หน้ารวมบทความ
   บทความ > บุคคล > ธรรมะคือพลังทางการเมือง อองซาน ชู จี
กลับหน้าแรก

การแสดงธรรม เรื่อง “ ธรรมะคือพลังทางการเมือง”
โดยพระไพศาล วิสาโล

เนื่องในโอกาส วันเกิดนาง ออง ซานซู จี ครบรอบ ๖๑ ปี
๑๙ มิถุนายน ๒๕๔๙

ขอเจริญพร สาธุชนทุกท่าน ผู้ใฝ่ในความยุติธรรม ประชาธิปไตย และผู้ที่มีความผูกพันกับคุณอองซานซูจี

อาตมาเข้าใจว่าคุณอองซานซูจี อาจจะเป็นคนสุดท้ายที่ยินดีหรือประสงค์จะให้มีการจัดงานวันเกิดให้แก่เธอในวันนี้ เพราะว่าในพม่าเวลานี้คนนับหมื่นนับแสน กำลังประสบภัยสงคราม หลายคนถูกประหัตประหาร จำนวนไม่น้อยต้องถูกกระทำ ชำเรา อีกนับนับล้านพลัดที่นาคาที่อยู่ ขณะที่เด็กจำนวนนับแสนๆคน ต้องตายทุกปีเพราะโรคติดเชื้อ เนื่องจากรัฐบาล เอางบประมาณจำนวนมหาศาลไปใช้ในการทหาร ในสภาพการณ์เช่นนี้ คุณอองซานซูจีคงอยากจะให้พวกเราและคนทั้งโลกให้ความสนใจ กับชาวพม่าที่กำลังประสพชะตากรรมเหล่านี้ มากกว่าจะมาให้ความสนใจกับตัวเธอเอง

อย่างไรก็ตาม วันนี้ก็ยังมีความสำคัญที่เราควรมารำลึงถึงเธอ ไม่ใช่เพราะว่าเธอเป็นเหยื่อของระบอบเผด็จการทหารที่ทรงอำนาจเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะว่าอองซานซูจีเป็นตัวแทนของจิตวิญญาณประชาธิปไตย ผู้ที่กำลังท้าทายอำนาจเผด็จการ เธอคือผู้ที่ปกป้องศักดิ์ศรีของมนุษยชน ท่ามกลางเครื่องจักรแห่งความรุนแรงที่ประหัตประหารผู้คนไม่หยุดหย่อน และที่สำคัญก็คือ เธอเป็นตัวแทนแห่งความกล้าหาญ ที่กำลังต่อสู้ กับความหวาดกลัว

ความกล้าหาญของอองซานซูจีนั้น เป็นที่ประจักษ์ของคนทั้งโลก และทำให้ เธอสามารถเผชิญหน้ากับกองทัพซึ่งทรงพลานุภาพได้ ความกล้าหาญเช่นนี้เองที่ทำให้กองทัพเกิดความหวาดกลัว และเห็นอองซานซูจีเป็นอันตรายที่ใหญ่หลวง จนกระทำสิ่งที่ผิดมนุษย์และผิดวิสัยของทหาร

อองซานซูจีเคยกล่าวไว้ว่า ไม่มีอะไรที่จะทำให้จิตใจของเราเสื่อมโทรมมากเท่ากับความกลัว กลัวที่จะสูญเสียอำนาจ กลัวที่จะสูญเสียโภคทรัพย์อัครฐาน และความกลัวที่จะถูกหลงลืมโดยประวัติศาสตร์ ความกลัวนั้นทำให้จิตใจของเราเสื่อมโทรม ก็เพราะว่ามันสามารถบันดาลโทสะคือความโกรธเนื่องจากกลัวจะสูญเสียอำนาจ มันบันดาลให้เกิดความยึดความอยากอย่างเหนียวแน่น เพราะกลัวว่าจะสูญเสียความมั่นคงในชีวิต ความกลัวยังบันดาลให้เกิดความหลง เช่นเห็นกงจักรเป็นดอกบัว หรือเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเป็นศัตรูที่เป็นอันตรายต่อสถานภาพของตัวเอง เพราะเหตุนี้เอง ความกลัวจึงบันดาลให้กองทัพพม่าต้องทำร้ายเพื่อนร่วมชาติ และคุกคามสิทธิเสรีภาพของคนอย่างอองซานซูจี

แต่การคุกคามนั้นจะได้ผล ก็ต่อเมื่อสามารถสร้างความกลัวให้เกิดขึ้นกับอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อทหารเอาปืนจี้หรือบังคับคนๆหนึ่ง การกระทำเช่นนั้นจะได้ผล ก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายเกิดความสะพรึงกลัวขึ้น แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่กลัว อำนาจที่ใช้คุกคามนั้นก็ไร้ความหมาย นี้คือเหตุผลว่าทำไมทั้งๆที่คนอย่างอองซานซูจีมีแค่มือเปล่า แต่สามารถท้าทายและสั่นคลอนกองทัพเผด็จการได้อย่างถึงรากฐาน นั่นก็เพราะความกล้าของเธอ ความกล้าที่ทำให้ไม่กลัวต่ออำนาจและภัยคุกคาม ความกล้าเช่นนี้แหละที่ทำให้แสนยานุภาพของกองทัพทั้งกองทัพต้องไร้อำนาจไป

อย่างไรก็ตาม ความกล้านั้นจำต้องมีธรรมะเป็นพื้นฐาน เพราะความกล้าที่แท้จริงนั้นไม่ได้หมายความว่าไม่กลัวต่อสิ่งที่คุกคามหรือสร้างความเจ็บปวดทางกายภาพเท่านั้น ความกล้าในทางกายภาพนั้น ใครๆ ก็อาจจะมีได้ถ้าหากได้รับการฝึกปรือในทางร่างกายและทางอาวุธ แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นก็คือความกล้าในทางจิตใจ ไม่หวั่นไหวต่อความสูญเสีย ไม่หวั่นเกรงต่อความพลัดพราก ไม่กลัวต่อการบีบคั้น ไม่ว่าทางกายหรือทางใจ ความกล้าเช่นนี้แหละเป็นสิ่งที่หาได้ยาก แต่ก็สามารถบังเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าผู้หญิงผู้ชาย ไม่ว่าเด็กหรือคนแก่ ไม่ว่าทหารหรือพลเรือน แต่ความกล้าเช่นนี้ ต้องอาศัยคุณลักษณะพิเศษ นั่นคือต้องมี ธรรมะเป็นพื้นฐาน เพราะธรรมะนั้นจะทำให้เราไม่หวั่นไหวต่อการยั่วยวนของกิเลสตัณหา ไม่หลงไหลในอำนาจและยศทรัพย์ ไม่เห็นว่าอำนาจและยศทรัพย์อัครฐานนั้นเป็นจุดหมายสูงสุดของชีวิต ที่จะต้องทุ่มเททุกอย่างให้ได้มา ที่สำคัญก็คือความกล้าในทางจิตใจนั้นต้องอาศัยการเข้าถึงอิสรภาพภายใน อีกทั้งเชื่อมั่นในสัจจะและความดี ทั้งหมดนี้คือธรรมะที่จะเป็นพื้นฐานให้กับความกล้าหาญได้

จิตใจจะกล้าแกร่งอย่างแท้จริงก็เพราะมีธรรมะเป็นพื้นฐาน นี้คือพลังทางการเมืองซึ่งทรงอำนาจที่สุด อองซานซูจีได้แสดงพลังดังกล่าวให้เป็นที่ประจักษ์เมื่อเธอต้องเผชิญหน้ากับกองกำลังของ SLORC หรือ SPDC หรือกลุ่มใดก็ตามที่จะเกิดขึ้นในอนาคต พลังทางการเมืองที่มีอานุภาพมากที่สุดคือความกล้าหาญที่มีธรรมะเป็นพื้นฐาน มิใช่กองทัพ มิใช่อาวุธ มิใช่ระเบิด มิใช่ปืน และนี้แหละคือสิ่งที่ SPDC หวั่นกลัวเป็นอย่างยิ่งเพราะเป็นสิ่งที่ตนเองหามีไม่ SPDC นั้นไร้ซึ่งความกล้าหาญทางจิตใจเพราะไม่มีธรรมะเป็นพื้นฐาน เพราะฉะนั้นจึงตกอยู่ภายใต้ความกลัว ดังนั้นจึงกลัวผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างอองซานซูจี

ในขณะที่ อองซานซูจี ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามอย่างใหญ่หลวงของกองทัพ แต่เธอได้เป็นแรงบันดาลใจให้กับมนุษย์ผู้ยากไร้ ซึ่งแม้จะไม่มีอาวุธ แต่ถ้ามีความกล้าทางจิตใจแล้ว ก็เชื่อว่าจะสามารถบันดาลให้มีการเปลี่ยนแปลงได้ อองซานซูจีได้อ้างถึงคำพูดของ ยวาฮาราล เนห์รู อดีตนายกรัฐมนตรีของอินเดีย เนห์รูได้เคยกล่าวว่า “คุณสมบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของบุคคลและของชาติได้แก่ความไม่กลัว ไม่ใช่แค่ความกล้าหาญทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงจิตใจที่ไร้ความกลัวด้วย” (The greatest gift for an individual or a nation. Was fearlessness, not merely bodily courage but absence of fear from the mind.) ถ้อยคำดังกล่าวสามารถที่จะนำมาใช้กับอองซานซูจีและชาวพม่าได้ เช่นเดียวกัน ธรรมะที่หยั่งลึกในจิตใจ นอกจากจะเป็นพลังทางการเมืองที่สำคัญแล้ว ยังเป็นปัจจัยหล่อเลี้ยงผู้ที่ต่อสู้ทางการเมืองให้มีความยืนหยัดไม่ท้อถอยแม้จะเผชิญกับภัยคุกคามก็ตาม อองซานซูจีได้กล่าวเอาไว้ว่า “สิ่งที่หล่อเลี้ยงความกล้าหาญ และการยืนหยัดเบื้องหน้าอำนาจ ก็คือความเชื่อมั่นอย่างไม่คลอนแคลนในอานุภาพของธรรมะ”
(The wellspring of courage and endurance in the face of unbridled power is generally a firm belief in the sanctity of ethical principles.) นี้คือสิ่งที่หล่อเลี้ยงให้บุคคลอย่างอองซานซูจีมีความกล้าอย่างถึงที่สุด และทำให้สามารถที่จะเผชิญกับการรังแก การบีบคั้น และการจำคุกอย่างยาวนานตลอดเวลา 17 ปีที่ผ่านมา

ธรรมะที่ฝังแน่นในจิตใจ ยังสามารถเป็นหลักประกันว่า จะสามารถก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่เที่ยงแท้และยั่งยืนในทางการเมืองได้ อองซานซูจี ได้เคยกล่าวไว้ว่า “ลำพังการเรียกร้องเสรีภาพ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนนั้น ยังไม่เพียงพอ แต่จะต้องมีความมุ่งมั่นร่วมกันต่อสู้ และเสียสละ เพื่อความยั่งยืนของสัจจะ และเพื่อทัดทานอิทธิพลอันเลวร้าย ของโมหะ พยาบาท อวิชชา และความกลัว” (It is not enough merely to call for freedom, democracy and human rights. There has to be a united determination to persevere in the struggle, to make sacrifices in the name of enduring truths, to resist the corrupting influences of desire, ill will,ignorance and fear.) ในการต่อสู้ทางการเมือง เราอาจจะเรียกร้องประชาธิปไตย อาจจะเรียกร้องเสรีภาพแต่สิ่งที่เราจะขาดไปไม่ได้ ก็คือการเรียกร้อง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจิตสำนึกขั้นพื้นฐาน นั่นคือความเชื่อมั่นในธรรมะ ประวัติศาสตร์ได้ย้ำให้เราตระหนักว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใด ๆ ก็ตาม แม้จะเปลี่ยนแปลงผู้มีอำนาจ และแม้จะเปลี่ยนแปลงสถาบัน เช่นมีรัฐสภาหรือมีการเลือกตั้งก็ตาม แต่ถ้าหากว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงจิตสำนึกขั้นพื้นฐานโดยเฉพาะในเรื่องของการเชื่อมั่นในธรรมะ หรือการขัดเกลาจิตใจให้พ้นจากอำนาจของโมหะ พยาบาท และความกลัวแล้ว ก็ยากที่จะก่อให้เกิดเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ยั่งยืนได้ ประชาธิปไตยที่ได้มาในที่สุดย่อมกลายเป็นเผด็จการในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งปรากฏขึ้นในหลายประเทศรวมทั้งในประเทศไทยด้วย

นอกจากการพยายามเปลี่ยนแปลงในทางจิตสำนึกควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงในทางสถาบันแล้ว บุคคลในขบวนการประชาธิปไตยเองก็จำเป็นที่จะต้องขัดเกลาฝึกฝนตนให้ตั้งมั่นอยู่ในสัจจะและธรรมะด้วยเช่นกัน เพราะไม่เช่นนั้นนักประชาธิปไตยเอง เมื่อได้อำนาจมาแล้ว ก็อาจจะลงเอยด้วยการเป็นผู้เผด็จการ หรืออาจจะเป็นเครื่องมือให้แก่ เผด็จการดังที่เราพบเห็นในหลายๆประเทศและในหลายๆทวีป บ่อยครั้งการปฎิวัติมักจบลงด้วยการมีเผด็จการคนใหม่เกิดขึ้น ขบวนการสังคมนิยมที่สามารถขับไล่ขุนศึกศักดินา ไม่ว่าในจีนก็ดี ในเวียดนามก็ดี หรือแม้แต่ในเขมรก็ดี ในที่สุดก็ลงเอยด้วยการมีเผด็จการกลุ่มใหม่เกิดขึ้นแทนที่ อีกทั้งยังเต็มไปด้วยการคอรัปชั่น การฉ้อราษฎร์บังหลวง และการกดขี่ข่มเหงประชาชน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะผู้นำเหล่านี้ไม่มีธรรมะเป็นพื้นฐานในจิตใจ ด้วยเหตุนี้เองอองซานซูจีถึงได้ย้ำว่า
“ ประชาชนที่ต้องการสร้างชาติให้มั่นคงและเข้มแข็งเพื่อทัดทานถ่วงดุลกับอำนาจรัฐจะต้องรู้จักปลดเปลื้องใจให้พ้นจากความเฉยชาและความกลัวเป็นประการแรก”
(A people who would build a nation in which strong, democratic institutions are firmly established as a guarantee against state-induced power must first learn to liberate their own minds from apathy and fear.)

การปลดเปลื้องใจให้พ้นจากความเฉยชาและความกลัวนั้น เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยธรรมะเป็นพื้นฐาน จึงต้องมีการขัดเกลาจิตใจตนเองอยู่เสมอ จะเรียกว่าเป็นการปฏิบัติธรรมก็ได้ เพราะฉะนั้นงานการเมืองกับงานด้านใน จึงเป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ การเมืองจะเป็นไปเพื่อจรรโลงศักดิ์ศรีของมนุษย์และสร้างสังคมที่ดีงามได้ ก็ต่อเมื่อ นักการเมืองหรือขบวนการทางการเมืองนั้นประกอบไปด้วยธรรมะ ทั้งในระดับจิตใจ ในระดับยุทธศาสตร์ รวมถึงเป้าหมายทางการเมือง ธรรมะในระดับจิตใจก็คือการพ้นจากการครอบงำของความกลัว ความโลภ ไม่ลุแก่อำนาจ หรือหลงตน ในระดับยุทธศาสตร์ ก็คือยืนหยัดมั่นคงในสันติวิธี โดยมุ่งหวังให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่แต่ในเชิงสถาบันเท่านั้น แต่รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในทางวัฒนธรรมและจิตสำนึกของผู้คนด้วย

นี้คือสิ่งที่ท้าทายผู้ที่เคลื่อนไหวในทางการเมือง ไม่ว่าจะเพื่อเอกราช เพื่อประชาธิปไตย เพื่อเสรีภาพ หรือเพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชน ทั้งนี้ก็เพราะว่าในการต่อสู้ทางการเมือง เรามักจะเผชิญกับสิ่งยั่วยุให้เกิดความโกรธและความโลภ รวมทั้งหลอกล่อให้เกิดความหลงตัวลืมตน ผู้ที่เคลื่อนไหวในทางการเมืองหากไม่ขัดเกลาจิตใจของตนเป็นอย่างดี ก็จะถูกคอบงำด้วยความโกรธ ความโลภ และความหลง ซึ่งเป็นอกุศลมูล 3 ประการในพุทธศาสนา

อองซานซูจีเป็นผู้ที่ไม่เพียงพยายามต่อสู้เรียกร้องเพื่อประชาธิไตย เสรีภาพและสิทธิมนุษยชนในประเทศของเธอเท่านั้น แต่เธอยังพยายามทำงานด้านในด้วยการขับเคี่ยวและขัดเกลาจิตใจของตน เพื่อเอาชนะความโลภ ความโกรธ และความเกลียด เมื่อครั้งที่อองซานซูจี ได้รับการปล่อยตัวหลังจากถูกจองจำมา 6 ปี เธอให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่าเธอไม่ได้มีความเกลียดหรือความพยาบาทผู้นำทหารแต่อย่างใด และพร้อมที่จะหันหน้าเข้าเจรจาด้วย ตรงนี้แหละที่เป็นความแตกต่างอย่างใหญ่หลวงระหว่างเธอกับกับกองทัพซึ่งเต็มไปด้วยความโกรธและความเกลียด

กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว อองซานซูจี มิได้เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการเท่านั้น เธอยังเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ ระหว่างธรรมะกับอธรรม ระหว่างสัจจะกับอสัตย์ ระหว่างความเมตตากับความเกลียดกลัว เธอจึงเป็นเสมือนประทีปของขบวนการประชาธิปไตย ขบวนการเพื่อเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน รวมทั้งขบวนการของผู้ใฝ่ธรรม ไม่ใช่เฉพาะแต่ในพม่าเท่านั้น แต่รวมทั่วทั้งโลกด้วยไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย

ในขณะที่อองซานซูจีนั้นได้ทำให้เราตระหนักว่า การเมืองเป็นเรื่องที่ต้องขับเคลื่อนด้วยธรรมะ เธอก็ทำให้คนไทยต้องย้อนกลับมาดูด้วยว่า ภารกิจดังกล่าวเราได้บรรลุมากน้อยเพียงใดในประเทศไทย อองซานซูจีเป็นทั้งแรงบันดาลใจและผู้เตือนสติให้คนไทยได้ตระหนักว่าเรามีหน้าที่ทำให้การเมืองเป็นเรื่องของธรรมะ นั่นคือจะต้องขยับขยายพื้นที่ของศีลธรรมให้เข้าไปในการเมืองมากขึ้น ขณะเดียวกัน ชะตากรรมของอองซานซูจี ก็เป็นสิ่งที่ฟ้องคนไทยทั้งประเทศให้ระลึกว่า ทุกวันนี้รัฐบาลไทยและการเมืองไทยได้สนับสนุนฝ่ายอธรรมในประเทศพม่าเพียงใดบ้าง เช่นเดียวกับที่ชะตากรรมของผู้ลี้ภัยจากพม่าตามชายแดนไทยได้ตั้งคำถามกับคนไทยว่าเรามีมนุษยธรรมเพียงใดที่ปล่อยให้เพื่อนมนุษย์ซึ่งหนีร้อนมาพึ่งเย็นกลับต้องเผชิญกับความแข็งกระด้างเย็นชาอย่างไร้เมตตากรุณาเช่นนี้

แรงบันดาลใจของอองซานซูจีนั้นเป็นแรงบันดาลใจสำหรับคนไทย ซึ่งถ้าหากเราได้ไตร่ตรองอย่างลึกซึ้งเราก็คงจะรู้สึกละอายใจไม่ได้ว่าในขณะที่ผู้นำไทยกำลังรณรงค์ให้รองนายกรัฐมนตรีได้เป็นเลขาธิการสหประชาชาติ แต่กลับไม่คิดที่จะเชิดชูมนุษยธรรมและศักดิ์ศรีของมนุษย์ ไม่ว่าในประเทศของตนหรือในประเทศเพื่อนบ้านเลย หน้าที่ของเลขาธิการสหประชาชาติคืออะไร ถ้าไม่ใช่การจรรโลงมนุษยธรรม เสรีภาพ สิทธิมนุษยชน และสันติภาพของมนุษย์ทั้งโลก แต่เราจะทำหน้าที่นั้นได้อย่างไร ในเมื่อเรายังปล่อยให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตามฆ่าผู้คนอย่างโหดเหี้ยม ไม่ว่าในประเทศเพื่อนบ้านคือประเทศพม่า และในชายแดนใต้สุดของประเทศไม่ว่าจะเป็น ปัตตานี นราธิวาส และ ยะลา สิ่งเหล่านี้ตอกย้ำให้คนไทยได้ตระหนักว่า เรามีภารกิจที่จะต้องทำให้การเมืองไทยมีธรรมะยิ่งไปกว่านี้ มิฉะนั้นแล้ว ประเทศไทยและคนไทย ก็จะกลายเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการก่อกรรมทำเข็ญกับเพื่อนมนุษย์ และสนับสนุนอธรรมให้แผ่ขยายออกไป ไม่ว่าในประเทศของเราเองและประเทศเพื่อนบ้าน

อองซานซูจีนั้นเป็นตัวแทนของธรรมะที่กำลังต่อสู้กับอธรรม แม้ว่าเธอจะถูกจองจำมานับ 10 ปี แต่อาตมาเชื่อว่าในฐานะที่เป็นชาวพุทธ อองซานซูจีคงเชื่อเหมือนอาตมาว่าธรรมะย่อมชนะอธรรมในที่สุด แม้ว่ากาลเวลาแห่งชัยชนะนั้นอาจจะมิได้มาถึงในเร็ววัน แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่าเนลสัน แมนเดลล่า ก่อนจะได้เป็นประธานาธิบดีของอาฟริกาใต้ ก็เคยถูกจองจำมานานถึง 27 ปี แต่ในที่สุดก็สามารถสถาปนาระชาธิปไตยให้เป็นหลักชัยของประเทศ และสามารถโค่นล้มระบอบแบ่งแยกสีผิวได้ ตัวอย่างเช่นนี้น่าจะทำให้เรามั่นใจได้ว่าในที่สุด อองซานซูจี จะประสบชัยชนะ

อันที่จริงขณะนี้เธอก็ประสบชัยชนะแล้ว เพราะแม้ว่าเธอจะถูกกักบริเวณ แต่จิตใจของเธอนั้นสงบเย็นและเป็นอิสระตลอดเวลา ในขณะที่ ผู้นำ SPDC นั้นแม้ดูเหมือนจะมีเสรีภาพ แต่ในใจกลับถูกจองจำ เพราะว่าคุกที่สำคัญที่สุดคืออะไรหากไม่ใช่ความกลัว มีแต่ผู้ที่เป็นอิสระจากความกลัวเท่านั้นถึงจะมีเสรีภาพอย่างแท้จริง ทุกวันนี้ความกลัวกำลังจองจำผู้นำSPDC อยู่ตลอดเวลา ขณะที่ความกล้าอันมีธรรมะเป็นพื้นฐานได้ปลดเปลื้อง อองซานซูจีให้เป็นอิสระ

การกักบริเวณหรือการจับกุมคุมขังนั้น จองจำได้แต่เพียงร่างกายของเธอเท่านั้น แต่ในจิตใจของเธอนั้นเปี่ยมล้นไปด้วยอิสรภาพเพราะปราศจากความหวาดกลัว และนี้แหละคือแรงบันดาลใจที่สำคัญ สำหรับผู้ที่ต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพเพื่อประชาธิปไตย และเพื่อศักดิ์ศรีของมนุษยชน ขอให้เราน้อมนำเอาธรรมะและความกล้าหาญของเธอมาเป็นแรงบันดาลใจในการต่อสู้ ไม่ใช่เพื่อประชาธิปไตย ไม่ใช่เพื่อสิทธิมนุษยชนเท่านั้น แต่เพื่อให้เกิดอิสรภาพอย่างแท้จริง และเพื่อให้การเมืองนั้นเปี่ยมไปด้วยธรรมะ

ขออนุโมทนาทุกท่านที่ได้มาร่วมกันในวันนี้ มิใช่เพื่อเชิดชูตัวบุคคลคือ อองซานซูจีเท่านั้น แต่เพื่อเชิดชูคุณธรรมและความกล้าหาญ สิ่งเหล่านี้แหละที่จะนำประชาชนพม่า และประชาชนทั่วทั้งโลกไปสู่สันติสุขและอิสรภาพอย่างแท้จริง ในทางพุทธศาสนามีภาษิตบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า “ ชะยังเทวามะนุสสานัง ชโยโหตุ ปะราชิโต” แปลว่า “ชัยชนะจงเป็นของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ผู้ที่แพ้แล้วจงกลับเป็นผู้ชนะ”

ขอให้ชัยชนะจงเป็นของผู้ใฝ่ธรรมทั้งมวล ขอให้ผู้ที่แพ้แล้วไม่ว่าในประเทศใดของโลก รวมทั้งประเทศพม่า จงกลับมาเป็นผู้ชนะในที่สุด

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved