมื่อต้องพลัดพรากสูญเสียคนรัก การวางใจเช่นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเองหรือเกิดขึ้นทันทีแต่ต้องอาศัยการฝึกฝน ใครก็ตามที่ปล่อยชีวิตไปตามอารมณ์หรือความรู้สึก ไม่ว่าชอบหรือชัง จิตใจก็จะเต็มไปด้วยความยึดติดถือมั่น อยากจะรักษาชีวิตนี้ให้คงที่คงตัว อยากยึดสิ่งต่าง ๆ ที่ถูกใจเอาไว้ รวมทั้งไขว่คว้าหาสมบัติต่างๆอย่างไม่รู้จักพอ จิตใจที่มีความยึดติดถือมั่นเช่นนี้ย่อมไม่สามารถที่จะรับมือกับความพลัดพรากสูญเสียได้

อย่าว่าแต่ความสูญเสียเลย แม้แต่ความไม่สมหวัง ไม่ได้อย่างที่หวัง หรือได้ไม่สมอยาก ก็มีความทุกข์แล้ว แต่หากเรารู้จักวางใจตามคำสอนของพระพุทธองค์ ก็จะมีความสุข ดังตอนท้ายของพุทธภาษิตนั้นคือ “ความสงบวางสังขารเหล่านั้นเป็นสุขอย่างยิ่ง” สังขารในที่นี้รวมถึงความปรุงแต่ง เช่น ความยินดียินร้าย ความสงบวางแห่งสังขาร หมายถึงการไม่ปรุงแต่ง ไม่ยินดียินร้าย ไม่ชอบไม่ชัง ไม่ผลักไสไม่ไขว่คว้า คือเป็นกลางต่อทุกสิ่ง ยอมรับความจริง ทำให้วางใจและใช้ชีวิตสอดคล้องกับความเป็นจริงตามธรรมชาติ ซึ่งไม่ได้แปลว่า ปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม

ที่จริงแล้วยังพุทธพจน์อีกตอนหนึ่งซึ่งสำคัญมาก และเป็นที่รู้จักกันในหมู่ชาวพุทธเช่นกัน นั่นคือปัจฉิมโอวาทของพระพุทธองค์ที่ตรัสไว้ก่อนจะปรินิพพานว่า “สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด” พุทธภาษิตนี้เป็นข้อแนะนำอีกแง่หนึ่ง เพื่อรับมือกับความไม่เที่ยงของชีวิต

ในตอนต้นอาตมาได้พูดถึงพุทธภาษิตที่ย้ำถึงความสำคัญของการทำใจปล่อยวาง แต่ว่าในพุทธภาษิตหลังนี้ พระพุทธองค์ตรัสว่า พึงทำประโยชน์ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท คือขยันหมั่นเพียร ไม่ปล่อยปละละเลย ท่าทีดังกล่าวมีความสำคัญมาก เพราะถ้าเรายอมรับหรือตระหนักว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา หากปล่อยวางอย่างเดียว โดยไม่ขวนขวายทำสิ่งที่ควรทำ อย่างนี้เรียกว่า ทำจิตแต่ไม่ทำกิจ อันนี้เป็นคำของท่านเจ้าคุณพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) ตามหลักการของพุทธศาสนา เมื่อตระหนักว่าชีวิตนี้ไม่เที่ยง ท่าทีที่ถูกต้องคือ นอกจากการทำจิตแล้ว ต้องทำกิจหรือทำการงานด้วย นั่นคือปล่อยวางแต่ไม่ปล่อยปละละเลย ไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่เร่งทำสิ่งที่สมควรทำในขณะที่ยังมีสุขภาพดี มีลมหายใจอยู่ อย่างนี้เรียกว่าตั้งอยู่ในความไม่ประมาท

แม้เราจะรู้ว่า สักวันหนึ่งเราต้องป่วยต้องตาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าควรปล่อยให้ชีวิตนี้เป็นไปตามยถากรรม ยถากรรมในที่นี้หมายเอาตามความหมายที่คนทั่วไปใช้อยู่ คือปล่อยไปตามกระแสหรือที่เรียกว่าปล่อยไปตามบุญตามกรรม การทำเช่นนั้นไม่ถูกต้อง เราจะต้องดูแล เอาใจใส่รักษาร่างกายเพื่อให้มีชีวิตยืนยาว รู้จักรักษาสุขภาพ ป้องกันมิให้เป็นโรค หรือถ้าเจ็บป่วยก็ต้องรักษาพยาบาล เพื่อให้ชีวิตนี้สามารถก่อประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตามเมื่อถึงคราวที่เจ็บป่วย ก็ไม่ตีโพยตีพาย คือปล่อยวางได้เพราะรู้ว่าเป็นธรรมดาโลก แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ไม่ปล่อยปละละเลย หรือปล่อยให้หายเอง แต่ต้องดูแลรักษาเพื่อให้มีชีวิตหรือสุขภาพดีไปได้นาน ๆ จะได้สร้างสรรค์ประโยชน์ให้เกิดขึ้น คุ้มค่ากับการที่เกิดมาในโลกนี้ แต่หากยังไม่เจ็บป่วย ก็รู้จักป้องกันรักษาตัว หมั่นออกกำลังกาย อันนี้เรียกว่ารู้จักทำกิจ ขณะเดียวกันก็ไม่เพียงดูแลรักษาร่างกายเท่านั้น ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บเท่านั้น แต่ยังขวนขวายทำสิ่งที่มีคุณค่าต่อชีวิตในขณะที่ยังมีสุขภาพดีอยู่ อันนี้เรียกว่าตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ทั้งนี้เพราะรู้ดีว่าสักวันหนึ่งจะต้องมีเหตุให้ไม่อาจทำสิ่งเหล่านั้นได้

ความไม่ประมาทนั้นเป็นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนที่ยังไม่ประสบกับความพลัดพรากสูญเสีย หรือยังไม่ประสบกับความเสื่อม คือชีวิตยังเป็นปกติอยู่ คนทั่วไปเมื่อชีวิตยังเป็นปกติ มีสุขภาพดี พรั่งพร้อมด้วยวัตถุ สิ่งอำนวยความสะดวก ก็มักจะเพลิดเพลินในสุขภาพ ในความสะดวกสบาย ละเลยการป้องกันมิให้เหตุร้ายเกิดขึ้น อีกทั้งไม่มีการเตรียมตัวเตรียมใจไว้เมื่อต้องเจอสิ่งไม่ปรารถนา อันนี้เรียกว่าประมาท เนื่องจากไม่ตระหนักถึงความจริงว่า ชีวิตของเราไม่มีความแน่นอน ความสุขที่มีอยู่นั้นสักวันหนึ่งก็จะแปรเปลี่ยนไป รวมถึงชีวิตของเราก็ต้องมีอันเป็นไปเช่นกันเช่นกัน ที่ต้องเจอแน่ ๆ ก็คือความแก่ ความเจ็บ ความป่วย แล้วในที่สุดก็ต้องพบกับความตาย เมื่อระลึกได้เช่นนี้ เราก็จะไม่มัวเพลิดเพลินในความสุข แต่จะตั้งอยู่ในความไม่ประมาท คือไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปเปล่า ๆ แต่เร่งรีบทำสิ่งที่ควรทำในขณะที่ยังมีโอกาสอยู่

การตั้งอยู่ในความไม่ประมาท หมายความว่า ขณะที่เรายังมีกำลังวังชาหรือยังหนุ่มยังสาวก็ตระหนักว่า สักวันหนึ่งเราก็ต้องแก่ชรา ไม่มีกำลังวังชาเหมือนตอนนี้ ถึงตอนนั้นจะทำอะไรก็ลำบาก ดังนั้นตอนนี้เราต้องเร่งทำความดี สร้างกุศล ทำภารกิจการงานไม่ให้คั่งค้าง ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี ไม่ให้คลาดเคลื่อน หรือละเลยไป

ในขณะที่เรายังมีสุขภาพดี ก็พึงตระหนักว่าสักวันหนึ่ง เราก็จะต้องเจ็บป่วย ถึงตอนนั้น ก็ไม่อาจทำอะไรได้เต็มที่ ดังนั้นตอนนี้เราจึงควรเร่งทำสิ่งที่ควรทำ ไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ หรือใช้เวลาที่มีอยู่ในการตักตวงความสุข มัวปรนเปรอตนเอง หลงอยู่ในความเพลิดเพลิน สนุกสนาน

พระพุทธองค์ตรัสเตือนว่า พึงระลึกถึงอนาคตภัยอยู่เนือง คือตระหนักถึงภัยที่จะต้องเกิดขึ้นในอนาคตได้แก่ ความชรา ความเจ็บป่วย ความขาดแคลน ความวุ่นวายในบ้านเมือง และความแตกแยกในหมู่ชน เมื่อตระหนักเช่นนี้แล้ว แม้ว่าขณะนี้ยังเป็นหนุ่มสาว มีสุขภาพดี มีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ บ้านเมืองสงบสุข หมู่ชนสามัคคีกัน ในด้านหนึ่งก็คอยป้องกันมิให้เหตุร้ายเกิดขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องเตรียมการรับมือหากว่ามันเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เตรียมการในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการกักตุนอาหาร หรือเตรียมตัวย้ายบ้านไปที่ที่ปลอดภัย อย่างที่หลายคนกำลังทำเพราะกลัวว่าภัยพิบัติกำลังจะเกิดขึ้น อันนี้ยังไม่ใช่เป็นการเตรียมการที่ดีหรือครบถ้วน เพราะว่าขาดการเตรียมใจ เนื่องจากลืมไปว่าถึงแม้จะไม่เกิดภัยพิบัติ เราทุกคนก็หนีความตายไม่พ้น ถึงอย่างไรก็ต้องตาย อาจตายที่บ้าน หรือตายที่ไหนก็แล้วแต่ ดังนั้นจึงต้องเตรียมใจเพื่อรับมือกับเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้นด้วย นั่นคือเมื่อมันเกิดขึ้น ไม่ว่าเจ็บป่วย พลัดพรากสูญเสีย หรือต้องเผชิญกับความตาย จิตใจก็เป็นปกติไม่หวั่นไหว ปล่อยวางได้เพราะรู้ว่ามันเป็นธรรมดาโลก

นอกจากการป้องกันเหตุร้าย และการเตรียมตัวเตรียมใจเพื่อรับมือเหตุร้ายแล้ว ความไม่ประมาทยังหมายถึงว่า ขณะที่ยังมีความสุขสบาย ยังไม่มีเหตุร้ายรบกวน ก็เร่งใช้โอกาสนั้นในการทำความดี สร้างกุศล และทำหน้าที่ต่าง ๆ ที่ควรทำให้แล้วเสร็จ เพราะหากถึงคราวที่เจ็บป่วยหรือใกล้ตาย ก็จะไม่เสียดายโอกาส และไม่มีอะไรค้างคาใจ เพราะได้ทำสิ่งที่ควรทำเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งไม่มีความรู้สึกผิดติดค้างที่ได้ทำสิ่งที่ไม่สมควรทำ

ในแง่นี้ คุณสุรพันธ์ เป็นแบบอย่างที่ดีกล่าวคือ มีการเตรียมตัวและใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาทมาพอสมควร ดังนั้นเมื่อท่านรู้ว่าเจ็บป่วยด้วยโรคร้าย ก็ทำใจยอมรับความจริงได้ ไม่ได้ยึดติดถือมั่นว่าสังขารร่างกายนี้จะต้องดีไปตลอดหรือล้มป่วยไม่ได้ คนเราเมื่อยอมรับรับข่าวร้ายได้ ก็สามารถวางใจให้เป็นปกติ ไม่เป็นทุกข์ และเมื่อท่านป่วยหนัก รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นตามมา นอกจากวางใจได้แล้วยังมีการเตรียมพร้อมเป็นอย่างดี ท่านได้เตรียมการหลายอย่าง เช่น มีการทำบันทึกถึงญาติมิตรว่าจะปฏิเสธการรักษาที่มีแต่จะสร้างความทุกข์ทรมานเพียงเพื่อยืดชีวิตไปโดยไม่อาจทำประโยชน์ใด ๆได้ ขณะเดียวกันก็มีการฝึกใจไว้ไม่น้อย ดังนั้นเมื่อทุกขเวทนาเบียดเบียนอย่างหนักในระยะท้าย ๆ ท่านจึงไม่ปริปากบ่นหรือแสดงอาการให้เห็นว่าเป็นทุกข์แสนสาหัส หากยอมรับความเจ็บปวดนั้นได้ ราวกับเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา

อันนี้เป็นตัวอย่างของการปล่อยวางควบคู่กับการตั้งอยู่ในความไม่ประมาท คือตระหนักดีว่าจะเกิดอะไรขึ้น และมีการตระเตรียมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมา แต่ถ้าเราสามารถที่จะทำได้มากกว่านั้น เช่นขณะที่มีสุขภาพดี เราก็หมั่นฝึกฝนจิตใจ บำเพ็ญภาวนาเพื่อสามารถรักษาจิตให้เป็นสุขได้ในยามที่ต้องประสบสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา ไม่ว่าจะเป็นคำวิพากษ์วิจารณ์ การสูญเสียทรัพย์สิน ความล้มเหลวในการงาน หรือการพลัดพรากสูญเสียสิ่งที่รัก เรารู้จักเอาเหตุการณ์เหล่านี้มาเป็นเครื่องฝึกใจให้รู้จักปล่อยวาง อะไรที่เราแก้ไขได้ ก็ควรแก้ อะไรที่แก้ไขไม่ได้ ไม่มีอะไรดีกว่าปล่อยวาง เสียเงินไปแล้ว ทำไมต้องเสียใจด้วย หากเสียของรักไปแล้ว ทำไมต้องเสียอารมณ์ด้วย

อันนี้เป็นตัวอย่างของการฝึกฝนจิตใจให้ยอมรับความจริงของชีวิต ถ้าหากเรามีการฝึกฝน
เช่นนี้อยู่เสมอ เราก็จะมีความพร้อมในการรับมือกับความผันผวนปรวนแปร ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับคนที่เรารักหรือเกิดขึ้นกับตัวเราเองก็ตาม

นี้คือแง่คิดอย่างหนึ่งที่เราพึงได้จากการมางานศพ ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า แม้จะเป็นงานอวมงคล แต่ก็เป็นงานที่สามารถเตือนสติและให้ปัญญาแก่ผู้มาร่วมงานได้ นอกเหนือจากการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับ

คุณสุรพันธ์นั้น อาตมาเชื่อว่าพวกเราทุกคนที่ได้รู้จักท่าน ย่อมประทับใจในความมีน้ำใจ และความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตนของท่าน อาตมาแม้จะรู้จักท่านไม่นาน แต่ก็อดประทับใจไม่ได้ และเห็นชัดว่า แท้ที่จริงท่านถอดแบบความเป็นสุภาพบุรุษมาจากบิดา คือคุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงผู้ก่อตั้งคณะหนังสือพิมพ์สุภาพบุรุษ อันเป็นตำนานของวงการวรรณกรรมเท่านั้น ตัวท่านเองก็ยังเป็นสุภาพบุรุษที่น่ายกย่องสรรเสริญด้วย ความเป็นสุภาพบุรุษของท่านได้ถ่ายทอดมาสู่ผู้เป็นลูก ขณะเดียวกันคุณสุรพันธ์ยังมีความเข้มแข็ง ซึ่งคงจะรับมาจากบิดาและมารดา คือ คุณชนิด สายประดิษฐ์ ด้วย

คุณสุรพันธ์นับว่าเป็นผู้หนึ่งที่ช่วยรักษาอุดมคติและกิตติคุณของผู้เป็นบิดาและมารดา ซึ่งแม้จะประสบภัยทางการเมือง แต่ทุกวันนี้ทั้งสองท่านก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นบุคคลสำคัญ เป็นอาชาไนย และเป็นปูชนียบุคคล ทั้งฝ่ายบิดาคือคุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ และฝ่ายมารดาคือคุณชนิด สายประดิษฐ์ อาตมาเชื่อว่า อนุชนรุ่นหลัง เมื่อได้รับทราบอุดมคติและกิตติคุณของทั้งสองท่าน ก็จะขอบคุณคุณสุรพันธ์ ที่ได้ช่วยรักษาอุดมคติและกิตติคุณดังกล่าวเอาไว้ ทั้งด้วยการกระทำที่เป็นผลงาน เช่น หนังสือ และการประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่าง ที่เราสัมผัสได้ แม้ว่าท่านจะไม่ได้มีชื่อเสียงดังบิดามารดาก็ตาม แต่ก็สามารถสร้างความประทับใจให้กับบุคคลที่รู้จัก

ในท้ายที่สุดนี้ขอให้ทุกท่านตั้งจิตอุทิศส่วนกุศลและความปรารถนาดีให้กับคุณสุรพันธ์ บุคคลผู้เป็นที่รักของเรา เพื่อท่านจะได้ไปสู่สุคติเสวยวิปากสมบัติในสัมปรายภพด้วยเทอญ

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved