หน้ารวมบทความ
   บทความ > บุคคล > อาจารย์ป๋วยกับกศส.
กลับหน้าแรก


อาจารย์ป๋วยกับกศส.

พระไพศาล วิสาโล

หลังจากงานแซยิดอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ในโอกาสที่มีอายุครบ ๕ รอบ ผ่านไปได้ ๘ วัน กลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม(กศส.) ก็ก่อตั้งขึ้น ในวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๑๙ อันที่จริง เหตุการณ์ทั้งสองนั้นมิได้มีอะไรเกี่ยวข้องหรือสืบเนื่องกันเลย สิ่งที่คล้ายคลึงกันมีเพียงประการเดียวคือ สถานการณ์ทางการเมืองที่แวดล้อมเหตุการณ์ดังกล่าว ในเวลานั้นบรรยากาศแห่งความรุนแรงแผ่ซ่านไปทั่ว มีการแบ่งแยกเป็นฝักฝ่ายอย่างชัดเจนและแข็งกร้าว ต่างแสดงอาการมุ่งร้ายต่อกันไม่แต่เฉพาะคำพูด หากยังทำร้ายกัน ถึงขั้นลอบสังหารฝ่ายที่เห็นแย้งกับรัฐบาลและสถาบันอันทรงอำนาจ สัญญาณรัฐประหารนั้นนองเลือดปรากฏชัดเจนขึ้นทุกที ก่อนหน้าวันแซยิดไม่กี่สัปดาห์ บุญสนอง บุณโยทยาน เลขาธิการพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย ก็ถูกลอบสังหาร ยังนักเรียน นักศึกษา ชาวนา ประชาชนอีกมากมายก็ถูกลอบฆ่าไล่เลี่ยกัน โดยที่ตัวอาจารย์ป๋วยเองก็ตกเป็นเป้าที่เขาเฝ้าปองร้ายอยู่แล้ว ดังนั้นในวันแซยิดจึงมีข่าวลือว่า จะมีการก่อวินาศกรรมที่หอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเวลานั้นยังเรียกกันว่า หอประชุมเล็ก อันเป็นที่จัดงานดังกล่าว แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซ้ำผู้คนยังมาร่วมงานกันคับคั่งจนแน่นหอประชุม อย่างไรก็ตาม หนึ่งสัปดาห์ให้หลัง สถานการณ์ก็เขม็งเกลียวขึ้น ข่าวลือแพร่สะพัดว่า จะมีรัฐประหารในเดือนนั้นเอง อันประจวบเหมาะกับที่ศูนย์กลางนิสิต-นักศึกษาแห่งประเทศไทยเตรียมชุมนุมประชาชนและเดินขบวนครั้งใหญ่ เพื่อขับไล่ฐานทัพสหรัฐ ซึ่งมีกำหนดต้องถอนออกจากประเทศไทยในวันที่ ๒๐ มีนาคม (และเมื่อเคลื่อนขบวนไปสถานทูตสหรัฐ วันรุ่งขึ้นก็มีการปาระเบิดใส่ฝูงชน คนตายทันที ๗-๘ คน) บุคคลหลายฝ่ายที่ตั้งตัวเป็นกลางพยายามคัดค้านรัฐประหารอย่างเต็มที่ ในช่วงนั้นเองที่ศาสนาทั้งพุทธและคริสต์ อันรวมทั้งผู้นำคาทอลิกและโปรเตสแตนท์ ก็ได้มีการประชุมกันที่สภาคริสตจักรในประเทศไทย เพื่อพิจารณาถึงประเด็นสำคัญอันว่าด้วย “ศาสนากับการพัฒนา” โดยโยงไปถึงบทบาทของศาสนิกชน ในท่ามกลางสถานการณ์การเมืองอันวิกฤต ที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานั้น ผู้นำเสนอ กันได้แก่บาทหลวงประสิทธิ์ สมานจิต โกศล ศรีสังข์ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ตลอดจนผู้ร่วมประชุมทั้งหมดประมาณ ๓๐ คน มีความเห็นร่วมกันว่า ในสถานการณ์เช่นนั้นศาสนิกชนมิอาจอยู่นิ่งเฉยได้ หากจำต้องคัดค้านความรุนแรงและความอยุติธรรมที่กำลังเกิดขึ้น และจักต้องสถาปนาสันติธรรมให้บังเกิดขึ้นด้วยหลักอหิงสา ดังนั้นจึงได้ร่วมกันจัดตั้งศูนย์ประสานงานศาสนาเพื่อสังคมขึ้น กับออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนของศาสนิกชนและเตือนสติทุกฝ่ายให้ปรองดองกัน ทั้งยังประณามการใช้ความรุนแรงตลอดจนรัฐประหารที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้น (ดูรายละเอียดแถลงการณ์ในบทผนวกท้ายบทความนี้)

ในเวลานั้น ศูนย์ประสานงานศาสนาเพื่อสังคมยังมีโครงสร้างอย่างหลวม ๆ เป็นเพียงเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์การทำงานทางสังคมของศาสนิกชนและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกัน กิจกรรมระยะแรกได้แก่การทำความรู้จักหน่วยงานทางศาสนาของผู้ร่วมก่อตั้งศูนย์ อาทิ สภาคาทอลิกแห่งประเทศไทยเพื่อการพัฒนา มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย นอกจากนั้นยังมีการเสวนาเกี่ยวกับประสบการณ์ของศาสนาต่าง ๆ ที่มีบทบาทในการรับใช้สังคม ประเดิมด้วยรายการของฝ่ายคริสต์ โดยบาทหลวงบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์ ซึ่งเวลานั้นเป็นเลขาธิการสำนักงานพัฒนาคนแห่งสหพันธ์สภาพระสังฆราชแห่งเอเชีย ก่อนที่ท่านจะได้รับแต่งตั้งเป็นบิชอปไม่นานหลังจากนั้น (เนื้อหาการบรรยายดังกล่าวได้ตีพิมพ์เป็นบทความเรื่อง “คริสต์ศาสนากับการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพในเกาหลีและฟิลิปปินส์” ในปาจารยสารปีที่ ๕ ฉบับที่ ๑๙ กรกฎาคม – สิงหาคม ๒๕๑๙) การเสวนาครั้งที่สอง ดูเหมือนจะเป็นรายการของฝ่ายโปรเตสแตนท์ (ตามกำหนดผู้นำเสวนาคืออาจารย์โกศล ซึ่งเป็นเลขาธิการสภาคริสตจักรในประเทศไทยขณะนั้น หากแต่ติดธุระด่วนที่เชียงใหม่ ไม่อาจมาได้) รายการที่สาม ดูเหมือนกำหนดให้เป็นการเสวนาเกี่ยวกับขบวนการสรรโวทัยของชาวพุทธในศรีลังกา แต่เกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลาคมเสียก่อน จึงล้มเลิกไป

ก่อนเหตุการณ์นองเลือดดังกล่าว อาจารย์ป๋วยไม่ได้มีอะไรข้องเกี่ยวกับ กศส. ซึ่งเวลานั้นยังเป็น “ศูนย์” มิใช่ “กลุ่ม” แม้จะเป็นองค์กรที่ประกาศจุดยืนทางด้านอหิงสธรรมก็ตาม องค์กรสันติวิธีที่ท่านเกี่ยวข้องมากกว่า เห็นจะเป็น “กลุ่มสันติวิธี” ซึ่งมีโคทม อารียา เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงมาแต่แรก กลุ่มนี้มีการพบปะกันสม่ำเสมอที่สภาคณาจารย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งอาจารย์โคทมเวลานั้นมีตำแหน่งสำคัญอยู่ ถึงอาจารย์ป๋วยจะไม่เคยมาร่วมประชุมกับกลุ่มนี้ แต่กิจกรรมอื่น ๆ ของกลุ่มนั้น ท่านมาร่วมอย่างเอาใจใส่ยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการบรรยายที่กลุ่มจัดเป็นครั้งคราว ที่สำคัญคือการบรรยายเรื่อง “สันติวิธีการการแสวงหาทางที่สาม” โดยนิโคลัส เบนเนตต์ ผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษาของยูเนสโกประจำประเทศไทย (ดูบทความในชื่อเดียวกันในปาจารยสารเล่มเดียวกัน) ยิ่งการสัมมนาเรื่อง “ปัญหาสังคมไทยในปัจจุบันที่สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยด้วยแล้ว อาจารย์ป๋วยนอกจากจะมาร่วมรายการแล้ว ยังเป็นผู้บรรยายรายการสุดท้ายในหัวข้อ “เป้าหมายและวิธีการที่เหมาะสมสำหรับสังคมไทย” เนื้อหาการบรรยายดังกล่าวภายหลังถูกนำไปตีพิมพ์ในปาจารยสาร (ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๒๐ กันยายน-ตุลาคม ๒๕๑๙) แต่ดูเหมือนบทความนี้จะถูกมองข้ามไป ทั้ง ๆ ที่มีความสำคัญยิ่งในทัศนะของข้าพเจ้า เพราะแสดงถึงจุดยืนทางด้านสันติประชาธรรมอย่างมั่นคง ชนิดที่ไม่ยอมลดราวาศอกให้แก่สถานการณ์อันน่าสิ้นหวังในเวลานั้น ในการสัมมนาครั้งนั้น ท่านถูกนักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่วิพากษ์ผลงานทางเศรษฐกิจของท่านอย่างรุนแรง โดยเฉพาะที่ท่านเน้นเรื่องการจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจและมุ่งสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจ อาทิ ถนน เขื่อน ไฟฟ้า แทนที่จะเน้นการกระจายรายได้อย่างยุติธรรม แต่ท่านก็หาได้โกรธเคืองอะไรไม่ เพราะปัญหาข้อนี้ท่านได้แลเห็นและยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของท่านมานานแล้ว สิ่งหนึ่งที่ผู้ร่วมประชุมจะลืมได้ยากก็คือ กลุ่มขวาจัดที่เข้ามาแจกแถลงการณ์ในนาม “กลุ่มค้างคาวไทย” โจมตีผู้จัดว่าเป็นเครื่องมือของคอมมิวนิสต์ ซึ่งแน่นอนว่า อาจารย์ป๋วยก็ตกเป็นเป้าการโจมตีครั้งนี้ด้วย

หลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม กลุ่มและศูนย์ทั้งหลายที่มิได้สยบต่อฝ่ายขวาจัด ก็ยุบเลิกไป ส่วนศูนย์ประสานงานศาสนาเพื่อสังคมนั้นก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครคิดฟื้นขึ้นมาอีก จนเมื่อพวกเราในกลุ่มอหิงสาคิดที่จะช่วยเหลือผู้ต้องขังที่ถูกจับในเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งเวลานั้นถูกส่งมารวมกันที่กรุงเทพ ฯ ในเรือนจำ ๔ แห่งคือ เรือนจำชั่วคราว บางเขน ทัณฑสถานหญิง เรือนจำชั่วคราวลาดยาว และเรือนจำกลางบางขวาง เวลานั้นเราคิดได้แต่เพียงว่า จะช่วยทางด้านกำลังใจ ปัจจัยที่จำเป็น และติดตามข่าวคราวของเขาว่าเป็นตายร้ายดีประการใด ถูกทรมานหรือไม่ เพราะเวลานั้นข่าวลือในทางร้ายเกี่ยวกับสภาพผู้ต้องขัง โดยเฉพาะผู้นำนักศึกษานั้น แพร่สะพัดมาก จนแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นจริง อะไรเป็นเท็จ แต่เราจะทำเช่นนั้นได้จำต้องอาศัยความช่วยเหลือของผู้ใหญ่ที่มีชื่อเสียงเกียรติคุณ พอที่จะเป็น “ร่ม” ให้เราได้บ้าง เราแลไม่เห็นใคร นอกจากผู้ใหญ่ที่เคยเป็นตัวตั้งตัวตีศูนย์ประสานงานศาสนาเพื่อสังคมที่ยังอยู่ในเมืองไทย อาทิ คุณพ่อบุญเลื่อน คุณพ่อประสิทธิ์ อาจารย์โกศล ส่วนกลุ่มสันติวิธีนั้น ก็แลเห็นแต่อาจารย์โคทมเป็นหลัก เมื่อได้ปรึกษาหารือกันกับผู้ใหญ่เหล่านี้ ตลอดจนมิตรสหายอีกหลายคนซึ่งช่วยเหลือเราอย่างปิดทองหลังพระ เราจึงเห็นร่วมกันว่า การฟื้นศูนย์ประสานงานศาสนาเพื่อสังคม เป็นวิธีที่ดีที่สุดอย่างน้อยที่สุด นี้ก็เป็นโอกาสสำคัญที่จะแสดงว่า ศาสนาจะมีพลังในการคัดง้างกับความเลวร้ายในสังคมได้หรือไม่ และศาสนาจะมีคุณค่าเพียงใดในสถานการณ์อันวิกฤติเช่นนั้น จะว่าไปแล้ว สภาพการณ์ตอนนั้น นอกเหนือจากกลุ่มศาสนาแล้ว ก็ยากที่จะมีกลุ่มใดสามารถลุกขึ้นมาทำการนอกแนวทางของรัฐได้ โดยไม่ถูกปราบปรามอย่างรุนแรงเสียก่อน ดังนั้นการที่เราเข้ามาฟื้นศูนย์ประสานงานศาสนาเพื่อสังคมขึ้นใหม่ จึงเป็นความจำเป็นทั้งในทางศาสนธรรมและในทางการเมือง อย่างไรก็ตามความที่คำว่า “ศูนย์” เวลานั้นเป็นคำแสลงหูผู้มีอำนาจ ด้วยชวนให้นึกไปถึง “ศูนย์นิสิต” เราจึงเปลี่ยนมาเป็นกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม โดยใช้ชื่อย่อว่า กศส.นับแต่นั้น ทั้งนี้โดยมีท่านที่เอ่ยนามมานั้น ร่วมเป็นกรรมการอย่างเปิดเผยร่วมกับอีกสองสามท่านที่มาเป็นไล่เลี่ยกัน ส่วนพวกเราในกลุ่มอหิงสานั้นอาสาเป็นคนทำงานให้

งานระยะต้นนั้นเน้นที่ผู้ต้องขังกรณี ๖ ตุลาคมเป็นสำคัญ แม้เพียงเท่านั้น ก็เป็นเรื่องใหญ่แล้ว เพราะมีถึง ๒๐๐-๓๐๐ คนที่ถูกห้ามประกัน หรือมิฉะนั้นก็ไม่มีหลักทรัพย์พอที่จะประกันตัวได้ ซึ่งผิดกับนักศึกษา หากมหาวิทยาลัยรับรอง ก็สามารถออกไปเรียนต่อได้ การเยี่ยมเยียนผู้ต้องขังครั้งใหญ่(พร้อมกับการเยี่ยมทหารตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ)ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ ปี ๒๕๒๐ นั้น นับเป็นการเปิดตัวครั้งแรกของกลุ่มต่อสาธารณชน รวมถึงผู้ต้องขัง และทางการหลังจากนั้น งานก็ขยายกว้างออกไป นอกจากการเยี่ยมเยียนและช่วยเหลือด้านวัสดุปัจจัยแก่ผู้ต้องขังแล้ว ยังมีการช่วยเหลือทางด้านกฎหมาย ระดมเงินเพื่อประกันตัวผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นหลักทางด้านความเป็นอยู่ของครอบครัวขณะเดียวกัน กลุ่มเป้าหมายก็ขยายไปยังผู้ต้องขัง “ภัยสังคม” และนักโทษการเมืองอื่น ๆ ในคดีคอมมิวนิสต์ และความมั่นคงของรัฐ มีการรายงานสภาพความเป็นไปของนักโทษการเมือง หรือนักโทษทางความคิด ตลอดจนสภาพสิทธิมนุษยชนด้านต่าง ๆ ให้แก่ผู้สนใจทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ในการทำกิจกรรมเหล่านี้ ข่ายงานเป็นสิ่งจำเป็นมาก ไม่เฉพาะแต่ข่ายงานในประเทศเท่านั้น แม้ข่ายงานนอกประเทศก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะการทำงานทางด้านสิทธิมนุษยชนนั้น มิใช่เรื่องจำกัดวงเฉพาะภายในประเทศ หากจะต้องร่วมมือกับนานาประเทศ เพื่อผลักดันให้มีการปรับปรุงสภาพด้านนี้ให้ดีขึ้น กศส.เป็นองค์กรใหม่ การสร้างสัมพันธ์กับองค์กรนอกประเทศ เพื่อให้ผลงานของกลุ่มเป็นที่เชื่อถือยอมรับในระดับสากลนั้นมิใช่เรื่องง่าย แต่ก็มิถึงกับยากทีเดียวนัก เพราะอย่างน้อยกรรมการของกลุ่มหลายคนที่มีความสัมพันธ์กับองค์กรต่างประเทศอยู่แล้ว และคนที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในด้านนี้ (ตลอดจนด้านอื่น ๆ อีกมาก) ย่อมได้แก่นิโคลัส เบนเนตต์ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของกลุ่มมาแต่หลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคมมาจนถึงเดือนเมษายน ๒๕๒๒ ก่อนย้ายไปประเทศเนปาล ที่กศส.มาสัมพันธ์กับอาจารย์ป๋วยได้เพราะนิโคลัสเป็นสะพานสำคัญนั่นเอง ไล่เลี่ยกับที่กศส.ฟื้นฟูขึ้นใหม่ในราวกลางเดือนธันวาคมนั้น นิโคลัสและมองตาเน็ตภรรยาได้เดินทางไปพักร้อนยังยุโรป ได้พบปะกับองค์กรต่าง ๆ ในทวีปนั้นเป็นจำนวนมาก และเมื่อได้ไปเยี่ยมเยียนอังกฤษบ้านเกิด นิโคลัสก็ได้พบกับอาจารย์ป๋วย ซึ่งเวลานั้นก็เริ่มตั้งมูลนิธิมิตรไทยร่วมกับอาจารย์สุลักษณ์ เพื่อช่วยเหลือคนไทยที่ได้รับความยากลำบากจากรัฐบาลเผด็จการ ไม่ว่าจะพลัดพรากจากบ้านเกิดเมืองนอน ถูกจับกุมคุมขัง หรือถูกปิดกั้นโอกาสแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี

การเดินทางแรมเดือนครั้งนั้น ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรศาสนาและมนุษยธรรมในต่างประเทศกับองค์กรศาสนาและสิทธิมนุษยชนในไทยเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกหลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ว่าเฉพาะองค์กรของคนไทยในต่างประเทศ มูลนิธิมิตรไทยเป็นองค์กรแรกที่กศส.สัมพันธ์ด้วย อาจกล่าวได้ว่า ในระยะแรกของกศส.นั้น อาจารย์ป๋วยและกรรมการมูลนิธิมิตรไทยเป็นกำลังสนับสนุนที่สำคัญมาก (โดยเฉพาะอาจารย์สุลักษณ์นั้น มีบทบาทมิใช่น้อยทีเดียวในการวิ่งเต้นให้กศส.ในต่างแดน) ทุนสนับสนุนของมูลนิธิมิตรไทยทำให้กศส.ดำเนินงานไปได้ในช่วงที่ยังขัดสนทางด้านทุนทรัพย์อยู่ แต่ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่านั้นก็คือ ข้อเสนอแนะ กำลังใจ และการเป็นสะพานให้เรารู้จักมิตรสหายอีกมากหลายในเวลาต่อมา

วันหนึ่งในฤดูร้อนของปี ๒๕๒๐ มีจดหมายฉบับหนึ่งถึงนิโคลัส อักษรอังกฤษเขียนด้วยลายมืองดงามเป็นระเบียบ ลงชื่อ Richard Evans หากนิโคลัสไม่บอก ข้าพเจ้าก็คงนึกไม่ออกว่า เจ้าของจดหมายนั้นคืออาจารย์ป๋วยนั่นเอง ในจดหมายฉบับนั้นอาจารย์ป๋วยได้พูดถึงความช่วยเหลือของมิตรไทยที่พร้อมจะให้แก่กศส.ตลอดจนให้ข้อแนะนำเกี่ยวกับงานของกศส.อีกหลายประการทั้งด้านในประเทศและต่างประเทศ เป็นที่ตกลงกันว่า อาจารย์ป๋วยจะไม่เขียนจดหมายโดยใช้ชื่อจริงมายังนิโคลัส เพราะท่านรู้ดีว่า ชื่อของท่านนั้นเป็นภัยแก่ผู้รับอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผู้ที่มีกิจกรรมอย่างกศส.ข้าพเจ้าเมื่ออ่านจดหมายฉบับนั้น มีความรู้สึกสองประการ ด้านหนึ่งก็ดีใจที่ท่านใส่ใจกับงานของเรา จดหมายของท่านถือเป็นการให้กำลังใจเราโดยไม่จำเป็นที่ท่านจะต้องอวยชัยให้พรด้วยถ้อยคำหรู ๆ แต่อีกด้านหนึ่งก็รู้สึกสลดใจในเคราะห์กรรมของท่านและของบ้านเมือง บุคคลอย่างท่านได้ทำคุณให้แก่บ้านเมืองนานัปการ อันควรที่ประเทศชาติจะต้องเชิดชูเกียรติคุณของท่านให้ปรากฏ ชื่อเสียงเรียงนามของท่านควรอย่างยิ่งที่ทางการจะยกย่องให้เป็นศรีของสมัย และเป็นแบบอย่างของอนุชนคนรุ่นหลัง แต่แล้วมาบัดนี้ ชื่อของท่าน รัฐบาลกลับเห็นเป็นสิ่งเลวร้าย ที่จะต้องหาทางกำจัด ผู้คนไม่อาจเอ่ยนามของท่านด้วยความชื่นชมอย่างเปิดเผย แม้ตัวท่านเองก็ไม่อาจใช้ชื่อของท่านในการติดต่อกับมิตรสหายในประเทศ สำหรับข้าพเจ้าแล้ว “Richard Evans” ชวนให้นึกไปถึง “นายเข้ม เย็นยิ่ง” มิใช่เพราะผู้นำของเราเห็นกงจักรเป็นดอกบัว ยกประเทศให้แก่ญี่ปุ่นอย่างไม่คำนึงถึงเกียรติภูมิของชาติดอกหรือ คนไทยจำนวนมากรวมทั้งอาจารย์ป๋วยจึงต้องเสี่ยงชีวิตมากู้ชาติ ชนิดที่ต้องอำพรางนามจริงของตนเอาไว้ หากผู้นำเราไม่สิ้น ประวัติศาสตร์ย่อมไม่รู้จักวีรชนนาม “เข้ม” เสรีไทยรุ่นแรกที่เข้ามาปฏิบัติการในเมืองไทยอย่างอาจหาญ เช่นเดียวกัน หากจอมพลถนอม กิตติขจรไม่เถลิงอำนาจถึงขั้นรัฐประหารตัวเองในปี ๒๕๑๔ แล้ว ไหนเลยจะมีจดหมาย “นายเข้ม เย็นยิ่ง” อันเลื่องลือ มาบัดนี้บ้านเมืองมีผู้นำเป็นพาลชน คนดีที่ชาติต้องการอย่างอาจารย์ป๋วยจึงต้องพรางตัวอีกครั้งหนึ่งเพื่อทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมือง “Richard Evans” และ “นายเข้ม เย็นยิ่ง” จึงมิใช่อะไรอื่น หากเป็นสัญลักษณ์บ่งชี้ถึงความตกต่ำของผู้นำและบ้านเมืองไทยโดยแท้ สิ่งที่ต่างกันมีเพียงประการเดียวคือภายหลังการทวนกระแสอำนาจของผู้นำในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองและช่วงรัฐประหารตัวเองของจอมพลถนอมแล้ว “เข้ม” และ “นายเข้ม เย็นยิ่ง” สามารถกลับคืนมาตุภูมิได้อย่างมีเกียรติ แต่สำหรับ “Richard Evans” นั้น ในบั้นปลายชีวิตของเขา เป็นไปได้หรือที่เขาจะกลับสู่บ้านเกิดเมืองนอนได้อีก ใครบ้างที่จะตอบคำถามข้อนี้ได้

ในระหว่างที่มีการติดต่อทางจดหมายอยู่นั้น กรรมการกศส.บางคน อาทิอาจารย์โคทม ก็มีโอกาสพบปะกับอาจารย์ป๋วย ๒-๓ ครั้งที่ยุโรป ข่าวสารความเป็นไปทางด้านสิทธิมนุษยชนในไทย และการดำเนินงานของ กศส.จึงเป็นที่รับรู้ของท่านโดยตลอด นอกเหนือจากที่ได้รับจากรายงานของกศส.ทุกสองเดือนแล้ว การติดต่อข่าวสารครั้งสำคัญเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อท่านได้รับเชิญเป็นพยานในการสืบสวนเรื่องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นโดยอนุกรรมการคณะหนึ่งของคณะกรรมการวิเทศน์สัมพันธ์ รัฐสภาสหรัฐ ฯ ข้อมูลต่าง ๆ ที่กศส.จัดส่งไปให้นั้น ท่านได้กล่าวถึงในการสืบพยานครั้งนี้ หลายตอนด้วยกันไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนนักโทษการเมืองในไทย การฆ่าภิกษุสามรูปในภาคใต้ การสังหารหมู่ชาวบ้านภาคใต้ที่ไปเกี่ยวข้าวในทุ่งนา และคดีครูอุดม ผกากรองและคณะ อันเป็นข้อมูลที่เราส่งไปให้ท่านอย่างจวนเจียน ไม่กี่วันก่อนการสืบพยานในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๒๐ (ดูคำให้การของดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ กรณีเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม มูลนิธิโกมล คีมทอง)

การสืบพยานครั้งนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับรัฐบาลไทยและผู้สนใจปัญหาสิทธิมนุษยชนในไทย ทั้งที่เป็นชาวไทยและชาวต่างชาติ ตอนที่มีข่าวว่ารัฐสภาสหรัฐ ฯ มีมติเชิญอาจารย์ป๋วยเป็นพยานปากหนึ่งนั้น ผู้ที่อยู่ข้างรัฐบาลเวลานั้น ดูเป็นเดือดเป็นร้อนมาก มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ถึงกับเขียนในคอลัมน์ “ข้าวไกลนา” ในสยามรัฐ วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ แสดงความไม่พอใจรัฐบาลสหรัฐอย่างรุนแรง และให้คะแนนลบอาจารย์ป๋วย โดยเขียนให้ผู้อ่านเข้าใจไปว่า อาจารย์ป๋วยมีทัศนคติที่เป็นปฏิปักษ์กับสถานการณ์ในเมืองไทยและรัฐบาลไทยอย่างไม่น่ารับฟัง เช่นเดียวกับที่ขุนช้างมีต่อขุนแผน และขงเบ้งมีต่อโจโฉ

ในช่วงที่มีการสืบพยานนั้น ประจวบเหมาะกับที่ข้าพเจ้า ซึ่งเวลานั้นยังเป็นฆราวาส ได้รับเชิญไปร่วมประชุมระดับนานาชาติเรื่องการอบรมสันติวิธีที่ประเทศเม็กซิโกโดยจำต้องต่อเครื่องบินที่สหรัฐฯ ข้าพเจ้าและเพื่อนอีกผู้หนึ่งคือวีระ สมบูรณ์ ซึ่งได้รับเชิญด้วยเช่นกัน ถึงลอสแอนเจลีสหลังการสืบพยาน ๑ วัน ไล่เลี่ยกันนั้น นิโคลัส และอาจารย์สุลักษณ์ก็ดันทางมาสมทบ เพื่อไปประชุมด้วยกัน ในช่วงนั้น เราได้โทรศัพท์ทางไกล สอบถามกับสจ๊วต มีแช่ม ซึ่งได้รับเชิญไปเป็นพยานด้วยเช่นกัน ในฐานะชาวอเมริกันที่ทำงานในองค์กรเอกชนที่สัมพันธ์กับเมืองไทย (สจ๊วต มีแช่มคนนี้แหละที่ดาวสยามกล่าวหาว่าเป็นเคจีบีและตีพิมพ์ภาพของเขาที่ถ่ายร่วมกับอาจารย์ป๋วยและอาจารย์สุลักษณ์ในการประชุมเรื่องเขื่อนผามอง อันเป็นที่มาของภาพยนตร์เรื่อง “ทองปาน”) จากปากคำของสจ๊วต สส.อเมริกันดูจะพอใจในคำให้การของอาจารย์ป๋วยมาก ทั้งยังประทับใจท่านเป็นส่วนตัวอีกด้วย เราฟังแล้วก็ยินดี เพราะทัศนะของสส.อเมริกันเช่นนี้ อาจมีผลให้รัฐบาลไทยปรับปรุงสภาพสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยให้กระเตื้องขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย

หลังจากประชุมที่เม็กซิโก ปลายเดือนกรกฎาคม อาจารย์สุลักษณ์, วีระและข้าพเจ้าก็เดินทางเข้าสหรัฐ ฯ ที่รัฐเท็กซัส ส่วนนิโคลัสและอาจารย์โคทมกลับเมืองไทยไปก่อน ที่เมืองออสติน เราได้รับเชิญไปพูดเกี่ยวกับเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม และสภาพเมืองไทยในปัจจุบัน จะเรียกว่านี่เป็นรายการชิมลางก่อนอาจารย์ป๋วยก็ได้ เพราะท่านมีกำหนดเยือนสหรัฐฯ และได้รับเชิญมาพูดที่เมืองนั้นในราวปลายเดือนกันยายน ทันทีที่มีข่าวว่าเราจะไปพูดข่าวลือก็สะพัดไปในหมู่คนไทยที่เมืองนั้น โจมตีกล่าวหาเราต่าง ๆ นานา ทั้งยังขู่คนไม่ให้ไปฟังด้วย หลายคนขวัญหนีดีฝ่อไปตาม ๆ กัน ขนาดเรายังโดนถึงเพียงนี้ นับประสาอะไรกับอาจารย์ป๋วย ซึ่งข่าวลือโจมตีท่านแพร่ระบาดก่อนที่ท่านจะมาเป็นเดือน ๆ ทีเดียว

ราวปลายเดือนกันยายน วีระและข้าพเจ้าขึ้นมาพักที่เมืองอิทากะ กับอาจารย์สุลักษณ์และฉิม ลูกชาย ความจริงวีระและข้าพเจ้าอยางพบอาจารย์ป๋วยมาก แต่เชื่อว่าแม้ไม่ได้พบท่านที่สหรัฐฯ ก็อาจได้พบที่อังกฤษ ซึ่งเป็นทางผ่านก่อนที่เราจะกลับเมืองไทยอยู่แล้ว จึงไม่คิดจะวกกลับไปเท็กซัสอีก ในวันที่ท่านกำหนดมาถึงสหรัฐ ฯ นั้น อาจารย์สุลักษณ์คอยโทรศัพท์จากท่าน แต่ก็ไม่มีข่าวอะไรเลย จนค่ำแล้วจึงได้รับโทรศัพท์ทางไกลจากอังกฤษ แต่ผู้พูดหาใช่อาจารย์ป๋วยไม่ ที่ร้ายกว่านั้นก็คือ ได้รับแจ้งว่าท่านมาไม่ได้เสียแล้ว เพราะล้มป่วยอย่างหนัก ด้วยเส้นเลือดในสมองแตก อาการเข้าขั้นวิกฤต ต้องเข้าโรงพยาบาลอย่างรีบด่วน เราตกใจมาก คืนนั้นร่วมกันสวดภาวนาให้ท่านแคล้วคลาดจากภยันตราย

เราไม่ได้ข่าวจากท่านอีกเลย เมื่อเดินทางเข้าประเทศอังกฤษราวต้นเดือนตุลาคมได้ทราบว่าอาการท่านดีขึ้น แต่ก็ยังประมาทไม่ได้ สถานที่ท่านรักษาตัวก็ปิดเป็นความลับ รู้กันเฉพาะวงใน ทั้งนี้เพื่อให้ท่านพักผ่อนอย่างเต็มที่ หลังจากนั้น เราจึงได้ทราบว่า ร่างกายของท่านซีกขวาไม่สามารถทำงานได้เหมือนเดิมแล้ว ไม่ว่าจะพูด หรือเขียน ก็ติดขัดไปหมด นับแต่นั้นมา จดหมายจาก “Richard Evans” ก็ไม่มีอีกเลย รวมแล้วจดหมายที่ทานติดต่อถึงพวกเรามีประมาณ ๓ ฉบับเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อท่านมีสุขภาพดีขึ้นแล้ว เราก็ยังติดต่อถึงท่านอยู่เนือง ๆ ทั้งในรูปจดหมายและรายงานข่าว ข้าพเจ้ามีโอกาสพบท่านที่ลอนดอนสองครั้งในปี ๒๕๒๒ และ ๒๕๒๔ ท่านยังถามไถ่ถึงกรรมการ กศส.หลายคน ทั้งที่อยู่เมืองไทยและต่างประเทศ ดูท่านจะพอใจที่ได้ฟังข่าวเกี่ยวกับเมืองไทยและงานที่เราทำอยู่

อาจารย์ป๋วยมิได้มีความสัมพันธ์กับกศส.ในทางที่เป็นคุณูปการเท่านั้น หากยังมีความสัมพันธ์เป็นส่วนตัวกับคนในกศส.อีกหลายคน อันที่จริง ข้าพเจ้ามีเรื่องเล่าอีกมากเกี่ยวกับความประทับใจที่ข้าพเจ้ามีต่อท่านเป็นส่วนตัว แม้จะเป็นเพียงความรู้สึกฝ่ายเดียวก็ตาม หากจะไม่กล่าวไว้ในที่นี้ แต่จะกล่าวเพียงว่า ชีวิตและงานของท่านเป็นพลังบันดาลใจให้แก่ข้าพเจ้าอย่างยิ่งก่อนที่จะมาทำงานในกศส.เสียอีก ยิ่งช่วงหลัง ๖ ตุลาคมด้วยแล้ว การที่ท่านอุทิศตัวอย่างอุตสาหะ ตรากตรำทำงานไม่หยุดหย่อน เพื่อให้โลกรู้ความจริงเกี่ยวกับเมืองไทยและเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ทำให้พวกเราในกศส.โดยเฉพาะเป็นผู้ปฏิบัติงาน มีกำลังใจอย่างยิ่งและมีความหวังว่า สิ่งที่เราทำไปนั้น อาจมีส่วนช่วยให้สถานการณ์อันเลวร้ายนั้นดีขึ้นไม่มากก็น้อย ยิ่งโลกรู้ความจริงมากเท่าไร เฝ้ามองเมืองไทยอย่างห่วงใยมากเท่าไร เราก็ยิ่งมีพลังที่จะร่วมมือกันฟันฝ่าอุปสรรคมากเท่านั้น ในอีกแง่หนึ่งการที่โลกจับตามองเมืองไทย และให้ความยอมรับกลุ่มเล็ก ๆ อย่างเรานั้น ช่วยให้เราสามารถทำงานไปได้ โดยไม่ถูกปราบปรามหรือบดขยี้และที่นานาประเทศมีท่าทีเช่นนั้นได้ ใครเลยจะปฏิเสธว่าอาจารย์ป๋วยมิได้มีส่วนอย่างสำคัญ ท่านจึงมีคุณูปการต่อกศส.และพวกเรา ทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่าความจริงที่ว่า สิ่งที่ท่านทำในช่วงปีสุดท้ายก่อนล้มเจ็บนั้น มีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ส่งผลสร้างสรรค์ต่อมหาชนทั้งประเทศ แต่ผลดังกล่าว ได้มาด้วยราคาแพงอย่างยิ่ง เพราะท่านต้องแลกมาด้วยสวัสดิภาพแห่งสังขารของท่านเองจนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดเสียแล้ว แต่ใครเลยจะรู้ได้ บางทีการอุทิศตนของท่าน อย่าว่าแต่คนรุ่นหลังเลย แม้คนรุ่นนี้ ก็อาจจะไม่รู้เลยก็ได้ หรือถึงเคยรู้ก็อาจจะหลงลืมไปแล้ว ดังที่เขาได้ลืมคุณความดีที่ท่านทำไปแต่ครั้งเป็นเสรีไทย ผู้บริหารเศรษฐกิจของชาติ นักศึกษา และที่สำคัญไม่น้อยไปกว่านั้นคือ ผู้เป็นเสียงแห่งมโนธรรมของสังคมไทยร่วมสมัย ซึ่งทุกวันนี้ เรามีน้อยเต็มที

๑๗ มีนาคม ๒๕๒๙

บทผนวกท้ายบทความแถลงการณ์

ศาสนิกชนทั้งฝ่ายพุทธ และฝ่ายคริสต์ทั้งคาทอลิกและโปรเตสแตนท์บรรพชิตและคฤหัสถ์ ซึ่งประชุมร่วมกัน ณ สำนักงานของสภาคริสตจักรในประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๑๙ โดยตั้งเป็นศูนย์ประสานงานศาสนาเพื่อสังคมขึ้น ขอออกแถลงการณ์ร่วมกันดังนี้

๑. โดยสภาพของบ้านเมืองในปัจจุบันกำลังอยู่ในสถานการณ์อันวิกฤต มีการแย่งคนอยู่สองฝ่ายทั้งฝ่ายซ้ายจัดและขวาจัด ที่ประชุมนี้มีมติว่า ศาสนจักรไม่ควรทำตนไปเข้ากับฝ่ายใด ไม่ควรก่อให้เกิดการแตกแยกกันเป็นซ้ายเป็นขวา ในวงการศาสนา แต่ควรหาทางสมานไมตรีควรเห็นแก่คนส่วนใหญ่ ซึ่งไม่เป็นซ้ายไม่เป็นขวา แต่กำลังตกอยู่ในสงครามจิตวิทยาอันนี้ ซ้ายก็ไม่ใช่คำตอบ ขวาก็ไม่ใช่คำตอบ คำตอบคือการลดความอยุติธรรม ลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน ระหว่างคนมีอำนาจและคนไร้อำนาจ ซึ่งอาจลดลงได้ด้วยวิถีทางอันเป็นอหิงสธรรม

๒. ที่ประชุมนี้ขอเสนอให้ผู้นำทางศาสนาประณามการฆ่าฟัน ประหัตประหารกันในทุกกรณี กับเรียกร้องให้รัฐบาลหาทางจับกุมผู้ร้ายให้ได้

๓. ใช่แต่การฆ่าฟันกันทีละคนและการให้ร้ายป้ายสีกันทีละหมู่คณะเท่านั้นที่คนกำลังอกสั่นขวัญแขวนกันอยู่ในบัดนี้ หากกำลังมีข่าวลืออย่างหนาหู ว่าจะเกิดปฏิวัติรัฐประหารขั้นนองเลือดขึ้นในวันในพรุ่งเสียซ้ำ โดยที่สภาสตรีแห่งชาติออกแถลงการณ์ต่อต้านการกระทำอันเลวร้ายนี้ โดยขอให้ใช้วิถีทางแห่งระบบรัฐสภาเพื่อหาทางออกให้อนาคตของบ้านเมือง คณะสยามสังคมก็ร่วมกับสหภาพเพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนในอันที่จะร่วมกันประชุมวิเคราะห์ปัญหารัฐประหารในประเทศไทย ในวันที่ ๑๘ นี้ โดยเตรียมที่จะมีแถลงการณ์ร่วมออกด้วย ที่ประชุมขอสนับสนุนความริเริ่มดังกล่าว และเรียกร้องให้สภาคริสตจักรในประเทศไทย สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยสงฆ์ตลอดจนยุวสงฆ์และมหาเถรสมาคม ชมรมพุทธ และชมรมศาสนาศึกษาต่าง ๆ ว่าควรจะรวมพลังออกแถลงการณ์ร่วมกันเพื่อเตือนให้เห็นถึงภัยอันจักเกิดจากการรัฐประหาร

๔. ที่ประชุมนี้ขอแผ่ไมตรีจิตมิตรภาพไปยังทหาร ในฐานเพื่อนมนุษย์ และใคร่ชี้แนะให้ทหารหาญเข้าใจ ว่าเขาควรเป็นเพื่อนกับประชาราษฎร เขาไม่ควรคิดฆ่าผู้ฟันคน เพียงเพราะเชื่อกันว่าชาวบ้านชาวกรุงเป็นผู้ก่อการร้าย เขาไม่ควรกดขี่ข่มเหงราษฎร แม้นักศึกษาอาจจะใช้คำรุนแรงไปบ้างก็ตาม แต่ถ้าทหารใช้อาการอันรุนแรงกับราษฎร จะเป็นที่เกลียดชังของมหาชน ยิ่งฆ่าผู้ฟันคนมากลงเท่าไร จะยิ่งเพิ่มความเกลียดความชังมากขึ้นเท่านั้น ถึงทหารจะยึดอำนาจได้หรือกุมสถานการณ์ไว้ได้ก็ชั่วในระยะสั้น

๕. ในฝ่ายผู้ที่ตั้งตนเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับทหาร ที่หาว่าทหารฆ่าพวกเขา ที่ประชุมใคร่เตือนเขาให้เขารักสันติ เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร การฆ่าระงับลงไม่ได้ด้วยการฆ่า ผู้ที่ฆ่าอาจเป็นทหารก็ได้ อาจเป็นพลเรือนก็ได้ และในหลายกรณี เขาฆ่าเพราะเขากลัว เขาฆ่าเพราะเขาไม่รู้ เขาฆ่าเพราะเขาเป็นเครื่องมือของนักการเมืองและระบบอันฉ้อฉล การฆ่ากลับไปไม่เป็นการแก้ปัญหา ต้องหาทางแก้ที่ระบบซึ่งคนไทยทุกคนน่าจะร่วมกันคิดร่วมกันทำโดยสันติวิธี โดยอย่าปล่อยให้มีอิทธิพลจากภายนอกเข้ามาก้าวก่าย

ศูนย์ประสานงานศาสนาเพื่อสังคม ๒๕๑๙

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved