หน้ารวมบทความ
   บทความ > บุคคล > ศิษย์มีครู
กลับหน้าแรก

 

ศิษย์มีครู
พระไพศาล วิสาโล

แสดงธรรมหลังทำวัตรเช้า  วันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๗  ณ วัดป่าสุคะโต

 

หลายวันมานี้พวกเรามีโอกาสได้ยินได้ฟังครูบาอาจารย์หลายท่านพูดถึงหลวงพ่อของเรา แต่ละท่านก็พูดในแง่มุมที่แตกต่างกัน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อันนี้รวมถึงมุมมองของลูกศิษย์ลูกหาที่อยู่ใกล้ชิดกับท่านในช่วงระยะหลัง ๆ ทำให้ได้เห็นหลวงพ่อในมุมที่หลากหลาย และรอบด้านมากขึ้น หลวงพ่อคำเขียนถ้าจะว่าไปแล้วท่านเป็นพระที่ครบเครื่องทีเดียว ตัวอย่างเช่น ท่านให้ความสำคัญทั้งเรื่องทางธรรมและทางโลก

เรื่องทางธรรม ก็อย่างที่รู้กันว่าท่านอุทิศตนเพื่อการสอนธรรมะมาตลอด ๔๗ ปีที่ครองสมณเพศ ในเรื่องทางโลกท่านก็ไม่นิ่งดูดาย ไม่ว่าการช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยาก  ช่วยทำให้ชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น บ้านท่ามะไฟหวานท่านวางพื้นฐานในหลายเรื่องมาก แม้กระทั่งถนนหนทางที่ตัดกันเป็นตาหมากรุกก็เป็นผลงานของท่าน  ท่านทำตั้งแต่สมัยที่ท่ามะไฟหวานยังเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ยังไม่เป็นตำบล ถ้าใครสังเกตก็จะเห็นว่าบ้านท่ามะไฟหวานเหมือนกับมีการวางผังหมู่บ้านอย่างดี อันนี้เป็นผลงานของท่านที่ทำไว้นานแล้ว ท่านเป็นคนที่มองการณ์ไกล ตัดถนนให้เป็นตาหมากรุกแบบในเมือง ทำให้การสัญจรสะดวก 

ท่านยังจัดตั้งศูนย์เด็กเล็กขึ้นเป็นแห่งแรกของจังหวัดชัยภูมิ ทำสหกรณ์ข้าวเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่ต้องซื้อข้าวราคาแพง ท่านเห็นปัญหานี้มานานก็เลยชักชวนชาวบ้านซื้อข้าวมาทีละเยอะ ๆ และบรรทุกรถขึ้นมาทางชัยภูมิ แทนที่จะซื้อมาคนละนิดละหน่อยแล้วปีนเขาขึ้นมาเพราะตอนนั้นยังไม่มีถนนจากแก้งคร้อขึ้นมาบนเขา วิธีนี้ช่วยทำให้ข้าวมีราคาถูกลง ชาวบ้านพอจะซื้อได้ไหว  นอกจากนั้นท่านยังทุ่มเทเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติ รักษาป่า เพื่อประโยชน์ของญาติโยมด้วย ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของพระสงฆ์หรือชาววัดเท่านั้น  อันนี้เรียกว่าเป็นเรื่องทางโลกที่หลวงพ่อใส่ใจ ไม่ได้นิ่งดูดาย

ท่านถึงพร้อมทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน  ประโยชน์ตนท่านก็มุ่งฝึกฝนตน จนไม่มีทุกข์ใด ๆ มาบีบคั้นท่านได้ เรียกว่าไกลจากความทุกข์  ไม่ใช่เพียงเท่านั้น ท่านยังบำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวม ทั้งการสอนธรรมะให้แก่ผู้คน ให้ได้เห็นเหมือนอย่างท่าน และช่วยเหลือให้เขาลืมตาอ้าปาก กินอิ่มนอนอุ่น อย่างที่พูดมาแล้ว อันนี้เป็นงานของชาวพุทธก็ว่าได้ เพราะเมื่อพูดถึงประโยชน์แล้วก็ต้องใส่ใจทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน บางคนสนใจแต่ประโยชน์ตนแต่มองข้ามประโยชน์ท่าน หลายคนก็สนใจแต่ประโยชน์ท่าน  แต่ลืมประโยชน์ตน เช่น ทำงานช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความทุกข์  หรือไม่ก็ทำด้วยความท้อแท้เพราะประสบความล้มเหลวจนต้องเลิกกลางคัน  หลวงพ่อเคยพูดอยู่เสมอว่า  งานของท่านล้มเหลว  แต่ตัวท่านไม่ล้มเหลว  งานของท่านที่ล้มเหลวก็คือการช่วยให้ชาวบ้านไม่มีหนี้สิน ให้เปลี่ยนอาชีพจากการปลูกมันเพื่อขายมาปลูกเพื่อบริโภค เช่น ปลูกผักไว้กิน มีเหลือค่อยเอาไปขาย อย่างนี้เป็นต้น

บริเวณที่ตั้งศาลาหอไตรนี้ ท่านเคยทำเป็นพุทธเกษตร ส่งเสริมเกษตรผสมผสาน ให้ชาวบ้านปลูกผักเอาไปกินกัน จะได้ไม่ต้องซื้อ จะกินส้มตำก็ไม่ต้องซื้อมะละกอ ไม่ต้องซื้อพริกเพราะปลูกเองหมด  แต่ท่านก็ทำไม่สำเร็จชาวบ้านก็ยังต้องซื้อมะละกอ ซื้อพริก ซื้อทุกอย่าง  ท่านจึงบอกว่างานของท่านล้มเหลว แต่ตัวท่านไม่ล้มเหลว ตัวท่านไม่ล้มเหลวหมายถึงว่า ท่านไม่รู้สึกล้มเหลวไปกับงานการด้วย ไม่รู้สึกท้อแท้หรือเป็นทุกข์เลย ทั้งนี้เพราะท่านได้เข้าถึงประโยชน์ตนแล้ว จิตใจจึงมั่นคง ปล่อยวาง  หรือจะหมายความอีกแง่หนึ่งก็ได้ว่า งานเพื่อคนอื่นท่านล้มเหลวก็จริง  แต่งานเพื่อตนเองหรืองานภายในท่านไม่ล้มเหลว สำเร็จแล้ว ท่านจึงไม่ทุกข์ร้อนแต่อย่างใด

ในขณะที่พวกเรา งานภายในก็ยังต้องทำต่อไป เพราะยังทำไม่เสร็จ  ส่วนงานภายนอกก็ยังมีให้ทำอยู่มากมาย  อาจจะเจอความล้มเหลวเมื่อไรก็ได้  บางคนงานภายนอกอาจไม่ล้มเหลว แต่งานภายในหรืองานส่วนตนอาจจะล้มเหลว คือแบกความทุกข์ไว้เป็นวันเป็นคืน จึงรู้สึกท้อแท้ กราดเกรี้ยว หม่นหมอง อันนี้เรียกว่าตัวเองล้มเหลว ถึงแม้ว่างานจะไม่ล้มเหลวก็ตาม  แต่ถึงที่สุดแล้ว หากตัวเองล้มเหลว งานก็มักจะล้มเหลวตามไปด้วย  แต่อย่าลืมว่าถึงแม้งานล้มเหลว   ตัวเองไม่ล้มเหลว อันนี้เป็นไปได้

หลวงพ่อท่านมีความครบเครื่อง ในแง่ที่ว่าท่านทำทั้งงานทางธรรมและงานทางโลก ใส่ใจทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน ที่จริงคำสอนของพระพุทธเจ้าก็มีทั้งสองอย่าง มีสองด้านครบถ้วน เห็นได้จากพระจริยาของพระองค์ซึ่งเป็นไปเพื่อให้เกิดความถึงพร้อมทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน คำสอนของพระองค์มีทั้งทางธรรมที่ลึกซึ้ง แต่ก็ไม่ทิ้งเรื่องทางโลก พระองค์ไม่ได้สอนแค่เรื่องการพ้นทุกข์ พ้นวัฏฏสงสารเท่านั้น  การทำมาหากิน เช่น การค้าขาย พระองค์ก็สอนว่าควรทำอย่างไร ได้เงินมาแล้วควรเก็บอย่างไร ใช้อย่างไร  ท่านสอนว่าจะรักษาสุขภาพให้ดี หรือมีอายุยืน ควรทำอย่างไร  แม้กระทั่งบริโภคอย่างไรไม่ให้อ้วน พระองค์ก็สอนเช่นกัน

พระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับอานิสงส์ข้อนี้อย่างมากจากพระพุทธเจ้า เพราะพระเจ้าปเสนทิโกศลมีรูปร่างอ้วนท้วน เวลาจะนั่งก็ไม่สะดวก เดินก็ไม่คล่องแคล่ว รู้สึกอึดอัด  พระพุทธเจ้าจึงแนะด้วยการตรัสเป็นคาถาว่า “ผู้มีสติทุกเมื่อ รู้จักประมาณในการบริโภค ย่อมมีเวทนาเบาบาง แก่ช้าและอายุยืน” พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงให้หลานที่ตามมาด้วยท่องคาถานี้ไว้ และให้กล่าวคาถานี้ทุกครั้งที่พระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยอาหาร ทำให้ท่านเสวยน้อยลง ปรากฏว่า ไม่นานสุขภาพก็ดีขึ้น รู้สึกกระปรี้กระเปร่า จึงสรรเสริญพระพุทธเจ้าว่าเกื้อกูลทั้งประโยชน์ปัจจุบันและประโยชน์เบื้องหน้า หมายถึงเกื้อกูลทั้งประโยชน์ทางโลก และทางธรรม

หลวงพ่อไม่เพียงแต่พูดหรือสอน  หากยังเป็นให้เราดู อยู่ให้เราเห็น และท่านก็ยังทำด้วย ท่านทำทั้งเรื่องภายในและเรื่องภายนอก  เรื่องภายในท่านทำจนเรียกได้ว่าไม่มีความทุกข์ เรื่องภายนอกท่านก็ทำอย่างต่อเนื่องให้เราเห็น ท่านทำทั้งเรื่องที่ละเอียดและเรื่องที่หยาบ เรื่องที่ละเอียดคือเรื่องจิตใจ เรื่องที่หยาบก็คือเรื่องของข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ คนที่รู้จักหลวงพ่อมาตั้งแต่สมัยหนุ่มพูดตรงกันว่า หลวงพ่อเป็นช่างที่มีฝีมือ เป็นทั้งช่างก่อสร้าง และช่างไม้  เวลาหมู่สงฆ์จะสร้างกุฏิก็อาศัยท่านเป็นกำลังสำคัญ  งานไม้หรืองานฝีมือ เช่น ทำกลดท่านก็เก่ง  อาตมาโชคดีที่ยังได้เห็นฝีมือการทำกลดของหลวงพ่อ  พอท่านว่างจากการรดน้ำต้นไม้ ท่านก็มาเหลาไม้ทำซี่กลดบนศาลาใหญ่  ตรงนั้นใกล้พระพุทธรูปองค์ขาว มีช่องเก็บเครื่องมือของท่าน เครื่องมือสำคัญ ๆ ที่เกี่ยวกับงานช่าง เช่น ค้อน สิ่ว สว่านอยู่ในช่องนั้น  ท่านทำกลดได้สวย กระทัดรัด ไม่เทอะทะ  สมัยก่อนกลดไม่ใช่จะหาได้ง่าย ๆ  หาซื้อยาก ท่านทำกลดเล็ก ๆ และเบา เหมาะกับสะพายเวลาธุดงค์

ภาษาฝรั่งพูดถึงคุณสมบัติของคนว่ามี ๓ อย่างคือ  head, heart และ hand หมายถึงคุณสมบัติด้านปัญญาหรือหัวคิด  คุณสมบัติด้านจิตใจหรืออารมณ์ และคุณสมบัติด้านฝีมือ  ถ้าใครมีทั้ง ๓ อย่าง ถือว่ามีความสามารถรอบด้าน  หลวงพ่อคำเขียนท่านมีทั้ง ๓ อย่างครบ  ในด้านสติปัญญาท่านก็มีความสามารถ ไม่ใช่แค่ทางธรรม แต่รวมถึงทางโลก  ท่านมีความรู้เกี่ยวกับสังคมและเหตุการณ์บ้านเมือง  รวมทั้งความเป็นไปในวงการพุทธศาสนา  ท่านมีความฉลาด รู้ทันคนใครมาหลอกท่านไม่ได้ง่าย ๆ เวลาสอนธรรมะ ท่านก็พูดให้เข้าใจง่าย  ในด้านจิตใจหรืออารมณ์  ท่านก็เด่นมาก มีความมั่นคงหนักแน่น มีเมตตากรุณา มีความอ่อนน้อมถ่อมตน สงบเย็น  ในด้านฝีมือ ก็มีความสามารถในทางช่างหลายอย่าง รวมทั้งการแต่งเพลงแต่งกลอนท่านก็ทำ 

ในเรื่องธรรมะ  ท่านไม่ได้สอนเฉพาะเรื่องพ้นโลก พ้นทุกข์ หรือโลกุตตรธรรม เพื่อเข้าถึงความไม่เป็นอะไรกับอะไรเท่านั้น เรื่องบุญกุศลพื้น ๆ ท่านก็สอน ตอนท่านมาอยู่ที่นี่ใหม่ ๆ  ท่านไม่ได้สอนอะไรที่สูงเกินความเข้าใจของชาวบ้าน คือ สอนเรื่องบุญเรื่องบาป สอนให้มีศีล ห่างไกลอบายมุข รวมทั้งสอนไม่ให้งมงายในไสยศาสตร์หรือพิธีกรรม ท่านสอนเรื่องพื้นฐานมาก  คงคล้าย ๆ  คนจบปริญญาเอก  แต่มาสอนเด็กอนุบาล  ที่จริงท่านก็สอนอนุบาลจริง ๆ ด้วยนะ อาตมาเคยเห็นภาพหลวงพ่อสอน ก.ไก่ ข.ไข่ ให้เด็กเล็ก ราวปี ๒๕๒๔   มีภาพอยู่ในหนังสือ “รู้ซื่อ ๆ”  หลวงพ่อรู้ธรรมขั้นสูงเหมือนคนจบปริญญาเอกแต่มาสอนเรื่องพื้น ๆ เหมือนสอนเด็กให้อ่านออกเขียนได้ แต่ท่านก็ทำนะ สอนชาวบ้าน เริ่มตั้งแต่เรื่องการให้ทาน รักษาศีล บุญบาปคืออะไร จัดงานศพแต่มาเล่นการพนันในวัดนั้นไม่ได้บุญนะ หรือว่าจัดงานศพแต่มีการเลี้ยงเหล้า แบบนี้ไม่ได้บุญนะ ท่านสอนแม้กระทั่งเรื่องพื้นฐานแบบนี้ พวกเราคงเลยพ้นจุดนั้นไปนานแล้ว แต่ท่านก็ยังต้องมาสอนเรื่องพื้นฐานแบบนี้ให้แก่ชาวบ้าน แต่กับคนที่สนใจธรรมะ ท่านก็สอนธรรมะขั้นสูง  สรุปก็คือท่านสอนธรรมะตั้งแต่ขั้นพื้นฐานจนถึงขั้นสูงสุด คือขั้นปรมัตถ์

ด้วยเหตุนี้จึงพูดได้ว่าหลวงพ่อเป็นผู้ที่มีความสามารถครบเครื่องมาก ทั้งโลกและธรรม ทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน ทั้งงานภายนอกและงานภายใน ทั้งสอนทั้งพูดทั้งทำ และเป็นให้ดู อยู่ให้เห็น ธรรมะก็สอนทุกระดับตั้งแต่หนึ่งจนถึงร้อย นับว่าหายากมากพระที่มีความครบเครื่องรอบด้านแบบนี้  แต่มีน้อยคนที่จะมองเห็นครบทุกด้านของหลวงพ่อ ส่วนใหญ่จะเห็นกันคนละด้านคนละแง่  บางคนเห็นท่านเป็นพระนักพัฒนา หรือพระนักอนุรักษ์ ก็เห็นเท่านั้น ไม่เห็นความเป็นพระกรรมฐานของท่าน อย่างอาตมาตอนที่มารู้จักหลวงพ่อก็เห็นแง่เดียว เห็นว่าท่านเป็นพระที่ชอบช่วยเหลือชุมชน  ทำงานกับท่านมาเป็นปีก็ยังไม่รู้ว่าท่านเป็นอาจารย์กรรมฐาน เพราะเวลาสอนธรรมะแก่พวกเรา ท่านก็พูดธรรมะทั่วไป  ท่านพูดเท่าที่สติปัญญาของเราจะรับได้ ไม่ยัดเยียดหรือบังคับให้ทำกรรมฐาน  แต่ถ้าหากเราสนใจไต่ถาม ท่านก็จะตอบ แต่อยู่ดี ๆ จะให้ท่านมายัดเยียดจ้ำจี้จ้ำไช ท่านไม่เคยทำ

อาตมามารู้ว่าท่านเป็นอาจารย์กรรมฐานก็ตอนที่เจอเพื่อนชื่อนพ (พัฒนาพงศ์ โกไศยกานนท์) คุณนพมาบวชที่สุคะโตเมื่อปี ๒๕๒๕ ก่อนสึกได้สนทนากับอาตมาที่กรุงเทพ ฯ ตอนนั้นเป็นช่วงปลายปี ๒๕๒๕ ซึ่งเป็นช่วงอาตมาตั้งใจจะบวชพอดี แต่ยังหาวัดไม่ได้ พระนพได้เล่าว่ามาบวชกับหลวงพ่อคำเขียน รู้สึกดีมาก ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงในตัวเอง  ฟังพระนพเล่าจึงรู้ว่าหลวงพ่อเป็นอาจารย์กรรมฐานด้วย ก็เลยตัดสินใจว่าเมื่อบวชแล้วจะไปอยู่กับท่าน ส่วนคนที่มาเรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อหลายคนก็คงไม่รู้ว่าท่านทำงานพัฒนาชุมชนและใส่ใจเรื่องการอนุรักษ์ป่ามาก  และน้อยคนมากที่รู้ว่าท่านมีฝีมือทางช่าง

เวลาเห็นความรอบด้านของหลวงพ่อทั้งงานภายนอก งานภายใน งานหยาบงานละเอียด อดไม่ได้ที่จะนึกถึงภาษิตของพระพุทธเจ้าที่ตรัสเป็นคาถาในธรรมบทว่า “ชาวนาไขน้ำเข้านา ช่างธนูดัดลูกธนู ช่างไม้ถากไม้ ส่วนบัณฑิตย่อมฝึกตน” หลวงพ่อเป็นเกือบทั้งหมดที่พระพุทธเจ้าพูดถึงเลย  ท่านเคยเป็นทั้งชาวนาที่เคยไขน้ำเข้านา เป็นช่างไม้ที่ดัดแปลงไม้ให้เกิดประโยชน์  แม้ท่านไม่ถึงกับเป็นช่างธนู แต่เรื่องจอบเรื่องเสียมท่านถนัดมาก  นอกจากนั้นท่านยังเป็นบัณฑิตที่มุ่งฝึกตนด้วย ท่านดัดแปลงทั้งวัตถุภายนอกและจิตใจของตน  ท่านก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งกับสิ่งที่ไม่มีชีวิตและกับผู้คน  อย่างไรก็ตามความรอบด้านของท่าน มีน้อยคนที่จะเห็นทั่วถึง  เพราะความสามารถของท่านแต่ละอย่างแสดงออกแก่คนต่างกลุ่มต่างเวลา อีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของยุคด้วย ยุคแรก ๆ ท่านทำงานช่างมาก พอมาถึงยุคหนึ่ง ท่านมีอายุมาก ท่านก็เลิกงานช่าง เลิกทำกลด เช่นเดียวกับงานพัฒนาชุมชน ท่านก็วางมือ คนที่มาเรียนธรรมจากท่านช่วงหลังก็ไม่เห็นส่วนนี้ของท่าน

จะว่าไปแล้วความรอบด้านของท่านสะท้อนให้เห็นถึงความรอบด้านของพุทธศาสนา เพราะคำสอนของพระพุทธเจ้ามีทั้งคำสอนทางธรรมและทางโลก มุ่งทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน ไม่แยกเรื่องสังคมชุมชน ธรรมะ และธรรมชาติ ออกจากกัน ทั้งสามอย่างนี้เชื่อมโยงกัน   อย่างไรก็ตามในบรรดางานทั้งหลายของหลวงพ่อ ท่านเห็นว่างานกรรมฐานสำคัญที่สุด ท่านเคยพูดบ่อย ๆ ว่าอาชีพของท่านก็คือการสอนกรรมฐาน ท่านไม่เคยเรียกตัวเองว่าเป็นอาจารย์กรรมฐาน ท่านบอกเพียงว่าอาชีพของท่านก็คือการสอนกรรมฐาน และท่านก็มั่นคงในอาชีพนี้  เวลาพูดถึงเรื่องกรรมฐาน ท่านจะนึกถึงหลวงพ่อเทียนอยู่เสมอ เพราะว่าหลวงพ่อเทียนเป็นผู้เปิดประตูให้ท่านได้พบสิ่งที่มนุษย์ควรจะรู้

หลวงพ่อเคยบอกว่า ถ้าท่านไม่มาทางนี้ คือไม่มาทางธรรม หรือรู้ธรรม ก็คงตายไปนานแล้ว เพราะตอนเป็นฆราวาสท่านป่วยบ่อยเนื่องจากเป็นคนเอาจริงเอาจังมาก อยากมั่งอยากมีกว่าใคร ๆ คนอื่นทำได้เท่าไร ท่านก็ตั้งใจทำให้ได้มากกว่านั้น ชาวบ้านเกี่ยวข้าวได้วันละ ๕๐ กอง ท่านบอกว่าท่านจะต้องทำให้ได้ ๑๐๐ กอง เรียกว่าจิตใจจริงจังมุ่งมั่นที่จะเอาชนะให้ได้ ก็เลยทำให้เจ็บไข้ได้ป่วย แต่เมื่อได้มารู้ธรรมะ ก็ทำให้ท่านเลิกพฤติกรรมแบบนั้น ไม่เพียงแต่มีสุขภาพดีขึ้น แต่ยังไม่มีทุกข์ด้วย

หลวงพ่อไม่เพียงใช้ธรรมะที่เรียนจากหลวงพ่อเทียน ในการดำรงชีวิตเท่านั้น แม้กระทั่งในยามเจ็บป่วย ท่านก็ได้อาศัยธรรมะจากหลวงพ่อเทียน ตอนที่ท่านอาพาธท่านเขียนบันทึกว่า  “เวลานี้เหลือแต่ธรรมที่หลวงพ่อเทียนได้สั่งสอน อาการดับไม่เหลือของนามรูป สี่สิบกว่าปี มันก็คือวันนี้ไม่เปลี่ยนแปลง” แล้วท่านก็บอกว่า “เพื่อนไม่ต้องเป็นห่วง ขอให้ฝึกตามหลวงพ่อเทียนสั่งสอนไว้”  ช่วงที่อาการหนัก ๆ ท่านก็บอกว่า “เวลานี้อยู่กับความไม่เป็นอะไรกับอะไร ลูกศิษย์หลวงพ่อเทียนมีธรรมนำพา ไม่มีวันตาย” ไม่มีวันตายคือ ไม่มีการเกิดเป็นภพชาติ หรือเป็นอะไรกับอะไร  เกิดความสำคัญมั่นหมายว่าฉันเป็นนั่นเป็นนี่ อย่างนี้เรียกว่าเกิดแล้ว เมื่อมีความรู้สึกว่าตัวฉันเกิดเมื่อไรก็ต้องมีตาย กล่าวอีกนัยหนึ่งเมื่อมีภพชาติเกิดขึ้นก็มีชรามรณะตามมา แต่ถ้าไม่เกิดก็ไม่มีตาย

หลวงพ่อพูดถึงหลวงพ่อเทียนอยู่หลายครั้งหลายโอกาสมากในช่วงที่ท่านอาพาธ ท่านเป็นผู้ที่มีความสำนึกในบุญคุณครูบาอาจารย์มาก ท่านเรียกตัวเองว่า “ลูกศิษย์หลวงพ่อเทียน” จะเรียกว่าท่านเป็นศิษย์มีครูก็ได้นะ ท่านสำนึกอยู่เสมอว่าท่านเป็นศิษย์มีครู ครูสูงสุดคือพระพุทธเจ้า แต่ครูที่เปลี่ยนชีวิตของท่านอย่างมากคือหลวงพ่อเทียน แล้วก็มีคนเดียว พวกเราหลายคนถึงแม้ไม่มีโอกาสพบหรือฟังธรรมะจากปากของหลวงพ่อเทียน แต่พวกเราก็โชคดีที่ได้มาพบ ได้มาศึกษาได้เห็นแบบอย่าง และได้รับคำชี้แนะจากหลวงพ่อคำเขียน ถ้าหากว่าเราสำนึกในคำสอนของหลวงพ่อก็ถือว่าเราเป็นศิษย์มีครูแล้ว

คำว่าศิษย์มีครูเป็นคำที่มีความหมายลึกซึ้ง แค่สามคำเท่านั้น แต่มีความหมายที่ลึกซึ้งมาก ในแง่หนึ่งก็หมายถึงความกตัญญูรู้คุณครู เมื่อใครพูดว่าฉันเป็นศิษย์มีครู นั่นหมายความว่าเขามีความกตัญญูรู้คุณในครูบาอาจารย์  สำนึกในบุญคุณที่ครูบาอาจารย์ได้สั่งสอน  เวลาพูดคำนี้ก็จะรู้สึกภาคภูมิใจ ว่าฉันไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือย ฉันเป็นคนมีครู เป็นคนมีราก และขณะเดียวกันก็เป็นการย้ำเตือนให้ตระหนักถึงหน้าที่ที่มีต่อครูบาอาจารย์ ไม่ใช่เพียงแค่ปฏิบัติวัตรฐาก หรือดูแลท่านแค่ร่างกายเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสืบทอดและปฏิบัติตามคำสอนของท่าน  เมื่อใดก็ตามที่เรากล่าวว่าฉันเป็นศิษย์มีครู ก็หมายถึงว่า เราตั้งใจที่จะทำตามคำสอนของท่าน ปฏิบัติตามแนวทางที่ท่านได้สอนเอาไว้ หรือทำเป็นแบบอย่าง เมื่อใดก็ตามที่ปล่อยปละละเลย หรือทำตรงข้ามกับที่ครูได้สอนเอาไว้ ก็จะรู้สึกละอายใจ แต่เมื่อใดก็ตามที่ได้ทำตามที่ท่านสอนก็จะเกิดความอบอุ่นใจ และมีความรู้สึกลึก ๆ เหมือนกับว่ามีครูบาอาจารย์มาช่วยปกปักรักษาให้ปลอดภัย

ขอให้พวกเราตระหนักว่า พวกเราโชคดีที่เป็นศิษย์มีครู ครูสูงสุดคือพระบรมศาสดา แต่ว่าพระพุทธองค์นั้นอยู่ไกลเกินกว่าที่เราจะรู้เห็นได้ด้วยตา สัมผัสได้ด้วยใจ โดยเฉพาะถ้ายังไม่ถึงธรรม ก็ยังไม่เห็นพระพุทธเจ้า ต่อเมื่อเห็นธรรมนั่นแหละถึงจะได้เห็นพระองค์ ดังที่พระองค์ตรัสไว้ ส่วนใครที่ยังไม่เห็นธรรมขนาดนั้นก็ไม่ได้เห็นพระองค์ แต่ว่ากับหลวงพ่อคำเขียน พวกเราโชคดีที่ได้มีโอกาสเห็นท่านด้วยตาเนื้อ ได้ยินด้วยหู ว่าท่านสอนอะไร อยู่อย่างไร  ถ้าเราปฏิบัติตามก็ย่อมมีตาในที่จะได้เห็นจิตเห็นใจของตัวเอง  และได้รับอานิสงส์ของการปฏิบัติตามที่ท่านได้สอนได้ชี้แนะหรือได้ทำเป็นแบบอย่าง เมื่อนั้นเราก็ย่อมเกิดความซาบซึ้งในบุญคุณของท่าน เกิดความภาคภูมิใจ เกิดความมั่นใจว่า แท้จริงแล้วท่านไม่ได้อยู่ไหนเลย หากสถิตอยู่ในใจของเรา รูปร่างสรีระเป็นส่วนภายนอกที่ย่อมมีวันเน่าเปื่อยไป ก่อนที่จะเน่าเปื่อยก็แก่ชรา ไม่สามารถบังคับให้เป็นไปตามใจได้ แต่นั่นเป็นส่วนเปลือกนอก ส่วนที่เป็นแก่นแท้ หรือแก่นธรรมจะอยู่กับเราไปจนตายหากเราพากเพียรปฏิบัติจนเกิดผล

ถ้าหากเราตระหนักว่าเราเป็นศิษย์มีครู เราก็จะไม่นิ่งดูดาย แต่จะพากเพียรปฏิบัติตามที่ท่านสอน เพราะว่าท่านได้ทุ่มเทให้แก่เราแล้ว เราจะนิ่งดูดาย ปล่อยปละละเลยได้อย่างไร ความเป็นศิษย์มีครูกระตุ้นให้เราเกิดความเพียร อย่างน้อยเพื่อไม่ให้เสื่อมเสียเกียรติคุณของท่าน หากว่าท่านสามารถรับรู้ได้ ท่านก็จะเกิดความภาคภูมิใจในตัวเรา ถึงแม้เราจะไม่สามารถเป็นอภิชาตศิษย์ได้ ก็ขอให้ตั้งใจว่า เราก็จะไม่เป็นอวชาตศิษย์

ความสำนึกว่าเป็นศิษย์มีครู ทำให้เราเกิดความระมัดระวังสำรวมที่จะไม่ทำให้ท่านเสียใจ ไม่ทำสิ่งใดที่จะเป็นการเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของท่าน ไม่ทำสิ่งใดให้ใครพูดได้ว่า ลูกศิษย์หลวงพ่อคำเขียนเป็นแบบนี้หรือ เมื่อใดก็ตามที่มีคนพูดแบบนี้ก็ย่อมเป็นการเสื่อมเสียต่อเกียรติคุณของครูบาอาจารย์ของเรา เราจึงต้องตั้งใจให้ดี ไม่ให้มีคนพูดเช่นนั้นได้  ถ้าเขาเข้าใจผิดก็เป็นเรื่องของเขา แต่ถ้าสิ่งที่เขาเห็นนั้นเป็นความจริง ว่าเราทำตัวไม่ได้เรื่องจริง ๆ จนเขาลำเลิกไปถึงครูบาอาจารย์ก็นับเป็นเรื่องที่น่าเสียใจที่เราทำให้ครูบาอาจารย์ต้องมัวหมอง เพราะการกระทำของเรา  แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามที่เราตระหนักว่าเราเป็นศิษย์มีครู ครูของเราเป็นครูที่ประเสริฐมาก เราก็จะมุ่งมั่นทำความดี อย่างน้อยก็ไม่ทำความชั่ว 

ถ้าเราไม่เห็นแก่ชื่อเสียงของตัวเอง ก็ควรเห็นแก่เกียรติคุณของครูบาอาจารย์ ความสำนึกเช่นนี้จะกระตุ้นให้เราตั้งมั่นในธรรม ไม่เผอเรอไม่พลั้งพลาด หรือไม่ปล่อยใจไปตามกิเลส ไม่ปล่อยให้ความหลงเข้ามาครอบงำ  ครูบาอาจารย์พูดถึงเรื่องความรู้สึกตัว แต่ว่าลูกศิษย์กลับปล่อยให้ความหลงครอบงำจนกระทั่งยอมให้กิเลสตัณหามาขี่คอ อันนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง

ดังนั้นขอให้พวกเราตระหนักว่าเราเป็นศิษย์มีครู ครูที่เราจะต้องเดินตามท่านให้ได้และให้ถึงที่สุด แต่ก็ต้องตระหนักนะว่าการเดินตามหรือตามรอยไม่ใช่การเลียนแบบ เราเป็นศิษย์มีครูก็จริง แต่ไม่ใช่เลียนแบบครู เพราะการเลียนแบบคือการใส่ใจแต่รูปแบบภายนอก ไม่ว่าจะเป็นกริยาท่าทางอาการ วิธีการพูดหรือการแสดงออก อันนั้นไม่ใช่แก่นแท้ของครูบาอาจารย์ และไม่ใช่ตัวเราด้วย แม้เราจะเป็นศิษย์มีครู เราก็ต้องเป็นตัวเราเอง มีวิจารณญาณของตัวเราเอง แม้ว่าในส่วนที่เป็นธรรมะเราเดินตามท่าน อาศัยคำสอนของท่านเป็นแนวทาง แต่เราก็ต้องไม่ทิ้งความเป็นตัวเรา อันนี้ไม่ได้หมายถึงการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง

หลวงพ่อเทียนไม่เคยสนับสนุนให้หลวงพ่อคำเขียนขึ้นมาอยู่บนหลังเขา หรือมาสร้างวัดที่นี่ ท่านพูดอยู่หลายครั้งว่า คนรู้ธรรมะจะไปหลบเหมือนหมู เหมือนลิง เหมือนค่าง ได้อย่างไร คนรู้ธรรมะต้องอยู่กับคน ท่านอยากให้หลวงพ่อคำเขียนไปช่วยสอนธรรมในเมือง เช่นที่วัดโมกข์ วัดสนามใน แต่หลวงพ่อคำเขียนตัดสินใจขึ้นมาอยู่บนนี้  ลูกศิษย์หลวงพ่อเทียนส่วนใหญ่ไม่ได้ทำอย่างหลวงพ่อคำเขียน คือมาอยู่ป่า ส่วนใหญ่ก็ตั้งสำนักอยู่ใกล้ ๆ เมือง แต่หลวงพ่อคำเขียนท่านตัดสินใจแล้วว่าการมาอยู่บนหลังเขานี้มีประโยชน์ เป็นโอกาสที่ท่านจะช่วยเหลือชาวบ้านให้รู้จักธรรม เพราะพวกเขาขาดโอกาสมาก อันนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นตัวของตัวเองของหลวงพ่อคำเขียน

ถึงแม้ว่าท่านจะสำนึกในบุญคุณของครูบาอาจารย์ เชื่อฟังหลวงพ่อเทียนมาก แต่ในเรื่องนี้ท่านเป็นตัวของตัวเอง พวกเราจึงได้อานิสงส์จากการที่หลวงพ่อเป็นตัวของตัวเองในลักษณะนี้ ทำให้เรามีสถานที่ปฏิบัติที่สงบวิเวก ถึงแม้จะไม่สะดวกสบาย แต่ก็เกื้อกูลต่อการปฏิบัติ ทำให้ธรรมเจริญงอกงามได้

ขอให้เราตระหนักอยู่เสมอว่าพวกเราโชคดีที่เป็นศิษย์มีครู ขอให้พากเพียรปฏิบัติให้ครูของเราได้ภาคภูมิใจ

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved