หน้ารวมบทความ
   บทความ > บุคคล > หลวงพ่อคำเขียนจากไปแต่ตัว
กลับหน้าแรก

 

หลวงพ่อคำเขียนจากไปแต่ตัว
พระไพศาล วิสาโล

แสดงธรรมหลังทำวัตรเช้า วันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๗  ณ วัดป่าสุคะโต

แบ่งปันบน facebook Share

 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดาสำหรับพวกเรา ถึงแม้จะเป็นเรื่องปกติธรรมดาของโลกนี้ ทุกวัน ๆ มีความสูญเสียพลัดพรากเกิดขึ้นมากมาย มีคนตายวันหนึ่ง ๆ เกือบสองแสนคน  การจากไปของหลวงพ่อจึงเป็นเรื่องธรรมดาของโลก แต่เป็นเรื่องไม่ปกติธรรมดาสำหรับพวกเรา  

อย่างไรก็ตาม เราก็ควรใช้ชีวิตตามปกติ เท่าที่เราจะทำได้ โดยเฉพาะในฐานะนักปฏิบัติ ปกติธรรมดาของเราก็คือการปฏิบัติธรรม  เรามีการทำวัตรสวดมนต์ทุกเช้าและเย็น เรามีการเจริญสติ ไม่ว่าเดินจงกรมสร้างจังหวะ หรือการสร้างความรู้สึกตัวในอิริยาบถต่าง ๆ   นี้คือปกติธรรมดาของเรา ซึ่งควรจะรักษาเอาไว้  ส่วนกิจที่ต้องทำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดงานให้หลวงพ่อ  เราก็สมควรทำ  แต่อย่าให้งานเหล่านั้นมาทำลายความปกติธรรมดาของเรา ถ้าจะเกิดผลกระทบก็ให้เกิดน้อยที่สุด เช่นเมื่อวานพระและโยมส่วนใหญ่ไปงานสวดที่วัดภูเขาทอง  จึงมีส่วนน้อยที่ทำวัตรเย็นกันที่นี่  อันนั้นไม่เป็นไร เพราะเป็นแค่การเปลี่ยนสถานที่ แต่กิจวัตรยังคงเดิม

ที่สำคัญก็คือแม้กิจวัตรของเราในช่วงนี้ อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ขอให้ใจของเราคงความปกติเอาไว้ ถือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานกับหลวงพ่อของเรา เป็นการบ้าน เป็นโจทย์ใหญ่ ที่ฝึกให้เรารู้จักรักษาใจให้เป็นปกติ  หากว่าจะเศร้าโศกเสียใจ หรือใจหวั่นไหวก็ขอให้รู้ทัน ถือว่าเป็นการฝึกสติจากเหตุการณ์จริง 

ไม่ใช่เรื่องเสียหายถ้าหากเราจะร้องไห้เพราะจิตใจหวั่นไหว  แต่จะดีถ้าเรารู้ทัน เห็นอาการที่เกิดขึ้น เห็นความเศร้าเสียใจที่เกิดขึ้น เห็นความหวั่นไหวที่เกิดขึ้น เพราะเราคือปุถุชน ไม่ใช่ว่านักปฏิบัติธรรมจะร้องไห้ไม่ได้ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ให้รู้ทันในสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะนี่คือสิ่งที่หลวงพ่อได้สอนเรา ได้ตอกย้ำกับเราว่าให้รู้กายรู้ใจ  ทั้งกายและใจล้วนเป็นสิ่งที่เราบังคับควบคุมไม่ได้ แต่เราสามารถรู้ทันในสิ่งที่เกิดขึ้นกับกายและใจ รวมทั้งสามารถสร้างเหตุปัจจัยส่งเสริมให้กายและใจเป็นไปในทางที่ดีงามได้   เช่น สร้างเหตุปัจจัยเพื่อให้สติงอกงาม ให้ความรู้สึกตัวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง  จากนั้นก็เอาสติและความรู้สึกตัวนั้นมาใช้ในยามที่เกิดความไม่ปกติกับชีวิตของเรา หรือเมื่อเกิดความไม่ปกติในชุมชนของเรา นี้เป็นเวลาที่ควรเอาธรรมะทั้งหลายมาใช้งาน เมื่อผ่านเหตุการณ์เหล่านี้ไปได้ เราก็จะเข้มแข็งขึ้น ฉลาดขึ้น สามารถรับมือกับความไม่ปกติที่รุนแรงแบบนี้หรือยิ่งกว่านี้ได้

จะว่าไปหลวงพ่อไม่ได้จากไปแบบปุบปับ ท่านให้เวลาพวกเราตั้งตัวหรือเตรียมจิตเตรียมใจมาเป็นเวลาหลายเดือน  ถ้าท่านไปอย่างปุบปับก็คงเป็นการบ้านที่หนักมากสำหรับพวกเรา ในการที่จะรักษาใจให้ปกติ  อย่างไรก็ตามเราควรตระหนักว่าความสูญเสียนั้น บางครั้งก็มาในเวลาที่เราคาดไม่ถึง ความสูญเสียครั้งใหญ่บางครั้งก็มาในวันที่แสนจะปกติธรรมดา หรือวันที่ปลอดโปร่งแจ่มใส อย่างตอนเกิดสึนามิเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว  ท้องฟ้าที่พังงาและภูเก็ตไม่ได้มืดครึ้มเลย  ฟ้าสวย แดดใส บรรยากาศดี  แต่แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นในเช้าวันนั้นคือความหายนะพินาศราวกับนรกแตกเลยทีเดียว  หรือตอนเกิดเหตุการณ์ ๑๑ กันยา ๔๔ ซึ่งส่งผลกระทบไปทั่วโลก วันนั้นฟ้าในกรุงนิวยอร์กก็สวย อากาศก็ดี เป็นเช้าวันอังคารที่แสนจะปกติธรรมดา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในเช้าวันนั้นสั่นสะเทือนโลกทั้งโลก อย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ทุกวันนี้เราก็ยังได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์วันนั้น

มองในอีกแง่หนึ่ง หลวงพ่อได้จากไปในเวลาที่เราคาดไม่ถึงเหมือนกัน เพราะตอนนั้นพวกเรากำลังทำวัตรและฟังธรรมอยู่  จะเรียกว่าปุบปับในความรู้สึกของเราก็ได้ แต่ก่อนหน้านั้นท่านก็มีเวลาให้เราได้เตรียมใจอยู่นาน

นอกจากการรักษาใจให้ปกติแล้ว เราควรทำมากไปกว่านั้น นั่นคือหาประโยชน์จากสิ่งที่เกิดขึ้น  สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าบวกหรือลบล้วนมีประโยชน์ทั้งนั้น ถ้าเรารู้จักเปลี่ยนความทุกข์ ความสูญเสียให้เป็นธรรมะ เราก็จะได้ประโยชน์  เพราะจะช่วยให้เราเกิดปัญญามากขึ้น รู้เท่าทันความจริงของชีวิตมากขึ้น  หลวงพ่อเคยพูดหลายครั้งว่า “ภาวนาก็คือการเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดี”   เปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดี ไม่ได้หมายถึงเปลี่ยนเหตุการณ์ภายนอก  เหตุการณ์ใดเมื่อเกิดขึ้นแล้ว เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ หลวงพ่อละสังขารไปแล้ว เราไม่สามารถทำให้ท่านฟื้นขึ้นได้  แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้ว เราสามารถเปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนความหมายของมันได้  แทนที่จะเห็นว่าเป็นความสูญเสียพลัดพราก ก็เห็นว่า มันคือสัจธรรม  พูดง่าย ๆ คือเปลี่ยนทุกข์ให้เป็นธรรม

แทนที่จะเศร้าโศกคร่ำครวญ ก็ควรเห็นธรรมจากเหตุการณ์ดังกล่าว เห็นถึงความไม่จีรังยั่งยืนของสังขาร เห็นว่าความทุกข์นั้นแทรกซึมฝังลึกอยู่ในสังขารทุกชนิด อย่างที่เราสวดกันทุกวันตอนเช้า “เราทั้งหลายเป็นผู้ที่ถูกความทุกข์หยั่งเอาแล้ว”  ความทุกข์มันหยั่งอยู่ในตัวเราทุกคน นี่เป็นธรรมดา ธรรมชาติของสังขาร  นอกจากนั้นเรายัง “เป็นผู้ที่มีความทุกข์อยู่เบื้องหน้า” ด้วย เบื้องหน้าจากนี้ไปเราไม่รู้ว่าจะสูญเสียใครไปอีก  แต่มันก็ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน  อยู่ที่ว่าเป็นใคร ช้าหรือเร็วเท่านั้น  อันนี้เป็นสัจธรรมที่เราต้องรู้จักมองให้เห็น เก็บเกี่ยวให้ได้  เพื่อหล่อเลี้ยงสติปัญญาของเราให้เจริญงอกงาม

ดอกบัวไม่ได้เกิดขึ้นจากไหนเลย มันเกิดขึ้นจากโคลนตม  ท่านติช นัท ฮันห์ เขียนเตือนใจไว้ดีว่า No Mud, No Lotus ไม่มีโคลนตมก็ไม่มีดอกบัว  ดอกบัวในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงเฉพาะดอกบัวที่เห็นด้วยตาเท่านั้น  แต่หมายถึงจิตที่ตื่นรู้ เบิกบาน เป็นอิสระ เหนือทุกข์  หรือจิตของผู้บรรลุธรรม ซึ่งกิเลสไม่อาจแตะต้องได้ เช่นเดียวกับหยดน้ำที่ไม่อาจเกาะติดดอกบัวหรือใบบัวได้  ดอกบัวงดงามได้ ทั้ง ๆ ที่เกิดขึ้นจากโคลนตมอันสกปรกไม่น่าดู ไม่มีใครอยากจะข้องเกี่ยวกับโคลนตม แต่ผลผลิตของโคลนตมนั้นก็คือดอกไม้งดงามที่เรานำไปบูชาพระ สักการะพระพุทธเจ้า  ไม่มีโคลนตมก็ไม่มีดอกบัว  ไม่เจอทุกข์ก็ไม่พบธรรมะ  ต่อเมื่อเจอทุกข์ ธรรมะในใจเราจึงสามารถหยั่งลึกและเจริญงอกงามได้

ฉะนั้น ความสูญเสียก็มีประโยชน์  ความทุกข์ต่าง ๆ ก็มีประโยชน์  เราไม่สามารถเปลี่ยนมันได้เพราะมันเกิดขึ้นแล้ว และผ่านเลยไปแล้ว  แต่เราสามารถเปลี่ยนความหมายของมัน เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อมัน หรือเปลี่ยนความรู้สึกที่มีต่อมัน อันนี้เราทำได้

สำหรับบางคนความตายคือความสูญเสีย  แต่สำหรับบางคนความตาย หมายถึงการเปิดใจให้เห็นธรรมะหรือเตือนใจให้ไม่ประมาท อันนี้คือมรดก  หรือพินัยกรรมสุดท้ายที่พระพุทธเจ้าได้มอบไว้แก่พระสาวก ตกทอดมาจนถึงเราทุกคน ดังพระองค์ตรัสเป็นปัจฉิมโอวาทว่า “สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด” หรือ “ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท”  อันนี้เป็นมรดก หรือพินัยกรรมที่พระพุทธเจ้าได้มอบไว้กับชาวพุทธทุกคน 

พินัยกรรมนี้มีประโยชน์อย่างยิ่ง เราควรนำมาใช้กับตัวเราในยามพลัดพรากสูญเสีย แทนที่จะคร่ำครวญเสียใจหรือหดหู่เศร้าหมอง ก็ใช้เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดความไม่ประมาท ให้เร่งทำความเพียร ไม่นิ่งดูดาย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับหลวงพ่อ สักวันหนึ่งก็จะต้องเกิดขึ้นกับคนรักคนอื่น ๆ ของเรา ถ้าไม่ใช่ครูบาอาจารย์ ก็อาจเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก เป็นหลาน  เป็นเพื่อนรักของเราก็ได้  และในที่สุดก็จะต้องเกิดขึ้นกับเราอย่างหนีไม่พ้น 

หลวงพ่อไปดีแล้วสมกับชื่อวัดที่ท่านตั้งว่าสุคะโต หรือ “ผู้ไปแล้วด้วยดี”  แล้วเราล่ะ เราจะไปดีอย่างนั้นได้ไหม ถ้าอยากจะไปดีอย่างนั้นก็ต้องตระเตรียมตั้งแต่วันนี้ ด้วยการทำชีวิตของเราให้ดี ดีในที่นี้ไม่ใช่แค่ทำดีเท่านั้น แต่ต้องภาวนา ฝึกฝนใจให้เห็นความจริง เห็นสัจธรรมจนพ้นจากความทุกข์ หรือไม่เป็นอะไรกับอะไร อย่างน้อย ๆ ก็มีธรรมนำพาชีวิตอย่างที่หลวงพ่อได้เขียนย้ำเตือนพวกเราในบันทึกของท่าน

หลวงพ่อจากไปก็ไปแต่ตัว แต่คำสอนซึ่งเป็นหัวใจของท่าน ยังอยู่กับเรา หลวงพ่อได้ทิ้งคำสอนไว้มากมาย ทั้งที่เป็นตัวหนังสือ ทั้งที่เป็นเสียงบรรยาย รวมทั้งความเมตตาและจริยาอันงดงามซึ่งประทับอยู่ในใจของเรา  ในขณะเดียวกัน ท่านก็ไม่ได้เอาอะไรไปจากเรา  สิ่งดี ๆ ทั้งหลาย ท่านไม่ได้เอาอะไรไปด้วยเลย  

เมื่อคราวที่สามเณรจุนทะ ซึ่งเป็นน้องชายพระสารีบุตร นำข่าวมาแจ้งแก่คณะสงฆ์ว่าพระสารีบุตรปรินิพพานแล้ว พระอานนท์เศร้าโศกเสียใจมาก พระพุทธเจ้าจึงตรัสถามว่า “ดูก่อนอานนท์  สารีบุตรพาเอาศีลขันธ์  สมาธิขันธ์   ปัญญาขันธ์  วิมุตติขันธ์  วิมุตติญาณทัสสนขันธ์  ไปด้วยหรือ” พระอานนท์ก็ตอบว่าเปล่า  พระพุทธเจ้าตรัสเช่นนี้เพื่อให้พระอานนท์ตระหนักว่า ในเมื่อพระสารีบุตรไม่ได้เอาศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ หรือวิมุตติญาณทัสสนขันธ์ไปด้วย จะเศร้าเสียใจไปทำไม   ถ้าหากพระสารีบุตรหรือใครก็ตาม  เอาสิ่งเหล่านี้ไปด้วยนั่นแหละที่เราควรจะเสียใจ 

หลวงพ่อก็ไม่ได้เอา ศีล สมาธิ ปัญญาไปกับท่านด้วย ไม่ได้เอาสติ ไม่ได้เอาความรู้สึกตัว ไปจากเรา ไม่ได้เอาสัจธรรมที่เปิดทางสู่ความพ้นทุกข์ไปกับท่านด้วย  ทั้งหมดเหล่านี้ยังอยู่ แล้วรอให้เราค้นพบ เข้าถึง และใช้ประโยชน์ อันไหนที่เราเข้าถึงแล้ว มีแล้ว ก็ยังมีอยู่ต่อไป หลวงพ่อไม่ได้เอาไปด้วยเลย  จะว่าไปแล้วสิ่งที่เป็นแก่นธรรมยังอยู่ และจะอยู่ตลอดไป ตราบใดที่ยังมีผู้ปฏิบัติ  ในทำนองเดียวกันสิ่งที่หลวงพ่อค้นพบ และเข้าถึงก็ยังอยู่ รอการค้นพบจากเรา รอการเข้าถึงจากเรา

เพราะฉะนั้น แทนที่จะเสียใจคร่ำครวญ เราควรถือว่าเป็นหน้าที่ที่เราจะต้องปฏิบัติ ทำความเพียร เพื่อให้เข้าถึงหรือประสบอย่างที่ท่านได้เข้าถึงและประสบมาแล้ว  ความสูญเสียของเราเมื่อวานหมายถึงเครื่องเตือนใจให้เราทำความเพียรด้วยความไม่ประมาท ในเวลาเดียวกันก็เป็นเครื่องย้ำเตือนให้เรารู้จักปล่อยวาง 

เมื่อพระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงความไม่เที่ยงของสังขาร พระองค์ตรัสสองแง่ แง่หนึ่งคือ ให้ปล่อยวาง “อนิจฺจา วต สงฺขารา อุปฺปาทวยธมฺมิโน อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ เตสํ วูปสโม สุโข”  ที่เรียกว่าบังสุกุลตาย แปลว่า “สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ เกิดขึ้นแล้วย่อมเสื่อมไปเป็นธรรมดา  เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป  การสงบวางแห่งสังขารเป็นความสุขอย่างยิ่ง”   อันนี้พระองค์สอนให้ปล่อยวาง โดยปรารภถึงความไม่เที่ยงของสังขาร  เรียกว่าเป็นการทำใจ  ส่วนอีกแง่หนึ่งที่เราจะได้ประโยชน์จากความไม่เที่ยงของสังขารก็คือ การเตือนใจให้ไม่ประมาท   ความไม่ประมาทหมายถึงการเพียรพยายาม ไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไป ตระหนักว่าเวลาเหลือน้อยลงทุกทีต้องรีบทำความเพียร ให้ถึงประโยชน์ เท่าที่มนุษย์เราจะพึงได้รับ อันนี้เรียกว่าเป็นการทำกิจ 

การทำกิจ และการทำจิต ต้องทำควบคู่กัน  เมื่อไม่เศร้าโศกไม่เสียใจเพราะปล่อยวางได้อันนี้ก็ดีแล้ว  แต่ก็จะต้องเร่งทำความเพียรด้วย  เพราะปล่อยวางไม่ได้แปลว่าปล่อยปละละเลย  ปล่อยวางเป็นการทำจิต เพื่อใจไม่ทุกข์  ส่วนการทำกิจยังต้องทำต่อไป คือทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด 

ถ้าเราเกี่ยวข้องกับความสูญเสีย หรือความตายของคนที่เรารักอย่างไม่ถูกต้อง มันก็พาไปสู่ความเสื่อมได้   แต่ถ้าเรามีท่าทีที่ถูกต้องก็จะกระตุ้นให้เราเกิดความตื่นตัว ขวนขวาย ไม่ปล่อยปละละเลย เร่งทำความเพียร เพื่อบรรลุซึ่งประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน  อย่างบางคนมีลูกมีหลาน มีพ่อมีแม่ที่ต้องดูแล ก็ต้องไม่ประมาท ควรทำหน้าที่ต่อท่านให้ดีที่สุดขณะที่ยังมีเวลา  อันนี้เรียกว่าทำความเพียรเพื่อประโยชน์ท่าน 

ส่วนหน้าที่ต่อตัวเองเราก็มีเหมือนกัน คือหน้าที่ที่จะทำให้ตัวเองไม่ทุกข์ หน้าที่ที่จะเข้าถึงความพ้นทุกข์ เข้าถึงสภาวะเหนือโลก คือ “อริยโลกุตตรธรรม” ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นทรัพย์ประจำตัวของทุกคน  เราก็ต้องเข้าถึงหรือใช้ประโยชน์จากทรัพย์อันล้ำค่านี้ให้ได้ อันนี้เรียกว่าประโยชน์ตน เป็นสิ่งที่ต้องทำเช่นกัน ทำด้วยความเร่งรีบ แต่ไม่ร้อนรน  ในเวลาเดียวกันก็ไม่ควรรีรอ รีรอก็ไม่ถูก ร้อนรนก็ไม่ถูก แต่ต้องเร่งทำ คือไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไป 

เมื่อปฏิบัติถึงจุดหนึ่ง ก็จะเห็นความจริงจนกระทั่งปล่อยวางได้ในที่สุด  แม้ใจปล่อยวางแล้ว แต่ก็ยังทำกิจอย่างต่อเนื่อง เหมือนที่พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายท่านปล่อยวางหมดแล้ว เพราะท่านมีปัญญาแลเห็นว่าไม่มีอะไรที่จะยึดถือได้เลยสักอย่างแม้กระทั่งกายและใจนี้ แต่ท่านก็ไม่ได้นิ่งดูดาย ท่านยังทำกิจมากมายเพื่อชาวโลก  อันนี้คือหน้าที่ที่เราควรใส่ใจ แล้วเดินหน้าต่อไป  ด้วยการรักษาความปกติให้เกิดขึ้นทั้งในส่วนที่เป็นกิจวัตร และในส่วนที่เป็นคุณภาพจิตของเรา

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved