หน้ารวมบทความ
   บทความ > บุคคล > สุภาพร พงศ์พฤกษ์
กลับหน้าแรก

สุภาพร พงศ์พฤกษ์

พระไพศาล วิสาโล
๑ ธันวาคม ๒๕๔๖


สุภาพร พงศ์พฤกษ์ พบว่าตนเป็นมะเร็งเต้านมเมื่อ ๑๑ ปีก่อน นับแต่นั้นชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไป แต่แทนที่เธอจะกลายเป็นคนทุกข์ หดหู่กับชีวิต และรอวันตายอย่างผู้ป่วยมะเร็งจำนวนไม่น้อย เธอหันกับมาสู่การฟื้นฟูชีวิตให้สมดุล สร้างสุขภาวะทางกายควบคู่กับการบ่มเพราะสันติสุขภายใน ด้วยการทำสมาธิภาวนา เล่นโยคะ และทำอาหารสุขภาพกินเอง ชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนไปทำให้เธอมีเวลาเดินเล่นท่ามกลางธรรมชาติ ชื่นชมเดือนและดาวในยามค่ำคืน แม้จะต้องทำงานยังชีพ แต่เธอก็พบว่า เพียงแค่แปลหนังสือ สอนโยคะและภาษาอังกฤษ ก็สามารถเลี้ยงตัวได้อย่างสบายและมีความสุข แถมยังมีเวลาว่างไปช่วยเหลืองานสาธารณะได้ด้วย

แทนที่เธอจะถลำลึกยิ่งขึ้นในวังวนแห่งชีวิตที่สับสนวุ่นวาย มะเร็งกลับพาเธอเข้าสู่ชีวิตที่เรียบง่าย ผาสุก และมีคุณภาพยิ่งกว่าเดิม แม้จะมีความตื่นตกใจและรู้สึกกลัวเมื่อแรกรู้ว่าตนเองเป็นมะเร็ง แต่ในเวลาไม่นานเธอก็ยอมรับความจริงและต้อนรับ ‘คุณก้อนมะเร็ง’ ได้อย่างไม่รังเกียจ พร้อมกันนั้นก็จำกัดบริเวณ ‘คุณก้อนมะเร็ง’ ให้อยู่แต่ในร่างกาย ไม่ปล่อยให้ลุกลามขึ้นไปถึงจิตใจ ด้วยเหตุนี้เธอจึงไม่รู้สึกว่าตนเองเป็นผู้ป่วยมะเร็งที่หมดหวังกับชีวิตหรือสิ้นเรี่ยวแรง ตรงกันข้าม เธอยังคงดำเนินชีวิตตามปกติเหมือนคนทั่วไป

สำหรับคนทั่วไป จะกลับมาเป็นปกติหรือ ‘หาย’ จากมะเร็งได้ก็ต่อเมื่อเซลล์มะเร็งถูกขจัดไปหมดสิ้นแล้ว แต่สำหรับสุภาพร ‘หาย’ หรือ ‘ไม่หาย’ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ตราบใดที่เธอยังคงมีชีวิตเป็นปกติทุกวัน เธอเคยพูดถึงเรื่องนี้ไว้ว่า

“...คำถามที่มักจะมีมาเสมอ ก็คือว่า วิธีการทั้งหลายที่ฉันมาใช้ชีวิตปฏิบัติตนนั้นทำให้ฉันหายจากมะเร็งหรือไม่ หายหรือไม่หาย ฉันก็ไม่รู้จะไปบอกว่าฉันหายแล้วนะ หรือจะบอกว่าฉันยังไม่หาย มันก็ไม่มีอาการลุกลามของเจ้ามะเร็ง หรือมันอาจจะหายชั่วคราวและพร้อมที่จะกลับมาใหม่ อย่างไรก็ตาม ฉันก็ยังคงมีชีวิต เป็นปกติทุกวัน ดำรงวิถีชีวิตที่มีกิจวัตรประจำวันที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอเหมือนช่วงที่ฉันรับการบำบัดเข้มข้น ภาวนาสม่ำเสมอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ปลูกต้นไม้ ใส่ใจในเรื่องการกิน และระวังเรื่องวิธีคิดของตนเอง...”

หลังจากการเยียวยาตนเองทั้งกายและใจอย่างเข้มข้น ก้อนมะเร็งได้หดตัวลงจนดูเหมือนจะไร้พิษสง แม้กระนั้นเธอยังคงดำเนินชีวิตดังเดิม แต่ผ่านไปเพียงหกปี เธอก็พบว่า ‘คุณก้อนมะเร็ง’ ได้กลับมาเยือนใหม่ ครั้งนี้ก้อนมะเร็งได้ขยายตัวทีละน้อยๆ จนในที่สุดได้ปรากฏตัวสู่ภายนอก

แม้ดูเหมือนว่าการบำบัดทางกายด้วยวิธีการเดิมจะไม่ได้ผลหรือไม่พอเพียง จำต้องมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงและเพิ่มเติม แต่สิ่งหนึ่งที่สุภาพรยังมั่นคงอยู่ก็คือการฟื้นฟูธรรมชาติด้านในด้วยสมาธิภาวนา ทั้งในยามหลีกเร้นและในยามทำกิจการงาน มะเร็งได้ทำให้เธอหันมาไตร่ตรองมองตนอย่างจริงจัง และตระหนักถึง ‘โรคทางใจ’ ที่เธอจำต้องเยียวยา ความตึงเครียด ความโกรธ ความอิจฉา การมองในแง่ลบ ซึ่งโยงมาถึงความยึดติดในตัวตน เหล่านี้คือโรคทางใจ ซึ่งพร้อมจะลุกลามขยายตัวเป็น ‘มะเร็งใจ’ ได้ทุกขณะ

สุภาพรตระหนักดีว่ามะเร็งกายนั้นไม่อันตรายเท่ากับมะเร็งใจ ตลอด ๑๑ ปีที่ผ่านมาเธอจึงให้ความสำคัญกับการป้องกันมะเร็งใจยิ่งกว่ามะเร็งกายก็ว่าได้ โดยเฉพาะในช่วงสี่ปีหลัง เธอเอาใจใส่มากขึ้นกับการผ่อนคลายจิตใจ เท่าทันความโกรธ ชื่นชมความดีงามของผู้คนและสิ่งรอบตัว รวมทั้งเรียนรู้การปล่อยวาง ไม่เอาตัวเองเป็นใหญ่ และที่สำคัญก็คือ การรำลึกถึงความตายเพื่อเตือนใจไม่ให้ประมาท มรณสติเป็นธรรมะที่ช่วยให้เธอปล่อยวางอะไรต่ออะไรได้มาก อีกทั้งยังทำให้ก้อนมะเร็งคลายพิษสงลงจากเดิม มะเร็งนั้นไม่น่ากลัวเท่ากับความกลัวมะเร็ง และสาเหตุที่เรากลัวมะเร็งก็เพราะกลัวความตายนั่นเอง แต่เมื่อเรายอมรับความตายว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต พร้อมที่จะต้อนรับความตายทุกขณะ มะเร็งก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป

ไม่มีใครปรารถนาความทุกข์ แต่เมื่อความทุกข์มากระทบ อย่างแรกที่เราพึงกระทำก็คือการน้อมรับความทุกข์ ไม่ตีโพยตีพายหรือปฏิเสธความจริง สุภาพรเป็นผู้หนึ่งที่น้อมรับความทุกข์หรือเคราะห์กรรม(หากจะใช้คำนี้) อย่างไม่ปฏิเสธผลักไส และเธอยังทำมากกว่านั้น คือ เปลี่ยนความทุกข์ให้เป็นความไม่ทุกข์ และเปลี่ยนเคราะห์ให้เป็นโชค เธอไม่เพียงเปลี่ยนก้อนมะเร็งจาก ‘ศัตรู’ ให้กลายเป็นเสมือน ‘น้องคนสุดท้อง’ ที่ต้องดูแลเอาใจใส่เท่านั้น หากยังเปลี่ยนชะตากรรมของผู้ป่วยมะเร็งให้กลายเป็นชีวิตที่มีคุณภาพและผาสุก บ่อยครั้งที่เธอขอบคุณก้อนมะเร็งที่หนุนส่งให้เธอประสบความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม อีกทั้งยังทำให้เธอสามารถช่วยเหลือเพื่อนร่วมโรคได้อย่างที่คนปกติธรรมดาซึ่งไม่เป็นมะเร็งไม่อาจทำได้

นอกจากการให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยมะเร็งอย่างไม่เลือกหน้า การใช้ร่างกายของเธอเป็นบทเรียนสำหรับผู้หญิง รวมทั้งการจัดอบรม ‘ธรรมะกับการเยียวยา’ ให้แก่บุคคลทั่วไปแล้ว งานอีกอย่างหนึ่งที่เธอทำเพื่อสาธารณประโยชน์ก็คือ งานเขียนและงานแปล ‘เมื่อฉันรู้ตัวว่าเป็นมะเร็ง’ เป็นหนังสือเล่มหนาที่เขียนเล่าถึงประสบการณ์การบำบัดรักษาในช่วงห้าปีแรกจนก้อนมะเร็งหดตัวลง แต่เมื่อก้อนมะเร็งกลับมาใหม่ เธอก็พร้อมจะถ่ายทอดประสบการณ์ของเธอให้ผู้สนใจได้รับรู้อย่างไม่ปิดบัง ส่วนหนึ่งโดยการเขียนบทความลงเป็นประจำใน ‘สาวิกา’ ซึ่งบัดนี้ได้รวมพิมพ์เป็นเล่มในชื่อ ธรรมะเยียวยาชีวิตที่มะเร็งกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ดังที่ท่านได้ถืออยู่ในมือขณะนี้แล้ว

หนังสือเล่มนี้ได้นำพาผู้อ่านสู่โลกด้านในของสุภาพร ได้เห็นถึงการไตร่ตรองมองชีวิตและจิตใจของเธอ ได้เรียนรู้ถึงสิ่งข้องขัดในจิตใจซึ่งเธอเชื่อว่าเป็นบ่อเกิดของมะเร็งเต้านม รวมทั้งได้เห็นถึงความพยายามของเธอในการปล่อยวางเพื่อให้ชีวิตโปร่งเบาและพร้อมเผชิญวาระสุดท้ายของชีวิตด้วยใจสงบ

ในขณะเดียวกัน การอ่านหนังสือเล่มนี้ในบางช่วงก็เหมือนกับการก้าวเข้าไปสู่โลกของธรรมชาติอันน่ารื่นรมย์ โลกที่เต็มไปด้วยไม้นานาพันธุ์ เซ็งแซ่ด้วยเสียงสัตว์นานาชนิด โลกที่บางครั้งก็ผุดอยู่กลางสวนหน้าบ้านกลางเมืองใหญ่ แต่บางครั้งก็อยู่กลางป่า แวดล้อมด้วยธารน้ำและขุนเขาเขียวขจี

ใช่แต่เท่านั้น สุภาพรยังพาผู้อ่านไปรู้จักกับโลกแห่งผู้คนที่รายรอบตัวเธอ นี้คือชุมชนแห่งกัลยาณมิตรที่เพิ่มสีสันและแรงบันดาลใจให้แก่ชีวิตของเธอ เป็นโลกแห่งความเกื้อการุณย์ที่หยิบยื่นความสุขและรอยยิ้มให้แก่กันและกัน

โลกทั้งสามมิติมิใช่เป็นส่วนสำคัญของหนังสือเล่มนี้เท่านั่น หากยังเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการเยียวยารักษาตนเองของสุภาพรยิ่งกว่านั้นโลกทั้งสามยังเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับชีวิตของเธอช่วยให้เธอเกิดสุขภาวะในทุกมิติ ไม่ว่าในทางจิตใจ กายภาพ และสังคม

หนังสือเล่มนี้จะหนักแน่นด้วยเนื้อหาสาระมากกว่านี้หากสุภาพรยังมีชีวิตอยู่ถึงวันนี้ หลายบทในหนังสือเล่มนี้ เธอเขียนขณะที่มะเร็งลุกลามไปมากแล้ว ยิ่งบทสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้ ‘คือมือแม่...ที่เยียวยา’ เธอไม่อยู่ในวิสัยที่จะนั่งเขียนด้วยมือของเธออีกต่อไป หากแต่ต้องขอให้เพื่อนจดตามคำบอก ผู้อ่านบทความนี้คงจะไม่ระแคะระคายเลยว่าเธอเจ็บปวดเพียงใดขณะที่เล่าเรื่องนี้ ตรงข้าม กลับจะรู้สึกราวกับว่าเธอพรรณนาด้วยอาการยิ้มแย้มแจ่มใสด้วยซ้ำ ความรู้สึกนี้คงไม่ผิดจากความเป็นจริง อย่างน้อยเธอก็ดีใจที่ตัวเธอเองกับแม่ได้กลับมาใกล้ชิดกันในที่สุด เป็นความใกล้ชิดที่ถึงกันด้วยใจ โดยไม่มีความกลัวมาขวางกั้นอีกต่อไป จะเรียกว่า ‘คุณก้อนมะเร็ง’ ช่วยเป็นสื่อกลางกระชับความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกให้แน่นแฟ้นก็ได้

สองเดือนสุดท้ายของชีวิต สุภาพรต้องนอนอยู่บนเตียงสถานเดียว ไม่สามารถขยับเขยื้อนไปไหนได้ แม้แต่จะลุกขึ้นนั่ง ร่างกายของเธอเริ่มเป็นอัมพาตจากปลายเท้าขึ้นมาเป็นลำดับ แม้กระนั้นเธอก็ปฏิเสธที่จะเข้าโรงพยาบาล หากยืนยันที่จะรักษาตัวที่บ้าน บ้านที่เธอเพียรสร้างสวนขึ้นมาจนร่มรื่นและหลากสีสัน ที่ที่เธอเหลียวมองอย่างชุ่มชื่นใจจากเตียงข้างหน้าต่าง ดูเหมือนว่าเธอตั้งใจแต่แรกจะให้ที่นั่นเป็นเรือนตาย มิใช่เป็นแค่เรือนที่พักอาศัยเท่านั้น

แม้ว่าความเจ็บปวดจะคุกคามเธอ แต่สุภาพรเลือกที่จะใช้สมาธิภาวนา โดยเฉพาะอานาปานสติภาวนา ในการรับมือกับทุกขเวทนา เธอให้เหตุผลว่ายาระงับปวดนั้นทำให้สติของเธอพร่าเลือน เธอต้องการดำรงสติให้มีความรู้ตัวทั่วพร้อมนานที่สุดเท่าที่จะนานได้ ธรรมโอสถเป็นสิ่งเดียวที่สุภาพรต้องการมากที่สุดในยามนั้น เธอจึงมีความสุขที่มีพระมาสวดมนต์และมีเพื่อนมาแนะนำการปฏิบัติธรรมอยู่เป็นระยะๆ รวมทั้งได้ฟังคำบรรยายจากครูบาอาจารย์ที่เคารพนับถือ เป็นเพราะธรรมโอสถ ผู้ที่มาเยี่ยมจึงอดแปลกใจไม่ได้ที่เธอนอกจากมีสติดีแล้ว ยังมีความร่าเริง และพูดจาเล่นหัวกับเพื่อนๆ ทั้งๆ ที่มะเร็งลุกลามถึงขั้นที่สี่แล้ว แม้แต่แพทย์และพยาบาลก็ประหลาดใจที่เธอสามารถประคองกายและใจมาได้อย่างดีโดยแทบไม่ใช้ยาเลย เธอโชคดีที่มีแพทย์และพยาบาลที่เข้าใจความต้องการของเธอ และพยายามช่วยเหลือให้เธอจากไปอย่างสงบและเจ็บปวดน้อยที่สุดตามวิถีทางที่เธอเลือก ขณะเดียวกันครอบครัวและมิตรสหายก็ให้ความร่วมมือกับเธอด้วยดี โดยเฉพาะการสร้างบรรยากาศแห่งความสงบรอบตัวเธอ เพื่อให้เธอได้เจริญสมาธิภาวนาอย่างเต็มที่

เมื่อความตายใกล้เข้ามา ทุกขเวทนาแรงกล้าจนต้องอาศัยมอร์ฟีน ขณะเดียวกันการหายใจก็ติดขัด จนต้องพึ่งออกซิเจนจากถัง แต่ดูเหมือนจิตใจของเธอจะเบาขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับอาการทางกาย เธอได้ปล่อยวางสิ่งต่างๆ ไปเป็นลำดับ เริ่มจากสิ่งนอกตัว เข้ามาจนถึงเรื่องในตัว ปล่อยวางความรู้สึกติดค้างใจที่เคยมีกับบางคน ปล่อยวางความห่วงกังวลต่างๆ สุดท้ายก็มาถึงโลภะ โทสะ และโมหะ ในสัปดาห์สุดท้ายเธอรู้สึกว่าโลภะและโทสะได้เบาบางลงไปมาก คงมีแต่โมหะ นั่นคือความติดยึดในตัวตน ถึงตอนนั้นแม้จะพูดไม่ค่อยได้แล้ว แต่ก็สนใจสดับฟังคำแนะนำในการปล่อยวางตัวตน เธอซาบซึ้งกับบทสวดมนต์หลายบท โดยเฉพาะ ‘ปฐมพุทธภาสิตคาถา’ ตรงข้อความที่ว่า

“ นี่แน่ะนายช่างปลูกเรือน เรารู้จักเจ้าเสียแล้ว เจ้าจะทำเรือนให้เราไม่ได้อีกต่อไป โครงเรือนทั้งหมดของเจ้าเราหักเสียแล้ว ยอดเรือนเราก็รื้อเสียแล้ว จิตของเราถึงแล้วซึ่งสภาพที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อไป มันได้ถึงแล้วซึ่งความสิ้นไปแห่งตัณหา”

เธอหมดความรู้สึกตัวไปในสองวันสุดท้าย แต่ระหว่างนั้นบทสวดมนต์ คำบรรยายธรรม และเสียงระฆังซึ่งกังวานเป็นระยะ ยังกล่อมเกลาจิตใจของเธอเช่นเคย ไม่ต่างจากตอนที่เธอยังมีสติรู้ตัวอยู่ เมื่อวาระสุดท้ายของเธอมาถึง สุภาพรก็จากไปอย่างเบา สงบเป็นการจากไปไม่ต่างจากใบไม้ที่เธอเคยพรรณนาไว้ว่า “ควงตัวล้อเล่นสายลม พลิกไหวร่างใบหน้าหลัง แจ่มใสเบิกบานก่อนทิ้งร่างใบจากขั้วก้าน”

แม้โรคมะเร็งจะคร่าชีวิตของเธอไป แต่สุภาพรพ่ายแพ้ก็เฉพาะกับมะเร็งทางกายเท่านั้น หากเธอประสบชัยชนะในการต่อสู้กับมะเร็งใจ ก้อนมะเร็งไม่สามารถบั่นทอนจิตใจของเธอได้ ตรงกันข้ามเธอกลับเข้มแข็งและโปร่งเบามากขึ้น มะเร็งกายไม่สามารถทำให้เธอมองโลกและชีวิตอย่างสิ้นหวัง ตรงกันข้ามเธอกลับรู้สึกว่า ‘แต่ละวัน...นั้นน่ามหัศจรรย์’ อยู่เสมอ

เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ สุภาพรเคยกล่าวว่า ก้อนมะเร็งหายไปหรือไม่ ไม่สำคัญเท่ากับว่า เธอยังสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติเหมือนทุกวัน บัดนี้เธอได้จากไปแล้ว หลายคนคงรู้สึกผิดหวังเสียใจที่ตัวเธอและวิธีการของเธอไม่สามารถเอาชนะโรคมะเร็งได้ การจากไปของเธออาจหมายถึงความพ่ายแพ้ของผู้ป่วยมะเร็งอีกหลายคน แต่สำหรับสุภาพร นั่นไม่ใช่บทเรียนสำคัญที่พึงสรุปจากชะตากรรมของเธอ สิ่งสำคัญกว่านั้นที่ควรเป็นบทเรียนสำหรับทุกคนก็คือ ตายเพราะมะเร็งหรือไม่ ไม่สำคัญเท่ากับการตายอย่างสงบ ถึงที่สุดแล้วจะจากไปเพราะเหตุใดก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า มีชีวิตอยู่อย่างไรและพร้อมเผชิญความตายอย่างมีสติแค่ไหน นี้ต่างหากคือบทเรียนสำคัญที่สุดจากชีวิตช่วงสุดท้ายของเธอ

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved