หน้ารวมบทความ
   บทความ > บุคคล > สานพลังหวัง ด้วยพลังธรรม : รำลึกถึงอุดมคติอาจารย์ป๋วย
กลับหน้าแรก

สานพลังหวัง ด้วยพลังธรรม : รำลึกถึงอุดมคติอาจารย์ป๋วย
พระไพศาล วิสาโล

ปรับปรุงจากปาฐกถาธรรมงาน “คีตกวีธรรมสามัญชนคนต้นแบบ” เชิดชูเกียรติอาจารย์ป๋วยอึ๊งภากรณ์
วันเสาร์ที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙
ณ ห้องริมน้ำ LA ๑๐๗-๑๐๘
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

มีพุทธภาษิตบทหนึ่งที่พวกเราชาวพุทธคุ้นเคยกันดี เป็นตอนหนึ่งจากมงคลสูตร "การคบบัณฑิต และการบูชาบุคคลที่ควรบูชา ข้อนี้เป็นมงคลอันสูงสุด" ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าเมื่อคบบัณฑิต เราย่อมได้เรียนรู้คุณงามความดีของท่าน และเมื่อได้สนทนากับท่านก็เกิดสติปัญญา ขณะเดียวกัน การที่เราจะยกย่องบุคคลที่ควรบูชาได้นั้น เราย่อมต้องรู้จัก คุ้นเคย เรียนรู้ชีวิตและคุณงามความดีของท่าน สิ่งเหล่านี้ช่วยทำให้เกิดแบบอย่างในการดำเนินชีวิต เมื่อเรายกย่องสรรเสริญท่าน จิตใจเราย่อมเป็นกุศล เกิดปีติ ปราโมทย์ และเกิดแรงบันดาลใจ ทำให้มีพลังในการทำความดีมากยิ่งขึ้น อาตมาเชื่อว่าในบรรดาบัณฑิตและคนที่ควรบูชาทั้งหลายที่มีอยู่มากมายในโลกนี้ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นท่านหนึ่งที่เราสามารถนำมาเป็นแบบอย่างของชีวิตได้อย่างแท้จริง

หลายท่านในที่นี้ไม่เคยได้สนทนาวิสาสะกับท่านอาจารย์ป๋วย แต่การคบบัณฑิตนั้นไม่ได้หมายถึงการพูดคุยหรือสนทนาวิสาสะเท่านั้น การได้เรียนรู้ชีวิตและคุณงามความดีของท่านจากการอ่านหรือการฟังก็ตาม ถือว่าเป็นการคบบัณฑิตได้เหมือนกัน เป็นการพาใจเราให้เข้าถึงแก่นแท้แห่งความเป็นบัณฑิตของท่าน เพราะฉะนั้นแม้ไม่มีโอกาสพบปะสนทนากับอาจารย์ป๋วย แต่การได้ยินได้ฟัง ได้เรียนรู้ชีวิตและงานของท่าน ก็ถือว่าเป็นมงคลเช่นกัน

เมื่อพูดถึงอาจารย์ป๋วย หลายคนมักนึกถึงท่านในฐานะข้าราชการที่ซื่อสัตย์สุจริต และมีความรู้ความสามารถ ชื่อเสียงเกียรติคุณของท่านในด้านนี้นับว่าเด่นชัดมาก แม้กระทั่งเมื่อมูลนิธิรามอน แมกไซไซ ได้มอบรางวัลอันทรงเกียรติให้กับท่านเมื่อปี ๒๕๐๘ ก็ได้พูดถึงท่านว่าเป็นข้าราชการไทยที่น่ายกย่องเคารพนับถือมากที่สุดผู้หนึ่ง ด้วยเหตุว่าท่านได้สร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจไทย อีกทั้งยังมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากว่าอาจารย์ป๋วยเป็นเพียงแค่ข้าราชการที่มีความซื่อสัตย์สุจริต  มีสติปัญญาความสามารถ ท่านก็คงเป็นแบบอย่างที่ดีเฉพาะกับผู้ที่เป็นข้าราชการ หรือผู้ที่ตั้งใจจะเป็นเทคโนแครต (technocrats) อย่างที่หลายคนมองท่านในแง่นั้น แต่ที่จริงแล้วท่านเป็นมากกว่านั้น อาจารย์ป๋วยเป็นมากกว่าข้าราชการที่ซื่อสัตย์และมีความรู้ความสามารถ กล่าวได้ว่าท่านเป็นแบบอย่างแห่งความเป็นมนุษย์ที่ดำเนินชีวิตตามอุดมคติ ตรงนี้ต่างหากที่มีความหมายสำหรับเราทุกคน ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่เป็นข้าราชการหรือเทคโนแครตเท่านั้น

การเป็นแบบอย่างของผู้ที่ดำเนินชีวิตตามอุดมคติ ไม่ใช่แค่มีความรู้ความสามารถและความซื่อสัตย์สุจริตเท่านั้น หากยังมีคุณธรรมที่ยิ่งไปกว่านั้น ทำให้ท่านมีความหมายกับคนรุ่นหลัง กับเยาวชน และกับทุกคนที่ปรารถนาจะรักษาความเป็นมนุษย์ และเข้าถึงความเป็นมนุษย์ที่ดีงาม หรือจะเรียกว่าเป็นมนุษย์ที่แท้ก็ได้

อะไรคือแก่นแท้ของอาจารย์ป๋วย ที่มีความหมายต่อยุคสมัยของเรา ที่มีความหมายต่อคนทุกรุ่น ทุกอาชีพ ทุกเพศทุกวัย ในความเห็นของอาตมา แก่นแท้ของอาจารย์ป๋วยประการหนึ่งคือ ความรักสัจจะ รักความจริง

ความรักสัจจะอย่างเต็มเปี่ยม ทำให้อาจารย์ป๋วยเป็นผู้ใฝ่แสวงหาความจริง ใฝ่แสวงหาความรู้ ทำให้ท่านมีสติปัญญาเป็นที่ยกย่อง สติปัญญาดังกล่าวเกิดจากความใฝ่รู้ ต้องการที่จะเข้าถึงความจริงให้ลึกซึ้งที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้ ความรักสัจจะ ใฝ่รู้ รักความจริงนี้เอง ทำให้ท่านพยายามที่จะทำการต่างๆ ด้วยสติ ปัญญา ท่านเป็นผู้หนึ่งที่เป็นแบบอย่างของผู้ที่ใช้ความรู้ในการแก้ปัญหาต่างๆ ไม่ได้ใช้ความรู้สึก ไม่ได้ใช้อคติ หรือแม้แต่อุดมการณ์ใดๆ เมื่อจะทำการสิ่งใด ท่านจะต้องทำความความรู้ความเข้าใจให้เกิดขึ้นก่อน และเพราะเหตุนี้ท่านจึงให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างมาก

ท่านเคยบอกกับเพื่อน ๆ และลูกศิษย์ไม่กี่ปีก่อนเกษียณว่า เป้าหมายอย่างหนึ่งในชีวิตของท่านคือเป็น อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอนนั้นท่านเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยมา ๑๒ ปีแล้ว ถ้าท่านมุ่งหวังความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ตำแหน่งต่อไปก็น่าจะเป็นรัฐมนตรี แต่ท่านเลือกที่จะมาเป็นอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยที่ก่อนหน้านั้นท่านเป็นคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์มาหลายปีแล้ว ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าท่านเห็นความสำคัญของการศึกษา และเห็นว่าการศึกษานั้นไม่ควรเป็นไปเพื่อการไต่เต้าสถานะทางสังคม แต่ควรมีจุดมุ่งหมายเพื่อการเข้าถึงความจริงให้ลึกซึ้งที่สุด ซึ่งท่านเห็นว่านิสิตนักศึกษาและคนไทยควรจะมี

เมื่อมีความรักสัจจะก็ย่อมตระหนักถึงความสำคัญของความซื่อสัตย์สุจริต มีแต่คนรักสัจจะเท่านั้นที่จะมีความซื่อสัตย์สุจริตได้ เพราะว่าสัจจะและความซื่อสัตย์นั้นเป็นสิ่งเดียวกัน นำไปสู่กันและกัน ความรักสัจจะของท่านทำให้ท่านพูดจริง ทำจริง ไม่โกหกและไม่กลับคำ

เมื่อตอนที่ท่านเข้าร่วมขบวนการเสรีไทย สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ท่านเคยตั้งสัจจะไว้ว่า ท่านจะไม่รับตำแหน่งทางการเมืองจนกว่าจะเกษียณจากราชการ ทั้งนี้เพื่อยืนยันว่า ท่านไม่ได้เป็นเสรีไทยเพราะมักใหญ่ใฝ่สูง หรือเพราะหวังประโยชน์ส่วนตัว แต่มุ่งประโยชน์ของบ้านเมือง และเมื่อท่านลั่นวาจาไว้เช่นนั้น แม้จะมีโอกาสหลายครั้งที่ท่านสามารถเป็นรัฐมนตรีได้ เช่น สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี เคยทาบทามท่านให้มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขณะนั้นท่านอายุประมาณ ๔๐ ปีต้น ๆ  แต่ท่านก็ปฏิเสธ แม้กระนั้นจอมพลสฤษดิ์ยังไม่เลิกความพยายาม สุดท้ายท่านก็บอกจอมพลสฤษดิ์ว่า ท่านนายกรัฐมนตรีคงไม่ต้องการรัฐมนตรีที่ผิดคำสาบาน  พอได้ยินเช่นนี้จอมพลสฤษดิ์จึง เลิกตื้อท่าน นี้เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความรักสัจจะของท่าน เมื่อลั่นวาจาไปแล้วก็จะไม่กลับคำ แม้ว่าจะมีโอกาสดีเพียงใดก็ตาม

ความรักสัจจะทำให้อาจารย์ป๋วยเมื่อรับปากใครไปว่าจะทำอะไร ก็จะต้องทำให้สำเร็จจนได้ จึงนำไปสู่ความพากเพียรพยายาม ความวิริยะอุตสาหะ เพราะฉะนั้น สัจบารมีกับวิริยบารมีจึงเป็นสิ่งที่คู่กัน จะเห็นได้ว่าความรักสัจจะนำไปสู่การสร้างเสริมคุณธรรมของอาจารย์ป๋วยหลายประการ

คุณธรรมอีกประการหนึ่งของท่านคือความใจกว้าง คนรักสัจจะที่แท้จริงจะต้องใจกว้าง เพราะเมื่อต้องการแสวงหาความจริง ต้องเปิดใจรับฟังความเห็นที่แตกต่าง เพราะความเห็นที่แตกต่างนั้น ช่วยให้เห็นความจริงได้อย่างรอบด้านมากขึ้น ใครที่ได้รู้จักอาจารย์ป๋วยจะพบว่าท่านเป็นคนที่ใจกว้างมาก เพราะท่านเป็นผู้ที่ต้องการเข้าถึงความจริงให้รอบด้านที่สุด  ครบทุกแง่มุม  ในทางพุทธศาสนามีคุณธรรมประการหนึ่ง เรียกว่า สัจจานุรักษ์ แปลว่า การคุ้มครองสัจจะ หมายความว่า เมื่อรักสัจจะแล้วย่อมไม่ด่วนสรุปว่าอย่างนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเหลวไหลทั้งนั้น  ไม่ด่วนตัดสินว่าความคิดเห็นของฉันเท่านั้นที่ถูกต้อง สิ่งที่ฉันรู้เท่านั้นที่เป็นความจริง ความเห็นของคนอื่นหากไม่เหมือนฉันก็แปลว่าผิด ข้อมูลของคนอื่นถ้าไม่เหมือนของฉันก็แปลว่าไม่จริง  สัจจานุรักษ์เตือนใจเราว่า  ความเห็นของคนอื่นอาจจะถูก ข้อมูลของคนอื่นอาจจะจริงก็ได้ ใครที่มีสัจจานุรักษ์จะเป็นผู้ที่มีความใจกว้าง ไม่ยึดติดถือมั่นในความคิดความเห็น หรือแม้แต่ความรู้ของตัวเท่านั้นว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะความจริงนั้นมีหลายแง่มุม

คุณธรรมข้อนี้นับวันจะหายากขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนส่วนใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน มักจะมีความเชื่อมั่นว่าความเห็นของตัวเองเท่านั้นที่ถูก ความรู้ของตัวเองเท่านั้นที่จริง จึงมองหรือตัดสินว่าคนที่คิดต่างหรือเห็นต่างจากตนนั้นเป็นฝ่ายผิด อย่างนี้ถือว่าไม่ใช่ผู้รักสัจจะหรือรักความจริง ทั้งในความหมายของอาจารย์ป๋วย และในความหมายของพุทธศาสนา

เมื่อรักสัจจะ มีความใจกว้าง ก็ย่อมน้อมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ คนส่วนใหญ่ไม่สามารถทนคำวิพากษ์วิจารณ์ได้ก็เพราะว่ามันกระทบกระแทกอัตตา เพราะว่ามันท้าทายความคิดความเชื่อของตัว สั่นคลอนความเห็นของตัวเอง แต่ถ้ารักสัจจะก็จะไม่ยึดมั่นในความเห็นของตัวว่าเป็นสิ่งที่แตะต้องไม่ได้ วิพากษ์ไม่ได้  เพราะสิ่งที่สำคัญสำหรับผู้รักสัจจะคือคือความจริง และความจริงนั้นบางทีก็มาในรูปที่ไม่อยากจะฟัง อาทิเช่น คำติติง คำทักท้วงว่ามีข้อผิดพลาด มีข้อบกพร่อง บ่อยครั้งครั้งความผิดพลาดของตัวเองนั้น แม้จะใคร่ครวญอย่างไรก็มองไม่เห็น ต้องอาศัยผู้อื่นช่วยบอกช่วยชี้เนื่องจากมีมุมมองที่แตกต่างจากเรา   

ดังนั้นผู้รักสัจจะ นอกจากใจกว้างในความหมายที่ว่ารับฟังความเห็นที่แตกต่างจากตนแล้ว ยังพร้อมรับคำวิพากษ์วิจารณ์จากผู้อื่นด้วย และถ้ารักสัจจะจริงก็ไม่ต้องรอให้ใครมาวิจารณ์ตัวเอง ตัวเราเองนั่นแหละที่หมั่นใคร่ครวญตน และพร้อมวิพากษ์วิจารณ์ตัวเอง

อาจารย์ป๋วยเป็นผู้หนึ่งที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ตัวเอง แม้ว่าท่านจะประสบความสำเร็จในการวางรากฐานของเศรษฐกิจไทยสมัยใหม่ ทำให้เศรษฐกิจการคลังการธนาคารของประเทศมีเสถียรภาพ ทำให้มีโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ไฟฟ้า กระจายทั่วประเทศ ท่านเป็นคนสำคัญที่ช่วยวางนโยบายงบประมาณให้มีมาตรฐาน วางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยมีความเจริญมั่นคง ความสำเร็จเหล่านี้เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง จนกระทั่งบางคนตั้งสมญานามให้ท่านว่าเป็น บิดาของเศรษฐกิจไทยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง  โดยเฉพาะในด้านการคลัง การธนาคาร แต่ท่านก็ไม่ได้หลงเพลินในความสำเร็จของตน เมื่อท่านพิจารณาใคร่ครวญและพบว่าตัวเองมีความผิดพลาด ท่านก็พร้อมที่จะบอกกล่าวหรือแสดงความผิดพลาดนั้นให้ปรากฏ

ท่านเคยพูดว่า “ผมเสียดายที่รู้สึกว่าได้บกพร่องไปในการพิจารณาเรื่องเศรษฐกิจของประเทศ คือดูแต่ความเจริญเติบโตของส่วนรวมเป็นใหญ่ ไม่ได้เฉลียวถึงความยุติธรรมในสังคม ข้อนี้จึงพยายามแก้ด้วยวิธีพัฒนาชนบทอย่างจริงจัง”  กล่าวคือขณะที่เศรษฐกิจไทยเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วนั้น สิ่งที่ท่านเห็นก็คือช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน ช่องว่างทางเศรษฐกิจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความไม่สมดุลในการพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นความผิดพลาดที่ต้องแก้ไข  ด้วยเหตุนี้ในช่วงท้ายของชีวิตท่านจึงหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาชนบท ช่วยให้คนชนบทมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่น่าเสียดายที่ความพยายามเสริมสร้างความยุติธรรมในสังคมของท่าน กลับถูกชนชั้นนำซึ่งแวดล้อมท่านมองว่า ท่านมีความคิดฝักใฝ่ในสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ เป็นเหตุให้ท่านถูกใส่ร้าย ถูกกลั่นแกล้ง และถูกปองร้ายโดยชนชั้นนำจนกระทั่งไม่สามารถที่จะอยู่ในเมืองไทยได้

ความรักสัจจะของอาจารย์ป๋วยทำให้ท่านยอมรับกำพืดของตน ไม่ปฏิเสธว่าท่านเป็นลูกจีน สมัยที่ท่านเป็นเด็ก การเป็นลูกจีนเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ คำว่า 'เจ๊ก' เป็นคำเหยียดหยาม แม้กระทั่งอาตมาสมัยเป็นเด็กจะไม่พอใจมากถ้าหากมีใครมาเรียกว่าเจ๊ก แต่อาจารย์ป๋วยนั้นแม้ชื่อและนามสกุลของท่านจะดูเหมือนเป็นภาษาจีน แต่ท่านไม่เคยคิดเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุล จอมพล ป. พิบูลสงคราม เคยทักท่านว่าควรจะเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุลได้แล้ว เพราะจอมพล ป. มีนโยบายต่อต้านจีนและลูกจีน แต่อาจารย์ป๋วยไม่เปลี่ยน ท่านไม่ปฏิเสธกำพืดของตน ท่านบอกว่าพ่อตั้งชื่อนี้มา ถ้าจะเปลี่ยนก็ต้องให้พ่อเปลี่ยน แต่พ่อตายไปแล้ว เพราะฉะนั้นก็ต้องคงชื่อนี้เอาไว้ ท่านไม่สนใจว่าชื่อนี้จะขัดขวางความเจริญก้าวหน้าในทางราชการหรือไม่ อย่างไรก็ตามความสามารถของท่านนั้นเด่นชัด สติปัญญาของท่านนั้นเฉิดฉายจนกระทั่งชื่อหรือนามสกุลที่ส่อความเป็นลูกจีนนั้น ไม่สามารถเป็นอุปสรรคได้ ท่านยอมรับกำพืดของตน ไม่ปฏิเสธว่าตนเองเป็นลูกจีน แต่ก็ภูมิใจในความเป็นไทย และรักเมืองไทย

ความรักสัจจะ ความรักความจริงของท่านอาจารย์ป๋วยทำให้ท่านเป็นผู้ใฝ่ธรรม รักความดี สัจจะเป็นคุณธรรมข้อหนึ่ง เมื่อคนเรามีความรักสัจจะ รักความจริงแล้วจิตใจก็ย่อมเป็นกุศล ใจที่เป็นกุศลย่อมง่ายที่จะใฝ่ในธรรม ง่ายที่จะรักความดี แล้วเราก็จะพบว่า ความดีนั้นทำให้เกิดสุข ทำให้ชีวิตงอกงาม นี่คือสัจธรรม ดังคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" ถ้าเราใฝ่สัจธรรม รักความจริง เมื่อพิจารณาต่อก็จะเห็นว่า หากปรารถนาความสุขก็ต้องทำความดี เพราะยศ ทรัพย์ อำนาจไม่ได้เป็นหลักประกันแห่งความสุขอย่างแท้จริง คุณธรรมต่างหากที่จะนำมาซึ่งความสุขอย่างแท้จริง

เมื่อรักความดีก็จะเห็นว่าการไม่เบียดเบียนนั้นเป็นสิ่งที่ดีงาม เพราะก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ทุกฝ่าย เป็นเพราะรักความดี ท่านจึงเห็นว่าความยุติธรรมนั้นควรเกิดขึ้นในสังคม เพราะความยุติธรรมทำให้สังคมมีความสงบราบรื่น และเมื่อรักความดีแล้วก็ย่อมพร้อมจะเป็นผู้เสียสละ อาจารย์ป๋วยเป็นแบบอย่างของคนที่พร้อมเสียสละแม้กระทั่งชีวิต ตอนที่ท่านเป็นเสรีไทย โดดร่มมาทำภารกิจที่เมืองไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ตอนนั้นรัฐบาลเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น และเป็นปรปักษ์กับฝ่ายสัมพันธมิตรรวมทั้ง อังกฤษ อาจารย์ป๋วยเสี่ยงชีวิตโดดร่มมาเมืองไทย โดยที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตนข้างหน้า ถ้าถูกจับหรือถูกทรมาน ท่านก็พร้อมที่จะฆ่าตัวตายด้วยการกินยาพิษที่พกติดตัว ท่านไม่ปรารถนาที่จะฆ่าใครเพื่อรักษาชีวิตของตน  แต่ท่านโชคดีที่ไม่ต้องสละชีวิตในครั้งนั้น เพราะแม้จะถูกจับได้ แต่ตอนหลังผู้ใหญ่ในรัฐบาลโดยเฉพาะอธิบดีกรมตำรวจก็เห็นด้วยกับขบวนการเสรีไทย ทำให้เสรีไทยในไทยกับเสรีไทยในต่างประเทศร่วมมือกัน และมีบทบาทสำคัญในการช่วยทำให้ไทยพลิกสถานะจากการเป็นประเทศแพ้สงคราม กลายเป็นประเทศชนะสงคราม

อาจารย์ป๋วยพร้อมที่จะลาออกเพื่อยืนหยัดในความถูกต้อง สมัยที่ท่านเป็นข้าราชการระดับกลาง อายุราว ๆ ๔๐ ปี ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ท่านได้รับมอบหมายให้เป็นกรรมการคัดเลือกบริษัทที่จะผลิตธนบัตร ท่านได้ใช้ความรู้ความสามารถ และความเที่ยงตรงในการพิจารณาว่าบริษัทใดควรจะเป็นบริษัทที่ได้พิมพ์ธนบัตร แต่มีบริษัทหนึ่งซึ่งไม่มีมาตรฐานในการพิมพ์ มีเส้นสายอยู่กับพลเอกเผ่า ศรียานนท์ ซึ่งเป็นคนที่มีอำนาจมากในเวลานั้น  ผู้จัดการของบริษัทนี้เมื่อรู้ว่าอาจารย์ป๋วยตัดสินใจไม่เลือกบริษัทของตนและกำลังเขียนรายงานเสนอคณะรัฐมนตรี เขาก็ไปด่าว่าท่านเพื่อให้เปลี่ยนรายงานไปในทางที่เป็นคุณกับบริษัทของตน  อีกทั้งยังลามปามด่าว่าไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่อาจารย์ป๋วยไม่หวั่นไหว ทำรายงานเสนอต่อคณะรัฐมนตรีว่าบริษัททอมมัส เดอลารูควรได้รับมอบหมายให้พิมพ์ธนบัตร ใช่แต่เท่านั้นท่านยังเขียนในท้ายรายงานว่า ถ้าเลือกบริษัทที่ด่าว่าท่านและรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ท่านจะลาออก ตอนนั้นท่านเป็นเพียงข้าราชการกระทรวงการคลังที่ไม่ได้ใหญ่โตอะไร และรู้ด้วยว่าบริษัทนั้นมีพลเอกเผ่าอยู่เบื้องหลังใหญ่ แต่ท่านพร้อมที่จะสละตำแหน่ง และเอาชีวิตข้าราชการเป็นเดิมพัน เพราะเห็นว่าการยอมให้บริษัทดังกล่าวพิมพ์ธนบัตรจะสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติ

สมัยที่ท่านเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย จอมพลสฤษดิ์เคยคิดจะตั้งคณะกรรมการนโยบายการเงินที่ทำงานซ้ำซ้อนกับธนาคารแห่งประเทศไทย และมีคนที่ไม่น่าเชื่อถือเป็นกรรมการ ท่านก็แสดงความเห็นแย้งในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และบอกว่าท่านพร้อมจะลาออก ถ้าหากว่ายังมีการดึงดันแต่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าว

นี้เป็นตัวอย่างของอาจารย์ป๋วยที่พร้อมจะเสียสละตำแหน่งเพื่อยืนหยัดในความถูกต้อง ขณะเดียวกันความเป็นผู้รักความดีทำให้ท่านเป็นผู้ที่เสียสละ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น ข้อนี้ข้าราชการทั้งที่ธนาคารแห่งประเทศไทย และที่คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ย่อมรู้กันดี

คุณธรรมอีกประการที่สืบเนื่องมาจากการรักความดีคือ ความเชื่อมั่นในอหิงสา คือการไม่เอาเปรียบเบียดเบียน อาจารย์ป๋วยเป็นผู้ที่ยืนหยัดในเรื่องของสันติวิธีและการไม่เบียดเบียน แม้เป็นทหารท่านก็ไม่คิดจะฆ่าใคร ท่านเลือกที่จะฆ่าตัวตายมากกว่าที่จะไปยิงใคร ถ้าจวนตัวจริงๆ ท่านก็เลือกที่จะกินไซยาไนด์ซึ่งพกติดตัวมา การเอาปืนไปยิงใครเพื่อป้องกันตนเองนั้นไม่มีอยู่ในความคิดของท่าน  เพราะท่านยืนหยัดในเรื่องของสันติวิธีตลอดเวลา

ดังได้กล่าวแล้วว่าความรักความยุติธรรมเป็นคุณธรรมประการหนึ่งของท่าน ท่านพยายามผลักดันนโยบายที่ส่งเสริมความเป็นธรรมในสังคม คนเราเมื่อรักความดี ไม่เพียงไม่ทำชั่ว ไม่คดโกงเท่านั้น หากยังไม่ยอมนิ่งเฉย ดูดาย หากเห็นความไม่ถูกต้อง หรือความทุจริตเกิดขึ้น แม้รู้ว่าการท้วงติงนั้นจะทำให้ตนเองเดือดร้อนเพราะผู้มีอำนาจก็ตาม

อาจารย์ป๋วยเคยเสนอคณะรัฐมนตรี ให้ปรับธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง ซึ่งกระทำการทุจริตผิดกฎของธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์นั้นมีเส้นสายใหญ่มากซึ่งคือจอมพลสฤษดิ์ และพลเอกเผ่า ก่อนที่จะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี จอมพลสฤษดิ์ขอพบท่านและพยายามโน้มน้าวว่าอย่าเสนอให้ปรับธนาคารพาณิชย์แห่งนี้ แต่ท่านปฏิเสธ จอมพลสฤษดิ์ก็ไม่ลดละ เรียกมาพบอีก คราวนี้เชิญพลเอกเผ่ามาเจรจาด้วย อาจารย์ป๋วยก็ปฏิเสธที่จะทำตามนายพลสองท่านนั้น ท่านเห็นว่าเมื่อธนาคารพาณิชย์ทำผิด ก็เป็นหน้าที่ของท่านที่ต้องเสนอไปตามระเบียบว่าต้องปรับเป็นจำนวนหลายล้านบาท ส่วนคณะรัฐมนตรี จะมีความเห็นอย่างไรเป็นเรื่องของคณะรัฐมนตรี 

เมื่อถึงวันประชุม ท่านเสนอคณะรัฐมนตรีว่าจะต้องปรับธนาคารพาณิชย์แห่งนั้น จอมพลสฤษดิ์ พลเอกเผ่าโกรธมากแต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะคณะรัฐมนตรีมีมติว่าให้ปรับธนาคารพาณิชย์นั้น ตอนนั้นท่านเป็นรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หลังจากนั้นไม่นานท่านก็โดนปลด นับเป็นรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยที่อายุสั้นที่สุดคือ ๗ เดือน แต่ท่านก็ไม่หวั่นไหว แล้วความดีของท่านก็ส่งผลให้ท่านได้เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยในที่สุด

ในสมัยจอมพลถนอมเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านเคยไปจับเข่าคุยกับจอมพลถนอมที่กระทรวงกลาโหม บอกว่าญาติสนิทของท่านคนไหนบ้างที่ทุจริตผิดกฎหมาย และขอร้องให้จอมพลถนอมตักเตือนคนเหล่านั้น แม้จะไม่ประสบความสำเร็จแต่ก็เป็นความกล้าของท่านที่จะกล้าท้วงติงผู้มีอำนาจ ท่านเคยทักท้วงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีในเรื่องที่เป็นกรรมการธนาคารพาณิชย์ โดยผูกเป็นกลอนในงานแสดงสุนทรพจน์ของสมาคมธนาคาร มีเนื้อความว่ารัฐมนตรีไม่ควรเป็นกรรมการในธนาคารพาณิชย์ ในที่สุดจอมพลถนอมก็ลาออกจากการเป็นประธานกรรมการธนาคารพาณิชย์   นี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของการรักความดีของอาจารย์ป๋วย

การรักความดีของท่านไม่ได้หมายถึงการไม่คดโกงเท่านั้น แต่หมายถึงการกล้าท้วงติง ไม่นิ่งเฉย ไม่นิ่งดูดาย หากเห็นความไม่ถูกต้องเกิดขึ้น แม้จะเป็นความไม่ถูกต้องที่เกิดจากผู้มีอำนาจก็ตาม

เมื่อรักความจริงและความดีแล้วก็ย่อมนำไปสู่การรักความงาม เมื่อใฝ่ความดีแล้วใจย่อมเป็นกุศล จิตที่เป็นกุศลย่อมเข้าถึงความงามที่ละเมียดละไมได้ง่าย ไม่ว่าความละเมียดละไมของธรรมชาติหรือของศิลปวัฒนธรรม อาจารย์ป๋วยเป็นผู้ที่มีรสนิยมในทางศิลปะ ท่านรักวรรณคดี มีความสามารถในการแต่งกลอน มีความสามารถในการเล่นดนตรี และท่านยังสนับสนุนศิลปวัฒนธรรม  ยากที่ปัญญาชนหรือเทคโนแครตที่มีสติปัญญาระดับท่านจะเข้าใจหรือเข้าถึงความลุ่มลึกในทางสุนทรียภาพ แต่อาจารย์ป๋วยมี คุณสมบัติครบทั้ง ๓ ประการ ได้แก่ Head (คือ ความรู้ สติปัญญา) Hand (ทักษะ หรือความเชี่ยวชาญ) และ Heart คือ (ใจที่ละเมียดละไม)

ในทางพุทธศาสนาคำว่าดีและงามนั้นคู่กัน คำว่า กัลยา ในภาษาบาลีนั้น หมายถึงทั้งความดีและความงาม กัลยาณชน ก็คือ คนดี และหมายถึงคนที่มีใจงดงามด้วย  คำนี้ยังใช้กับคำสอนของพระพุทธเจ้า ดังข้อความว่า "อาทิกัลยาณัง มัชเฌกัลยาณัง และปริโยสานกัลยาณัง" หมายถึงคำสอนของพระองค์นั้นไพเราะทั้งในเบื้องต้น ท่ามกลาง และในที่สุด คำว่าไพเราะในที่นี้หมายถึงความดี มีคุณค่า เมื่อมีความงามความละเมียดละไมในจิตใจ ก็ย่อมทำให้มีความสุขหล่อเลี้ยงใจ ความสุขที่ว่านี้ช่วยให้มีพลังต่อสู้เพื่อความจริงและความดี ไม่ยอมแพ้ต่อสิ่งยั่วยวน เช่น ยศ ทรัพย์ อำนาจ  

อาจารย์ป๋วยเป็นผู้ที่มีชีวิตสันโดษ มีบ้านหลังเล็กๆ ไม่ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรมากมาย แต่ท่านก็มีความสุข จอมพลสฤษดิ์เคยเสนอว่าจะสร้างตึกให้ท่านสมัยที่ท่านเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ท่านปฏิเสธ ท่านพอใจที่จะอยู่บ้านไม้หลังเล็กๆ ที่ซอยอารีย์ ท่านอยู่ได้อย่างไร ท่านอยู่ได้เพราะท่านมีความสุขจากชีวิตที่สันโดษ มีศิลปวัฒนธรรม มีธรรมชาติเป็นเครื่องชุบชูใจ ทำให้ท่านสามารถดำรงความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ทุจริตไม่คดโกงได้

อาจารย์ป๋วยพูดอยู่เสมอว่า ความจริง ความดี ความงาม เป็นคุณค่าสำคัญของชีวิต อุดมคติของท่านมั่นคงก็เพราะรักความจริง ความดี และความงาม อาตมาเห็นว่านี่คือ หัวใจสำคัญ เป็นแก่นแท้ของความเป็นอาจารย์ป๋วย ทำให้ท่านมีชีวิตที่สอดคล้องกับอุดมคติได้เท่าที่มนุษย์ปุถุชนคนหนึ่งจะทำได้ และเป็นแบบอย่างให้กับพวกเรา หากว่าเราปรารถนาชีวิตที่งอกงามและเป็นสุข

คนทุกคนย่อมปรารถนาความสุขในชีวิต แต่คนจำนวนไม่น้อยที่คิดว่าความสุขเกิดจากการมียศ ทรัพย์ อำนาจ และเมื่อเอายศ ทรัพย์ อำนาจเป็นสรณะก็พร้อมที่จะคดโกง พร้อมที่จะโกหกมดเท็จ  ดังนั้นจิตใจจึงยากที่จะเข้าถึงความงาม แต่ถ้าเราปรารถนาความสุขที่แท้ที่ยั่งยืน การรักความจริง การรักความดี จะเป็นประตูเปิดสู่ความสุขที่แท้ และความสุขที่หล่อเลี้ยงใจก็ทำให้ความดีงามของชีวิตเจริญงอกงามมากขึ้น แม้ชีวิตบั้นปลายของอาจารย์ป๋วยจะลำบากและตกต่ำ ท่านเป็นอัมพฤกษ์ ไม่สามารถพูดหรือเขียนได้ อีกทั้งไม่มีโอกาสกลับบ้านเกิดเมืองนอนจนกระทั่งปี ๒๕๓๐ ซึ่งเป็นการกลับมาเพียงชั่วครู่ชั่วยาม โดยที่บั้นปลายชีวิตต้องอยู่ประเทศอังกฤษ ซึ่งไม่ใช่แผ่นดินเกิดของท่าน แต่ท่านก็ไม่มีความทุกข์ ท่านมีความสุขตามอัตภาพ เพราะท่านมีความพึงพอใจในชีวิตที่สันโดษ มีศิลปะเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงใจ และมีความภาคภูมิใจในความดีที่ทำให้ดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข

เมื่อรักความจริง รักความดี และรักความงาม ประโยชน์ย่อมไม่เพียงเกิดขึ้นกับตนเองเท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดประโยชน์กับส่วนรวมอีกด้วย

คุณูปการของท่านไม่ได้มีแค่การเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตที่ประเสริฐ งดงาม และผาสุกเท่านั้น  อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือแนวทางหรือหลักการของท่านในการสร้างสรรค์ประเทศชาติ แม้ว่าท่านจะทุ่มเทชีวิตในขณะเป็นข้าราชการเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจให้เจริญมั่นคงและเข้มแข็ง แต่ในตอนท้ายๆ ของชีวิตราชการ ท่านเห็นว่าหลักการสำคัญที่จะสร้างสรรค์ประเทศชาติได้คือ สิ่งที่ท่านเรียกว่าประชาธรรม” หมายถึง ธรรมะสำหรับชาติบ้านเมือง ธรรมะสำหรับประเทศชาติ

เมื่อพูดถึงธรรมะ คนส่วนใหญ่มักนึกถึงข้อประพฤติปฏิบัติหรือคุณธรรมส่วนตัว แต่อาจารย์ป๋วยมองคุณธรรมในความหมายที่กว้าง ท่านมองว่าธรรมะไม่ใช่เป็นเรื่องของชีวิตส่วนตัวเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของประเทศชาติด้วย ชีวิตจะมีความสุขต้องมีธรรมะ ในทำนองเดียวกันประเทศชาติจะเจริญรุ่งเรืองและสงบราบรื่นก็ต้องมีธรรมะ การเห็นธรรมะในมิติที่กว้างเป็นสิ่งที่น่าสนใจเพราะว่าชาวพุทธจำนวนไม่น้อยมองไม่เห็นธรรมะในความหมายดังกล่าว

ท่านเคยเขียนหรือแสดงความเห็นเรื่องธรรมะในทางเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ได้หมายถึงการประกอบสัมมาอาชีวะ ไม่ทุจริต ไม่เบียดเบียน ไม่คดโกงเท่านั้น แต่ท่านยังหมายความรวมไปถึงนโยบายเศรษฐกิจด้วย เช่น ท่านเคยกล่าวว่า “นโยบายเศรษฐกิจที่มุ่งช่วยเหลือหมู่ชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะนั้น ถ้าทำให้คนกลุ่มใหญ่เดือนร้อนแล้ว ถือว่าผิดหลักธรรมะในด้านเศรษฐกิจ” ธรรมะของท่านกินความไปถึงนโยบายทางเศรษฐกิจ นโยบายของประเทศชาติ ท่านยังพูดว่า “การที่มีบุคคลกลุ่มน้อยร่ำรวยขึ้นอย่างมาก เป็นการผิดหลักธรรมะ เพราะในขณะที่กลุ่มคนมั่งมีมาก ๆ มีจำนวนคนน้อย กลุ่มคนจนก็จะขยายจำนวนออกไป  เกิดปัญหาในทางสังคม  มีการแบ่งแยกขั้นของคนโดยไม่ควร”  เห็นได้ว่าธรรมะในทัศนะของอาจารย์ป๋วยจึงไม่ใช่เป็นเรื่องของตัวบุคคลเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของนโยบายระดับประเทศ

ประชาธรรมในความหมายของอาจารย์ป๋วยนั้น ให้ความสำคัญกับหลัก ๒ ประการ ประการที่ ๑ คือ หลักเสรีภาพและสิทธิของประชาชน บ้านเมืองจะมีความสงบเรียบร้อยได้ ประชาชนต้องมีเสรีภาพและสิทธิ ในขอบเขตที่ไม่ทำลายเสรีภาพและสิทธิของผู้อื่น และประการที่ ๒ คือ การมีส่วนร่วมในการกำหนดชะตากรรมของสังคมที่ตนอาศัย

เสรีภาพและสิทธิ กับการมีส่วนร่วมในการกำหนดชะตาของสังคม  สมัยนี้เรียกว่า ประชาธิปไตย แต่อาจารย์ป๋วยเห็นว่าประชาธิปไตยเป็นคำที่ใช้กันจนเฝือแล้วจนกระทั่งความหมายผิดเพี้ยน ท่านจึงเสนอคำว่า ประชาธรรม เพราะอย่างน้อยคำว่าธรรมะเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า ประชาธิปไตยต้องไม่ทิ้งความถูกต้อง

อาจารย์ป๋วยให้ความสำคัญในเรื่องเสรีภาพมาก ท่านเห็นว่าเสรีภาพเป็นสิ่งสำคัญในการส่งเสริมสติปัญญาและอุดมคติ ท่านเคยกล่าวไว้ในปาฐกถาที่ธรรมศาสตร์เมื่อปี ๒๕๑๗ คือเมื่อ ๔๒ ปีที่แล้ว ที่ตึกเอที เป็นปาฐกถาที่จัดเป็นครั้งแรกสำหรับเชิดชูคุณงามความดีของคนหนุ่มที่ชื่อว่า โกมล คีมทอง ท่านกล่าวไว้ปาฐกถาโกมล คีมทองตอนหนึ่งว่า

"เสรีภาพเป็นเนื้อดิน อากาศ และปุ๋ย ที่จะทำให้พฤกษชาติแห่งความคิดเจริญเติบใหญ่ขึ้นได้ และเมื่อความคิดนำไปสู่อุดมคติ อุดมคติจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อบุคคลในสังคมสามารถใช้ความคิดอย่างเสรี ปราศจากพันธนาการของจารีตประเพณี หรืออีกนัยหนึ่งเราต้องสนับสนุนให้มนุษย์แต่ละคนใช้ความคิดอย่างมีเสรีภาพ ชนิดที่ไม่ต้องพึงหวาดหวั่นว่าจะเป็นความคิดนอกลู่นอกทาง" 

ท่านยังกล่าวต่อไปว่า "เสรีภาพสร้างความเจริญให้แก่มนุษย์ได้ฉันใด การใช้เสรีภาพในการคิดย่อมช่วยให้เกิดอุดมคติในสมาชิกแห่งสังคมฉันนั้น และอุดมคติของสมาชิกต่างๆ ในสังคมซึ่งจะมีความแตกต่างกันไปในหลายๆ กระแสนั้น ย่อมจะทำให้สังคมนั้นเจริญมั่งคั่งดีกว่าอุดมการณ์อันหนึ่งอันเดียวของสังคม"

อาจารย์ป๋วยยอมรับว่า เมื่อมีเสรีภาพแล้วย่อมมีความแตกต่างทางความคิด มีความแตกต่างในเชิงอุดมคติ อุดมคติของคนในสังคมแตกต่างกันได้  ความแตกต่างนั้นสามารถทำให้เกิดความเจริญงอกงาม ดีกว่าการที่สังคมมีอุดมการณ์อันหนึ่งอันเดียว อันนี้เป็นความใจกว้างของอาจารย์ป๋วยที่เห็นความสำคัญของเสรีภาพและยอมรับความแตกต่างแม้กระทั่งในเรื่องอุดมคติ

นอกจากเสรีภาพแล้ว สิทธิก็เป็นเรื่องสำคัญ คนเราไม่ควรมีสิทธิส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ควรเคารพสิทธิของผู้อื่นด้วย นั่นคือสิทธิในความเห็นต่าง สิทธิที่คนอื่นเห็นต่างกับเรา แม้บางครั้งความเห็นนั้นจะไม่ถูกใจเรา อาจารย์ป๋วยเห็นว่าเขาต้องมีสิทธิเช่นนั้น และเราก็ควรจะเคารพสิทธิของเขาด้วย ที่น่าคิดก็คือ ๔๐ ปีผ่านไปแล้ว การเคารพสิทธิในความเห็นต่างของผู้คนในสังคมไทยก็ยังมีน้อยมาก

เมื่อเห็นความสำคัญของเสรีภาพและสิทธิแล้ว ถ้าหากว่าสิทธิเสรีภาพยังไม่เกิดขึ้นในสังคมก็ต้องต่อสู้ ท่านเห็นว่าวิธีที่จะทำให้เกิดสิทธิเสรีภาพขึ้นอย่างแท้จริงก็คือ สันติวิธี

อาจารย์ป๋วยย้ำมากว่าในการบรรลุสิ่งดีงามนั้นเราควรใช้วิธีการที่สันติ เป้าหมายที่ดีงามจะบรรลุได้ต้องใช้วิธีการที่ดีงามนั่นคือ สันติวิธี ถ้าใช้ความรุนแรงก็อาจจะนำไปสู่การเบียดเบียนกัน แม้จุดมุ่งหมายจะเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าใช้ความรุนแรงเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายนั้น สิ่งที่ตามมาก็อาจจะเป็นสิ่งที่เลวร้ายได้ ทุกวันนี้และที่เกิดขึ้นโดยตลอดในประวัติศาสตร์ก็คือ  ความเลวร้ายบ่อยครั้งทำในนามของความดี ทำในนามของอุดมการณ์อันสูงส่ง ทำในนามของพระเจ้า สงครามและการฆ่าฟันทั้งหลายในรอบหลายพันปีที่ผ่านมา หลายครั้งเกิดจากการทำเพื่อพระเจ้า เกิดจากการปกป้องความดี แม้กระทั่งกลุ่มก่อการร้ายที่ก่อปัญหาให้กับโลกในทุกวันนี้เขาก็ทำในนามของความดี จะว่าไปแล้วเหตุการณ์ ๖ ตุลา ที่มีการสังหารโหดนักศึกษา ประชาชน ก็ทำในนามของอุดมการณ์ที่ถือว่าดี คือ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แต่ความยึดมั่นในอุดมการณ์ถ้าหากว่าไม่รู้เท่าทัน มันก็สามารถจะผลักให้เราทำสิ่งชั่วร้ายได้

การยึดมั่นถือมั่นในความดีนั้นเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง เพราะว่าถ้าเรายึดมั่นมากมันก็สามารถทำให้เราทำในสิ่งที่เลวร้ายได้ แม้คนเรายากที่จะรู้เท่าทันความยึดมั่นถือมั่น แต่สิ่งหนึ่งที่จะเป็นหลักประกันว่าความดีของเราจะไม่ทำร้ายผู้อื่นก็คือ การใช้สันติวิธี ถึงแม้เราจะมั่นใจความดีของเรา ยึดมั่นอุดมการณ์ของเราเพียงใดก็ตาม ก็ขอให้ใช้สันติวิธีเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมาย เพราะหากว่าอุดมการณ์ของเราผิดพลาดอย่างน้อยก็ไม่ก่อความเสียหายมาก ไม่ได้ทำให้ผู้คนเสียชีวิต

มีคนจำนวนไม่น้อยที่ยอมตายและลงมือฆ่าคนอื่นให้ตายในนามของอุดมการณ์หรือศาสนา  แล้ววันดีคืนดีก็ทิ้งอุดมการณ์หรือศาสนานั้นไป เพราะเกิดตาสว่างขึ้นมา พบว่าอุดมการณ์ที่ฝังหัวตัวเองนั้นมีความผิดพลาด ที่แย่กว่านั้นก็คือได้พบว่าตนฆ่าคนอื่นตายเพื่ออุดมการณ์ที่ผิดพลาดเหล่านั้น คนจำนวนไม่น้อยจึงจมอยู่กับความรู้สึกผิดที่ติดค้างใจ นี้คือโศกนาฏกรรมของผู้คนจำนวนมาก

อย่างไรก็ตามสันติวิธีเป็นหลักประกันว่าความยึดมั่นในอุดมการณ์ หรือการปกป้องความดีของเราจะไม่ก่อความเสียหายให้แก่ผู้อื่น  แม้ในเวลาต่อมาจะพบว่าอุดมการณ์นั้นผิดพลาด ไม่ได้เรื่อง แต่ก็จะไม่ต้องเศร้าเสียใจว่าได้ฆ่าเพื่อนมนุษย์ตายเพราะความโง่เขลานั้น

 ทั้งหมดที่กล่าวมานี้คือธรรมะของอาจารย์ป๋วยที่เราควรน้อมนำมาใส่ใจ ไม่ว่าจะเป็นการรักความจริง รักความดี รักความงาม หรือหลักธรรมสำหรับบ้านเมืองคือ ประชาธรรม ในมุมมองของอาตมา คุณค่าเหล่านี้ยังเป็นสิ่งที่ทรงพลังสำหรับเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตอย่างมีอุดมคติ  ในการทำให้เรามีความเป็นมนุษย์ที่แท้

ใช่แต่เท่านั้นสิ่งเหล่านี้ยังเป็นหลักการสำคัญสำหรับบ้านเมืองเราในเวลานี้ ซึ่งยังไม่มีประชาธรรม เสรีภาพและสิทธิของประชาชนยังถูกจำกัด หรือถูกละเมิด ผู้คนยังมีส่วนร่วมในบ้านเมืองน้อย หลายคนรู้สึกว่าเป็นผู้อาศัยในบ้านเมืองนี้มากกว่าที่จะเป็นเจ้าของประเทศเพราะว่าไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับชะตากรรมหรือทิศทางของบ้านเมืองเลย

เดือนนี้เมื่อ ๔๔ ปีที่แล้ว อาจารย์ป๋วยได้ทำสิ่งซึ่งหลายคนไม่คาดคิดว่าท่านจะทำ คือการเขียนจดหมายถึงจอมพลถนอม กิตติขจร จดหมายนี้เป็นที่รู้จักกันดี ในชื่อ “จดหมายนายเข้ม เย็นยิ่ง ถึงผู้ใหญ่ทำนุ เกียรติก้อง แห่งหมู่บ้านไทยเจริญ” ท่านเขียนถึงจอมพลถนอมเพราะไม่เห็นด้วยกับการที่จอมพลถนอมทำรัฐประหารเมื่อปี ๒๕๑๔ จึงเขียนมาขอร้องให้ผู้ใหญ่บ้านทำนุ เกียรติก้องฟื้นฟูกติกาบ้านเมืองขึ้นมา เพื่อทำให้สิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชนได้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง

ไม่น่าเชื่อว่า ๔๐ ปีผ่านไป ประเทศไทยกลับมาสู่จุดเดิมคือไม่มีประชาธรรม เสรีภาพและสิทธิประชาชนถูกจำกัด และการมีส่วนร่วมในบ้านเมืองก็ยังกระท่อนกระแท่น จนถึงทุกวันนี้แม้ผ่านไปเกือบ ๒ ชั่วอายุคนหลังจาก “จดหมายของนายเข้ม เย็นยิ่ง ถึงนายทำนุ เกียรติก้อง ผู้ใหญ่บ้านไทยเจริญ” สิ่งที่อาจารย์ป๋วยได้เขียนได้ทำก็ยังมีความหมายสำหรับสังคมในปัจจุบัน เราจะหวังสังคมที่ดีงามได้ก็ต่อเมื่อมีธรรมเป็นพื้นฐาน

อาจารย์ป๋วยพูดอยู่เสมอว่า “ธรรมะคืออำนาจ ไม่ใช่อำนาจคือธรรม” สังคมที่ดีงามไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจ ไม่ว่า อำนาจปืน หรืออำนาจรถถัง สังคมที่ดีงามต้องอาศัยธรรมะ ธรรมะที่อาจารย์ป๋วยได้อุทิศตนเป็นแบบอย่างให้แก่เราคือ การรักความจริง รักความดี และรักความงาม และการเชิดชูประชาธรรม

เมื่อปี ๒๕๑๕ อาจารย์ป๋วยได้เขียนสารในโอกาสที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดตึกใหม่ ท่านเขียนจากประเทศอังกฤษ หลังจากได้เขียนจดหมายถึงผู้ใหญ่ทำนุ เกียรติก้องในนามนายเข้ม เย็นยิ่ง ในสารนั้นท่านได้อวยพรให้นิสิตนักศึกษา คณาจารย์ ข้าราชการ พนักงานของคณะเศรษฐศาสตร์ มีความสุขความเจริญ และปลอดพ้นจากภยันตรายและความจัญไรทั้งปวง แล้วท่านปิดท้ายด้วยข้อความว่า "ขอให้ดำรงไว้ซึ่งเสรีภาพและศักดิ์ศรีของมนุษย์อันเป็นสิทธิของผู้รักธรรมทั้งหลาย"

อาตมาเชื่อว่า หากอาจารย์ป๋วยยังมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ ท่านก็อยากจะบอกพวกเราเช่นนั้น พวกเราในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงนิสิตนักศึกษา คณาจารย์และข้าราชการของธรรมศาสตร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงประชาชนทั้งหลาย ว่า  "ขอให้ดำรงไว้ซึ่งเสรีภาพและศักดิ์ศรีของมนุษย์อันเป็นสิทธิของผู้รักธรรมทั้งหลาย"

อาตมาขอยุติการปาฐกถาเพียงเท่านี้

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved