หน้ารวมบทความ
   บทความ > บุคคล > แม่ชีอูฐจากวันนั้นถึงวันนี้
กลับหน้าแรก


แม่ชีอูฐจากวันนั้นถึงวันนี้
จากหนังสือที่ระลึกครบรอบ ๖๐ ปี
แม่ชีนันทนา พรหมมลมาศ

พระไพศาล วิสาโล

เรารู้จักแม่ชีอูฐมานานพอ ๆ กับจำนวนปีที่บวช จำได้ว่าราวเดือนพฤศจิกายน ๒๕๒๖ หลังจากที่บวชมาได้ ๑ พรรษา ได้จัดทำโครงการ “พุทธศาสนาสำหรับคนหนุ่มสาว” ขึ้น โดยเชิญผู้รู้มาบรรยายแง่มุมต่าง ๆ ของพุทธศาสนาให้แก่นักศึกษาที่เป็นสมาชิกโครงการนี้ ก่อนที่จะไปปฏิบัติธรรมที่วัดป่าสุคะโต ๑ สัปดาห์ คราวหนึ่งได้นิมนต์หลวงพ่อคำเขียนมาแสดงธรรมที่ห้องโสตทัศนูปกรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ซึ่งเป็นสถานที่ที่พวกเราชอบจัดงานกันก่อนที่จะถูกรื้อทิ้งเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว) แม่ชีอูฐได้มาร่วมฟังด้วย แต่ตอนนั้นยังเป็นฆราวาส และเพิ่งทำงานเป็นผู้ประสานงานให้กับมูลนิธิโกมลคีมทองหลังจากเข้าป่ามา ๕ ปีเต็ม (และคว้างอีก ๑ ปีถัดมา) นั่นเป็นครั้งแรกที่เรารู้จัก “พี่อูฐ” และเรียกอย่างนั้นจนติดปากมากระทั่งทุกวันนี้

มีคนมาบอกต่อว่าพี่อูฐเปรยกับคนคุ้นเคยว่า ฟังการบรรยายของหลวงพ่อครั้งนั้นไม่ค่อยรู้เรื่อง นั่นคงเป็นเพราะพี่อูฐไม่ได้สนใจพุทธศาสนามาก่อน ซึ่งก็เป็นธรรมดาของคนที่เคยเป็นactivistฝ่ายซ้ายที่เชื่อมั่นในการปฏิวัติสังคม แต่การบรรยายของหลวงพ่อครั้งนั้นคงมีส่วนกระตุ้นความสนใจของพี่อูฐ เพราะพอถึงกลางปี ๒๕๒๗ พี่อูฐก็ขึ้นมาปฏิบัติธรรมที่วัดป่าสุคะโต

สุคะโตเวลานั้นยังกันดารอัตคัดมาก การคมนาคมไม่สะดวกเลยโดยเฉพาะหน้าฝน กุฏิที่พักก็มีไม่พอ อาหารก็ไม่อุดมสมบูรณ์เหมือนเวลานี้ จึงมีน้อยคนที่จะขึ้นไปปฏิบัติธรรม พี่อูฐไปปฏิบัติธรรมที่นั่นนานนับอาทิตย์โดยขอ “เก็บอารมณ์” นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของพี่อูฐก็ว่าได้บนเส้นทางการปฏิบัติธรรมที่ทอดยาวมาถึงปัจจุบัน

ที่จริงเราคุ้นเคยกับพี่อูฐมาก่อนที่พี่อูฐจะขึ้นมาปฏิบัติธรรมที่วัด เพราะช่วงนั้นเราได้ไปช่วยงานมูลนิธิโกมลคีมทองอยู่เนือง ๆ โดยเฉพาะงานหนังสือ จึงมีเหตุให้พบปะพี่อูฐอยู่บ่อย ๆ และนั่นคงเป็นช่วงเดียวกับที่เพื่อนในกลุ่ม “กัลยาณมิตร” (เช่น รสนา สันติสุข สง่า )ได้รู้จักพี่อูฐด้วย น้ำใจไมตรีของพี่อูฐเป็นที่ประจักษ์แก่พวกเราตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว

ช่วงที่พี่อูฐย้ายไปทำงานที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็กประมาณปีครึ่ง พวกเรามีธุระปะปังกับพี่อูฐน้อยลง แต่ก็เป็นโชคของเด็ก ๆ ที่นั่น เพราะพี่อูฐดูแลเอาใจใส่เด็ก ๆ ที่นั่นจนเขาเรียกว่า “แม่”ได้สนิทใจ ครูหลายคนที่นั่นก็ประทับใจพี่อูฐเช่นกัน เรามีโอกาสได้พบพี่อูฐก็ตอนไปเยี่ยมเยือนหมู่บ้านเด็ก เช่น เมื่อมีการจัดงานในโอกาสที่พระเทพเวที (สมณศักดิ์เวลานั้น)มีอายุครบ ๕ ทศวรรษเมื่อปี ๒๕๓๒ เป็นต้น หรือเมื่อมีการจัดสัมมนาที่นั่น

พวกเรามีโอกาสคุ้นเคยกับพี่อูฐมากขึ้นเมื่อพี่อูฐย้ายไปอยู่สวนฝากฟ้าที่ฉะเชิงเทรา พี่อูฐมีกิจธุระมาที่สำนักงานโครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเองอยู่บ่อย ๆ ซึ่งก็เป็นที่ที่เรามาค้างแรมทุกครั้งที่เข้ากรุงเทพ ฯ มีกิจกรรมหลายอย่างที่พี่อูฐมาร่วมด้วยชนิดที่เป็นกำลังหลัก รวมทั้งตอนที่พวกเราไปทำกิจกรรมที่หน้ารัฐสภาเพื่อลดความรุนแรง ต่อด้วยการทำศูนย์ข่าวประชาธิปไตยจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์พฤษภาเลือด จำได้ว่าต้องไปตั้งหลักกันที่สำนักงานโครงการสมุนไพร ฯ อยู่หลายวันจนเหตุการณ์สงบลง

ช่วงที่พี่อูฐอยู่สวนฝากฟ้า ถึงแม้เราจะไปเยี่ยมเยียนที่นั่นไม่บ่อยนัก แต่ไปทีไรก็ประทับใจในความเมตตาของพี่อูฐที่เผื่อแผ่ไปกระทั่งหมาและแมว พี่อูฐดูแลเอาใจใส่เพื่อนร่วมสวนเหล่านี้ได้ดีมาก อีกทั้งมีความอดทนในการสอนให้อยู่ด้วยกันอย่างสันติ ภายหลังยังมีควายอีก ๒ ตัวที่พี่อูฐช่วยดูแลด้วย คือ “เพิ่มทรัพย์” กับ “รับขวัญ” ซึ่งพี่ ๆ ของเราไถ่มาจากโรงฆ่าสัตว์ เพื่อแผ่บุญกุศลให้แก่โยมแม่ซึ่งประสบอุบัติเหตุ แม้โยมแม่จะเสียชีวิตในเวลาต่อมาแต่ก็เป็นเหตุให้ควาย ๒ ตัวมีชีวิตรอดและอยู่จนแก่เฒ่าในความดูแลของพี่อูฐ ความเมตตาที่พี่อูฐมีต่อสัตว์ทั้งหลาย เชื่อว่าหลายคนก็ประทับใจเช่นเดียวกับเรา เมื่อสมควร ใฝ่งามดี เขียนหนังสือเกี่ยวกับชีวิตสัตว์เรื่อง “ร่วมโลกเดียวกัน” จึงอุทิศหนังสือเล่มนี้ให้กับพี่อูฐ (ร่วมกับติ่ง ซึ่งอยู่สวนใกล้เคียงกัน)

ช่วงนี้พี่อูฐมีอิสระมากขึ้น จึงสามารถไปที่วัดป่าสุคะโตได้บ่อยขึ้น บางปีก็ไปจำพรรษาที่นั่น และเมื่อเราย้ายไปที่วัดป่ามหาวัน พี่อูฐก็ตามไปปฏิบัติธรรมที่นั่นด้วย แต่พี่อูฐไม่เคยทำแค่นั้น หากยังรับเป็นธุระในกิจส่วนรวมอยู่เสมออยู่เสมอ เช่น ทำอาหาร ปัดกวาดศาลา ซักผ้าห่ม ปะชุนหมอน เมื่อใดที่พี่อูฐมาอยู่ที่วัด ก็สบายใจได้เลยว่าวัดจะมีคนช่วยดูแลอย่างดี บางปีเราไปจำพรรษาที่สุคะโต (สลับกับภูหลงปีเว้นปี) พี่อูฐก็ไปช่วยงานที่สุคะโตด้วย นับว่าเป็นกำลังสำคัญของที่นั่น

เราเป็นคนหนึ่งที่ได้รับอานิสงส์จากการมาอยู่วัดของพี่อูฐ เพราะพี่อูฐจะคอยดูแลเรื่องอาหารการขบฉันเป็นประจำ ติดขัดเรื่องใดพี่อูฐก็จะขวนขวายจัดหามาให้ บางครั้งยังไม่ทันเอ่ยปาก พี่อูฐก็รู้หรือสังเกตได้ กล่าวได้ว่าพี่อูฐเป็นคนที่ทำงานมากกว่าใครในวัด ข้อนี้รวมไปถึงเจ้าอาวาสด้วย

เมื่อตัดสินใจวางงานที่สวนฝากฟ้าในปี ๒๕๔๒ พี่อูฐเลือกมาใช้ชีวิตที่วัดป่ามหาวัน สามปีหลังจากนั้นก็ถึงกับปลงผมบวชชี นี้เป็นข่าวดีสำหรับภูหลงรวมทั้งเราด้วย แต่ไม่แน่ใจว่าจะดีสำหรับพี่อูฐหรือไม่ เพราะเราเองมีเวลาอยู่วัดน้อย ในยามที่อยู่วัดก็ไม่ค่อยมีเวลาดูแลวัดหรือชาววัดเท่าไร ภาระจึงตกหนักอยู่กับพี่อูฐ หลายปีที่ผ่านมานอกจากกิจวัตรประจำวัน เช่น การจัดเตรียมอาหารแล้ว พี่อูฐยังต้องดูแลเรื่องการก่อสร้างต่าง ๆ ในวัด รวมไปถึงจัดการเรื่องน้ำไฟและเสนาสนะ นอกจากนั้นยังต้องติดตามงานอนุรักษ์ป่า ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้คนเป็นจำนวนมาก ซ้ำในระยะหลังก็ต้องดูแลเรื่องการเงินของวัดด้วย ยังไม่นับการต้อนรับแขก ซึ่งพี่อูฐเป็นหลักเลยทีเดียว ที่จริงแม้แต่พระหรือเณรที่เพิ่งบวช พี่อูฐก็ยังรับเป็นพี่เลี้ยงให้ รวมทั้งให้คำแนะนำในการอยู่วัดด้วย เพราะภูหลงไม่ค่อยมีพระที่จะทำหน้าที่นี้ได้ ยิ่งบางช่วงไม่มีใครอยู่วัดเลยนอกจากพี่อูฐ พี่อูฐจึงต้องทำเองทุกอย่าง ทุกวันนี้คนที่รู้เรื่องภูหลงดีที่สุดจึงไม่ใช่ใคร แต่เป็นพี่อูฐ จะพูดว่าพี่อูฐเป็นเจ้าอาวาสตัวจริงก็ไม่ผิด

ทั้งหมดที่พูดมานับว่าเป็นงานหนักที่กินเวลาเกือบทั้งวัน แต่พี่อูฐยังเจียดเวลามาเอื้อเฟื้อเราอยู่เนือง ๆ ไม่ใช่เรื่องอาหารเท่านั้นแต่รวมถึงปัจจัยสี่ทั้งหมด กุฏิหลังปัจจุบันของเรา (ที่ใคร ๆ ชมว่าน่าอยู่) หากไม่ได้พี่อูฐก็คงเป็นแค่วิมานในอากาศ เพราะเราเองไม่มีหัวและความเพียรในเรื่องนี้อยู่แล้ว แม้สร้างเสร็จแล้ว พี่อูฐก็คอยดูแลอยู่เสมอรวมไปถึงเรื่องน้ำไฟ ช่วงที่เราไม่อยู่วัดพี่อูฐก็มาช่วยปัดกวาดเช็ดถูให้จนสะอาด รวมทั้งแก้ปัญหาเวลามีหนูและปลวกมารบกวน ยังไม่นับถึงเรื่องอื่น ๆ อีกจิปาถะที่เราไปขอความช่วยเหลือจากพี่อูฐ ไม่มีสักครั้งที่ได้รับการปฏิเสธจากพี่อูฐ พูดได้ว่า หากไม่ได้ความเมตตาจากพี่อูฐ เราคงไม่มีเวลาและความสะดวกสบายมากพอที่จะทำงานได้ต่อเนื่องอย่างทุกวันนี้ ทั้งหมดที่เห็นและเป็นอยู่ ก็เพราะมีพี่อูฐเป็นผู้เกื้อหนุนอยู่ข้างหลังทั้งสิ้น

เช่นเดียวกับผู้ที่ปิดทองหลังพระทั้งหลาย พี่อูฐมีความสุขกับการช่วยเหลือผู้อื่นและอุทิศตนเพื่อส่วนรวมจนลืมดูแลตัวเอง ใครที่ไม่รู้จักพี่อูฐดีย่อมไม่รู้ว่าทั้ง ๆ ที่ขยันขันแข็งตัวเป็นเกลียว แต่พี่อูฐมีโรคภัยรุมเร้าตลอดเวลา บางครั้งหากถูกคาดคั้นพี่อูฐก็จะเปิดเผยว่าไม่มีเวลาไหนเลยที่ไม่รู้สึกเจ็บโน่นเจ็บนี่ เรียกว่าอยู่กับความเจ็บตลอดเวลา แต่พี่อูฐก็ทนเพื่อผู้อื่น และผู้อื่นนั้นก็มักเหตุให้พี่อูฐต้องไปช่วยเหลืออยู่เสมอ จนพี่อูฐแทบไม่มีเวลาพักผ่อน ต่อเมื่อสังขารประท้วงอย่างรุนแรง พี่อูฐจึงยอมพัก แต่ก็มักพักได้ไม่นาน

พี่อูฐเป็นคนที่ผ่อนคลายใจดีกับคนอื่น แต่เข้มงวดดุดันกับตัวเอง จึงมิเพียงร่างกายเท่านั้นที่ย่ำแย่ จิตใจก็เหนื่อยล้าและบางครั้งก็เครียดเอามาก ๆ ด้วย ส่วนใหญ่ไม่ได้เครียดเพราะทำงาน หากเครียดเวลาปฏิบัติธรรมมากกว่า พี่อูฐมีความตั้งใจสูงทุกครั้งที่ทำกรรมฐาน คงเป็นเพราะไม่ชอบอยู่เฉย ๆ เวลามีความรู้สึกนึกคิดเกิดขึ้นในใจ จึงอดไม่ได้ที่จะเข้าไปจัดการหรือมีปฏิกิริยากับมัน วางใจเป็นอุเบกขาหรือดูมันเฉย ๆ ไม่ค่อยได้ เมื่อเข้าไปบังคับจัดการกับจิตใจบ่อย ๆ จิตก็ต่อต้านขัดขวาง ผลก็คือเกิดความเครียดขึ้นมา เวลาเก็บอารมณ์พี่อูฐจึงมักจะมีอาการปวดหัวเนือง ๆ หาไม่ก็มีความเจ็บป่วยมาแทรกแซง อาการแบบนี้ถ้าเป็นเพราะสาเหตุทางกายก็ไม่เท่าไร แต่ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุจากความตั้งใจที่มากไป พอเกิดขึ้นแล้วแก้ยาก เพราะจิตมันจ้องเพ่งจนเป็นนิสัย บางครั้งต้องแก้ด้วยการเลิกปฏิบัติไปสักพัก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนที่มีความตั้งใจสูงหรือมุ่งมั่นกับการทำงานอย่างพี่อูฐ เพราะไม่คุ้นกับการ “อยู่ว่าง ๆ” หรือ “ไม่ทำอะไร”เลย กลับจะรู้สึกผิดด้วยซ้ำหากอยู่เฉย ๆ

เมื่อมองย้อนระลึกถึงอดีต เห็นได้ชัดว่าพี่อูฐที่เราเพิ่งรู้จักใหม่ ๆ กับพี่อูฐในวันนี้แตกต่างกันมาก จะเรียกว่าพี่อูฐเปลี่ยนไปมากก็ได้ จากคนที่ไม่สนใจพุทธศาสนา ได้กลายมาเป็นผู้ที่ศรัทธาในพุทธศาสนา จากคนที่อุทิศตนเพื่อการปฏิวัติสังคม มาเป็นผู้ที่อุทิศตนเพื่อการประจักษ์แจ้งในธรรม แต่ในส่วนลึกพี่อูฐก็ยังเป็นคนเดิม คือคนที่เสียสละ มีน้ำใจ และเมตตาต่อทุกชีวิต ไม่เฉพาะคนหากรวมถึงสรรพสัตว์ ไม่ว่าใครที่เดือดร้อน หากมาถึงพี่อูฐย่อมได้รับความช่วยเหลือเสมอ พี่อูฐยังคงคิดถึงคนอื่นมากกว่าตัวเอง และอยู่นิ่งเฉยไม่ได้หากเห็นอะไรที่ไม่ถูกต้องหรือเมื่อเห็นคนถูกรังแก พี่อูฐจึงเป็นที่พึ่งของผู้อื่นเสมอมา

อย่างไรก็ตามสิ่งที่อยากเห็นต่อจากนี้ไปก็คือ พี่อูฐมีเวลาให้แก่ตัวเองมากขึ้น และไม่รู้สึกผิดหากจะคิดถึงตัวเองบ้าง กล้าปฏิเสธคำขอร้องของคนอื่น รวมทั้งทำใจเป็นอุเบกขาบ้างเวลาเห็นคนอื่นมีปัญหา เพราะบางครั้งการปล่อยให้เขาแก้ปัญหาหรือลองผิดลองถูกด้วยตัวเองก็จะช่วยให้เขาเติบโตขึ้น อุเบกขายังเป็นสิ่งจำเป็นต่อการภาวนาของพี่อูฐด้วย คือช่วยให้ยอมรับหรือวางใจเป็นกลางต่อสภาวะที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้ดีขึ้น ไม่บีบคั้นหรือเคี่ยวเข็ญตนเองมากเกินไป เพราะนั่นจะกลายเป็นการสร้างความทุกข์ให้แก่ตนเอง ทั้งยังกีดขวางการภาวนา ดังนั้นจึงควรหันมา “ทำเล่น ๆ” ให้มากขึ้น ลดความตั้งใจให้น้อยลง พูดอีกอย่างคืออยากเห็นพี่อูฐผ่อนคลายตัวเองบ้าง รวมทั้งรู้จัก “ขี้เกียจ” ให้มากกว่านี้

เราเองนับว่าโชคดีที่พี่อูฐเลือกมาอยู่ภูหลง เพราะไหนจะช่วยแบ่งเบาภาระในวัด (ที่จริงต้องเรียกว่ารับโอนภาระไปเลย) และไหนจะได้รับความเอื้อเฟื้อในทางส่วนตัว จนมีชีวิตในวัดได้อย่างสะดวกสบาย และสามารถทำการงานต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น (ซึ่งมักเป็นงานที่ไม่เกี่ยวกับวัดเลย) แต่ก็ตระหนักดีว่าเราเองมีส่วนในการสร้างภาระแก่พี่อูฐมาก จึงตั้งใจว่าจะทำตัวให้เป็นภาระน้อยลง รวมทั้งพยายามโยนภาระให้แก่พี่อูฐน้อยลงด้วย แต่เท่านั้นเห็นจะไม่พอ จำต้องเคี่ยวเข็ญพี่อูฐให้ขี้เกียจมากกว่านี้ ขยันให้น้อยลง

เชื่อว่าความตั้งใจดังกล่าวจะได้รับการสนับสนุนจากมิตรสหายทั้งหลายโดยเฉพาะน้อง ๆ ของพี่อูฐทุกคน หากเห็นด้วยก็ขอให้อนุโมทนาสาธุการโดยพร้อมเพรียงกัน

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved