หน้ารวมบทความ
   บทความ > บุคคล > ชีวิตที่มีโกมล คีมทองอยู่ในดวงใจ
กลับหน้าแรก


ชีวิตที่มีโกมล คีมทองอยู่ในดวงใจ
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

ในจดหมายถึง ธวัชชัย เหรียญทอง ซึ่งเป็นครูผู้หนึ่งในจังหวัดลพบุรี ที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อชีวิตของโกมล คีมทอง เมื่อครั้งยังเป็นวัยรุ่น โกมลได้เขียนว่า

“เรื่องวัยของเด็กขณะย่างขึ้นวัยรุ่นไปแล้วนั้น เป็นวัยที่เสาะแสวงหาตัวอย่าง แบบอย่าง ที่จะเลียนแบบอย่างยิ่ง ใครอยู่ใกล้มีอิทธิพลต่อจิตใจ เป็นที่ประทับใจก็จะพยายามถอดแบบ และถ้าผู้ใดกระทำให้เป็นที่รักเคารพได้มากๆ แล้ว คนนั้นก็จะเป็นวีรบุรุษประจำใจได้ง่ายๆ”

ข้อความข้างต้นแม้จะถอดจากประสบการณ์ของโกมลโดยตรง แต่ก็หาได้จำกัดเฉพาะกรณีของเขาเท่านั้นไม่ หากเป็นความจริงสำหรับวัยรุ่นจำนวนไม่น้อยและในจำนวนนั้นต้องรวมถึงข้าพเจ้าด้วย

ข้าพเจ้ารู้จักโกมล คีมทองเป็นครั้งแรกเมื่ออายุ ๑๕ ปี ตอนนั้นกำลังมี “ไฟ” อย่างยิ่ง เนื่องจากเพิ่งตื่นตัวรับรู้ความเป็นไปของบ้านเมืองได้ไม่นาน สังคมศาสตร์ปริทัศน์ กลายเป็นวารสารที่ข้าพเจ้าติดตามอ่านอย่างกระตือรือร้น รวมทั้งย้อนหลังกลับไปหาฉบับเก่าๆ ในห้องสมุดของโรงเรียน วารสาร อนาคต ของส. ศิวรักษ์ กำลังออกรสออกชาติมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลขณะนั้นอย่างไม่ลดราวาศอก รสนิยมดังกล่าวเห็นจะเริ่มจากการบังเอิญได้อ่านหนังสือรวมบทความของอาจารย์สุลักษณ์ เรื่อง ชวนอ่านวิจารณ์หนังสือต่างๆ นั่นเอง เป็นเหตุให้ติดตามอ่านผลงานบรรณาธิการของอาจารย์ ทั้งในระยะนั้นและก่อนหน้านั้นอย่างไม่ยอมวางมือ จนหนังสือเรียนคลายเสน่ห์ลงไปมาก กลับไปสนใจเรื่องนอกโรงเรียน โดยเฉพาะระยะนั้น การรณรงค์ต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นโดยศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยกำลังถึงจุดเข้มข้น

ตอนนั้นโกมลเสียชีวิตไปแล้วปีเศษ น่าแปลกที่ข้าพเจ้ามาได้ยินชื่อของโกมลเป็นครั้งแรก ไม่ใช่จากหนังสือต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น จำได้ว่าราวๆ เดือนมิถุนายน ๒๕๑๕ ข้าพเจ้าเหลือบเห็นใบปิดประกาศแผ่นหนึ่งติดอยู่ข้างประตูโรงเรียน โฆษณางานนิทรรศการชีวิตและผลงานของม.จ. สิทธิพร กฤดากร เมื่อเข้าไปอ่านใกล้ๆ ก็พบว่าผู้จัดคือมูลนิธิโกมลคีมทอง ประกาศดังกล่าวทำให้ข้าพเจ้าเกิดคำถามขึ้นมาในใจ เพราะไม่รู้จักบุคคลทั้งสองมาก่อนว่าเป็นใคร ปกติมูลนิธิต่างๆ มักจะตั้งตามชื่อของบุคคลที่เด่นดัง แต่โกมล คีมทองนั้นเป็นชื่อที่ใหม่มากๆ สำหรับข้าพเจ้า

หลังจากที่ไปร้านศึกษิตสยาม ซึ่งเป็นสถานที่จัดนิทรรศการดังกล่าว ข้าพเจ้าเริ่มรู้จักบุคคลทั้งสอง ดูเหมือนคราวนั้นเองที่ได้ซื้อ อ่านโกมลคีมทอง อันเป็นหนังสือรวมงานคัดสรรของโกมล นั่นเองเป็นจุดเริ่มต้นที่โกมล คีมทองได้เข้ามาประทับแน่นในใจของข้าพเจ้า

เมื่อย้อนกลับไปดูตนเองในตอนนั้น ถ้าว่ากันในระดับจิตรู้สำนึก ข้าพเจ้าไม่คิดว่าตนเองตั้งใจเสาะแสวงหาแบบอย่างจากใคร แต่ถ้าล่วงลงไปให้ลึก เชื่อว่าตอนนั้นสัญชาตญาณในการเรียนรู้และเลียนแบบกำลังตื่นตัวอย่างเต็มที่ พร้อมที่จะซึมซับรับเอาสิ่งต่างๆ ที่สะดุดจิตประทับใจเพื่อปรุงประกอบเป็นอัตลักษณ์ของตนเอง โกมล คีมทอง ย่างเข้ามาในชีวิตของข้าพเจ้าตอนนี้พอดี

โกมลมีคุณสมบัติหลายประการที่เข้าได้อย่างเหมาะเจาะกับสูตรวีรบุรุษของวัยรุ่น อาทิเช่น ความเป็นคนเก่งทั้งในด้านสติปัญญาและความสามารถ เป็นผู้นำในกิจกรรมทุกอย่างที่ตนเกี่ยวข้อง ทั้งยังเป็นคนกล้า กล้าทำในสิ่งที่ตนเชื่อว่าถูก และกล้าริเริ่มนำทาง นอกจากนั้นยังมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเสียสละ และที่สำคัญคือเขาตายอย่างวีรชน จนกลายเป็นตำนานของหนุ่มสาวร่วมสมัย

ที่จริงตอนนั้นอาจารย์สุลักษณ์เป็นวีรบุรุษของข้าพเจ้า (และเพื่อนๆ อีกหลายคน) ไปเรียบร้อยแล้ว คุณสมบัติต่างๆ ข้างต้นอาจารย์สุลักษณ์มีพร้อมมูล อาจจะมากกว่าโกมลด้วยซ้ำ แต่สิ่งหนึ่งที่อาจารย์สุลักษณ์ไม่มี นั่นก็คือคุณสมบัติประการสุดท้ายของโกมล

ความตายของโกมลสร้างความสะเทือนใจแก่ผู้คนเป็นอันมาก ไม่เฉพาะพ่อแม่และญาติมิตรเท่านั้น ทุกคนที่ได้รู้เรื่องราวของเขาล้วนเศร้าเสียใจ เพราะเขาเป็นคนหนุ่มที่พิเศษและโดดเด่นกว่าใครๆ ในรุ่นเดียวกัน โดยเฉพาะในด้านอุดมคติและการอุทิศตน ในทัศนะของคนที่ห่วงใยความเป็นไปของบ้านเมือง โกมลเป็นความหวังของสังคมไทยเลยทีเดียว แม้ข้าพเจ้ามารู้จักโกมลหลังจากที่เขาตายไปได้ปีเศษแล้ว ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเสียใจและเสียดายแทนสังคมไทย ความตายของเขาเป็นแรงบันดาลใจให้ข้าพเจ้าเขียนบทความชิ้นหนึ่ง เป็นงานชิ้นแรกๆ ที่ได้รับการตีพิมพ์

วีรชนนั้นมักเป็นแบบอย่างในด้านความกล้าหาญและความเสียสละ แต่โกมลพิเศษไปกว่านั้น ตรงที่เขายังให้แรงบันดาลใจแก่วัยรุ่นอย่างข้าพเจ้า ในเรื่องคุณค่าและความมุ่งหมายของชีวิต เขาทำให้เราตั้งคำถามกับค่านิยมที่ยึดถือกันทั่วทั้งสังคมเวลานั้น ( และเวลานี้ด้วย) อันได้แก่การหลงใหลติดยึดในยศ ตำแหน่ง ชื่อเสียงและเงินตรา ไม่ค่อยมีใครบอกพวกเราอย่างมั่นอกมั่นใจเหมือนโกมลเลยว่า “การมีชีวิตอยู่เพียงเพื่ออยู่รอด ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย เพียงแต่ปรับตัวเข้ากับคนอื่นเรื่อยไปก็อยู่ได้ แต่คนที่ยึดมั่น เชื่อมั่น และยึดในหลักการนั้นหายากและทำยาก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าการทำยากจะทำไม่ได้” ข้อความทำนองนี้มีอิทธิพลไม่น้อยในการตอกย้ำให้ข้าพเจ้าตระหนักถึงหลักการหรืออุดมคติของชีวิต แม้จะสับสนลังเลอยู่บ่อยๆ แต่ในที่สุดก็ “คิดตก” ว่าตนควรจะมีจุดหมายในการดำเนินชีวิตอย่างไร

เมื่อได้อิทธิพลทางความคิดของอาจารย์สุลักษณ์มาสมทบเข้าด้วยกัน ข้าพเจ้าก็เริ่มหันเหออกจากการมุ่งเรียนเอาคะแนนหรือแม้แต่ความรู้ล้วนๆ มาคลุกคลีกับกิจกรรมนอกหลักสูตรมากขึ้น ความคิดตอนนั้นคงไม่ต่างจากที่โกมลเล่าในจดหมายถึงแถมสุข นุ่มนนท์ว่า “ความรับรู้ที่อดเกิดความเป็นห่วงเป็นใยไม่ได้ คือการรับรู้รับทราบว่าบ้านเมืองของตนไม่ปรกติสุข ไม่เรียบร้อย และมีแนวโน้มที่จะทรุดลงๆ อยู่เรื่อยไป...เหล่านี้ถ้าไม่คิดถึงเสียเลย ความกังวล ความทุกข์อะไรต่างๆ ก็จะไม่เกิด แต่ถ้าไม่คิดกันเสียบ้างเลยเล่า จะปล่อยไว้ให้ใครคิด...ถ้าเมื่อใดมีโอกาสที่จะให้ทำบ้าง แม้มันจะเป็นธุลีหนึ่งก็ตามที”

โกมลกับชนบทนั้นเป็นของคู่กัน ในเวลานั้นใครก็ตามที่ได้รับอิทธิพลจากโกมลย่อมต้องหันมาสนใจชนบทแทบจะทั้งนั้น อย่างน้อยๆ ก็ต้องหาทางออกค่ายอาสาพัฒนา ในทางกลับกัน ใครที่คร่ำหวอดกับงานค่าย แทบจะไม่มีเลยสักคนที่ไม่รู้จักโกมล เพราะเขาเติบโตและมีบทบาทโดดเด่นไม่เฉพาะจากงานคิดงานเขียนเท่านั้น หากยังรวมถึงงานค่ายด้วย

ข้าพเจ้าเข้ามาเกี่ยวข้องกับงานค่ายอาสาพัฒนาของโรงเรียนในปีเดียวกับที่รู้จักโกมล โดยเป็นอนุกรรมการให้แก่กลุ่มอัสสัมชัญอาสาพัฒนา (ซึ่งเป็นชมรมในระดับโรงเรียนเพียงชมรมเดียวในเวลานั้นที่มีกิจกรรมค่ายอาสาพัฒนา) หลายคนที่ร่วมงานในกลุ่มนี้ก็รู้จักโกมลเช่นกัน รวมทั้งพจนา จันทรสันติ ซึ่งเป็นประธานกลุ่มและประธานค่าย

อย่างไรก็ตาม ในเวลานั้นกลุ่มนักเรียนรุ่นราวคราวเดียวกับข้าพเจ้าที่ได้รับอิทธิพลจากโกมลอย่างเข้มข้นย่อมหนีไม่พ้นกลุ่มยุวชนสยาม ซึ่งก่อตัวขึ้นหลังจากโกมลเสียชีวิตได้ประมาณครึ่งปี ตัวตั้งตัวตีคนหนึ่งของกลุ่มนี้ เมื่อถึงคราวต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปีถัดมา ได้เลือกคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ สถาบันเก่าของโกมลเป็นอันดับหนึ่ง ผลปรากฏว่าปีนั้นคนที่สอบเข้าจุฬาฯ ได้คะแนนสูงสุด แทนที่จะได้แก่ผู้เลือกคณะอักษรศาสตร์ดังปีก่อนๆ กลับได้แก่บุคคลผู้นี้ คือประชา หุตานุวัตร (ต่อมาได้กลายเป็นพระประชา ปสนฺนธมฺโม อยู่เกือบ ๑๒ ปี)

กิจกรรมหลายอย่างที่โกมลเคยทำในยามมีชีวิตอยู่ กลุ่มยุวชนสยามได้นำมาสืบต่ออย่างมีชีวิตชีวา นอกเหนือจากการจัดทำหนังสือ ยุวทัศน์ และการเสวนาอภิปรายอย่างดุเดือดเข้มข้นแล้ว ค่ายฝึกกำลังคนก็เป็นงานขึ้นหน้าขึ้นตาอีกงานหนึ่งของกลุ่มนี้ เมื่อข้าพเจ้าแรกได้ยินชื่อกลุ่มนี้ประมาณกลางปี ๒๕๑๕ กลุ่มนี้ก็ถูกหมายสันติบาลขึ้นบัญชีลับไปเรียบร้อยแล้วในฐานที่เป็น “พวกหัวรุนแรง” ดูเหมือนจะไม่มีนักกิจกรรมคนไหนในโรงเรียนอัสสัมชัญที่อยากยุ่งเกี่ยวกับกลุ่มนี้ อาจเป็นเพราะไม่ประสงค์จะเป็นที่เพ่งเล็งของเจ้าหน้าที่ตำรวจไปด้วย (ตอนนั้นคณะทหารเพิ่งทำการรัฐประหารมาได้ไม่ถึง ๘ เดือน) แต่ข้าพเจ้ากลับสนใจ จนเมื่อได้มีโอกาสรู้จักกับพิเชียร อำนาจวรประเสริฐ นักเรียนสวนกุหลาบซึ่งได้รับเชิญมาร่วมงานสัมมนา(พร้อมๆ กับธงชัย วินิจจะกูล) ที่กลุ่มอัสสัมชัญอาสาพัฒนาร่วมจัดในปลายปีนั้น ข้าพเจ้าจึงพบช่องทางที่จะติดต่อกับกลุ่มนี้เพื่อขอเข้าร่วมค่ายฝึกกำลังคน ซึ่งจะจัดในช่วงหน้าร้อนของปีถัดไป

ณ วัดทองนพคุณ คณะ ๒ นี้เอง ที่ข้าพเจ้าได้พบกับกรรมการและสมาชิกกลุ่มยุวชนสยามเป็นครั้งแรก สถานที่จัดประชุมก็คือห้องสมุดของพระมหาเสถียรพงษ์ ปุณฺณวณฺโณ นักเขียนและกวีมีชื่อในยุคนั้น (ปัจจุบันคือเสถียรพงษ์ วรรณปก) ข้าพเจ้าไม่ได้คาดคิดมาก่อนเลยว่า ๑๑ ปีต่อมา ข้าพเจ้าจะมาบวชที่วัดนี้และพักที่คณะนี้

หลังจากเสร็จงานค่ายอาสาพัฒนาที่พจนาเป็นประธาน ข้าพเจ้าก็ “แอบ” ไปค่ายฝึกกำลังคนของกลุ่มยุวชนสยาม ที่ว่าแอบก็เพราะไม่ได้บอกเพื่อนๆ ในกลุ่มอัสสัมชัญอาสาพัฒนาเลยก็ว่าได้ ค่ายฝึกกำลังคนนี้ถือว่าแหลกไปจากแวดวงค่ายในเวลานั้น เพราะไม่ได้เน้นการสร้างถาวรวัตถุ เช่น โรงเรียน ขุดบ่อน้ำ หากแต่มุ่งการยกระดับความคิด โดยมีการเชิญวิทยากรภายนอกมานำเสวนาครึ่งวัน อีกครึ่งวันเป็นการใช้แรงงาน ตอนค่ำมีการตั้งวงคุยกัน ประเด็นหลักคือการแนะนำตัว ฟังดูก็ไม่น่ามีอะไร แต่ที่จริงเป็นรายการที่น่า “หวาดเสียว” ไม่น้อย เพราะนอกจากผู้พูดจะต้องเปิดเผยตัวเองแล้ว ผู้ฟังยังสามารถวิพากษ์วิจารณ์หรือซักถามอย่างอิสระได้ ใครที่ทำคดีไว้ก่อนหน้านั้นในค่าย อาจจะถูกซักฟอกกลายๆ ได้ แต่ละคนใช้เวลาเป็นชั่วโมง บางคราวถึงกับถกเถียงกันอย่างดุเดือด อยู่ค่ายนี้จำต้องระมัดระวังตัวเองมาก แต่ก็มีบรรยากาศประเทืองปัญญาไม่น้อย เพราะมีนักคิดหลายสำนักมาประชันกัน ทั้งมาร์กซิสต์ อนาคิสต์ เอกซิสเตนเชียลลิสต์ พุทธ ฯลฯ

ที่ค่ายฝึกกำลังคนนี้เองข้าพเจ้าได้รู้จักกับประชา หุตานุวัตร และวิศิษฐ์ วังวิญญูเป็นครั้งแรก ส่วนสันติสุข โสภณสิริ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มยุวชนสยามร่วมกับอีก ๒ คนข้างต้น ข้าพเจ้าเคยพบมาก่อนแล้ว ยกเว้นอาจารย์สุลักษณ์แล้ว ผู้ที่ได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรในค่ายนี้จัดว่าเป็นปัญญาชนรุ่นใหม่ที่เริ่มจะ “ดัง” เช่น วิทยากร เชียงกูล ปรีดี บุญซื่อ ปราโมทย์ นาครทรรพ เทพศิริ สุขโสภา จรัล ดิษฐาอภิชัย

ค่ายนี้ยังเป็นโอกาสให้ข้าพเจ้ารู้จักกับเจ้าหน้าที่มูลนิธิโกมลคีมทอง จำได้ว่าคนหนึ่งคือศรีชัย เอี่ยมจัน อีกคนคือมนตรี จึงสิริอารักษ์ คนหลังนั้นกำลังทำหนังสือเรื่อง ความคิดของโกมล ซึ่งเป็นเล่มที่สองต่อจาก อ่านโกมล คีมทอง ในความรู้สึกตอนนั้นออกจะนับถือคนที่ทำงานให้มูลนิธินี้ (และคิดต่อไปด้วยว่าการได้เป็นเจ้าหน้าที่นี้นับว่าเป็นเกียรติมาก) ทั้งนี้เพราะมีความศรัทธานับถือมูลนิธินี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จำต้องกล่าวด้วยว่าในช่วงนั้นมูลนิธิโกมลคีมทองมีบทบาทอยู่ในระดับแนวหน้าของขบวนการปัญญาชนรุ่นใหม่ ให้ความอุดหนุนในทางอุดมคติแก่คนหนุ่มสาวอย่างแข็งขัน แม้แต่ค่ายอาสาพัฒนาระดับนักเรียนอย่างพวกเรา มูลนิธิก็ส่งวิทยากรมาให้ตามคำขอ วิทยากรผู้นั้นก็คืออาจารย์สุลักษณ์นั่นเอง นอกจากศรีชัย เอี่ยมจัน และมนตรี จึงสิริอารักษ์แล้ว เหวง โตจิราการก็ร่วมคณะมาด้วย

จำได้ว่าค่ายฝึกกำลังคนปิดเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม อีก ๕ เดือนหลังจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ระหว่างนั้นสถานการณ์การเมืองร้อนแรงเข้มข้นขึ้นเป็นลำดับ เริ่มจากการเปิดโปง “คดีทุ่งใหญ่” ซึ่งมีทหารใหญ่เกี่ยวข้องในการลักลอบล่าสัตว์ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าจนเฮลิคอปเตอร์ของหลวงตกลงมา จากนั้นก็เกิดการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่เพื่อคัดค้านการลบชื่อนักศึกษารามคำแหงในข้อหาวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจในเวลานั้น ในที่สุดก็เกิดกรณี “กบฏรัฐธรรมนูญ” นักศึกษาประชาชน ๑๓ คนที่แจกใบปลิวเรียกร้องรัฐธรรมนูญถูกจับกุมจนเกิดการชุมนุมประท้วงที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ๑ สัปดาห์ก่อนวันวิปโยค

บรรยากาศในมหาวิทยาลัยระยะนั้นคึกคักมาก มีการจัดนิทรรศการที่น่าสนใจหลายครั้งที่ธรรมศาสตร์ อาทิเช่นงานวันรพี นอกจากรายการบนเวทีแล้ว เนื้อหาวิชาการในบอร์ดนิทรรศการก็เข้มข้น ล้วนมีนัยวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหาร ที่น่าสนใจไม่น้อยกว่ากันก็คือหนังสือที่วางขายในงาน หนึ่งในบรรดาหนังสือเหล่านั้นคือ เช กูวารา นายแพทย์นักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่ของ “ศรีอุบล” หนังสือขายดีตีพิมพ์หลายครั้งเล่มนี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อคนหนุ่มสาวตอนนั้น หลังจากที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ข้าพเจ้าก็พบกับวีรบุรุษอีกคนหนึ่งแล้ว

สถานการณ์ในตอนนั้นได้สร้างสำนึกทางการเมืองของคนหนุ่มสาวให้สูงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อนนับแต่เกิดรัฐประหาร พ.ศ. ๒๕๐๐ นักมนุษยธรรมอย่างครูโกมลดูจะเป็นแบบอย่างที่ราบเรียบเกินไปสำหรับสถานการณ์เช่นนี้ หลายคนพบว่าบุคคลที่มีประวัติตื่นเต้นเร้าใจและมีแนวคิดร้อนแรง เช่น เช กูวารา หรือจิตร ภูมิศักดิ์ (ซึ่งถูก “ค้นพบ” ในระยะนั้นพอดี) สามารถให้แรงบันดาลใจในการต่อสู้กับเผด็จการได้ดีกว่า ด้วยเหตุนี้โกมลจึงมีความหมายน้อยลงสำหรับคนที่เคยรู้จัก ขณะที่หนุ่มสาวที่เพิ่งตื่นตัวทางการเมืองก็มองข้ามโกมลไปเลย ส่วนใหญ่ของสมาชิกกลุ่มยุวชนวยามรวมทั้งกรรมการศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทย (ซึ่งข้าพเจ้าไปร่วมตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา) ล้วนอยู่ในกระแสความคิดดังกล่าว

ยิ่งหลัง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ด้วยแล้ว ความคิดเรื่องการศึกษาหรือโรงเรียนชุมชน ซึ่งเป็นความคิดหลักทางสังคมของโกมล ก็แทบจะไม่มีคนสนใจอีกต่อไป ทางออกของเมืองไทยในทัศนะของคนหนุ่มสาวช่วงนั้นสรุปได้ด้วยคำขวัญยอดนิยมเวลานั้นว่า “ยึดอำนาจรัฐเป็นของประชาชน ขับไล่จักรพรรดินิยมอเมริกาออกไป” ในขณะที่งานเขียนของโกมลไม่ได้ให้คำตอบว่าปัญหาของประเทศไทยมีรากเหง้าอยู่ที่ไหน แนวคิดสังคมนิยมกลับบอกอย่างชัดเจนว่า ระบบทุนนิยมนั้นแหละคือต้นตอของปัญหา โดยมีจักรพรรดินิยมอยู่เบื้องหลังชักใยผู้มีอำนาจอีกต่อหนึ่ง คนเป็นจำนวนไม่น้อยเริ่มคิดถึงการทำ “สงครามประชาชน” เพราะเชื่อว่าเป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่จะปลดประเทศไทยออกจากแอกอันหนักอึ้งได้

ข้าพเจ้าเองก็พลอยสมาทานความคิดดังกล่าวด้วย อย่างไรก็ตามศรัทธาในโกมลหาได้เปลี่ยนแปลงไม่ ขณะที่ความสนใจในกิจกรรมของมูลนิธิของเขาก็ยังมีอยู่ต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์หนังสือหรือการจัดปาฐกถาประจำปี ซึ่งจัดครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๑๗ มีผู้ร่วมฟังคับคั่ง เพราะปาฐกคราวนั้นคืออาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ ท่านกำลังมีชื่อเสียงโด่งดังเต็มที่ในฐานะตัวเก็งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

กลางปีนั้นข้าพเจ้าก็ได้มีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องกับมูลนิธิโกมลคีมทองในอีกลักษณะหนึ่ง วิศิษฐ์ วังวิญญูเกิดคุยถูกคอกับพจนา จันทรสันติ จึงได้รวมกันตั้งกลุ่มศึกษาเกี่ยวกับการศึกษาที่พึงปรารถนา โดยมีรสนา โตสิตระกูลร่วมด้วย ทั้งสามเพิ่งเป็นนักศึกษาปี ๑ ของธรรมศาสตร์ได้หมาดๆ (ก่อนหน้านั้นวิศิษฐ์เคยเรียนที่มหิดล แต่ลาออกมากลางคัน) ข้าพเจ้าถูกพจนาชักชวนให้ร่วมด้วยโดยที่ตอนนั้นยังเรียนอยู่ชั้นม.ศ. ๕ ตอนนั้นแนวคิดใหม่ทางด้านการศึกษากำลังเป็นประเด็นที่ทั่วโลกโดยเฉพาะตะวันตกให้ความสนใจอย่างมาก นักคิดเด่นๆ ด้านการศึกษาที่กำลัง “มาแรง” ได้แก่ ไอแวน อิลลิช เปาโล แฟร์ เอ. เอส. นีลล์ เอเวอเรตต์ ไรเมอร์ จูเลียส ไนเยียเร่ หนังสือด้านการศึกษาแนวใหม่มีออกมามากมาย วิศิษฐ์เป็นคนออกความคิดให้เราขอทุนจากมูลนิธิโกมลคีมทองเพื่อหาซื้อหนังสือดังกล่าวมาอ่าน ทางด้านมูลนิธิก็ยินดีสนับสนุน แต่กลุ่มศึกษาของเราตั้งได้ไม่นานก็เลิกไป กระนั้นทุกคนก็ยังเกาะกลุ่มกัน จนพัฒนาไปเป็นกลุ่มอหิงสาในปีถัดไป

ดังได้กล่าวแล้วว่าข้าพเจ้ามีใจโน้มเอียงไปทางลัทธิสังคมนิยมยิ่งขึ้นทุกที จนถึงกับคิดว่าอีกไม่นานคงต้องเข้าป่าทำสงคราวจรยุทธกับรัฐบาลและอิทธิพลอเมริกัน กระนั้นก็ตามความคลางแคลงสงสัยก็มีขึ้นมาเป็นระยะๆ ประเด็นที่ค้างคาในใจเห็นจะได้แก่จริยธรรมของการทำสงคราม เมื่อคนเราจับอาวุธประหัตประหารกัน คุณค่าที่สำคัญอันได้แก่ คุณงามความดี สัจจะ หรือความเป็นมนุษย์ ก็เป็นอันไม่ต้องพูดถึงกัน

เมื่อย้อนกลับมาถามตนเองว่า อะไรน้อมนำข้าพเจ้าให้ตระหนักถึงคุณค่าดังกล่าว ข้าพเจ้าพบว่านอกจากคำสอนของครูบาอาจารย์ที่โรงเรียนและของอาจารย์สุลักษณ์แล้ว ข้อเขียนของโกมลก็มีอิทธิพลต่อข้าพเจ้าไม่น้อย ขณะที่โกมลเน้นถึงความเสียสละและการอุทิศตนเพื่อสังคมนั้น อีกด้านหนึ่งเขาก็ให้ความสำคัญกับคุณธรรมและมิติทางจิตวิญญาณ เขาไม่เพียงแต่จะชักชวนให้เรามองพ้นตัวออกไปเพื่อเห็นความทุกข์ยากของผู้อื่นเท่านั้น หากยังเตือนให้เราหันกลับมาเพ่งพินิจด้านในของตนเองด้วย ดังที่เขาเขียนไว้ตอนหนึ่งในจดหมายถึงอุทัย ดุลยเกษมว่า “การที่ได้ทำอะไรไว้ให้แก่สังคมบ้างอย่างที่เราเห็นว่าดีว่าควร นั่นต่างหากคือสิ่งที่ควรแก่การภาคภูมิใจ และทางของอนาคตที่สดใสคือการลดความหลงผิดความมัวเมาในกิเลสเหล่านั้นออกให้มากที่สุด เห็นอะไรในสภาพที่เป็นจริงตามนั้น นั่นแหละคือทางที่สดใสของชีวิต”

เป็นเพราะการใคร่ครวญถึงประเด็นทางจริยธรรมและมิติทางจิตใจนี้เอง ข้าพเจ้าจึงหันไปให้ความสนใจกับการต่อสู้แบบอหิงสามากขึ้น แต่พัฒนาการดังกล่าวคงเกิดขึ้นได้ยาก หากไม่ได้ถูกชักชวนจากวิศิษฐ์และเพื่อนๆ ซึ่งเป็นสะพานเชื่อมโยงให้ข้าพเจ้าได้รู้จักมักคุ้นกับอาจารย์สุลักษณ์ รวมทั้งนิโคลัส เบนเนตต์ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของกระทรวงศึกษาธิการอยู่ในเวลานั้น มีการพูดคุยถกเถียงในเรื่องนี้หลายครั้งกว่าข้าพเจ้าจะเชื่อว่าอหิงสธรรมนั้นสามารถเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์สังคมได้ ความคิดดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการมีศรัทธาในศาสนธรรมยิ่งขึ้น เพื่อนๆ หลายคนเริ่มพูดถึงเซน สมาธิภาวนา รหัสยนัย โดยเฉพาะพจนา ได้วางหนังสือเรื่อง The Political Thought of Mao Tse Tung ไปนานแล้ว และกำลังขยับจะแปล Tao Te Ching

ด้วยบรรยากาศแบบนี้ เมื่อข้าพเจ้าและเพื่อนๆ ในชุมนุมสังคมศาสตร์ (ซึ่งมีวีระ สมบูรณ์เป็นประธาน) จัดค่ายฝึกกำลังคนขึ้นมาให้ปลายปี ๒๕๑๗ เราจึงไม่ได้พูดเรื่องสังคมและการเมืองเท่านั้น หากมีการฝึกสมาธิภาวนาและน้อมรับรหัสยนัยจากภูเขาและป่าไม้ ค่ายนี้วิศิษฐ์และพจนาเป็นวิทยากรรับเชิญตลอดงาน

ต้นปี ๒๕๑๗ กลุ่มอหิงสาก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้น กำลังสำคัญนอกจากจะได้แก่วิศิษฐ์ พจนา และรสนาแล้ว ยังมีสันติสุขและชัยวัฒน์ เยาวพงษ์ศิริ นิตย์ จันทรมังคละศรีและชาญณรงค์ เมฆินทรางกูร ต่อมาก็มีประชา หุตานุวัตรมาสมทบ ก่อนจะไปบวชที่ภาคใต้ กลุ่มนี้เข้ามาเป็นผู้จัดทำ ปาจารยสาร ต่อจากกลุ่มของพิภพ ธงไชย โดยได้เปลี่ยนแนวหนังสือจากที่เคยเน้นเรื่องการศึกษามาเป็นแนวอหิงสา และในเวลาไม่นานก็เป็นที่เขม่นของขบวนการฝ่ายซ้าย

ปาจารยสาร แม้จะเป็นของมูลนิธิเสถียรโกเศศ-นาคะประทีป แต่มูลนิธิโกมลคีมทองรับผิดชอบในด้านดำเนินการ วารสารนี้คงจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ หากหัวเรือใหญ่คือวิศิษฐ์และสันติสุขไม่ชิงลาบวชเสียก่อนหลังจากทำได้ไม่กี่ฉบับ พจนามารับทำต่อได้เพียงเล่มเดียว ก็ออกต่างจังหวัดหมายจะไปทำอาศรม สุดท้ายหาใครไม่ได้ข้าพเจ้าจึงรับแทน นี้เป็นจุดเริ่มต้นให้ข้าพเจ้าเกี่ยวข้องกับมูลนิธิโกมลคีมทองใกล้ชิดนับแต่นั้นมา จำต้องกล่าวด้วยว่า ปาจารยสาร ตอนนั้น ผลงานยังอยู่ในระดับมือสมัครเล่น แต่ทั้งมูลนิธิเสถียรโกเศศ-นาคะประทีปและมูลนิธิโกมลคีมทองก็ยังให้ความสนับสนุน หาได้แทรกแซงแต่อย่างใดไม่ นับเป็นความกล้าหาญที่ยอมให้คนรุ่นใหม่อย่างข้าพเจ้ามา “ฝึกงาน” และซ้อมมือในเรื่องที่สำคัญเช่นนั้น

ข้าพเจ้าทำ ปาจารยสาร ได้เพียง ๔-๕ ฉบับก็เกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลา มูลนิธิโกมลคีมทองได้รับผลกระทบอย่างมาก สำนักงานถูกค้น หนังสือถูกทำลาย รองประธานและกรรมการผู้จัดการ (อาจารย์ป๋วยและอาจารย์สุลักษณ์) กลับเข้าประเทศไม่ได้ แต่ที่น่ายกย่องก็คือมูลนิธินี้ไม่ยอมถอยยังคงดำเนินการต่อไปแม้จะไม่สะดวกเหมือนเก่า มีการจัดปาฐกถาประจำปีเช่นเคยในปีถัดไป แม้คนจะมาร่วมงานน้อยก็ตาม ปาจารยสาร ก็ไม่ยกเลิก แม้จะไม่ได้ “หัว” ก็ยังเข็นกันออกมาเป็นรายสะดวก เปลี่ยนหัวหนังสือทุกฉบับ แต่ข้าพเจ้ารับผิดชอบได้อีกฉบับเดียว ก็มอบให้วีระรับทำ ปาจารยสาร ต่อ ส่วนข้าพเจ้าขอออกไปทำงานให้กลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าก็ยังมีกิจเกี่ยวข้องกับมูลนิธินี้อย่างไม่ขาดระยะ โดยเฉพาะในด้านการทำหนังสือ แม้จะบวชแล้ว สายสัมพันธ์ดังกล่าวก็ยังสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน

กล่าวได้ว่าตลอดเวลา ๒๕ ปี แห่งชีวิตกิจกรรมของข้าพเจ้า แยกไม่ออกจากโกมล คีมทองและมูลนิธิที่ตั้งในฉายาของเขา จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของข้าพเจ้าหลายครั้ง งานคิดงานเขียนของโกมลมีอิทธิพลอยู่ไม่น้อย ใช่แต่เท่านั้น ข้าพเจ้ายังเป็นฝ่ายได้รับความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลจากมูลนิธิของเขามาอย่างต่อเนื่อง มาถึงตรงนี้หากถามว่าโกมลยังเป็นวีรบุรุษของข้าพเจ้าอีกหรือไม่ คำตอบก็คือโกมลยังอยู่ในดวงใจของข้าพเจ้า แต่ไม่ใช่ในฐานะวีรบุรุษอีกแล้ว ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอธิบายได้ด้วยวัยและประสบการณ์ ข้าพเจ้าไม่อยู่ในวัยที่จะโหยหาและอ่อนไหวต่อความสามารถของผู้ใด ชนิดที่จะหลงใหลเทิดทูนให้เป็นวีรบุรุษอีกต่อไป ประสบการณ์ทำให้ตระหนักว่ามนุษย์นั้นมีทั้งข้อดีและข้อจำกัด วีรบุรุษนั้นดำรงอยู่ไม่ได้ถ้าเราเห็นข้อเสียหรือขีดจำกัดของเขา ลึกๆ แล้วคนเราไม่ได้ต้องการวีรบุรุษในฐานะที่เป็นมนุษย์ หากต้องการในฐานเป็น “รูปเคารพ” มากกว่า เมื่อใดก็ตามที่เราเห็นเขาเป็นมนุษย์ ความเป็นวีรบุรุษก็หมดไป ขณะเดียวกันความไม่ปลงใจเชื่ออะไรง่ายๆ ก็ทำให้วีรบุรุษคนใหม่ๆ เกิดขึ้นได้ยากเช่นกัน

อย่างไรก็ตามโกมลก็ยังจัดว่าเป็นบุคคลพิเศษสำหรับข้าพเจ้า ชีวิตของข้าพเจ้าเป็นหนี้บุญคุณเขาอยู่มาก คิดดูก็น่าแปลก คนที่ตายไปแล้วก็ยังสามารถสร้างบุญกุศลได้ไม่หยุด จะเรียกว่านี้เป็นการกระทำโดยไม่กระทำได้ไหม แม้จนบัดนี้ความคิดและข้อเขียนของเขาก็ยังเป็นเครื่องเตือนใจของข้าพเจ้าอยู่เสมอ โดยเฉพาะในเรื่องการระมัดระวังกิเลสตัณหาในตน บทความเรื่อง “ข้าพเจ้ากลัว” ทำให้ต้องตระหนักอยู่เสมอว่า เมื่อวันเวลาผ่านไป เราอาจเป็นอื่นไปได้โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว อย่างที่หลายต่อหลายคนเป็นให้เราเห็นอยู่ในเวลานี้

ตรงนี้เองเป็นจุดเด่นที่สุดของโกมล โกมลเป็นบุคคลแห่งกิจกรรมที่พยายามรู้เท่าทันตนเองเสมอ พื้นฐานแห่งชีวิตและกิจกรรมที่เขาให้ความสำคัญอย่างยิ่งก็คือคุณงามความดีและคุณค่าที่เกื้อกูลจิตใจส่วนลึก ทั้งนี้เพราะเขาตระหนักว่าสาระที่แท้จริงของชีวิตมิได้อยู่ที่ความสำเร็จอันสามารถตีค่าเป็นตัวเงินหรือแปรรูปเป็นเกียรติยศ ชื่อเสียง ความหมายของชีวิตอยู่ลึกและยั่งยืนกว่านั้น ดังเขาเคยเขียนว่า “ความสุขแก่ชีวิตจากความสงบและสันโดษหาเรื่องที่จะยกระดับจิตใจของตนให้ดีขึ้น สงบขึ้น ปล่อยและละวางไว้ได้มากที่สุด นั่นแหละเป็นสิ่งที่มีคุณค่าแก่ชีวิตนี้”

จะว่าไปตรงนี้ก็อาจเป็นจุดอ่อนของเขาได้ในเวลาเดียวกัน การที่เพ่งพินิจในเรื่องชีวิตและใส่ใจกับเรื่องคุณค่าที่มีความหมายต่อจิตใจอย่างมาก อาจเป็นเหตุให้เขาคิดวิเคราะห์ในเรื่องสังคมน้อยไป ในจดหมายของโกมลที่เขียนถึงใครต่อใครมากมาย เราไม่รู้เลยว่าเขามองปัญหาสังคมไทยอย่างไรนอกเหนือจากปัญหาการหลงใหลในคุณค่าที่ฉาบฉวยไขว้เขว แม้แต่รากเหง้าของปัญหาชนบท ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาสนใจโดยตรง โกมลก็ไม่ได้แย้มให้เรารู้เลยว่าเขาคิดอย่างไร อาจเป็นไปได้ว่าชนบทในความคิดของเขาถูกรุมเร้าด้วยปัญหาที่หมุนวนเป็นวัฏจักร คือ โง่ จน เจ็บ ทั้งหมดนี้จะเกี่ยวพันกับโครงสร้างทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างไร จดหมายและบทความต่างๆ ของเขาบอกเราน้อยเต็มที

การไม่ให้ความสนใจกับมิติทางการเมืองเศรษฐกิจ คงมีส่วนไม่น้อยที่ทำให้เขาเข้าไปในเขตล่อแหลมพร้อมกับเพื่อนสาว จนถูกลอบยิงถึงแก่ชีวิต ถ้าดูกันเฉพาะความคิดทางสังคมโดยโยงถึงการเมืองเศรษฐกิจแล้ว มีหลายคนในรุ่นเดียวกันที่เด่นกว่าโกมลมาก อย่างไรก็ตามจุดอ่อนนี้ก็หาได้ทำให้งานคิดงานเขียนของโกมลด้อยคุณค่าแต่อย่างใดไม่ ตรงกันข้ามเสียอีก หากว่าจดหมายและบทความของโกมลมีแต่เรื่องการเมืองและเศรษฐกิจ ป่านนี้งานของเขาคงจะล้าสมัยไปแล้ว ความผันผวนเปลี่ยนแปลงทางสังคมในชั่วเวลา ๒๐ ปีที่ผ่านมา ได้ฉีกทฤษฎีและตำราต่างๆ ทางการเมืองเศรษฐกิจทิ้งไปมากต่อมากแล้ว แม้แต่ทฤษฎีสังคมนิยมอันทรงอิทธิพลก็ยังไปไม่รอด ขณะที่ในหมู่นักคิดแนวทุนนิยมก็ยังถกเถียงกันไม่จบ แม้กระทั่งเรื่องที่ว่าเศรษฐกิจในหลายประเทศนั้นเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วเพราะเหตุปัจจัยอะไรบ้าง เป็นไปได้มากว่าในอีก ๒๐ ปีข้างหน้า ทฤษฎีและตำราต่างๆ ที่อธิบายเรื่องนี้ก็จะล้าสมัยไป

แต่งานคิดงานเขียนของโกมลยากนักที่จะล้าสมัยไปได้ เพราะสิ่งที่เขาจดจารลงไปนั้นเป็นเรื่องสากลที่มนุษย์ทุกยุคทุกสมัยหนีไม่พ้นที่จะต้องถามและตอบให้ได้ ความหมายของชีวิตและแก่นแท้ของความสุขคือสิ่งที่ผู้คนต่างค้นหาและดิ้นรนไขว่คว้าให้ได้มา ถึงแม้โกมลจะไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “วิสัยทัศน์” ทางสังคม แต่เขาได้แสดง “วิสัยทัศน์” ทางด้านชีวิตอย่างเป็นรูปธรรมและงดงามเมื่อเขาเขียนถึงนนทิรา ศุภโยธินว่า

“สร้างบ้านจะสร้างหลังเล็กๆ เท่าที่เงินจะมีให้ เหลือที่ไว้มากๆ จะปลูกต้นไม้ให้ร่มรื่นให้ครึ้มไปหมด ผลหมากรากไม้ พันธุ์ไม้ดอกและเถาวัลย์ จะให้ร่มเย็นด้วยธรรมชาติ จนพัดลมและเครื่องทำความเย็นไร้ความหมาย

มีบ้านของตนเอง ทุกอย่างเราจัดแจงและบงการได้สารพัด การประดับประดาตกแต่งที่รกรุงรังเห็นจะไม่ยอมให้มี ความเรียบ ความง่าย และความประณีตโปร่งตาโปร่งใจเป็นเรื่องสำคัญ ความเงียบ ความร่มรื่น และความสงบคือความสุข ลมเย็นๆ โชยพัดอยู่ใต้ถุนบ้าน ใต้ร่มไม้ ขอบสระ บนเสื่อผืนเล็ก หนังสือเล่มโตเป็นหมอนหนุน กับกวีนิพนธ์กับบทร้อยกรอง ปรัชญาชีวิตและความสงบแห่งจิตใจ อะไรเล่าที่จะน่าพิสมัยยิ่งไปกว่านี้”

ยิ่งสังคมไทยไล่ตามยุคโลกานุวัตรอย่างบ้าคลั่งมากเท่าไร เสน่ห์ของวิสัยทัศน์ข้างต้นก็ยิ่งดึงดูดใจผู้คนมากเท่านั้น

หากโกมล คีมทองมีชีวิตอยู่ถึงวันนี้ เขาจะมีอายุ ๕๐ ปี หรือ ๒ เท่าของอายุจริงของเขา หากชะตาชีวิตมอบเวลาอีก ๒๕ ปีให้เขา เชื่อแน่ว่าเขาจะใช้มันอย่างคุ้มค่าเกิดประโยชน์อย่างยิ่งทั้งแก่ตนเองและแก่สังคมไทย เขาอาจกลายเป็นครูชนบทที่ประสบความสำเร็จในการสร้างโรงเรียนชุมชนให้เป็นแบบอย่างของประเทศ เขาอาจเป็นผู้นำทางการศึกษาที่สร้างความเข้มแข็งให้แก่ชนบท อาจเป็นผู้บริหารองค์กรพัฒนาเอกชนที่เป็นแกนนำในด้านวัฒนธรรมชุมชน เขาอาจเป็นอะไรได้อีกมากมายหลายอย่าง(รวมทั้งเป็นพระ) เพราะคนอย่างเขาไม่ยอมหยุดนิ่ง หากพร้อมจะเรียนรู้เพื่อปรับปรุงตนเสมอ แต่มีสองสิ่งที่อย่าพึงหวังว่าเขาจะยอมเป็น นั่นคือ ส.ส. และรัฐมนตรี

หากเขายังมีชีวิตอยู่ถึงปัจจุบัน เขาย่อมสร้างสรรค์ผลงานนับไม่ถ้วน แต่น่าสงสัยว่าเขาจะมีอิทธิพลต่อคนหนุ่มสาวได้มากมายดังที่ผ่านมาหรือ ความตายแต่วัยหนุ่มเป็นโศกนาฏกรรมที่ทำให้ชีวิตของเขากลายเป็นตำนานที่ส่งผลสะเทือนและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนร่วมสมัยได้มาก แต่ยังมีเหตุผลอีกประการหนึ่งก็คือ หากเขายังไม่ตาย เราจะมีโอกาสได้อ่านจดหมายส่วนตัวของเขาหรือ ในบรรดาข้อเขียนทั้งหลายของเขา จดหมายของเขานับว่ามีเสน่ห์ที่สุด และให้แรงบันดาลใจอย่างสูงแก่ผู้คน เพราะเขาได้เปิดเผยความรู้สึกนึกคิดอย่างตรงไปตรงมาและเป็นกันเองชนิดที่สัมผัสใจผู้อ่าน ราวกับว่าโกมลกำลังเขียนถึงเรา ลึกลงไปแล้วสาระในจดหมายของเขาก็คือส่วนหนึ่งของบทสนทนาโต้ตอบที่เกิดขึ้นในใจเรา เป็นบทสนทนาระหว่างมโนธรรมและความอยากได้ใคร่เด่นในใจเรา

เมื่อข้าพเจ้านึกถึงโกมล คีมทอง บ่อยครั้งข้าพเจ้าอดไม่ได้ที่จะรู้สึกนับถือคนรุ่นเขา เพราะคนรุ่นนั้นได้มอบคนพิเศษอย่างเขาให้แก่สังคมไทย และแก่คนรุ่นข้าพเจ้าเพื่อเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต อุทิศชีวิตให้แก่อุดมคติอย่างน่าสรรเสริญ นอกจากโกมล คีมทองแล้ว สมควรที่เราจะจดจำอารมณ์ พงศ์พงัน และสืบ นาคะเสถียรไว้ในดวงจิตด้วย หลายคนแม้จะไม่ตายแต่ก็ได้เสี่ยงตายมาแล้ว อย่างน้อยก็ในกรณี ๑๔ ตุลา คนรุ่นนั้นสร้างตนและสร้างยุคสมัยขึ้นมาทั้งๆ ที่หาผู้ใหญ่เป็นแบบอย่างหรือให้ความสนับสนุนแทบไม่ได้

คิดเช่นนี้ก็ชวนให้ตระหนักว่า คนรุ่นข้าพเจ้ามีภารกิจที่จะต้องทำและต้องสานต่อ อย่างน้อยก็สมควรทำตนให้เป็นแบบอย่างแก่คนรุ่นต่อไปได้บ้าง จะว่าไปก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหลายคนในรุ่นข้าพเจ้าได้ประสบกับความเจ็บปวดรวดร้าวจนชีวิตผันผวนและสิ้นเรี่ยวแรง หนุ่มสาวหลายคนที่เคยได้รับแรงบันดาลใจจากโกมล ได้ถาโถมตนเองในการต่อสู้เพื่อสังคมที่ดีงามนับครั้งไม่ถ้วน และกลับลงเอยด้วยความพ่ายแพ้ จากกรณี ๖ ตุลามาสู่การพังทลายของอุดมการณ์สังคมนิยม จนจิตใจเหลือที่ว่างให้แก่อุดมคติน้อยมาก อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ที่ยังมีเรี่ยวแรงอยู่ ความสุขและความดีงามในจิตใจ ย่อมช่วยให้พลังชีวิตกลับคืนมาและมั่นคงในหนทางแห่งอุดมคติอีกครั้งหนึ่ง หากทำได้เช่นนั้น ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ก็เท่ากับว่าได้สร้างแบบอย่างชีวิตให้เป็นมรดกแก่คนรุ่นต่อไปแล้ว

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved