หน้ารวมบทความ
   บทความ > บุคคล > มรณสติกถา
กลับหน้าแรก

 

มรณสติกถา
ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์

แบ่งปันบน facebook Share   

มรณธมฺโมมหิ มรณํ อนตีโต

ณ บัดนี้อาตมภาพจักได้แสดงพระธรรมเทศนา เพื่อเป็นคติเตือนใจในเรื่องมรณธรรม อันจักเป็นเครื่องประดับสติปัญญาบารมีของท่านสาธุชนผู้ใฝ่ธรรม

วันนี้พวกเราทั้งหลายได้มาประชุมพร้อมกัน ณ ที่นี้ด้วยความผูกพันและระลึกถึงท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ซึ่งในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าสรีระของท่านก็จะสลายกลายเป็นอังคารหรือเถ้าธุลีก่อนที่จะกลับคืนสู่ธรรมชาติ อันเป็นธรรมดาของสรรพสิ่ง

ครั้งหนึ่งท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ได้เคยมีชีวิตและเดินเหินอยู่บนโลกนี้เช่นเดียวกับเรา ได้เคยโอภาปราศรัยและพูดคุยกับเรา ได้เคยพบสุขและประสบทุกข์เช่นเดียวกับเราทุกคน แต่ในที่สุดท่านก็ต้องละจากโลกนี้ไป แม้จะทิ้งร่างเอาไว้ แต่ร่างอันเป็นรูปขันธ์ของท่านนั้น ก็ต้องเสื่อมสลายเช่นกัน อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่ก็คือคุณงามความดีของท่าน ซึ่งไม่เพียงประทับแน่นในใจของพวกเราเท่านั้น แต่ยังถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของชาติ ในฐานะภริยาผู้ที่ทั้งอยู่เบื้องหลังและเคียงบ่าเคียงไหล่กับท่านรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ ผู้มีคุณูปการอย่างสูงต่อประเทศและประชาชนไทย

คุณงามความดีของท่านนั้นมิได้บำเพ็ญเมื่อยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น แม้เมื่อสิ้นลมแล้ว
สรีระที่ท่านอุทิศให้ยังสร้างสรรค์คุณประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ต่อไปด้วยการเป็น “อาจารย์ใหญ่”ให้แก่นิสิตแพทย์ เพื่อนำความรู้ไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในวันข้างหน้า

บัดนี้ภารกิจในการเป็นอาจารย์ใหญ่ของท่านผู้หญิงพูนศุขได้ลุล่วงแล้ว ถึงเวลาที่เราทั้งหลายจะร่วมกันทำหน้าที่ของผู้ที่ยังอยู่ ได้แก่การปลงสรีระของท่าน พร้อมกับร่วมกันบำเพ็ญบุญกุศลอุทิศให้ท่านตามประเพณี เพราะสำหรับผู้ที่วายชนม์นั้น ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งพาได้ในสัมปรายภพนอกจากบุญกุศลเท่านั้น

อย่างไรก็ดีตามประเพณีของชาวพุทธ การบำเพ็ญกุศลในงานศพนั้นนอกจากมุ่งประโยชน์แก่ผู้วายชนม์แล้ว ยังมุ่งให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ที่ยังอยู่ด้วย นั่นคือการเตือนใจให้ทุกคนระลึกถึงสัจธรรมของชีวิตที่ไม่มีผู้ใดหนีพ้น ได้แก่ความจริงที่ว่าเมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องแก่ เจ็บ และตาย สัจธรรมดังกล่าวได้ปรากฏแก่เราทุกคนในที่นี้โดยมีสรีระของท่านผู้หญิงเป็นเครื่องแสดง มองในแง่นี้ความเป็นอาจารย์ใหญ่ของท่านผู้หญิงพูนศุขจึงยังไม่สิ้นสุด เป็นแต่ว่าผู้ที่พึงศึกษาน้อมรับบทเรียนจากท่านในบัดนี้มิใช่นักศึกษาแพทย์ แต่เป็นพวกเราทุกคน ณ ที่นี้

ความตายเป็นธรรมดาของชีวิต ดังมีพุทธภาษิตย้ำเตือนว่า มรณธมโมมหิ มรณ อนตีโต
แปลว่า “เรามีความตายเป็นธรรมดา หาล่วงพ้นความตายไปได้ไม่” ความจริงข้อนี้แม้ไม่มีใครปฏิเสธ แต่น้อยคนที่ให้เวลากับการครุ่นคำนึงถึงความตายของตนอย่างจริงจัง การพูดถึงความตายของตนมักถือกันว่าเป็นเรื่องอัปมงคล ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงมีชีวิตอยู่ราวกับลืมตาย หรือหลงคิดว่าตนเองจะไม่ตาย ไม่มีการเตรียมตัวเตรียมใจไว้รับมือกับความตาย ดังนั้นเมื่อความตายเข้ามาประชิดตัว จึงทุกข์ทรมาน หวาดวิตก คิดแต่จะหาทางหนี แต่เมื่อหนีไม่พ้น จึงสิ้นลมด้วยความทุรนทุราย ซึ่งในทางพุทธศาสนาถือว่าส่งผลถึงถึงทุคติได้

แท้จริงแล้วความตายไม่ใช่สิ่งน่ากลัว สิ่งที่น่ากลัวมากกว่าคือความกลัวตายต่างหาก ความกลัวตายทำให้เรานอกจากเป็นทุกข์แล้ว ยังทำให้เราปฏิเสธที่จะเตรียมรับมือกับความตาย การปฏิเสธดังกล่าวในที่สุดย่อมนำความทุกข์ทรมานแสนสาหัสมาให้เมื่อวันนั้นมาถึง แต่หากเรายอมรับว่าเราเองต้องตายไม่ช้าก็เร็ว เราย่อมตระหนักว่าแทนที่จะวิ่งหนีความตายไปจนตลอดชีวิต จะเป็นการดีกว่าหากเราหันมาเตรียมใจให้พร้อมรับมือกับความตาย เพราะนี้คือวิธีเดียวเท่านั้นที่เราจะพบกับความสงบเมื่อวาระสุดท้ายมาถึง

มีผู้รู้กล่าวว่า “ในโลกนี้ไม่มีอะไรน่ากลัว มีแต่สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ” ความจริงข้อนี้ครอบคลุมถึงความตายด้วยเช่นกัน สาเหตุที่เรากลัวความตายก็เพราะเราไม่รู้จักความตายดีพอ ความตายนั้นแม้จะเป็นวิกฤตที่นำความแตกดับมาสู่ชีวิต แต่ในเวลาเดียวกันก็สามารถเป็นโอกาสในทางจิตวิญญาณได้ ในพระไตรปิฎกมีเรื่องราวเกี่ยวกับผู้คนเป็นอันมากทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ที่บรรลุธรรมเป็นอริยบุคคลขณะที่กำลังจะสิ้นลมในสถานการณ์ต่าง ๆ กัน ทั้งนี้เพราะท่านเหล่านั้นได้เห็นความไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ของสังขารอย่างชัดเจน จนจิตปล่อยวางจากความยึดติดถือมั่นอย่างสิ้นเชิง

ด้วยเหตุนี้ท่านอาจารย์พุทธทาสจึงกล่าวว่า ช่วงขณะที่กำลังจะตายนั้นเป็น “นาทีทอง”ของชีวิต เราทุกคนสามารถใช้ความตายให้เกิดประโยชน์ในทางจิตวิญญาณได้ แม้จะไม่ถึงขั้นบรรลุธรรมเป็นอริยบุคคล แต่ก็อาจอาศัยความตายเป็นเครื่องกระตุ้นใจให้ปล่อยวางสิ่งต่าง ๆ ที่มิใช่สาระของชีวิตหรือที่เคยเป็นภาระแก่จิตใจ ทำให้จิตใจเข้าถึงความสงบโปร่งเบา ขณะเดียวกันก็หันเข้าหาธรรมจนพบแสงสว่างของชีวิตอันเป็นเครื่องนำทางให้ผ่านพ้นความตายไปได้โดยสวัสดี

มีผู้คนเป็นอันมากที่สามารถเผชิญความตายได้ด้วยใจสงบ แม้มีทุกขเวทนาทางกายบีบคั้นก็ตาม ทั้งนี้ก็เพราะยอมรับได้ว่าความตายเป็นธรรมดาของชีวิต ไม่ปฏิเสธ ผลักไส หรือขัดขืน ต่อสู้กับความตายอีกต่อไป ขณะเดียวกันก็ไม่มีสิ่งใดค้างคาใจ ที่ทำให้วิตกกังวลหรือห่วงใย มีก็แต่ความภาคภูมิใจในความดีที่ได้กระทำมา ทำให้มั่นใจในคติภพข้างหน้า ไม่หวาดกลัวในสิ่งที่จะต้องประสบหลังตาย

ผู้ที่จะทำใจเช่นนี้ได้จำเป็นต้องมีการฝึกฝนจิตใจอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะการหมั่นเจริญมรณสติอยู่เนือง ๆ ได้แก่การพิจารณาว่าความตายจะต้องบังเกิดขึ้นกับตนอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะร่ำรวย ยิ่งใหญ่ ทรงอำนาจเพียงใด ในที่สุดก็ต้องตาย แต่ในความแน่นอนเที่ยงแท้ของความตายนั้น ก็เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนว่า ความตายจะมาถึงตนเมื่อใด อาจจะเป็นสิบปีข้างหน้า ปีหน้า เดือนหน้า พรุ่งนี้ หรือแม้แต่คืนนี้ก็ได้ ไม่มีผู้ใดเลยที่ล่วงรู้ได้ ดังมีภาษิตธิเบตกล่าวว่า “ระหว่างวันพรุ่งนี้กับชาติหน้า ไม่มีใครรู้ได้ว่าอะไรจะมาก่อน”

เมื่อพิจารณาเช่นนี้แล้ว ก็ต้องถามต่อไปว่า หากเราต้องตายในวันนี้หรือคืนนี้ เราพร้อมจะตายหรือยัง เราได้สร้างสมคุณงามความดีมากพอหรือยัง เราได้ใช้เวลาในโลกนี้อย่างมีคุณค่ามากพอแล้วหรือ มีภารกิจสำคัญอันใดที่ยังคั่งค้างอยู่บ้าง และมีสิ่งใดบ้างที่เรายังเป็นห่วงกังวลหรือค้างคาใจที่ทำให้ไม่พร้อมที่จะตาย

การเจริญมรณสติดังกล่าวจะช่วยให้เราตระหนักว่าเรามีเวลาอยู่ในโลกนี้อย่างจำกัด ดังนั้นในขณะที่ยังมีเวลาและสุขภาพดีอยู่ จึงต้องเร่งทำภารกิจที่สำคัญและมีความหมายต่อชีวิตให้แล้วเสร็จ ไม่ว่าการบำเพ็ญคุณงามความดี การฝึกฝนพัฒนาจิตใจ ตลอดจนการทำหน้าที่ต่อบุคคลที่มีความสำคัญในชีวิตของเรา กิจเหล่านี้คนส่วนใหญ่มักผัดผ่อนทอดธุระ เพราะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนและไม่มีเส้นตายที่จะต้องทำให้เสร็จ แต่การเตือนตนอยู่เสมอว่าความตายจะมาถึงเราเมื่อไรก็ได้ จะกระตุ้นให้เราขวนขวายทำกิจเหล่านี้ ไม่ผัดผ่อนทอดธุระอีกต่อไป เรียกว่าเป็นการมีชีวิตอยู่อย่างไม่ประมาท

มีหลายคนที่เมื่อจินตนาการว่าความตายกำลังจะเกิดขึ้นกับตนในวันนี้หรือคืนนี้ เขาพบว่ามีหลายคนและหลายสิ่งที่ตนยังยึดติดผูกพันหรือห่วงใยอยู่ ตราบใดที่ยังมีความยึดติดผูกพันดังกล่าวอยู่ ก็ยากที่เราจะจากโลกนี้ด้วยใจสงบได้ เพราะจะมีแต่ความอาลัยอาวรณ์และเศร้าโศกท่วมท้นใจ การเจริญมรณสติจึงเป็นสิ่งกระตุ้นเตือนให้เราเห็นถึงความสำคัญของการรู้จักปล่อยวางบุคคลและสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียงเกียรติยศ รวมทั้งความหวงแหนอาลัยในชีวิต แม้ในการดำเนินชีวิตประจำวันจะปล่อยวางได้ยาก แต่ก็ควรฝึกใจให้พร้อมปล่อยวางอย่างทันท่วงทีเมื่อวาระสุดท้ายของชีวิตมาถึง

สิ่งที่เรายึดติดนั้นมิได้มีเพียงสิ่งอันเป็นที่รักที่พอใจ เช่น บิดามารดา บุตรธิดา ทรัพย์สมบัติ หรือชีวิตเท่านั้น แม้สิ่งอันไม่เป็นที่รักที่พอใจเราก็มักยึดติดโดยไม่รู้ตัว เช่น ความโกรธเกลียดหรือ พยาบาทต่อคนบางคน รวมถึงความรู้สึกผิดที่ทำไม่ดีกับผู้อื่น อารมณ์เหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่เราควรรู้จักปล่อยวางเช่นกัน ไม่เช่นนั้นก็อาจจะรบกวนจิตใจให้เป็นทุกข์ หม่นหมอง หรือเร่าร้อนในเวลาใกล้ตายได้

การปล่อยวางดังกล่าวเกิดขึ้นได้ส่วนหนึ่งก็จากการขวนขวายทำภารกิจต่าง ๆ ให้เสร็จสิ้นจนไม่มีอะไรค้างคาใจ เช่น การตอบแทนบุญคุณบิดามารดา การเลี้ยงดูบุตรธิดา การจัดการทรัพย์สินหรือมรดก ส่วนอารมณ์ฝ่ายอกุศลก็สามารถปล่อยวางได้ ด้วยการขอขมาหรือปรับความเข้าใจผิดกับผู้ที่เคยมีเรื่องบาดหมางกัน รวมทั้งการให้อภัยตนเอง และยอมรับความผิดพลาดของตนโดยไม่เก็บกดไว้ในใจ

การระลึกว่าความตายอาจมาถึงเราเมื่อไรก็ได้ ยังทำให้เราเห็นถึงคุณค่าของแต่ละวันที่เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้ เพราะเราไม่รู้เลยว่าวันพรุ่งนี้จะมีหรือไม่ ทำให้เราเห็นถึงคุณค่าของแต่ละวันที่คนรักยังอยู่กับเรา เพราะเราไม่รู้เลยว่าวันพรุ่งนี้จะได้พบกันอีกหรือไม่ ทำให้เราชื่นชมกับสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่กับตัวและรอบตัว เพราะเราไม่รู้เลยว่าวันพรุ่งนี้เราจะมีโอกาสชื่นชมสิ่งเหล่านั้นหรือไม่ ทำให้เราติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่นด้วยความใส่ใจ เพราะเราไม่รู้เลยว่าพรุ่งนี้จะได้พบกันอีกหรือไม่

กล่าวโดยสรุปการเจริญมรณสติอยู่เสมอช่วยกระตุ้นให้เราขวนขวายในสิ่งที่ชอบผัดผ่อน ปล่อยวางในสิ่งที่ชอบยึดติด และเห็นคุณค่าของทุกสิ่งที่มีอยู่หรือกระทำอยู่ในปัจจุบัน ทั้งหมดนี้ไม่เพียงเอื้ออำนวยให้เราสามารถตายอย่างสงบเท่านั้น แต่ยังช่วยให้อยู่อย่างมีความสุขด้วย

ชีวิตกับความตายเป็นสิ่งที่ไม่ได้แยกจากกัน ความข้อนี้นอกจากจะหมายความว่าชีวิตกับความตายเป็นของคู่กันแล้ว ยังหมายความอีกว่าเราอยู่อย่างไร เราก็ตายอย่างนั้น ถ้าหากเราต้องการ “ตายดี” ก็ต้องมีชีวิตที่ดีงาม กล่าวคือสร้างสมคุณงามความดีหรือบุญกุศล ถึงพร้อมด้วยประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน นอกจากการหมั่นบำเพ็ญทาน และรักษาศีลตลอดจนช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นแล้ว ที่ขาดไม่ได้ก็คือ การเจริญภาวนาเป็นนิจ หมายถึงการฝึกฝนใจให้บังเกิดความสงบและความสว่าง รู้เท่าทันความเป็นจริงของชีวิต จนไม่เผลอเป็นทุกข์เพราะความผันผวนปรวนแปรต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

ในชีวิตของคนเรานั้น ย่อมต้องประสบกับสิ่งที่พอใจและสิ่งที่ไม่พอใจอยู่เสมอ ผู้คนทั่วไปมักพยายามยึดสิ่งที่พอใจเอาไว้ และปฏิเสธผลักไสสิ่งที่ไม่พอใจ แต่ในความเป็นจริงย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะควบคุมสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นไปดังใจได้เสมอไป สิ่งที่พอใจนั้นไม่ว่าเราอยากยึดเพียงใด ในที่สุดก็ต้องแปรเปลี่ยนหรือพรากจากเราไป ส่วนสิ่งที่ไม่พอใจก็ยากที่จะหนีพ้น ไม่ว่าจะมาจากภายนอกหรือเกิดกับกายและใจของเราเอง ยิ่งความแก่ ความเจ็บ และความตายด้วยแล้ว ไม่มีทางที่จะหนีพ้นเลย

ผู้ที่พยายามยึดติดสิ่งที่พอใจ และปฏิเสธผลักไสสิ่งที่ไม่พอใจ จึงเต็มไปด้วยความทุกข์ ความไม่สมหวังอยู่เนือง ๆ แต่เมื่อใดที่เราตระหนักถึงความเป็นจริงว่าสิ่งทั้งปวงย่อมแปรเปลี่ยนเป็นนิจ ไม่จิรังยั่งยืน และไม่สามารถควบคุมให้เป็นไปดังใจได้ เราก็จะยึดติดถือมั่นหรือปฏิเสธผลักไสสิ่งต่าง ๆ น้อยลง สามารถวางใจเป็นกลางได้มากขึ้น ในยามที่ได้ทรัพย์ ได้เกียรติยศ ได้รับคำสรรเสริญ หรือประสบสุข ก็ไม่หลงใหลปลาบปลื้ม เพราะรู้ดีว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนไม่เที่ยง ดังนั้นเมื่อต้องสูญเสียทรัพย์ สูญเสียเกียรติยศ ถูกตำหนิติฉิน หรือประสบทุกข์ ก็ไม่คร่ำครวญหรือคับข้องใจ เพราะรู้ดีว่านี่เป็นธรรมดาโลก ซึ่งพุทธศาสนาเรียกว่าโลกธรรม

การเจริญภาวนาคือการฝึกฝนจิตใจให้เห็นถึงความผันแปรของโลกธรรม รวมไปถึงสิ่งทั้งปวงที่เรียกว่าสังขาร เริ่มจากการฝึกจิตให้เห็นถึงอาการขึ้นลงแปรเปลี่ยนของความรู้สึกนึกคิด โดยวางใจเป็นกลางต่อสิ่งเหล่านั้นได้ ไม่ฟู-แฟบ ยินดี-ยินร้าย หรือมีท่าทีชอบ-ชัง เมื่อมีสติเป็นเครื่องรักษาใจไม่ให้หวั่นไหวไปกับอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในใจ ต่อไปก็สามารถวางใจเป็นกลางต่อความผันผวนปรวนแปรของโลกธรรมได้

เราทุกคนไม่สามารถหลีกหนีโลกธรรมได้ แต่เมื่อใดที่โลกธรรมเกิดขึ้น โดยเฉพาะโลกธรรมฝ่ายบวก นอกจากวางใจเป็นกลางแล้ว เราควรใช้โอกาสนี้พิจารณาถึงความไม่เที่ยงของลาภ ยศ สุข สรรเสริญ จนเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ยึดถือไม่ได้ และไม่น่ายึดถือ เพราะนอกจากจะไม่จิรังแล้ว มันยังไม่ช่วยให้พ้นทุกข์หรือเป็นสุขได้อย่างยั่งยืน เมื่อใดก็ตามที่เผลอยึดมั่นถือมั่นว่าลาภ ยศ สุข สรรเสริญเป็นของเรา เราก็จะตกเป็นทาสของมันและเป็นทุกข์เพราะมัน เพราะได้เท่าไรก็ไม่รู้จักพอ และไม่ว่าได้เท่าไรก็ต้องเป็นทุกข์เพราะต้องหวนแหนรักษามันไว้ แต่ไม่ว่าจะหวนแหนและพยายามรักษาเพียงใด ก็ต้องสูญเสีย พลัดพรากหรือถูกแย่งชิงไปในที่สุด ปัญญาที่เห็นโทษของความยึดมั่นถือมั่นดังกล่าว ย่อมเปลื้องจิตให้เป็นอิสระจากโลกธรรม แทนที่จะเป็นทาสมัน ก็กลับเป็นนายมัน คือรู้จักใช้มันให้เกิดประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ และเมื่อถึงคราวที่มันต้องแปรเปลี่ยนไป ก็หาได้เป็นทุกข์กับมันไม่

ปัญญาที่รู้เท่าทันในโลกธรรม ย่อมช่วยให้เราวางใจเป็นกลางได้มากขึ้นต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ไม่ว่าบวกหรือลบ ดีหรือร้าย และเมื่อมีความผันผวนปรวนแปรเกิดขึ้นกับตนเอง เช่น ความแก่ ความเจ็บป่วย และความตาย ก็สามารถยอมรับได้ด้วยใจสงบ เพราะรู้ดีว่ามันเป็นธรรมดาของชีวิต สำหรับผู้ที่มีปัญญา แม้ขณะที่ยังเป็นหนุ่มสาว มีสุขภาพดี ก็เตรียมใจไว้แล้วว่าความเป็นหนุ่มสาวและความไม่มีโรคนั้นเป็นของชั่วคราว ไม่จิรังยั่งยืน ดังนั้นเมื่อเกิดความแปรเปลี่ยนกับตนเอง จึงยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้

ควรกล่าวย้ำในที่นี้ว่าการเจริญภาวนานั้นไม่ได้หมายถึงการปลีกตัวหลีกเร้นหรือนั่งหลับตาตามลมหายใจเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการไตร่ตรองเพ่งพินิจชีวิตไม่ว่าในยามขึ้นหรือลง ได้หรือเสีย เจริญหรือเสื่อม แทนที่จะปล่อยใจเคลิบเคลิ้มหรือคร่ำครวญ เราควรใคร่ครวญเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยสติและปัญญา สำหรับผู้ที่เคยมั่งคั่งแต่ภายหลังกลับยากไร้ ที่เคยสูงส่งด้วยยศศักดิ์ แต่ภายหลังกลับตกต่ำ ที่เคยได้รับการยกย่องแต่ภายหลังกลับถูกหยามเหยียด ความผันผวนเหล่านี้สามารถเป็นบทเรียนสอนใจให้เห็นแจ้งในสัจธรรมว่าสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยงโดยแท้

ในทำนองเดียวกันความเจ็บป่วยและทุพพลภาพก็สามารถสอนธรรมแก่เราได้เป็นอย่างดีว่า ร่างกายนอกจากจะไม่เที่ยงแล้ว ยังไม่ใช่ของเรา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของเราได้ จะว่าไปแล้วไม่มีอะไรเลยที่เป็นของเราสักอย่าง ไม่เว้นแม้แต่ชีวิตนี้ เพราะเมื่อตายไปแล้วก็เอาอะไรไปไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว ผู้ที่มีปัญญาเห็นแจ้งในความจริงข้อนี้ ย่อมยอมรับความตายได้ด้วยใจสงบ เพราะปล่อยวางแล้วจากทุกสิ่ง ยิ่งผู้ที่บำเพ็ญภาวนาจนประจักษ์แจ้งในมายาภาพของตัวตน และละวางจากความยึดถือในตัวตน จนตัวตนไม่มีที่ตั้ง ดังท่านอาจารย์พุทธทาสเรียกว่า “ตายก่อนตาย” สำหรับบุคคลเช่นนี้ ความตายย่อมไม่มีความหมายอีกต่อไป เพราะมีแต่ความตายแต่ไม่มีผู้ตาย

การที่เรามาบำเพ็ญกุศลในวันนี้ถือว่าเป็นการเปิดโอกาสให้เราได้มาเรียนรู้สัจธรรมของชีวิตอันมีความตายเป็นที่สุดโดยมีผู้วายชนม์คือท่านผู้หญิงพูนศุขเป็นครูสอน แต่ในความเป็นจริง ท่านผู้หญิงพูนศุขไม่ได้เป็นเพียงอาจารย์ใหญ่ที่สอนสัจธรรมแก่เราในยามที่ท่านสิ้นลมไปแล้วเท่านั้น หากท่านยังเป็นแบบอย่างในทางจริยธรรมแก่เราเมื่อครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้แสดงให้เราประจักษ์ถึงความเสียสละ ความกล้าหาญ ความกตัญญู และจิตใจอันเปี่ยมด้วยเมตตาที่สามารถให้อภัยแก่ผู้มุ่งร้ายได้

ยิ่งไปกว่านั้นท่านยังเป็นแบบอย่างของผู้มีสติมั่นคง ไม่หวั่นไหวในโลกธรรม มีน้อยคนที่จะประสบความผันผวนปรวนแปรอย่างรุนแรงมากเท่ากับท่าน จากหญิงสูงศักดิ์สตรีหมายเลขหนึ่งกลายเป็นผู้ต้องคดีในข้อหากบฏ จากเสรีชนกลายเป็นนักโทษ จากธิดาขุนนางชั้นผู้ใหญ่กลายเป็นผู้พลัดถิ่น จากชีวิตที่สุขสบายกลายมาอยู่อย่างยากลำบาก ท่านต้องประสบกับความสูญเสียและพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักมากมาย ไม่ว่า สามี บุตรธิดา บ้านเกิดเมืองนอน สถานภาพ อิสรภาพ และความสุขสบาย ทั้ง ๆ ที่ความผันผวนดังกล่าวเกิดจากเหตุปัจจัยภายนอกโดยเฉพาะสถานการณ์บ้านเมืองที่เข้ามากระทบกระแทกชีวิตของท่านอย่างหนักหน่วงและต่อเนื่องยาวนาน สร้างความทุกข์นับครั้งไม่ถ้วน ท่านไม่เพียงยืนหยัดมั่นคงในธรรม ด้วยเชื่อมั่นว่า “ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม” ในที่สุดท่านยังสามารถรักษาจิตให้เป็นปกติ ไม่พลอยกระเทือนไปกับสิ่งที่มากระแทก ทั้งนี้เพราะท่านเข้าใจในสัจธรรมของชีวิตว่าไม่มีอะไรจิรังยั่งยืน จึงสามารถปล่อยวางและปลดปลงได้ ทั้งไม่ถือโทษโกรธเคืองผู้ใด และไม่ถือเอาเหตุร้ายในอดีตมาเป็นอารมณ์รบกวนใจ ท่านจึงมีชีวิตในบั้นปลายอย่างสงบสุข และเมื่อละจากโลกนี้ไป ก็ไม่อาลัยในสิ่งใด รวมทั้งไม่ปรารถนาเกียรติยศใด ๆ ทั้งสิ้น แม้สถานะของท่านจะคู่ควรกับเกียรติยศอันสูงส่งก็ตาม

เมื่อครั้งที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุได้แสดงธรรมในพิธีฌาปนกิจศพท่านปรีดี พนมยงค์ ท่านได้ยกพุทธภาษิตบทหนึ่งว่า รูป ชีรติ มจจาน นมโคตต น ชีรติ แปลความว่า “รูปกายของมนุษย์ เป็นสิ่งที่ต้องแตกดับไป แต่คุณงามความดีนั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะสูญสลายได้” พุทธภาษิตนี้ไม่ได้เหมาะกับท่านปรีดี พนมยงค์เท่านั้น แต่ยังคู่ควรกับท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ในวาระเช่นนี้ด้วยเช่นกัน แม้สรีระของท่านผู้หญิงพูนศุขกำลังจะกลายเป็นเถ้าธุลี แต่คุณงามความดีของท่านจะยังอยู่ในใจของเราทุกคน เป็นที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ชาติไทย อีกทั้งบุญกุศลที่ท่านบำเพ็ญยังจะตามติดท่านไปในสัมปรายภพ อำนวยให้ประสบสุขและวิปากสมบัติอย่างแน่นอน

ในท้ายที่สุดนี้ด้วยอำนาจบุญทักษิณานุประทานที่ทุกท่านได้ร่วมบำเพ็ญ ขอจงสำเร็จเป็นวิบากราศี อำนวยสุขสมบัติแก่ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ตามสมควรแก่คติวิสัยในสัมปรายภพ สมดังมโนปณิธานของท่านทุกประการ

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved