หน้ารวมบทความ
   บทความ > บุคคล > บิชอปบุญเลื่อนที่ข้าพเจ้ารู้จัก
กลับหน้าแรก

 


บิชอปบุญเลื่อนที่ข้าพเจ้ารู้จัก

พระไพศาล วิสาโล
๒๔ พฤษภาคม ๒๕๓๒

วิกฤตการณ์มักต้อนเราเข้าสู่มุมอับของชีวิต แต่บ่อยครั้งวิกฤตการณ์นั้นเองกลับชักนำให้เราได้พบกัลยาณมิตร อันเป็นบุคคลประเสริฐซึ่งหาได้ยาก สำหรับข้าพเจ้าวิกฤตการณ์หลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ พิสูจน์ความข้อนี้ได้เป็นอย่างดี และหนึ่งในบรรดากัลยาณมิตรที่ข้าพเจ้าได้พานพบเนื่องจากวิกฤตการณ์ครั้งนั้นก็คือ ท่านบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์

อันที่จริงข้าพเจ้ารู้จักท่านบุญเลื่อนก่อนหน้านั้นแล้ว สมัยที่ท่านยังมิได้ดำรงตำแหน่งประมุขมิซซังอุบลราชธานี แต่นั่นเป็นการรู้จักแต่ฝ่ายเดียว ดูเหมือนว่าจะแรกรู้จักท่านจากการอ่านอุดมคติของคนหนุ่มสาว ซึ่งเป็นบันทึกการสัมมนาในหัวข้อเดียวกับชื่อหนังสือ จัดโดยมูลนิธิโกมลคีมทอง เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๔โดยที่ท่านได้เป็นวิทยากรฝ่ายบรรพชิตผู้หนึ่งด้วย ข้าพเจ้าได้พบท่านจริง ๆ เป็นครั้งแรกก็ในโอกาสที่ได้ไปฟังท่านบรรยายเรื่อง “คริสตศาสนากับการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพในเกาหลีและฟิลิปปินส์”* ณ สำนักงานสภาคริสตจักรในประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๑๙ จัดโดยกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคมหรือกศส. (เวลานั้นยังใช้ชื่อว่า ศูนย์ประสานงานศาสนาเพื่อสังคม) ตอนนั้นท่านยังดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานพัฒนาคนแห่งสหพันธ์สภาพระสังฆราชแห่งเอเชีย ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ที่กรุงมนิลา ไม่ถึง ๓ เดือนหลังจากนั้นท่านก็ได้รับแต่งตั้งเป็นบิชอปแห่งมิซซังอุบลราชธานี จะว่าเป็นการบังเอิญหรือไม่ก็สุดแท้แต่ เพียงไม่กี่เดือนหลังจากนั้น บทบาทในทางสร้างสรรค์ของคริสตชนที่ท่านได้บรรยายในคราวนั้น ก็ได้เกิดขึ้นในเมืองไทย ไม่เป็นการเกินเลยที่จะกล่าวว่า ท่านบุญเลื่อนเป็นคริสตชนที่มีบทบาทสำคัญที่สุดผู้หนึ่ง ในการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพในสังคมไทยช่วงหลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม

เป็นเพราะกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคมโดยแท้ ที่ชักนำให้ข้าพเจ้าได้มาพบและร่วมงานกับกัลยาณมิตรอาวุโสอย่างท่านบุญเลื่อน กศส. เมื่อแรกก่อตั้งนั้นท่านได้มีส่วนสำคัญอย่างมากหากแต่ในวันประชุมก่อตั้ง เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๑๙ ท่านไม่สามารถมาร่วมได้ คุณพ่อประสิทธิ์ สมานจิต จึงเข้ามาเป็นผู้แทนฝ่ายคาทอลิก ร่วมกับอาจารย์โกศล ศรีสังข์ และอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ซึ่งมาในฐานะผู้แทนฝ่ายโปรเตสแตนต์ และฝ่ายพุทธตามลำดับ

เมื่อเกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลาคมนั้น เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า การละเมิดสิทธิมนุษยชนได้แผ่ซ่านไปทั่ว ผู้คนเป็นอันมากถูกคุมขัง ทรมาน และถูกสังหาร อย่างมิชอบด้วยหลักนิติธรรม ทั้งนี้ไม่นับนักศึกษาประชนชนกว่า ๓,๐๐๐ คน ซึ่งถูกจับกุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในเหตุการณ์นองเลือดวันนั้น พวกเราที่เกี่ยวข้องกับ กศส. เวลานั้น เห็นว่าในสภาพเช่นนี้ ศาสนิกชนมิควรนิ่งเฉย หากจักต้องเข้ามาช่วยเหลือปกป้องผู้ตกทุกข์ได้ยาก และหาทางให้เกิดการสมานไมตรีในประเทศบนพื้นฐานของสันติธรรมและศาสนธรรมให้ได้ การประชุมอย่างเป็นทางการท่ามกลางวิกฤตการณ์นั้น ข้าพเจ้าจำได้ดีว่า เริ่มต้นเป็นครั้งแรก ณ สำนักงานสภาคาทอลิกแห่งประเทศไทยเพื่อการพัฒนาราวกลางเดือนธันวาคม ๒๕๑๕ คราวนี้ท่านบุญเลื่อนได้มาร่วมประชุมด้วย ทั้งยินดีที่จะร่วมในคณะกรรมการชุดใหม่ ซึ่งหมายความว่า ท่านพร้อมจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพวกเรา ซึ่งตอนนั้นยังไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นฉันใด

สำหรับพวกเราซึ่งยังเป็นเยาวชนในเวลานั้น การที่ท่านได้มาร่วมงานกับพวกเราหรือพูดให้ถูกต้องคือเป็น “ร่ม” ให้พวกเรานั้น นับเป็นการให้กำลังใจแก่พวกเราอย่างใหญ่หลวง เพราะเวลานั้นผู้ใหญ่ที่มีสถานะทางสังคมถือคติรู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหางกันแทบทั้งนั้น หลายท่านพอรู้ว่าเราทำงานเกี่ยวกับนักโทษการเมือง ก็ไม่อยากข้องแวะกับพวกเราเอาเลย พวกเราคงจะรู้สึกโดดเดี่ยวและสิ้นหวังเป็นแน่ หากไม่ได้รับความสนับสนุนจากผู้ใหญ่อย่างท่านบุญเลื่อน ซึ่งได้ให้กำลังใจแก่พวกเราเสมอมา

กศส. ในปีแรกนั้น มีอาจารย์โกศลเป็นประธาน ซึ่งต้องรับภาระอย่างหนักหน่วงในฐานะผู้นำองค์กรอันไม่เป็นที่พึงปรารถนาของรัฐบาลเผด็จการ มิไยจะต้องเอ่ยว่า ท่านต้องเผชิญกับแรงกดดันจากศาสนิกชนในสถาบันที่ท่านสังกัดและเป็นผู้นำเพียงใดบ้าง เมื่ออาจารย์โกศล เดินทางไปรับหน้าที่ใหม่ในต่างประเทศปลายปี ๒๕๒๐ ภาระและแรงกดดันก็มาตกอยู่กับท่านบุญเลื่อน ในฐานะประธานคนต่อมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ท่านก็ไม่เคยปฏิเสธ ในช่วงปี ๒๕๒๐-๒๕๒๑ จดหมายของ กศส. แต่ละฉบับ ซึ่งเรียกร้องให้รัฐบาลเคารพสิทธิมนุษยชนและนิรโทษกรรมนักโทษการเมือง ไม่เพียงแต่จะมีผลสะเทือนต่อสังคมวงกว้างเท่านั้น หากผลนั้นยังสะท้อนกลับมายังท่านในฐานะผู้ลงนามในจดหมายอยู่เนือง ๆ และมักเป็นที่มิพึงปรารถนาเสียด้วย ไหนจะต้องเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองซึ่งเข้าไป “หาข้อมูล” จากท่านถึงสำนักงานมิซซังและไหนจะต้องเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากผู้นำในสถาบันทางศาสนาของท่านเอง มีคราวหนึ่งท่านถึงกับถูก “ซักฟอก” กลางที่ประชุมของผู้แทนศาสนจักร แต่ด้วยอำนาจแห่งความบริสุทธิ์และยุติธรรม ท่านจึงรอดพ้นจากข้อกล่าวหา ทั้งยังสามารถชี้แจงให้ที่ประชุมเข้าใจถึงภารกิจที่แท้จริงของศาสนิกชนในยามที่สังคมมีการข่มเหงคะเนงร้ายกัน กาลเวลาได้พิสูจน์ว่าสิ่งที่ท่านยืนหยัดนั้น ไม่เพียงแต่จะเป็นความชอบธรรมอย่างสอดคล้องกับศาสนธรรมเท่านั้น หากยังเป็นการนำกระแสสังคมและการเมืองด้วย ดังเห็นได้ว่าในที่สุดรัฐบาลจำต้องประกาศนิรโทษกรรมให้แก่นักศึกษาประชนชนที่ถูกจับกุมในเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม โดยที่หลังจากนั้นคำสั่งและกฎหมายที่ท่านบุญเลื่อนได้แสดงข้อคัดค้านในฐานะของประธานกศส. ก็ได้ถูกยกเลิกเป็นลำดับ

แต่นอกเหนือจากความกล้าหาญและมั่นคงในศาสนธรรมแล้ว สิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้จากท่านตลอดเวลาที่ท่านดำรงตำแหน่งประธาน กศส. ก็คือ ความใจกว้าง การแสดงความเชื่อมั่น และไว้วางใจเยาวชนคนรุ่นใหม่ แม้ว่าแต่ละย่างก้าวของ กศส. โดยเฉพาะในช่วง ๒-๓ ปีแรกนั้น ล้วนเป็นย่างก้าวที่เสี่ยงภัย แต่ท่านก็มอบความไว้วางใจให้แก่ผู้เยาว์ทั้งที่เป็นกรรมการและผู้ปฏิบัติงาน หากที่ประชุมเห็นพ้องกันในเรื่องใด ท่านก็พร้อมจะทำตามและยินดีรับผิดชอบกับผลที่เกิดจากการกระทำนั้น ๆ สิ่งที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ในช่วงเวลาที่ได้ร่วมงานกับท่านแต่ครั้งยังเป็นผู้ปฏิบัติงาน กศส. จนได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์และกลับมาช่วยงาน กศส. ใหม่ในอีกสถานะหนึ่ง นั่นก็คือว่าวิธีการของท่านได้ช่วยให้พวกเราเติบโต รู้จักรับผิดชอบเพิ่มความระแวดระวัง และเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น มิไยต้องเอ่ยถึงการได้เรียนรู้จากความกล้าหาญทางจริยธรรมและความมั่นคงในทางศาสนธรรมของท่าน แม้เราจะถือต่างศาสนากันก็ตาม มีแต่กัลยาณมิตรเท่านั้นที่จะเอื้อเฟื้อให้เราเจริญในองค์ธรรมเหล่านี้ได้

แม้ข้าพเจ้าจะไม่ใช่คริสตชน แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่าท่านบุญเลื่อนเป็นพยานแห่งคริสตธรรม ผู้จำเริญรอยตามพระคริสต์ด้วยการอุทิศชีวิตเพื่อเพื่อนมนุษย์ ในตอนท้ายของคำบรรยายที่ข้าพเจ้าได้ กล่าวข้างต้น ท่านได้กล่าวถึงภารกิจของคริสตชนว่า “ในเมื่อพระคริสต์ยังทรงมาจุติเป็นมนุษย์ อันแสดงถึงการเทิดเกียรติมนุษย์ และยกย่องคุณค่าของมนุษย์ว่ามีเกียรติและมีศักดิ์ศรีสูงสุดแล้ว พวกเราจะไม่ดำเนินตามรอยพระบาทของพระคริสต์ โดยการพยายามช่วยให้มนุษย์เป็นมนุษย์ที่แท้จริงหรอกหรือ” ภารกิจดังกล่าวนี้เองที่เราได้เห็นจากชีวิตและการทำงานของท่าน ทั้งยังเป็นภารกิจที่มีอยู่ในทุกศาสนา ด้วยความตระหนักเช่นนี้ ท่านจึงมีบทบาทสำคัญในการโน้มนำให้ศาสนิกชนต่างศาสนาได้เคารพนับถือซึ่งกันและกัน และเห็นคุณค่าในศาสนาที่แต่ละคนถือปฏิบัติ

ปี ๒๕๓๒ นี้ ท่านบุญเลื่อน จะดำรงตำแหน่งประธาน กศส. ครบ ๑๒ ปี หรือ ๑ รอบนักษัตร แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น ซึ่งมิได้มีความหมายเฉพาะกับ กศส. เท่านั้น หากยังรวมถึงแวดวงองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านสิทธิเสรีภาพ ความยุติธรรม และศาสนสัมพันธ์ ก็คือการที่ท่านบุญเลื่อนมีอายุครบ ๕ รอบในปีนี้ นับเป็นวาระอันอุดมมงคลที่เราพึงพร้อมใจกันตั้งจิตอธิษฐานให้ท่านเจริญด้วยชนมายุและพลานามัย เพื่อเป็นสดมภ์หลักต่อไปในทางการสร้างสรรค์ความยุติธรรม สันติธรรม และศาสนธรรมให้ตั้งมั่นในสังคมไทย และเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้เจริญตามท่านเพื่อความงอกงามส่วนบุคคลและส่วนรวมยิ่ง ๆ ขึ้นไปเทอญ

* บันทึกคำบรรยายดังกล่าว ได้ตีพิมพ์ในปาจารยสาร ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๑๙ กรกฎาคม-สิงหาคม ๒๕๑๙ ซึ่งข้าพเจ้าเป็นสาราณียกร

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved