หน้ารวมบทความ
   บทความ > บุคคล > อยู่ด้วยสติ ป่วยด้วยสติ ตายด้วยสติ
กลับหน้าแรก

 

หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ : อยู่ด้วยสติ ป่วยด้วยสติ ตายด้วยสติ
พระไพศาล วิสาโล

ธรรมเทศนาวันปลงสรีระสังขารหลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ  
วันที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๗  ณ วัดภูเขาทอง

อาตมาเชื่อแน่ว่าพวกเราทั้งหลาย ที่มาคารวะสรีระหลวงพ่อคำเขียนในวันนี้ ไม่ใช่เพราะเห็นว่าท่านเป็นพระขลัง พระศักดิ์สิทธิ์ หรือเห็นว่าท่านมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ แต่พวกเรามากราบคารวะท่าน เพราะเคารพในคุณธรรมของท่าน นับถือในภูมิจิตภูมิปัญญาของท่าน  หลายคนที่ได้พบหรือรู้จักหลวงพ่อคำเขียนด้วยตัวเอง ย่อมพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มีความประทับใจในความเมตตากรุณาของท่าน เมื่อได้พูดคุยสนทนากับท่านก็จะรู้สึกถึงความสงบเย็นที่ปรากฏออกมา ทั้งทางน้ำเสียงและอากัปกริยาของท่าน

ใครที่อยู่ใกล้ชิดกับท่านคงได้ประจักษ์ด้วยตัวเองว่า หลวงพ่อเป็นผู้ที่มีความหนักแน่นมั่นคง ไม่หวั่นไหวต่อลาภสักการะ หรือต่อโลกธรรมทั้งฝ่ายบวกและฝ่ายลบ ไม่ว่าอะไรมากระทบท่านก็ไม่มีอาการขึ้นลงหรือฟูแฟบ  ท่านมีความอ่อนน้อมถ่อมตนราวกับว่าไม่มีความยึดติดถือมั่นในตัวตนเลย  ราวกับว่าไม่มีอะไรที่จะทำให้จิตใจของท่านกระเพื่อมได้เลย และก็เชื่อแน่ว่าหลายคนได้เห็นถึงความสม่ำเสมอเป็นปกติของท่าน ราวกับไม่มีความทุกข์เลย  จะพูดว่าท่านเป็นพระที่ไม่ตัวตนหรือไม่มีความทุกข์เอาเลยก็ว่าได้  หลายคนแม้ไม่มีโอกาสสนทนากับท่าน หรือได้อยู่ใกล้ชิดท่าน แต่ก็มีศรัทธาในตัวท่านก็เพราะประทับใจในคำสอน

หลวงพ่อได้ให้ธรรมะที่สามารถเปลี่ยนจิตเปลี่ยนชีวิตของผู้คนจำนวนมากมาย  ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้พบท่านด้วยตัวเองเลยก็ตาม  แม้ว่าหลวงพ่อจะไม่เคยแสดงฤทธิ์หรือบันดาลโชคลาภให้แก่ใคร แต่สิ่งที่ท่านให้แก่พวกเรานั้นมีคุณค่ายิ่งกว่าโชคและลาภมากนัก เพราะว่าธรรมะที่ได้รับจากท่านนั้น สามารถช่วยให้เราเข้าถึงความไม่มีทุกข์หรือไกลจากความทุกข์ สิ่งนี้ต่างหากที่มีค่ายิ่งกว่าทรัพย์สินเงินทอง ความมั่งมี หรือโลกธรรมฝ่ายบวกทั้งปวง

คำสอนของหลวงพ่อมุ่งให้เราหันมาพึ่งพาตัวเอง ไม่ใช่พึ่งพาหลวงพ่อ หรือพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์  ทั้ง ๆ ที่ในสมัยที่หลวงพ่อยังเป็นหนุ่ม ท่านก็มีความสันทัดจัดเจนในเรื่องเหล่านี้มาก ท่านเคยเป็นหมอธรรม รักษาโรคและไล่ผีด้วยเวทมนต์คาถา นั่งทางใน ทำเครื่องรางของขลัง บำบัดทุกข์ด้วยไสยศาสตร์ แต่เมื่อท่านได้มาปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อเทียน จนเข้าใจธรรมะในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ท่านก็ตระหนักว่า อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ หรือไสยศาสตร์นั้น ไม่สามารถเป็นที่พึ่งของใครได้อย่างแท้จริง ท่านเล่าว่าเมื่อท่านได้มาพบธรรมหลังจากปฏิบัติตามคำสอนของหลวงพ่อเทียน เรื่องไสยศาสตร์อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ก็จืดชืดไปจากจิตใจของท่าน ในที่สุดท่านได้ละทิ้งสิ่งเหล่านี้โดยสิ้นเชิง หันมานำพาผู้คนให้รู้จักธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยอาศัยแนวทางการปฏิบัติของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ซึ่งเป็นอาจารย์ทางธรรมคนเดียวของท่านก็ว่าได้

คนเราทุกคน ล้วนแล้วแต่หนีความทุกข์ไม่พ้น เราต้องพบกับความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย และความพลัดพรากสูญเสีย แต่ถึงแม้จะหนีภาวะดังกล่าวไม่พ้น  เราก็สามารถรักษาจิตใจไม่ให้ความทุกข์ทั้งปวงบีบคั้นได้  หลวงพ่อคำเขียนได้สอนพวกเราว่า คนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นทุกข์ แต่เพื่อเป็นอิสระจากความทุกข์  จนความทุกข์บีบคั้นไม่ได้ 

คำสอนของหลวงพ่อไม่เคยพาเราออกนอกตัว ไปหลงใหลในอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์หรือแสงสีนิมิตต่าง ๆ แต่ท่านสอนให้เราหันกลับมาที่ตัวเอง มารู้กายรู้ใจ เห็นความจริงของกายและใจ ทั้งนี้ด้วยการสร้างสติและความรู้สึกตัว   เพราะว่าความรู้แจ้งในความจริงของกายและใจโดยอาศัยสติและความรู้สึกตัว จะสามารถนำพาเราให้พ้นจากความทุกข์ได้ 

คนเราถ้าหากขาดความรู้สึกตัวแล้วก็หนีความทุกข์ไม่พ้น แม้แต่การทำความดี ถ้าปราศจากความรู้สึกตัว ความดีก็อาจจะกลายเป็นความชั่วหรือก่อทุกข์ให้แก่เราได้  เช่นถ้าเราให้ทานโดยไม่มีความรู้สึกตัว การให้ทานนั้นอาจจะเป็นการต่อเติมเสริมแต่งกิเลสของเราให้มากขึ้น ทำให้เป็นทุกข์เพราะการให้ทานนั้น เช่นทุกข์เพราะว่าทำบุญน้อยเกินไป  ทุกข์เมื่อเห็นคนอื่นบริจาคเงินมากกว่าเรา หรือว่าทุกข์เพราะมีคนมาทำบุญตัดหน้าเรา อยากจะทำบุญแต่แถวยาวเหลือเกินก็รู้สึกหงุดหงิด อย่างนี้เรียกว่าไม่มีความรู้สึกตัว จึงทำให้การทำบุญกลายเป็นการสั่งสมอกุศลจิตในจิตใจ

การรักษาศีลก็เช่นเดียวกัน ถ้าปราศจากความรู้สึกตัวแล้วก็อาจจะเกิดความยึดมั่นถือมั่น หลงตัวว่าเป็นผู้เคร่งในศีลและดูถูกคนอื่นที่มีศีลน้อยกว่า  ความรู้สึกตัวยังเป็นสิ่งสำคัญในการเจริญภาวนา หรือการบำเพ็ญทางจิต เพราะเมื่อใดที่มีความรู้สึกตัว มีสติอยู่กับตัว ก็จะเห็นกายและใจในแต่ละขณะตามความเป็นจริง และจะพบว่าแท้จริงแล้วความทุกข์ใจของคนเราเกิดจากการหลงเข้าไปในความคิด ในอารมณ์ ในความรู้สึก

หลวงพ่อคำเขียนสอนให้เราเห็นถึงความสำคัญของสติ  ใช้สติประหนึ่งตาในที่ทำให้เรารู้เท่าทันความรู้สึกนึกคิดที่ปรุงแต่งขึ้นมาในจิตใจ  คนเราส่วนใหญ่ทุกข์เพราะความคิด หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ ทุกข์เพราะไม่เห็นความคิด ทุกข์เพราะไม่รู้ทันความคิด ปล่อยให้ความคิดที่ปรุงแต่งขึ้นมาด้วยความหลง ด้วยความไม่รู้ตัว นำพาความทุกข์มาย่ำยีบีฑาจิตใจของเรา เราทุกข์ทุกครั้งที่เผลอนึกไปถึงเหตุร้ายในอดีต หรือกังวลกับเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นแต่ปรุงแต่งไปในทางเลวร้าย  หรือทุกข์เพราะคิดฟุ้งปรุงแต่งด้วยอำนาจของความโลภ ความโกรธและความหลง

หลวงพ่อเคยเล่าให้ฟังว่าเมื่อ ๒๐ ปีก่อน เคยมีพระหนุ่มมาปฏิบัติกับท่าน  พี่ชายเป็นคนพามา  พระหนุ่มท่านนั้นสีหน้าท่าทางไม่มีความสุขเลย เพราะไม่ได้มีเจตนาจะบวชแต่พี่ชายขอให้บวช  เมื่อมาอยู่กับหลวงพ่อ ท่านก็ให้ฝึกปฏิบัติด้วยการเดินจงกรมและสร้างจังหวะ พระหนุ่มรูปนั้นอยู่ได้เพียงแค่วันสองวัน ก็มาขอสึกกับหลวงพ่อ ให้เหตุผลว่าเขาไม่ได้มาบวชเพื่อปฏิบัติ  แต่มาบวชเพราะพี่ชายขอร้อง  ตอนนี้บวชแล้วก็อยากสึก  แต่หลวงพ่อไม่สึกให้ บอกให้เขาไปเดินจงกรมต่อ  เขาหายไปสักพัก แล้วก็กลับมาขอสึกอีก หลวงพ่อก็ปฏิเสธ เขาไม่พอใจ หายไปสักพักแล้วกลับมาอีก รบเร้าดึงดันว่าจะสึกให้ได้   หลวงพ่อจึงถามว่า “อะไรพาให้คุณมาหาผม” เขาคิดสักพักแล้วก็ตอบว่า “ความคิดครับ” หลวงพ่อก็เลยถามเขาว่า“ มันคิดแล้วต้องทำตามความคิดทุกอย่างหรือ ถ้าคุณทำตามความคิดทุกอย่าง ไม่แย่หรือ” ว่าแล้วหลวงพ่อก็ให้เขากลับไปปฏิบัติต่อ 

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น พอเขาเห็นหลวงพ่อ ก็รีบตรงเข้ามาหาหลวงพ่อ แต่แทนที่จะขอสึก กลับกราบหลวงพ่อด้วยความเคารพ แล้วบอกว่าขอบคุณหลวงพ่อที่ทักท้วงไม่ให้เขาสึก เพราะถ้าเขาสึกไปตั้งแต่เมื่อวาน ก็จะต้องฆ่าคนแน่ เพราะว่า ๒ วันที่ผ่านมาเขาคิดถึงการวางแผนฆ่าคน ๒ คน เข้าใจว่าคงจะหมายถึงภรรยาและชู้  เขาคิดอยู่ตลอดเวลาว่าจะหาปืนจากไหน และจะฆ่าอย่างไร ฆ่าเสร็จแล้วจะหลบหนีอย่างไรไม่ให้ตำรวจจับได้  แต่เมื่อหลวงพ่อทักท้วงเขาว่าอย่าไปเชื่อความคิด ทำให้เขาได้สติขึ้นมา ไม่ทำตามความคิดนั้น สุดท้ายก็เลยไม่สึกและบวชต่ออีกหลายปีจนกระทั่งมรณภาพในผ้าเหลือง

หลวงพ่อได้ชี้แล้วชี้เล่าว่าให้เราหมั่นมีสติ รู้ทันความคิด เห็นความคิด เห็นอารมณ์  อย่าเข้าไป “เป็น” ถ้าเราเข้าไปเป็นเมื่อไร ความทุกข์ก็จะครอบงำจิตใจเราได้ง่าย  หลวงพ่อสอนให้รู้เท่าทันความคิดด้วยใจที่เป็นกลาง ดังท่านได้พูดอยู่เสมอว่าให้ “รู้ซื่อ ๆ” คือ รู้เฉย ๆ โดยไม่ผลักไส ไม่ใฝ่หา หรือยึดติดหลงเพลิน การรู้ซื่อ ๆ ทำให้เห็นกายและใจตามความเป็นจริง จนเห็นทะลุทะลวงมายาที่จิตปรุงแต่งขึ้นมา โดยเฉพาะมายาภาพเกี่ยวกับตัวตน ที่ทำให้เราหลงคิดว่ามีตัวตน แต่แท้จริงแล้ว มันไม่มีตัวเรา มีแต่รูปกับนาม มีแต่กายกับใจ แต่เป็นเพราะความไม่รู้ตัว เป็นเพราะความหลง จึงปรุงแต่งตัวตนขึ้นมาบดบังความจริงเกี่ยวกับกายและใจ 

หากว่าเรามีสติและมองสิ่งต่าง ๆ ด้วยใจที่เป็นกลาง หรือรู้ซื่อ ๆ ก็จะเห็นความจริงเป็นลำดับ ไม่ใช่เพียงแค่กายใจ รูปนามเท่านั้น แต่ยังเห็นความเกิดดับของนามรูป เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มองทะลุสมมติจนเห็นถึงปรมัตถ์ คือความจริงขั้นสูงสุด ซึ่งจะทำให้ปล่อยวางจากความยึดมั่นในตัวตนได้  ตรงนี้เองเป็นหนทางสู่ความพ้นทุกข์ ทำให้จิตเป็นอิสระ จนกระทั่งอยู่ในภาวะที่หลวงพ่อชอบใช้คำว่า “ไม่เป็นอะไร กับอะไร”  ก็คือไม่สำคัญมั่นหมายว่าฉันเป็นนั่นเป็นนี่ เพราะความสำคัญมั่นหมายดังกล่าวเกิดจากความยึดติดถือมั่นในตัวตน เป็นความยึดติดเพราะหลงว่ามีตัวกูของกู 

เราจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าหากว่าไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นในความเป็นนั้น ๆ หรือหลงคิดว่านั่นคือตัวกู  จะไม่มีทุกข์เกิดขึ้นเลย  แต่เมื่อไรก็ตามที่เราสำคัญมั่นหมายว่า เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก เป็นคนไทย เป็นพระ เป็นนักปฏิบัติ เป็นคนเก่ง เป็นคนไม่เก่ง ความทุกข์ก็จะเกิดขึ้นได้ เพราะความสำคัญมั่นหมายที่ว่านั้นเจือด้วยกิเลส และถูกครอบงำด้วยอุปาทาน

สมัยหนึ่งเมื่อครั้งพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่ มีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อโทณพราหมณ์ ได้เห็นพระพุทธเจ้าเดินอย่างสงบสำรวม มีสง่าราศี ก็มีความประทับใจ จึงถามพระองค์ว่า ท่านเป็นเทวดาใช่ไหม พระพุทธเจ้าปฏิเสธ เขาจึงถามว่าท่านเป็นคนธรรพ์ใช่ไหม พระองค์ก็ปฏิเสธเช่นเดียวกัน เขาถามต่อไปว่าท่านเป็นยักษ์ใช่ไหม พระองค์ก็ปฏิเสธอีก สุดท้ายโทณพราหมณ์ถามพระองค์ว่า ท่านเป็นมนุษย์ใช่ไหม พระองค์ก็ปฏิเสธอีก โทณพราหมณ์งุนงงว่าตกลงพระองค์เป็นใคร  พระองค์จึงอธิบายว่า “อาสวะใด ๆ ที่จะทำให้เราเป็นเทพเจ้า เป็นคนธรรพ์ เป็นยักษ์ เป็นมนุษย์  อาสวะเหล่านั้นเราละได้แล้ว ถอนรากเสียแล้วจนหมดสิ้น ไม่มีทางเกิดขึ้นได้อีกต่อไป”  แล้วพระองค์อธิบายต่อไปว่า “ดอกบัวเกิดในน้ำ เจริญในน้ำ แต่ตั้งอยู่พ้นน้ำไม่ถูกน้ำฉาบติด ฉันใด เราก็ฉันนั้นเหมือนกัน แม้เกิดในโลก เติบโตในโลก แต่เป็นอยู่เหนือโลก และไม่ติดในโลก” จากนั้นพระองค์ได้ตรัสกับโทณพราหมณ์ว่า “นี่แน่ะ พราหมณ์ จงถือว่าเราเป็น ‘พุทธะ’ เถิด”  คือถ้าจะเรียกพระองค์ ก็เรียกว่า พุทธะเถิด  แต่พระองค์ไม่ได้สำคัญมั่นหมายว่าเป็นพุทธะตามคำเรียกของเขากล่าวอีกนัยหนึ่ง พระพุทธองค์ก็ไม่เป็นอะไรกับอะไรเช่นเดียวกัน ไม่เป็นทั้งเทวดา ไม่เป็นทั้งยักษ์ ไม่เป็นทั้งคนธรรพ์ ไม่เป็นทั้งมนุษย์ เพราะนั่นเป็นแค่สมมติ ถ้าไปยึดถือมั่นว่าเราเป็นสิ่งเหล่านั้น เราก็จะเป็นทุกข์ เพราะเป็นอะไรก็ทุกข์ทั้งนั้นหากเป็นด้วยความยึดติดถือมั่น หรือเพราะยึดถือด้วยอุปาทาน

หลวงพ่ออยู่กับความไม่เป็นอะไรกับอะไร ท่านจึงอยู่อย่างสงบ เย็น นิ่ง มั่นคง หนักแน่น ไม่หวั่นไหวต่อความผันผวนแปรปรวนใด ๆ  หลวงพ่อเป็นแบบอย่างให้แก่ศิษยานุศิษย์  ท่านไม่เพียงสอนธรรมด้วยภาษาที่สามัญ เข้าใจง่ายแต่มีความลึกซึ้งเท่านั้น หากท่านยังทำให้ดู อยู่ให้เห็น และเย็นให้เราสัมผัสได้  กล่าวได้ว่าหลวงพ่อคำเขียนอยู่ด้วยสติ อยู่ด้วยความรู้สึกตัวตลอด ไม่ว่าจะเป็นเวลาทำกิจการงานหรือเวลาอยู่ในอิริยาบถปกติ ท่านแสดงให้เห็นถึงความมีสติ ความรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าในยามปกติหรือเมื่อเจอการกระทบกระแทก การใส่ร้ายป้ายสี มีอุปสรรคขัดขวาง ท่านก็ยังสงบนิ่ง มั่นคง ทำให้อาตมาอดไม่ได้ที่จะคิดถึงข้อความตอนหนึ่งในมงคลสูตรที่ว่า  “จิตของผู้ใด อันโลกธรรมทั้งหลายถูกต้องแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหว ไม่เศร้าโศก ไร้ธุลีกิเลส เป็นจิตเกษมศานต์ ข้อนั้นเป็นมงคลอันสูงสุด”  ในยามปกติท่านสงบนิ่ง?ในยามได้รับคำสรรเสริญท่านไม่มีอาการฟู ในยามถูกติฉินนินทาท่านไม่มีอาการแฟบ นี่คือสิ่งที่ได้เห็นมาตลอดยามที่อยู่ใกล้ชิดกับท่าน 

ใช่แต่เท่านั้น เวลาท่านล้มป่วย อาพาธ ท่านก็แสดงให้เราเห็นว่าความป่วยนั้นเกิดขึ้นแต่กับกายเท่านั้น ส่วนใจไม่ได้ป่วยด้วย  ตอนที่ท่านป่วยหนักครั้งแรกอยู่ในห้องไอซียู มีลูกศิษย์หลายคนมายืนดูท่านผ่านหน้าต่างกระจก แต่ละคนมีสีหน้าเศร้าโศกเสียใจที่เห็นหลวงพ่อนอนอยู่บนเตียง ท่านชี้ไปที่คนเหล่านั้นแล้วบอกลูกศิษย์ที่ดูแลท่านว่า นั่นคนป่วยทั้งนั้นเลย แต่หลวงพ่อไม่ได้ป่วยด้วย และเมื่อท่านอาพาธครั้งสุดท้าย ท่านก็สามารถอยู่กับความเจ็บป่วยได้  โดยไม่เคยแสดงอาการหงุดหงิด ขุ่นเคืองหรือหวั่นไหว อยู่กับทุกขเวทนาได้โดยใจไม่ทุกข์ และพร้อมที่จะเผชิญกับความตายได้ตลอดเวลา จนกระทั่งลูกศิษย์ที่ดูแลท่านบอกว่า การดูแลหลวงพ่อนั้นสบายอย่างหนึ่งก็คือไม่ต้องดูแลจิตใจท่านเลย ปกติแล้วในการดูแลผู้ป่วย การดูแลกายอย่างเดียวย่อมไม่พอ ต้องดูแลใจด้วย  แต่กับหลวงพ่อ ดูแลแค่กายก็เพียงพอแล้ว ส่วนจิตใจไม่ต้องดูแลเลย ตรงกันข้ามท่านต่างหากที่คอยเป็นห่วงผู้ที่อุปัฏฐากท่าน  ดังท่านเขียนบันทึกว่า “ไม่กลัวตาย แต่คนอื่นลำบากกับเรา เวลานอนก็ไม่ได้นอน”

หลวงพ่อรู้ดีว่าสังขารของท่านอยู่ในสภาพใด ดังเขียนบอกพวกเราว่า “ธาตุขันธ์เหมือนล้อเกวียนชำรุดมาก ซ่อมไม่ขึ้น ก็อยู่ได้ด้วยความไม่เป็นอะไรกับอะไร” บางครั้งท่านก็พูดว่าตอนนี้ท่าน “มีธรรมนำพา” เพราะว่าธาตุขันธ์พึ่งอะไรแทบไม่ได้แล้ว ได้แต่อาศัยธรรมนำพา ท่านยังบอกลูกศิษย์อีกว่า “เวลานี้เหลือแต่ธรรมที่หลวงพ่อเทียนได้สั่งสอน  อาการดับไม่เหลือของรูปนาม สี่สิบกว่าปี มันก็คือวันนี้ไม่เปลี่ยนแปลง  เพื่อนไม่ต้องเป็นห่วง”

เมื่อถึงเวลาที่ท่านต้องละสังขาร สิ้นลม ท่านก็แสดงให้ศิษยานุศิษย์ได้เห็นว่าท่านพร้อมที่จะจากไปโดยไม่มีความห่วงหาอาลัยหรือมีความวิตกกังวล ตรงกันข้ามท่านกลับมีความรู้สึกตัวตลอด  ในชั่วโมงสุดท้ายของการอาพาธ ก่อนที่จะละสังขาร ท่านมีปัญหาเรื่องการหายใจมาก เพราะว่าก้อนเนื้อที่คอของท่านขยายจนเกือบจะอุดหลอดลม และอุดท่อช่วยหายใจ ช่วงที่การหายใจกำลังติดขัดและลูกศิษย์กำลังหาทางเยียวยาเพื่อลดอาการบวมของก้อนเนื้อนั้น 

ท่านรู้แล้วว่าท่านเห็นจะไม่รอดแน่ แต่ท่านไม่ตื่นตระหนก ท่านขอไปเข้าห้องน้ำ ไปถ่ายอุจจาระ เสร็จแล้วก็ล้างหน้าล้างมือให้สะอาด แล้วมานอนบนเตียงโดยไม่มีใครพยุงท่านเลย  ระหว่างที่หายใจติดขัด ลูกศิษย์ ๓-๔ คนก็พยายามช่วยกันคนละไม้คนละมือรอบตัวท่าน ท่านก็ขอกระดาษเพื่อเขียนข้อความสั้น ๆ ว่า “พวกเรา ขอให้หลวงพ่อตาย”  ที่ท่านเขียนเช่นนี้คงเพราะท่านไม่อยากให้ลูกศิษย์เหนื่อยเพราะท่านอีกต่อไปแล้ว จึงเขียนบอกลูกศิษย์ผู้ดูแลว่า หลวงพ่อพร้อมจะไปแล้ว อย่าเหนื่อยอีกเลย อย่าขวนขวายอีกเลย ท่านรู้ตัวว่านี่คือวาระสุดท้ายของท่าน เมื่อยื่นกระดาษให้ลูกศิษย์ท่านก็ประนมมือเหมือนกับขอบคุณลูกศิษย์ที่ดูแลท่าน และเป็นการอำลาไปด้วยในตัว สักพักท่านก็หลับตา ไม่นานหลังจากนั้นลมหายใจก็ขาดหายไป แล้วสัญญาณชีพทั้งหมดของท่านก็หายไปในราวตี ๕ ของวันที่ ๒๓ สิงหาคม

หลวงพ่อแสดงให้เราเห็นอย่างแจ่มชัดว่าท่านอยู่ด้วยสติ ป่วยด้วยสติ และเมื่อถึงวาระสุดท้ายก็ตายด้วยสติ ด้วยความรู้ตัว นี่คือคำสอนสำคัญที่ท่านมอบให้กับเราเป็นครั้งสุดท้ายว่า แม้ไม่มีใครหนีพ้นความตาย แต่ก็ไม่จำเป็นต้องทุกข์ เพราะเราสามารถตายได้ด้วยใจสงบ ด้วยสติและความรู้สึกตัวได้  เราไม่จำเป็นต้องทุกข์เพราะความตาย สามารถจะยกจิตเหนือความตาย จนกระทั่งพ้นจากความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตายได้  ดังที่พระพุทธเจ้าและครูบาอาจารย์ทั้งหลายได้สอนและได้ทำเป็นแบบอย่าง แต่สำหรับพวกเรา นั่นเป็นคำพูดที่จารึกไว้ในพระไตรปิฎกและเรื่องเล่า แต่เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดได้เห็นด้วยตาว่า การจากไปอย่างสงบ มีสติและความรู้สึกตัวนั้นเป็นไปได้ อันนี้เป็นทั้งคำสอนและการบ้าน ที่ลูกศิษย์ควรน้อมเข้ามาพิจารณาเพื่อทำให้ได้อย่างท่านเมื่อวันนั้นมาถึง

เราทุกคนต้องตาย แต่เราปรารถนาที่จะตายอย่างไร  เราอยากจะตายด้วยความทุรนทุราย กระสับกระส่าย หรือตายด้วยความสงบ  เราอยากจะตายแบบหลงตาย คือลืมสติ หรือตายอย่างมีสติจนวินาทีสุดท้าย  ถ้าหากว่าเราต้องการตายอย่างมีสติ ไม่ทุรนทุราย เราก็ควรใส่ใจกับการเตรียมตัว ด้วยการใช้ชีวิตอย่างมีสติ ทำกิจการงานด้วยความรู้สึกตัว และเมื่อถึงเวลาที่จะต้องตายเราก็พร้อมตายโดยไม่มีความวิตกใด ๆ   เมื่อถึงตอนนั้นอาจจะพร้อมกระทั่งว่าไม่ต้องเตรียมใจแล้ว ดูแลแค่กายก็พอ  อย่างเช่นหลวงพ่อคำเขียน ในวาระสุดท้ายของท่าน ท่านไม่ต้องเตรียมใจอะไรเลย ท่านเพียงแต่รักษากายให้สะอาดเป็นกิจสุดท้ายของท่าน เพราะเรื่องการรักษาใจหรือการฝึกใจ ท่านทำนานแล้ว แล้วก็จบไปนานแล้ว พวกเราต่างหากที่อาจจะยังไม่ได้ทำเลยหรือทำเพียงเล็กน้อย ดังนั้นจึงควรเพียรพยายามนำคำสอนของท่านไปปฏิบัติ  รวมทั้งนำเอาปฏิปทาของท่านเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต และเป็นแบบอย่างในการเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับความตายด้วยใจไม่ทุกข์

หลายคนอาจจะบอกว่า  ฉันไม่มีเวลาปฏิบัติธรรม แค่ทำมาหากินก็เหนื่อยแล้ว  เคยมีคนพูดกับหลวงพ่อทำนองนี้ หลวงพ่อจึงถามกลับไปว่า “แล้วทำไมมีเวลาทุกข์ ทำไมมีเวลาโกรธ” เราเคยถามตัวเองไหมว่าในเมื่อเราอ้างว่าไม่มีเวลาปฏิบัติ ไม่มีเวลาเจริญสติ แต่ทำไมเรามีเวลาทุกข์ มีเวลาโกรธ วันหนึ่ง ๆ เราเสียเวลาโกรธไปกี่ชั่วโมง แต่ละวันเราเสียเวลาทุกข์ไปกี่ชั่วโมง ในเมื่อเรามีเวลาโกรธ มีเวลาทุกข์ แต่ทำไมจึงบอกว่าไม่มีเวลาปฏิบัติธรรม 

หลายคนมาบอกกับอาตมาหลังจากที่หลวงพ่อละสังขารไปแล้วว่าเสียดายมาไม่ทัน  คือมากราบหลวงพ่อตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ไม่ทัน อันที่จริงถึงจะมากราบหลวงพ่อไม่ทันก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ สิ่งที่เราควรจะตระหนักก็คือ ยังมีหลายอย่างที่เราสามารถทำทันได้  หนึ่งในสิ่งสำคัญที่เรายังมีเวลาทำทันคือ ปฏิบัติตามคำสอนของท่าน  ด้วยการฝึกตนให้เป็นผู้มีสติ ตื่นรู้ ไม่เพียงแค่ทำความดีเท่านั้น แต่พากเพียรปฏิบัติเพื่อเข้าถึงสัจธรรมความจริงของโลก เพื่อปล่อยวางและให้จิตใจเป็นอิสระจากความทุกข์ แม้จะอยู่ในโลกแต่ใจอยู่เหนือโลกได้

แทนที่เราจะเสียเวลาไปกับความทุกข์ ความโกรธ และการคร่ำครวญโดยเฉพาะการคร่ำครวญเสียใจที่หลวงพ่อคำเขียนจากไป เราควรจะตระหนักว่าแท้จริงแล้วหลวงพ่อจากไปแต่ตัว แต่ท่านไม่ได้เอาสติไปกับท่านด้วย ท่านไม่ได้เอาความรู้สึกตัวไปด้วย คำสอนของท่านยังอยู่กับเรา อันนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก

สมัยที่พระพุทธเจ้าใกล้จะปรินิพพาน วันหนึ่งสามเณรจุนทะ ซึ่งเป็นน้องชายของพระสารีบุตรเข้ามาแจ้งข่าวกับคณะสงฆ์ว่าพระสารีบุตรปรินิพพานแล้ว พระอานนท์มีความเศร้าเสียใจเมื่อรับทราบข่าวนี้ พระพุทธเจ้าจึงถามพระอานนท์ว่า “ดูก่อนอานนท์ สารีบุตรพาเอาศีลขันธ์  สมาธิขันธ์  ปัญญาขันธ์  วิมุตติขันธ์  วิมุตติญาณทัสสนขันธ์  ไปด้วยหรือ” พระอานนท์ก็ตอบว่า “ไม่ได้เอาไปเลย พระเจ้าข้า”  พระพุทธเจ้าจึงตรัสให้สติกับพระอานนท์ว่า “ สิ่งใดเกิดแล้ว มีแล้ว  ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว  ย่อมมีความทำลายเป็นธรรมดา  การปรารถนาว่า  ขอสิ่งนั้นอย่าทำลายไปเลย มิใช่ฐานะที่จะมีได้” หลังจากนั้นพระองค์ก็ตรัสว่า  “เพราะฉะนั้น   เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นเกาะ  มีตนเป็นที่พึ่ง  อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะ  มีธรรมเป็นที่พึ่ง  อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง”

เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่เศร้าโศกเสียใจเพราะหลวงพ่อล่วงลับไป พึงตระหนักว่าท่านจากไปแต่ตัว แต่ว่าศีล สมาธิ ปัญญา รวมทั้งคำสอนของท่านยังคงอยู่  สติ ความรู้สึกตัว หนทางสู่ความไม่ทุกข์ และความหลุดพ้นจากความทุกข์ก็ยังอยู่ ยังรอการเข้าถึงจากเรา ไม่ได้หายไปไหน นี่คือสิ่งที่เราพึงตระหนัก ดังนั้นจึงพึงทำความเพียรเพื่อให้ภาวะดังกล่าวปรากฏแก่เรา จนสามารถมีตนเป็นที่พึ่งได้อย่างแท้จริง ถ้าหากว่าเราทำเช่นนั้นได้เราก็จะสามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากว่าเราเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อคำเขียน เป็นบุตรของพระพุทธองค์อย่างสมภาคภูมิ

ฉะนั้นเมื่อเราได้มาคารวะสรีระของหลวงพ่อคำเขียนในวันนี้  ขอให้เราพิจารณาว่าในความสูญเสียที่บังเกิดกับเราอันเป็นศิษย์ของท่าน ให้เราพึงน้อมรับสัจธรรมที่เกิดกับท่านมาเป็นเครื่องเตือนใจในการเจริญอัปปมาทธรรมคือความไม่ประมาทในชีวิต เพื่อเร่งทำความเพียรในขณะที่ยังมีเวลา  เริ่มต้นด้วยการมีสติ ความรู้สึกตัว  ไม่ใช่เพียงเพื่อทำใจให้สงบเท่านั้น แต่เพื่อทำใจให้สว่าง มีปัญญาเห็นความทุกข์ของชีวิต ของกายและใจ ของรูปและนาม เห็นความจริงของพระไตรลักษณ์เพื่อที่เราจะได้ไม่หลงติดอยู่ในสิ่งทั้งปวงอันเป็นทุกข์ และทำให้เกิดทุกข์

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved