หน้ารวมบทความ
   บทความ > บุคคล > ชีวิตของถาวรจะไม่สูญเปล่า
กลับหน้าแรก

ชีวิตของถาวรจะไม่สูญเปล่า
ไพศาล วงศ์วรวิสิทธิ์
๑๖ เมษายน ๒๕๒๑


แม้อายุจะห่างกันถึง ๒ ปี แต่ถาวรกับผมก็เติบโตเคียงคู่กันมาเป็นเวลานาน เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก เรามีอะไรที่คล้ายกันหลายอย่าง นับแต่รูปร่างหน้าตาที่คล้ายกันเหมือนคู่แฝด จนถูกทักผิดหลายต่อหลายครั้ง นิสัย ความนึกคิด ก็คล้ายๆ กัน ทั้งเราทั้งสองยังเป็นคนที่เล็กที่สุดของบ้านด้วย ตอนเด็กๆ เราจึงใกล้ชิดกันมาก ทำการต่างๆ ด้วยกันเสมอ ซุกซนผจญภัยที่ไหนก็มักแอบไปด้วยกัน แม่จะไปไหนก็จะติดสอยห้อยตามไปด้วยกันเสมอ และเมื่อโตขึ้นหน่อย เราก็มักเข้าหุ้นกันซื้อหนังสือการ์ตูน ซื้ออะหลั่ยจักรยาน หรือไม่ก็ตั้งร้านแบกะดินหาเงินจากเพื่อนๆ เป็นค่าขนมกันอยู่เป็นนิจ มิใยที่จะเอ่ยถึงกิจวัตรประจำวันที่ทำด้วยกันอยู่แล้ว

แม้เราจะใกล้ชิดกันขนาดไหน แต่ด้วยเหตุที่เราทั้งสองมีอารมณ์ที่ร้อนแรง ดื้อดึงหัวชนฝาพอๆ กัน บ่อยครั้งเราจึงกระทบกระทั่งกันเสมอ แต่ที่สุดก็มักลงเอยที่การหันมาหัวเราะระริกซิกซี้เหมือนเดิม เป็นเช่นนี้อยู่นาน

แต่เมื่อเริ่มเข้าวัยหนุ่ม เราทั้งสองก็เริ่มมีโลกของตัวเอง การเติบโตก็เป็นคนละแบบ ในขณะที่ผมหันมาสนุกขลุกอยู่กับกิจกรรมนอกหลักสูตรในโรงเรียน ถาวรก็เริ่มเป็นคนเก็บตัว สุงสิงกับคนในบ้านน้อยลง และครุ่นคิดมากขึ้น ความใกล้ชิดชนิดเป็นคู่แฝดกันจึงคลายตัวเป็นความใกล้ชิดฉันพี่น้อง ที่เคยไปไหนมาไหนด้วยกันก็กลายเป็นต่างคนต่างไปกันตามอัธยาศัย

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนแทบสังเกตพัฒนาการของเขาไม่ทัน แต่แล้ววันหนึ่ง ในปี ๒๕๑๗ ขณะที่เขาอยู่ชั้นม.ศ. ๒ ผมก็เริ่มสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของเขา เขาเริ่มให้ความใส่ใจต่อปัญหาของสังคมและชีวิต ซึ่งตำราเรียนไม่ได้พูดถึง หนังสือวิจารณ์สังคมที่ผมมีนั้น ถาวรก็ให้ความสนใจมากขึ้น ทุกครั้งเขาจะหยิบเอาไปอ่านคนเดียวเงียบๆ จนถึงเวลานี้ผมก็ยังจำหนังสือเล่มแรกที่เขาหยิบไปจากกองหนังสือของผมได้เลย ซึ่งบัดนี้หนังสือเล่มนั้นได้สูญสลายไปกับกองเพลิงและกลายเป็นหนังสือต้องห้ามไปเสียแล้ว

นับแต่เวลานั้นเป็นต้นมา ผมก็จับตาดูเขาเงียบๆ การเห็นปัญหาความอยุติธรรมในสังคม โดยเฉพาะช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบท ทำให้ถาวรกลายเป็นสมาชิกที่กระตือรือร้นของกลุ่มอัสสัมชัญอาสาพัฒนา เขาได้เข้าค่ายอาสาพัฒนาครั้งแรกในฤดูร้อนปี ๒๕๑๘ ที่ จ.สุรินทร์ (ก่อนหน้านั้นขึ้นไป เขาเคยร่วมค่ายฝึกกำลังคนของกลุ่มฯ ที่ จ.จันทบุรี ในเดือนธันวาคม ๒๕๑๗) ประสบการณ์ครั้งนั้นและความคิดที่ฟูมฟักมาในระยะหลัง ทำให้เขาประทับใจกับวิถีชีวิตของชนบทมาก และนับแต่นั้นมา ไม่ว่าค่ายกลางปีหรือค่ายฤดูร้อน ย่อมแน่ใจได้ว่าจะต้องมีเขาร่วมอยู่ด้วย และไม่น่าแปลกใจเลยที่เขาจะกลายเป็นที่รักอย่างยิ่งของชาวบ้าน โดยเฉพาะชาวบ้านที่หมู่บ้านเลิงแสง จ.ขอนแก่น ความข้อนี้เพื่อนร่วมค่ายครั้งนั้นในปี ๒๕๑๙ ย่อมประจักษ์ดีอยู่

การเป็นคนตรง จริงใจต่อชีวิตและสิ่งที่ได้พบ ทำให้เขาเริ่มสำรวจตรวจสอบและตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัวและชีวิตที่ดำเนินอยู่ คำถามฉกรรจ์ที่เขาถามก็คือ เราเรียนไปทำไม และเขาก็ได้ค้นพบว่า “เราเข้าโรงเรียนก็เพื่ออนาคต-ประสบการณ์ขั้นพื้นฐานของชีวิต แต่ที่สำคัญคือการยกระดับการเป็นคนให้สูงขึ้น และเมื่อลุถึงซึ่งจุดหมายก็ช่วยให้ผู้ไม่มีโอกาสได้มีโอกาสขึ้นมาบ้าง” ในช่วง ๓-๔ ปีหลัง ชีวิตส่วนหนึ่งของเขาจึงเป็นไปในทางเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ ซึ่งมิได้หมายแต่เพียงการสังคมสงเคราะห์หรือบริจาคสิ่งของดังที่มักกระทำกันในสังคมเท่านั้น หากยังหมายถึงการพินิจพิเคราะห์และการเข้าถึงต้นตอของปัญหาที่แท้จริงด้วย ถาวรเป็นคนหนุ่มที่ไม่พึงพอใจกับสภาพของสังคมที่เป็นอยู่ แต่เขาก็ไม่สิ้นหวังกับการเปลี่ยนแปลงสังคม เขาเคยเขียนถึงสังคมในอุดมคติของเขาว่า “โลกมนุษย์ในอนาคตจะสามารถดำรงอยู่ได้อย่างปกติสุขยิ่งกว่าทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา ไม่มีการแบ่งชนชั้น เชื้อชาติ หรือผิวพรรณ จิตใจมนุษย์สูงส่งรู้จักผิดชอบชั่วดี เจริญไปพร้อมกับวิทยาการใหม่ๆ ที่ค้นคว้ามาได้....นำการดำรงชีวิตของคนในสมัยโบราณที่กลมกลืนกับธรรมชาติมาประยุกต์ใช้กับวิทยาการที่ก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง ประสานความแตกต่างของกันและกันให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือขณะที่ธรรมชาติดำเนินไปตามวิถีทางของธรรมชาติเราก็ไม่ขัดขวาง แต่เราจะบำรุงรักษาไปพร้อมกับการสร้างวิทยาการที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ แต่ไม่ขัดกับวิถีทางของธรรมชาติ พร้อมกันนั้นก็ป้องกันภัยจากธรรมชาติที่คุกคามมนุษย์

ในช่วง ๒ ปีสุดท้ายของชีวิตเขา ถาวรได้ใฝ่ในศาสนาและปรัชญาตะวันออกมากขึ้น ด้วยประทับใจในความสันโดษและการมีชีวิตที่ประสมกลมกลืนกับธรรมชาติ เขามักเขียนถึงวิถีชีวิตที่เรียบง่ายโดยนัยแห่งศาสนาในสมุด “มิตรภาพ” ที่เพื่อนๆ ร่วมชั้นขอให้เขาเขียนเป็นอนุสรณ์ในยามที่ต้องจากกัน แม้ในขณะที่ล้มเจ็บลงอย่างหนัก ถาวรก็เคยเปรยให้แม่ฟังว่า อยากจะบวชพระสักที หลังจากที่ได้บวชเณรเมื่อคราวทำบุญศพของย่าเมื่อ ๕ ปีก่อน อิทธิพลของศาสนาที่มีต่อเขาประการหนึ่งก็คือ การนิยมชมชื่นในธรรมชาติ เขารักต้นไม้ ป่าเขาลำเนาไพร และใฝ่ฝันจะเรียนเป็นเกษตรกร และดูเหมือนถาวรจะนิยมชมชอบเกษตรกรอย่าง มจ.สิทธิพร กฤษดากรเสียด้วย แต่เพราะทางบ้านอยากให้เขาเรียนเป็นเภสัชกร เขาจึงหันมาเตรียมเข้ามหาวิทยาลัยในสาขาดังกล่าวอย่างมุมานะเอาจริงเอาจัง ทั้งๆ ที่เมื่อคราวเลือกแผนกในชั้นเตรียมอุดมศึกษานั้น เขาเคยคิดจะเรียนในแผนกศิลปะยิ่งกว่าวิทยาศาสตร์

ชีวิตของถาวรแม้จะเป็นชีวิตที่อมทุกข์ด้วยโรคภัยไข้เจ็บ แต่ก็เป็นชีวิตที่เขาภาคภูมิใจและเชื่อมั่น สำหรับถาวร ช่วงการเป็นนักเรียนอัสสัมชัญเกือบค่อนชีวิต เป็นช่วงเวลาที่มีค่ายิ่ง อันไม่อาจหาได้จากที่อื่น เขาเข้าโรงเรียนอย่างไร้เป้าหมาย แต่แล้วเมื่อสิ้นสถานะนักเรียน เขากลับได้พบได้เห็นได้เข้าใจสิ่งที่ประกอบกันเป็นชีวิตมากขึ้น หากจะสรุปแล้ว มณีล้ำค่าที่ได้ฟูมฟักและเติบโตในชีวิตนักเรียนอัสสัมชัญของถาวรก็คือ ความอบอุ่นใจในอานิสงส์แห่งศาสนธรรม และความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ที่ทุกข์ยาก แม้ประการหลังจะเป็นเหตุให้เขาถูกครหาและกระทบกระเทียบจากเพื่อนและผู้ใหญ่เพียงใด แต่เขาก็ถือเป็นสมบัติอันล้ำค่าเท่าที่ชีวิตอย่างเขาจะพึงมีได้ ในข้อเขียน “อาศรมชัญญ” ซึ่งได้ตีพิมพ์ในอุโฆษสารเล่มล่าสุด ก่อนที่เขาจะจากเราไปเพียงไม่กี่วัน เขาได้บรรยายถึงความรู้สึกมั่นใจที่จะออกไปใช้ชีวิตในโลกอันกว้างไกล เป็นความภาคภูมิใจ ปีติและแกร่งกล้า “อาศรมชัญญ เจ้านกน้อยกำลังไปแล้ว สู่คัคนานต์อันไพศาล สู่แสงแดดที่สาดส่อง สู่แรงลมที่สะบัดโบก มันโผผินบินผาด กระพือปีกอย่างสง่างาม...และ...มั่นใจ” แต่แล้วไม่ทันที่เขาจะได้โผผินจากอ้อมอกอัสสัมชัญ โรงเรียนที่เขารัก เขาก็ต้องประสบกับโรคร้าย และแล้วเขาก็จากอ้อมอกของพ่อแม่และญาติมิตรไปอย่างไม่มีวันกลับ

ถาวรจากไปในขณะที่ยังหนุ่มแน่น เป็นความหวังของพ่อแม่และญาติมิตร เขาจากไปในขณะที่ชีวิตกำลังจะฟูมฟักสู่ภูมิธรรมที่สูงขึ้น ถาวรอาจจะไม่ใช่คนหลักแหลมหรือวิเศษกว่าคนรุ่นเดียวกัน จุดอ่อนของเขาก็มีอยู่ให้เห็น แต่กระนั้น เหนืออื่นใดก็คือ ถาวรเป็นคนหนุ่มที่มีพลังที่สังคมทุกระดับนับตั้งแต่ครอบครัว ขึ้นไปจนถึงประเทศชาติต้องการ หากเขามีโอกาสที่จะพัฒนาตนเองให้มากกว่านี้ ทั้งในทางวิถีชีวิตและความรู้สึกนึกคิด เขาก็สามารถสำเร็จประโยชน์ให้แก่ตนเอง ครอบครัว และสังคมได้มากมายอเนกอนันต์ ตามที่เขาได้ตั้งความหวังเอาไว้ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ถึงกระนั้น แม้เขาจะมีโอกาสเพียงน้อยนิด แต่ถาวรก็ได้ใช้โอกาสอันน้อยนิดนั้นไปในทางสร้างสรรค์ เท่าที่จะพึงกระทำได้ในชีวิตแล้ว ชีวิตในวัย ๑๙ ของเขาพร้อมที่จะเป็นตัวอย่างให้แก่คนอีกเป็นจำนวนมาก ที่ยังหลงระเริงอยู่กับสิ่งอันฉาบฉวยและหยาบกระด้าง นึกขึ้นมาทีไรก็ต้องสะเทือนใจ ทำไมหนอคนหนุ่มที่ใฝ่ธรรมอย่างเขาจะต้องมาประสบกับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตเช่นนั้น แต่แล้วก็หักห้ามใจได้เมื่อระลึกขึ้นได้ว่า ชีวิตของเขาจะไม่สูญเปล่า ธรรมที่เขาบำเพ็ญจะไม่สูญสิ้น กุศลบารมีที่เขาได้สั่งสมเอาไว้ในยามมีชีวิตอยู่ ย่อมเป็นปัจจัยส่งผลให้เขาได้เข้าสู่สุคติ เสวยสุขสมบัติในสัมปรายภพอย่างไม่เป็นที่สงสัย ในบั้นปลายของชีวิต ถาวรมีอุดมคติอยู่ ๒ ประการคือ อุดมคติของชีวิตและอุดมคติของสังคม และในช่วงเวลาดังกล่าว เขาได้พยายามกระตุ้นเตือนเพื่อนๆ ให้เห็นคุณค่าและสัมผัสกับไออุ่นของอุดมคติดังกล่าว บัดนี้เขาได้จากเราไปแล้ว แต่ผลงานและความคิดของเขายังเป็นที่ประจักษ์แก่เราอยู่ หากคนที่อยู่ข้างหลังเห็นคุณค่าของผลงานและความคิดของเขา และได้มีการโน้มนำเอาอุดมคติดังกล่าวมาเป็นเครื่องนำทางไม่มากก็น้อยแล้ว ก็จะเป็นการแสดงความรำลึกและรักเขาอย่างแท้จริง ด้วยสิ่งนี้แหละที่ทำให้เขามีความเต็มอิ่มกับชีวิตในช่วงท้ายของเขาและที่สำคัญคือ การกระทำเช่นนั้นเท่านั้นที่จะแสดงให้เห็นว่า ชีวิตและกิจกรรมที่เขาทำในวัยเยาว์ของเขามิได้สูญไปโดยเปล่าประโยชน์

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved