หน้ารวมบทความ
   บทความ > บุคคล > ศรีของปวงประชา
กลับหน้าแรก

ภาพจาก www.oknation.net

ศรีของปวงประชา
ศรีสว่าง พั่ววงศ์แพทย์
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

เป็นเพราะคำแนะนำของอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ข้าพเจ้าจึงได้รู้จักและคุ้นเคยกับกัลยาณมิตรผู้ใหญ่ที่น่าเคารพนับถือ นั่นคือ คุณศรีสว่าง พั่ววงศ์แพทย์

ราวปี ๒๕๒๐ ข้าพเจ้ายังเป็นนักศึกษา แต่งานหลักคือการเป็นผู้ปฏิบัติงานให้แก่กลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม (กศส.) ซึ่งในเวลานั้นเป็นกลุ่มเดียวในประเทศไทยที่รณรงค์ให้มีการนิรโทษกรรมผู้ต้องหากรณี ๖ ตุลา ฯ อย่างเปิดเผย รวมทั้งคัดค้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนซึ่งเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการซึ่งได้อำนาจจากการรัฐประหารหลังเหตุการณ์นองเลือดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

องค์กรหนึ่งซึ่งให้ความสนับสนุนกศส. มาตั้งแต่ต้นก็คือ มูลนิธิมิตรไทย ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศอังกฤษ และมีอาจารย์ป๋วย เป็นประธาน ผู้ที่เชื่อมประสานระหว่างกศส. กับอาจารย์ป๋วยอย่างต่อเนื่อง(ก่อนที่ท่านจะล้มป่วยเพราะเส้นโลหิตในสมองแตก)ก็คือ นิโคลัส เบนเนตต์ ซึ่งเป็นกรรมการฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ของกศส. ประเด็นหนึ่งซึ่งนิโคลัสได้ปรึกษาอาจารย์ป๋วย ก็คือ “ผู้ใหญ่”ในเมืองไทยที่พร้อมจะช่วยงานกศส. ซึ่งตอนนั้นหาได้ไม่ง่ายนัก เนื่องจากกศส. ถูกจับตามองจากรัฐบาลด้วยสายตาหวาดระแวง ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่อาจารย์ป๋วยแนะนำ คือคุณศรีสว่าง ซึ่งตอนนั้นเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกรมวิเทศสหการ และมีชื่อเสียงในด้านความซื่อสัตย์สุจริตและเป็นคนตรงไปตรงมา

เมื่อได้รับการทาบทาม คุณศรีสว่างตอบรับเป็นกรรมการให้แก่กศส. อย่างไม่ลังเล และมาช่วยงานของพวกเราอย่างแข็งขัน ความที่คุณศรีสว่างรู้จักข้าราชการจำนวนไม่น้อย จึงช่วยให้กศส. มีเครือข่ายสายสัมพันธ์กับข้าราชการเพิ่มมากขึ้น สายสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของกศส. หลายครั้ง รวมทั้งตอนที่ผู้ปฏิบัติงานของกศส. ถูกจับกุมข้อหาคอมมิวนิสต์ที่ภาคใต้ คุณศรีสว่างได้ช่วยวิ่งเต้นติดต่อข้าราชการระดับสูงเป็นการภายใน และชี้แจงทำความเข้าใจทุกฝ่าย จนทำให้คดีนี้ถูกยกฟ้อง ซึ่งแทบไม่เคยเกิดขึ้นเลยกับคดีคอมมิวนิสต์ก่อนหน้านั้น

แม้เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ แต่คุณศรีสว่างมีความเป็นกันเองกับผู้ปฏิบัติงานกศส. ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้เยาว์ ประกอบกับความเมตตาของท่าน พวกเราจึงเรียกท่านว่า “พี่ศรีสว่าง” ด้วยความรู้สึกสนิทใจ ขณะเดียวกันก็อดประทับใจท่านไม่ได้เมื่อได้รู้ถึงความกล้าหาญที่พร้อมทัดทานและท้วงติงอย่างตรงไปตรงมาหากเห็นผู้บังคับบัญชาหรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง คุณศรีสว่างเป็นผู้ที่เห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติ ชนิดที่กล้าขวางผู้มีอำนาจโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อตัวเอง นับเป็นข้าราชการ “ตงฉิน” ที่หาได้ยากอย่างยิ่ง หากเป็นยุคที่ผู้นำมีคุณธรรม คุณศรีสว่างย่อมเจริญก้าวหน้าในราชการอย่างแน่นอน เพราะเป็นผู้ที่มีความรู้และความสามารถมาก อีกทั้งแม่นยำในหลักการ เป็นที่ยอมรับนับถือของผู้ที่จริงใจต่อหน้าที่การงานทั้งที่อยู่เหนือและต่ำกว่าท่าน แต่เมื่อได้ผู้บังคับบัญชาที่ขาดความเป็นผู้นำ คุณศรีสว่างจึงถูกกดจนไม่มีอนาคตในทางราชการเลย

การที่คุณศรีสว่างลาออกจากราชการก่อนเกษียณถึงเกือบ ๑๐ ปีนั้น ถือได้ว่าเป็นโชคร้ายของราชการไทย แต่กลับเป็นโชคดีขององค์กรพัฒนาเอกชน เพราะคุณศรีสว่างได้หันมาทุ่มเททำงานให้กับหลายองค์กรที่ทำงานช่วยเหลือผู้ยากไร้ โดยเฉพาะเด็ก ผู้หญิง และคนชรา ในส่วนของกศส. นั้นคุณศรีสว่างได้เป็นกำลังสำคัญให้แก่งานส่งเสริมการพัฒนาชนบท ซึ่งในช่วงแรกเน้นเรื่องการช่วยเหลือเด็กขาดอาหารโดยเฉพาะในภาคอีสาน ตอนนั้นข้าพเจ้าย้ายมาทำด้านนี้ จึงได้รับความเอื้อเฟื้อจากคุณศรีสว่างอยู่มากตั้งแต่ท่านยังมิได้ลาออกจากราชการ ภายหลังงานส่วนนี้ได้ขยายเป็นโครงการแด่น้องผู้หิวโหย แล้วพัฒนาเป็นมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก(มพด.)ในเวลาต่อมา โดยมีโครงการอีก ๒-๓ โครงการเกี่ยวกับเด็กมาร่วมสมทบ อาทิ โครงการสื่อเพื่อการพัฒนาเด็ก และโครงการแรงงานเด็ก ตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบันผ่านมากว่า ๓๐ ปี คุณศรีสว่างเป็นหัวใจของมพด. ก็ว่าได้ ในเวลาเดียวกันอาจกล่าวได้ว่า มพด. ก็เป็นหัวใจของคุณศรีสว่างเช่นกัน

แม้คุณศรีสว่างจะผิดหวังกับระบบราชการ แต่ก็พยายามแสวงหาความร่วมมือจากราชการอยู่เสมอ เพราะคุณศรีสว่างมีมิตรสหายในแวดวงราชการมาก และรู้จักคนดี ๆ ที่เป็นข้าราชอยู่ไม่น้อย จึงเป็นข้อต่อสำคัญที่เชื่อมระหว่างภาคราชการกับภาคประชาสังคม ทั้งนี้เพราะคุณศรีสว่างรู้ดีว่าระบบราชการนั้นมีพลังมาก แม้ไม่สามารถคาดหวังการสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่หากขวางการทำงานของภาคประชาสังคมแล้ว ก็จะเป็นอุปสรรคอย่างมาก อันที่จริงคุณศรีสว่างเคยมีความหวังกับพรรคการเมือง ถึงกับไปช่วยก่อตั้งและทำงานให้กับพรรคพลังใหม่อยู่พักหนึ่งช่วงก่อนเหตุการณ์ ๖ ตุลา แต่ภายหลังคงเห็นว่าพรรคการเมืองไม่ใช่คำตอบในการช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ จึงหันมาทุ่มเทให้กับองค์กรพัฒนาเอกชนจนเป็นปูชนียบุคคลผู้หนึ่งของวงการนี้

นับเป็นโชคของข้าพเจ้าที่ได้รู้จักและทำงานร่วมกับคุณศรีสว่างตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา เพราะเป็นเหตุให้ได้เห็นแบบอย่างของผู้ที่มั่นคงในหลักการ กล้ายืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง และสามารถคงอุดมคติของตนไว้ได้ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ฉ้อฉล ไม่น่าแปลกใจที่อาจารย์ป๋วยไว้วางใจคุณศรีสว่างถึงกับแนะนำให้พวกเราในกศส. เชิญท่านมาร่วมงานด้วย ขณะเดียวกันมองให้ดีก็ไม่น่าแปลกใจที่คุณศรีสว่างมีความกล้าหาญทางจริยธรรม เพราะท่านมีอาจารย์ป๋วยเป็นแบบอย่าง หนึ่งในบรรดาเรื่องเล่าที่พวกเราชอบฟังจากท่านก็คือ เกร็ดเกี่ยวกับอาจารย์ป๋วย รวมถึงประสบการณ์ที่ท่านเคยทำงานร่วมกับอาจารย์ป๋วย ฟังแล้วเกิดแรงบันดาลใจที่จะทำความดี ขณะเดียวกันเวลาได้ฟังเรื่องราวของคุณศรีสว่างที่ต้องสู้กับข้าราชการที่ไม่ซื่อสัตย์แล้ว ก็อดชื่นชมในความกล้าและความมั่นคงในหลักการของท่านไม่ได้ เชื่อว่าการซึมซับรับเอาสิ่งดีงามเหล่านี้ คงเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตด้านในของข้าพเจ้าอยู่ไม่น้อย

เมื่อข้าพเจ้าอุปสมบท ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับคุณศรีสว่างเป็นครั้งคราว ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับกศส. และมพด. โดยยังคงได้รับความเอื้อเฟื้อจากท่านเนือง ๆ รวมทั้งคราวที่ไปพำนักที่วัดอมราวดี ประเทศอังกฤษด้วย อย่างไรก็ตามแม้จะชื่นชมความเสียสละของท่าน ข้าพเจ้าก็อดเป็นห่วงสุขภาพของท่านไม่ได้ กระนั้นก็ยินดีที่ได้ทราบว่าท่านหันมาสนใจการทำสมาธิภาวนามากขึ้น ซึ่งช่วยให้ท่านปล่อยวางมากขึ้นและมีความเครียดน้อยลง จึงย่อมมีผลดีต่อสุขภาพของท่าน

ในยุคนี้คนดีที่อุทิศตนเพื่อส่วนรวมมักมีอายุไม่ยืน แต่คุณศรีสว่างเป็นหนึ่งในข้อยกเว้น จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งสำหรับมวลมิตร รวมทั้ง “น้อง ๆ”และลูกศิษย์ลูกหา ในวาระที่พี่ศรีสว่างของพวกเรามีอายุครบ ๘๐ ปีจึงขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยอำนวยอวยพลให้ท่านมีพลานามัยดี เพื่อเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรและแบบอย่างให้แก่พวกเราไปได้นาน ๆ และเพื่อเกื้อหนุนให้การบำเพ็ญธรรมของท่านเจริญก้าวหน้า นำพาจิตใจให้พบความสุขสงบเย็นยิ่ง ๆ ขึ้นไป

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved