หน้ารวมบทความ
   บทความ > บุคคล > สุจิตรา สุดเดียวไกร
กลับหน้าแรก

สุจิตรา สุดเดียวไกร

พระไพศาล วิสาโล
๑๓ ธันวาคม ๒๕๓๖

ข้าพเจ้าคุ้นกับชื่อของคุณสุจิตราเป็นเวลาหลายปีก่อนที่จะได้รู้จักตัวจริง เพราะก่อนที่คุณสุจิตราจะเข้าสู่แวดวงขององค์กรพัฒนาเอกชนนั้น เธอเคยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยและมีงานเขียนทางด้านวิชาการอยู่บ้าง จัดได้ว่าเป็นนักวิชาการรุ่นใหม่ไฟแรงในช่วงหลัง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ดูเหมือนว่าข้าพเจ้าจะคุ้นกับชื่อของคุณสุจิตราเป็นครั้งแรกจากตำราภาษาไทยเล่มหนึ่ง ซึ่งเธอเขียนร่วมกับอาจารย์อีกหลายคนในขณะนั้น

หลังจากนั้นอีกหลายปี ข้าพเจ้าก็ได้พบว่า คุณสุจิตาได้กลายมาเป็นเจ้าหน้าที่ของโครงการอาสาสมัครเพื่อสังคม (คอส.) ซึ่งเริ่มก่อตั้งขึ้นในปี๒๕๒๓ ข้าพเจ้าออกจะแปลกใจระคนยินดี ด้วยเวลานั้น (และจวบจนเวลานี้) มีอาจารย์มหาวิทยาลัยหรือนักวิชาการน้อยคนที่ผันตัวเองมาสู่แวดวงองค์กรพัฒนาเอกชนอย่างเต็มตัว ช่วงเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมาเป็นเครื่องพิสูจน์อย่างดีว่าเป็นโชคอย่างยิ่งขององค์กรพัฒนาเอกชนที่ได้สมาชิกใหม่อย่างคุณสุจิตรามาอยู่ในแวดวง คุณสุจิตราไม่เพียงแต่จะเป็นกำลังสำคัญในการก่อร่างสร้าง คอส. จนกลายเป็นมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคมในปัจจุบันเท่านั้น หากยังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงผู้หนึ่งขององค์กรพัฒนาเอกชนมาโดยตลอด

แม้จะมีภูมิหลังในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่คุณสุจิตรามิได้เป็นแค่เพียง “สมอง” ของมอส. เท่านั้น หากยังเป็น “มือไม้” ให้แก่ผู้คนในแวดวงองค์กรพัฒนาเอกชนอย่างหาได้ยากยิ่ง เธอพร้อมจะรับช่วยงานสารพัด และหากจำเป็น แม้กระทั่งงานเล็กงานน้อย คุณสุจิตราก็ยินดีทำให้ด้วยความเต็มใจ โดยไม่คำนึงถึงคุณวุฒิและวัยวุฒิ ทั้งๆที่เธออยู่ในสถานะผู้อาวุโสคนหนึ่งของแวดวงนี้ เหนือสิ่งอื่นใด คุณสุจิตราเป็นผู้ที่มากด้วยน้ำใจ และเป็นกำลังใจให้แก่มิตรสหายรุ่นเยาว์อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แม้คุณสุจิตราจะมิได้มีชื่อเสียงโดดเด่น หากปิดทองหลังพระมาโดยตลอด แต่หลายคนคงเห็นร่วมกับข้าพเจ้าว่า ด้วยคุณสมบัติดังกล่าวข้างต้น คุณสุจิตราได้เป็นแบบอย่างและภาพประทับอันยากจะเลือนรางในหัวใจของผู้คนเป็นอันมากในทุกแวดวงที่เธอเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในยามที่ปรากฏการณ์ “สมองไหล” กำลังแพร่หลายในวงการพัฒนาเอกชน ความอุทิศตนอย่างตั้งมั่นของคุณสุจิตราในการทำงาน “อาสาสมัคร” กระทั่งชีวิตหาไม่ นับเป็นความพิเศษอันน่าชื่นชม ที่จะมองข้ามไปมิได้เลย

น่าเสียดายที่คุณสุจิตรามีเวลาสร้างความดีงามในโลกนี้ได้ไม่นาน หลังจากที่เสียสละให้แก่ผู้อื่นมาโดยตลอด ในช่วงสุดท้ายของชีวิต เธอต้องประสบกับความทุกข์ครั้งสำคัญในชีวิต ซึ่งยากที่ใครจะช่วยได้นอกจากตัวเธอเอง ไม่ว่าเราจะชนะอุปสรรคต่างๆ มาได้มากมายเพียงใด แต่สิ่งที่ยากแก่การเอาชนะเป็นอย่างยิ่งก็คือการเอาชนะทุกข์ภัยในตนเอง โดยเฉพาะความทุกข์จากการคุกคามของพญามัจจุราช แต่กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว ความตายนั้นหาน่ากลัวไม่ ความคิดของเราเกี่ยวกับความตายต่างหากที่น่าสะพรึงกลัง การพรากจากโลกนี้เป็นเรื่องธรรมดา แต่ความคิดที่ว่าเราจะต้องจากพ่อแม่ญาติมิตรทรัพย์สมบัติและสิ่งน่าเชิดชูชื่นชมต่างหากที่ทำให้จิตใจของเราสะท้านไหว แต่ไม่มีอะไรที่จะซัดกระหน่ำจิตใจของเราได้รุนแรงเท่ากับความคิดที่ว่า เรากำลังจะพลัดพรากจากตัวตนของเรา (ที่เราสำคัญผิดคิดว่ามีอยู่จริงๆ )

เป็นเพราะการดึงดันที่จะไขว่คว้ายึดครองโลกที่เรารู้จักและตัวตนที่เราเข้าใจ ให้เป็นของเราตลอดไป เราจึงไม่อาจทำใจรับความตายได้ และยิ่งดิ้นรนต่อสู้ผลักไสความตายให้ห่างตัวเราเท่าไร ความตายก็ยิ่งน่ากลัวและก่อทุกข์แก่เรามากเท่านั้น การที่ความตายมาพรากคุณสุจิตราไปจากเราอย่างรวดเร็วเช่นนี้ อาจทำให้หลายคนหวาดหวั่นต่อความตายยิ่งขึ้น เพราะได้ประจักษ์แก่ตนเองว่า แม้ผู้ที่บำเพ็ญความดีงามและเกื้อกูลผู้อื่นมาตลอดชีวิตอย่างคุณสุจิตรา พญามัจจุราชก็ไม่ปราณีแต่อย่างใด กระนั้น มองในอีกแง่หนึ่ง การจากไปของคุณสุจิตราก่อนวัยอันควร ก็เป็นสิ่งตอกย้ำให้เราตระหนักว่า ความตายนั้นสามารถเกิดขึ้นกับเราได้ทุกเวลาและทุกวัย ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องเตรียมใจให้พร้อมที่จะเผชิญกับความตายทุกเมื่อ ไม่ว่าเราจะเพียรพยายามทั้งชีวิตเพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีงาม หรือไขว่คว้าหาประโยชน์ตนเพียงใด แต่เมื่อวาระสุดท้ายของชีวิตมาถึง สิ่งที่พึงทำมีอย่างเดียวเท่านั้นคือ ปล่อยวางสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เคยยึดถือ ละวางสิ่งอันเป็นที่รัก คลายความห่วงใยในผู้ที่เคยผูกพัน และที่สำคัญคือปล่อยให้ “ตัวตน” ของเราคืนสู่สภาวะเดิมแท้ที่ไม่เคยมีตัวตน

ชีวิตในช่วงสุดท้ายของคุณสุจิตรา หากจะมีความหมายอย่างสำคัญยิ่งต่อเรา ก็ตรงที่ย้ำเตือนว่าการ “ทำกิจ” เพื่อจรรโลงรักษาความดีงามในสังคม เป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กับการ “ทำจิต” เพื่อจรรโลงรักษาใจของเราให้เป็นสุข และเพื่อเผชิญกับทุกข์ภัยที่จะมาถึงในอนาคต นี้แหละคือสิ่งท้าทายอย่างยิ่งสำหรับชีวิตของทุกผู้ทุกนาม ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม การทำใจให้เตรียมพร้อมรับความตาย และทุกข์ภัยทุกขณะมิใช่เรื่องง่ายเลย แต่หากเราไม่สนใจกระทำ วาระสุดท้ายในชีวิตของเราจะกลับกลายเป็นสิ่งทิ่มแทงบีบคั้นเราเอง แทนที่จะเป็นโอกาสบรรลุถึงอิสรภาพอันปลอดโปร่งโล่งสงบ

บัดนี้ คุณสุจิตรา สุดเดียวไกร กัลยาณมิตรของเราได้ล่วงลับไปแล้ว ขอให้กุศลธรรมที่เธอได้บำเพ็ญเป็นปัจจัยหนุนส่งให้เธอได้ไปสู่สุคติในสัมปรายภพ และขอให้คุณงามความดีที่เธอได้ทิ้งไว้เบื้องหลังจงงอกงามในจิตใจของเรา และแผ่ดอกออกผลเป็นที่ชื่นชมของผู้คนรอบตัว ตลอดจนสังคมวงกว้างไม่มีที่สิ้นสุด หากเธอทราบด้วยญาณวิถีใดในกุศลกรรมดังกล่าว เธอคงยินดีหาน้อยไม่

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved