หน้ารวมบทความ
   บทความ > บุคคล > รำลึกถึงหลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ
กลับหน้าแรก

ภาพโดย สมภพ บุตราช

 

รำลึกถึงหลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ
พระไพศาล วิสาโล

แสดงธรรมงานละสังขารหลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ  
วันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๗   วัดภูเขาทอง

แบ่งปันบน facebook Share

 

วันนี้เป็นวันที่พวกเราไม่อยากจะให้เกิดขึ้น คือวันที่หลวงพ่อละสังขาร อย่างไรก็ตามความเป็นจริงของโลกนี้มิได้ขึ้นอยู่กับความอยากของเรา แต่ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย เมื่อเหตุปัจจัยถึงพร้อมหลวงพ่อก็จำต้องละจากพวกเราไป เป็นการยากที่เราจะนึกถึงสถานที่แห่งนี้โดยไม่มีหลวงพ่อคำเขียนอยู่กับเราด้วย  ทำนองเดียวกันเป็นเรื่องยากที่เราจะนึกถึงวัดป่าสุคะโตโดยไม่มีหลวงพ่อคำเขียน เพราะว่าท่ามะไฟหวานมาถึงวันนี้ได้ก็เพราะมีหลวงพ่อเป็นทั้งผู้บุกเบิก ผู้พัฒนา และเป็นจิตวิญญาณของชาวบ้าน ในทำนองเดียวกันที่วัดป่าสุคะโต  หลวงพ่อก็ได้มาบุกเบิกจนมีหลักฐานมั่นคง  ทีแรกท่านตามหลวงพ่อบุญธรรมมา แต่ภายหลังท่านได้พัฒนาจนกลายเป็นสถานปฏิบัติธรรมที่รองรับผู้คนจากทุกสารทิศ  ถ้าไม่มีหลวงพ่อคำเขียนก็คงไม่มีท่ามะไฟหวานวันนี้ และวัดป่าสุคะโตอาจไม่ยั่งยืนถึงปัจจุบัน

หลวงพ่อคำเขียนเป็นรูปธรรมของความเมตตา ที่เราสัมผัสได้  ความเมตตาชักนำให้หลวงพ่อคำเขียนขึ้นมาปักหลักบนหลังเขาตั้งแต่ปี ๒๕๑๙ ท่านต้องการนำพาผู้คนให้พบธรรมะ  อย่างที่ท่านได้สัมผัส  แต่เมื่อท่านทราบว่าที่ท่ามะไฟหวานมีปัญหา ญาติโยมพากันนิมนต์ท่านมาจำพรรษาที่นี่จากวัดป่าสุคะโต ท่านก็ยินดีมา ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า จะต้องเจอกับอะไรบ้างที่นี่ เพราะเวลานั้นท่ามะไฟหวานไม่ใช่อย่างที่เราเห็นอย่างทุกวันนี้ สมัยนั้นเขาเรียกกันว่า “ดงเลือด” คนเฒ่าคนแก่เคยเล่าให้อาตมาฟังว่าท่ามะไฟหวานตอนนั้นเป็นดงเลือด เพราะว่าไม่ค่อยมีขื่อมีแปเท่าไร  คนที่ขึ้นมาบนหลังเขาจำนวนไม่น้อยเป็นพวกที่หนีคดี หลบหนีอาญาบ้านเมือง หรือไม่ก็ไม่มีที่ไป ไม่สามารถอยู่ข้างล่างได้  ที่นี่ตอนนั้นเมื่อ ๔๐ ปีที่แล้วเต็มไปด้วยความขัดแย้งทะเลาะเบาะแว้งกันเพราะไม่มีขื่อไม่มีแป กฎหมายแผ่มาไม่ถึง แต่เป็นเพราะความเมตตากรุณาของหลวงพ่อ ท่านจึงรับมาเป็นเจ้าอาวาสที่นี่

วัดภูเขาทอง ไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์แต่เริ่มต้นจากติดลบด้วยซ้ำ เพราะตอนนั้นชาวบ้าน ไม่รู้จักศีล ไม่รู้จักธรรมเอาเลย ท่านเล่าว่าตอนที่ท่านย้ายมาที่นี่ใหม่ ๆ ต้องขนขวดเหล้าออกจากวัด ไม่ใช่แค่สิบแต่เป็นร้อย ๆ ขวด เพราะคนเอาเหล้ามากินในวัด ใช้ศาลาวัดเป็นบ่อนเล่นการพนัน ท่านต้องมาฟื้นฟูวัดให้เป็นระเบียบ ให้เป็นศูนย์กลางทางธรรมของผู้คน เมื่อท่านมาเป็นเจ้าอาวาสแล้วท่านยังต้องทำหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านกลาย ๆ คือต้องช่วยระงับความขัดแย้งของผู้คนให้กลับมาคืนดีกัน  ชักชวนให้ผู้คนสามัคคีกัน ทั้งที่นั่นไม่ใช่จุดมุ่งหมายของหลวงพ่อที่ขึ้นมาบนหลังเขาเลย ท่านต้องการมาสอนธรรม เพราะท่านถนัดทางนั้น แต่เมื่อท่านเห็นความทุกข์ยากของผู้คนเพราะความไม่มีขื่อไม่มีแป ทะเลาะเบาะแว้งกัน  ท่านจึงรับมาเป็นทั้งผู้นำทางจิตใจและผู้นำของชุมชนไปด้วยในตัว ทีละน้อย ๆ ท่านก็สามารถสร้างศรัทธาให้ผู้คนมีในตัวท่าน และมีในพระธรรมคำสอน จนชาวบ้านพากันเข้าวัดเพื่อมาถือศีลปฏิบัติธรรม อบายมุขก็ค่อย  ๆ  ลดลงไป การทะเลาะเบาะแว้งถึงขั้นเลือดตกยางออกก็ลดน้อยลง

หลวงพ่อคำเขียนท่านมีเมตตามาก เมื่อเห็นความทุกข์ยากเดือดร้อนเกิดขึ้นซึ่ง ๆ หน้า ท่านจะไม่นิ่งดูดาย ปล่อยให้ผ่านเลยไป เมื่อท่านทราบว่าเด็กชาวบ้านตัวเล็ก ๆ ต้องตายเพราะตามพ่อแม่เข้าไปทำไร่ทำนาในป่า ท่านก็จัดทำศูนย์เด็กขึ้น รับเอาลูกของเขามาดูแลที่วัดนี้แหละ โดยท่านไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ท่านทำนั้นคือศูนย์เด็กแห่งแรกของจังหวัดชัยภูมิ ศูนย์เด็กแห่งแรกของจังหวัดชัยภูมิอยู่บนเขานะ ไม่ได้อยู่ในเมือง ท่านทำด้วยความเมตตา อยากจะช่วยชาวบ้านดูแลเด็กให้ปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บ ตามมาด้วยการสอนให้รู้หนังสือและรู้จักธรรมะ

เป็นเพราะศูนย์เด็กแห่งนี้ อาตมาจึงได้มาพบกับหลวงพ่อ ตอนนั้นอาตมาเป็นฆราวาส  ทำโครงการ “แด่น้องผู้หิวโหย” ช่วยเหลือเด็กขาดอาหารในภาคอีสาน โดยเฉพาะชัยภูมิ นครราชสีมา  เมื่อเห็นว่าหลวงพ่อมีกิจกรรมที่น่าสนับสนุนก็เลยขึ้นมาบนหลังเขา ตอนนั้นไม่ทราบด้วยซ้ำว่าท่านเป็นวิปัสสนาจารย์ ต่อมาได้มาช่วยท่านทำสหกรณ์ข้าวเพื่อช่วยให้ชาวบ้านมีข้าวราคาถูก เพราะสมัยนั้นข้าวมีราคาแพงมากเนื่องจากไม่มีถนนขึ้นเขาจากแก้งคร้อ ชาวบ้านต้องแบกข้าวแล้วปีนเขาขึ้นมา  ข้าวที่ท่ามะไฟหวานจึงมีราคาสูง แต่ถ้ามีสหกรณ์ ซื้อข้าวจากเมืองชัยภูมิแล้วขนขึ้นมาทางรถยนต์ ซึ่งตอนนั้นมีถนนแล้ว ก็จะทำให้ข้าวที่นี่ราคาถูกลง  ชาวบ้านสามารถหาซื้อได้ไม่ยากนัก หนี้สินก็จะลดน้อยลง

ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะความเมตตาของหลวงพ่อ  ทั้ง ๆ ที่ท่านไม่ได้คิดจะทำเรื่องนี้มาก่อนเลย แต่ท่านก็ได้มาช่วยพัฒนาชุมชน จนกระทั่งชาวท่ามะไฟหวานสามารถลืมตาอ้าปากได้  แต่ตลอดเวลาท่านก็ไม่ได้ทิ้งเรื่องกรรมฐานเลย ทุกครั้งที่ท่านได้รับการร้องขอจากหมู่คณะให้ไปแสดงธรรม ท่านก็ลงจากเขาไปแสดงธรรมตามที่ต่าง ๆ ทั้งกรุงเทพฯ หาดใหญ่ ขอนแก่น

หลวงพ่อไม่ได้สนใจแต่ความทุกข์ยากของชุมชน แต่ยังสนใจความเดือดร้อนของธรรมชาติ หลวงพ่อรักธรรมชาติมาก และนั่นคือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ท่านกลับไปปักหลักอยู่ที่วัดป่าสุคะโต  เพราะนั่นเป็นที่ ๆ ท่านจะอนุรักษ์ป่าไว้ได้ สำหรับหลวงพ่อแล้ว ธรรมะกับธรรมชาติแยกจากกันไม่ออก หลวงพ่อบอกว่า เมื่อท่านมาพบธรรม ท่านก็มีความรักหวงแหนในธรรมชาติมาก ท่านได้อนุรักษ์ป่าสุคะโต ทั้ง ๆ ที่ยากลำบากมาก  เพราะว่ามีคนมาลักตัดไม้เป็นประจำ อีกทั้งยังต้องสู้รบกับไฟที่มาจากไร่ข้างเคียง เผาทำลายป่าทุกปี ๆ แต่ท่านก็ไม่ย่อท้อ

หลวงพ่อคำเขียนมีภาระเยอะมาก ทั้งนี้เพราะความเมตตากรุณาของท่านอย่างไม่มีประมาณ ท่านใส่ใจชุมชน และเป็นห่วงใยธรรมชาติ แต่ตลอดเวลาที่ทำงานช่วยเหลือชุมชนและอนุรักษ์ธรรมชาติ ท่านก็สอนธรรมะควบคู่กัน จนกระทั่งระยะหลังท่านก็มาเน้นหนักในการสอนธรรมควบคู่กับการอนุรักษ์ป่า ส่วนงานชุมชนท่านก็ทำน้อยลง อาตมาโชคดีที่ได้มารู้จักหลวงพ่อ ไม่ใช่ในฐานะนักพัฒนา และนักอนุรักษ์ธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังรู้จักหลวงพ่อในฐานะที่เป็นอาจารย์กรรมฐาน ซึ่งเป็นเหตุให้อาตมาตัดสินใจมาบวชและปฏิบัติอยู่กับท่านที่วัดป่าสุคะโตตั้งแต่พรรษาแรก

เชื่อว่าหลายคนได้รับอานิสงส์จากหลวงพ่อเป็นอเนกปริยาย โดยเฉพาะเรื่องของการเปิดใจให้ได้เห็นธรรมะ ได้เข้าใจธรรมะหรืออย่างน้อย ๆ ก็ได้รู้จักตัวเอง  ได้รู้ว่าชีวิตที่ควรค่าแก่การดำรงอยู่นั้นเป็นอย่างไร คือเป็นชีวิตที่ตื่นรู้ เป็นชีวิตที่เปี่ยมด้วยความรู้สึกตัว ที่จริงหลวงพ่อไม่ได้มีเพียงความเมตตากรุณา หลวงพ่อยังมีปัญญาที่
ลุ่มลึกด้วย เป็นปัญญาที่เกิดจากการเห็นธรรมด้วยตัวเอง หลังจากที่ได้ทุ่มเทปฏิบัติฝึกฝนกับหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ปัญญาของหลวงพ่อคำเขียนและสัจธรรมที่ท่านค้นพบนั้นมีค่ามหาศาลมาก ท่านพยายามอุทิศตนเพื่อนำพาให้พวกเรามีปัญญาเห็นอย่างท่านบ้าง  เหมือนอย่างที่ท่านได้รับการเกื้อกูลจากหลวงพ่อเทียน จนกระทั่งเกิดความเข้าใจในสัจธรรมที่ช่วยทำให้พ้นจากความทุกข์ได้  อาตมาเชื่อว่าหลายคนที่ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำสั่งสอนของหลวงพ่อย่อมเกิดปัญญาไม่มากก็น้อย   แม้จะไม่ถึงระดับของท่านก็ตาม

หลวงพ่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเห็นสัจธรรม เข้าใจเรื่องรูปนาม จนกระทั่งเห็นความเกิดดับของนามรูป  ซึ่งช่วยให้ปล่อยวางจากสิ่งทั้งปวง จนถึงขั้นไม่เป็นอะไรกับอะไร ในช่วงระยะหลังหลายปีที่ผ่านมา หลวงพ่อเน้นย้ำอยู่บ่อย ๆ ว่า “ไม่เป็นอะไรกับอะไร” ไม่เป็นอะไรกับอะไร มีความหมายตั้งแต่การไม่เข้าไปในความคิด ไม่เข้าไปในอารมณ์  ไม่ยึดว่ามันเป็นเราเป็นของเรา  พูดอีกอย่างคือ เห็นแต่ไม่ใช่ผู้เป็น ไม่ใช่ผู้โกรธ ไม่ใช่ผู้โลภ ไม่ใช่ผู้คิด   แต่เห็นความโกรธ ความโลภ และความคิดที่เกิดขึ้นในใจ ท่านจะเน้นอยู่เสมอว่า “เห็น อย่าเข้าไปเป็น” โดยใช้วิธีการที่เรียกง่าย ๆ ว่า “รู้ซื่อ ๆ” คือรู้เฉย ๆ  รู้ด้วยใจเป็นกลาง ซึ่งเป็นสิ่งที่ท่านได้เรียนรู้มาจากหลวงพ่อเทียน

รู้ซื่อ ๆ คือการรู้กายเคลื่อนไหว รู้ใจคิดนึกด้วยความเป็นกลาง อะไรเกิดขึ้นกับกายก็รู้ รู้เฉย ๆ ไม่ตัดสิน อะไรเกิดขึ้นกับใจไม่ว่าความคิด อารมณ์บวกหรือลบก็ไม่ไปข้องแวะ  ไม่หลงเพลิน ไม่ผลักไส ไม่ไขว่คว้า  ท่านสอนเสมอว่า “คิดดีก็ช่าง คิดไม่ดีก็ช่าง” แค่รู้เฉย ๆ ก็เป็นกุญแจนำไปสู่ภาวะที่ไม่เป็นอะไรกับอะไร  ซึ่งมีความหมายลึกไปถึงขั้นว่า ไม่เกิดภพเกิดชาตินั่นเอง  ไม่มีความสำคัญว่าเป็นนั่นเป็นนี่ คนทุกวันนี้มักจะปรุงแต่งภพชาติด้วยอำนาจของอุปาทาน ด้วยความยึดติดถือมั่นในความเป็นตัวกูของกู อยากเป็นโน่น ไม่อยากเป็นนี่ แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไร แม้สมอยากก็ยังทุกข์ เพราะว่าไม่มีอะไรที่เป็นแล้วจะไม่ดับ สิ่งที่เกิดขึ้นในที่สุดก็ย่อมแก่และตาย เมื่อเกิดชาติแล้ว ชรามรณะก็ตามมา คือเสื่อมและสลายไป ถ้าอยากเป็นอะไรแล้วไม่ได้เป็น ก็ย่อมเป็นทุกข์  หรือทุกข์เพราะสิ่งที่เป็นนั้นเสื่อมสลายไป ทุกข์เพราะถูกพรากจากภาวะหรือความเป็นสิ่งนั้น   ไม่ว่าอยากเป็นอะไรก็ตาม ถ้าไม่ได้เป็นอย่างที่อยากเป็นก็ทุกข์  ถึงแม้ได้เป็นแล้วไม่นานก็ต้องสูญเสียภาวะนั้นไป จึงเป็นทุกข์  เรื่องแบบนี้ถ้าไม่ปฏิบัติ ไม่เห็นด้วยสติ หรือใคร่ครวญด้วยปัญญาก็เข้าใจได้ยาก และถ้ายังไม่เข้าถึงก็ยังต้องทุกข์เพราะความมีความเป็น

คนเราทุกวันนี้ทุกข์เพราะมีไม่เป็น และเป็นไม่ถูก คือมีด้วยความยึดติด และเป็นด้วยความถือมั่น หลวงพ่อเน้นอยู่เสมอว่า ถ้ามีสติ สติจะเป็นตัวบุกเบิกทำให้เกิดปัญญา ถึงขั้นที่เรียกว่า “ไม่มี ไม่เป็นอะไรกับอะไร” ตลอดเวลาที่หลวงพ่อมีสุขภาพดี ท่านได้สอนเรื่องนี้แหละ สอนแล้วสอนเล่า ทั้งพูดทั้งบรรยาย และที่สำคัญคือท่านทำให้ดู อยู่ให้เห็นด้วย พวกเราที่ได้ใกล้ชิดกับหลวงพ่อจะรู้ว่าหลวงพ่อท่านปล่อยวางมาก ท่านไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นกับอะไรที่ทำให้ทุกข์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าท่านไม่มีหลักไม่มีเกณฑ์  ท่านพยายามสอนพวกเราให้มีหลักมีเกณฑ์ในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะผู้ที่เป็นนักบวช ในขณะเดียวกันก็เน้นย้ำให้พวกเราพากเพียรปฏิบัติเพื่อเข้าใจว่าการไม่เป็นอะไรกับอะไรนั้นสำคัญอย่างไรบ้าง

หลวงพ่อเป็นพระมหาเถระที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตัวมาก อาตมาเห็นอย่างนี้มาตั้งแต่เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว ไม่ว่ากับญาติโยม กับเณร กับเด็กเล็กหรือแม้กระทั่งกับธรรมชาติ จนถึงวันสุดท้ายของชีวิตของท่านก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง อันนี้ไม่ใช่เพราะความเมตตากรุณาของท่านเท่านั้น แต่เป็นเพราะปัญญาของท่านที่ทำให้สามารถรื้อถอนความยึดมั่นถือมั่นในตัวกูของกูได้ จนกระทั่งไม่เป็นอะไรกับอะไร หลวงพ่อไม่ได้เป็นคนที่ถือยศถืออย่าง แม้จะเป็นพระครู แต่สมณศักดิ์ก็แทบไม่มีความหมายกับท่านเลย เมื่อถึงเวลาที่ท่านป่วย ท่านก็ยังสามารถแสดงคุณลักษณะอย่างนี้ให้เราเห็น

การป่วยของท่านครั้งหลัง  ถ้าเป็นคนธรรมดาก็จะต้องทุกข์ทรมานมาก เพราะว่าหลอดอาหารก็ดี หลอดลมก็ดีอุดตันหมด ท่านไม่สามารถฉันอาหารเหมือนคนปกติได้ ต้องรับอาหารทางสายยาง จะหายใจก็ต้องหายใจทางท่อ ซึ่งนอกจากทำให้อึดอัดแล้ว ยังทำให้เกิดทุกขเวทนาด้วย ไม่นับอาการอย่างอื่นที่เกิดจากมะเร็ง  แต่หลวงพ่อก็สามารถทรงจิตทรงใจเอาไว้ได้เป็นปกติ  อีกทั้งพยายามสอนพวกเราอยู่เสมอ

การที่ท่านไม่สามารถพูดได้ มีข้อเสียมาก แต่ข้อดีก็มี คือทำให้ท่านต้องเขียนบันทึก ช่วยให้เรารับทราบความคิดความรู้สึกของท่านตลอด ๗ เดือนที่ท่านอาพาธ ที่ท่านบันทึกนั้นก็ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์

อาตมาจะคัดข้อความบางตอนที่ท่านเขียนระหว่างอาพาธให้พวกเราได้ฟังกัน  ท่านบอกว่า

“เวลานี้อยู่กับความไม่เป็นอะไรกับอะไร ลูกศิษย์หลวงพ่อเทียนมีธรรมนำพา ไม่มีวันตาย เราเห็นประสบการณ์ตั้งแต่เห็นรูปนามตามความเป็นจริง  ขอให้เราจงพากันปฏิบัติไป   จะได้พบเห็นอาการดับไม่เหลือของนามรูป  ๔๙ ปีที่ผ่านมาคือวันนี้ รู้สึกตัว รู้สึกตัวดี”

ท่านมีทุกขเวทนามาก แต่นั่นเป็นความทุกข์ทางกาย ส่วนจิตใจของหลวงพ่ออาจสุขสบายยิ่งกว่าของพวกเราเสียอีก  อันนี้เป็นผลจากประสบการณ์ทางธรรมที่ท่านได้ประจักษ์จากวิปัสสนากรรมฐาน จนกระทั่งเห็นสัจธรรมความจริง  ปัญญาดังกล่าวทำให้ท่านสามารถเผชิญกับทุกขเวทนาอย่างยากที่คนธรรมดาจะเผชิญได้  บางครั้งหลวงพ่อก็บอกว่า “เหนื่อยเพราะโรคพาให้เหนื่อย  ส่วนจิตใจก็อยู่กับตถตา ความเป็นเช่นนั้นเอง ไม่ได้เอาความเหนื่อยมาเป็นชีวิตจริง ธรรมนำพาให้อยู่” คือท่านอยู่ด้วยธรรม ไม่ได้อยู่ด้วยความรู้สึก ไม่ได้อยู่ด้วยเวทนา ไม่ได้อยู่ด้วยความอยาก ไม่ได้อยู่ด้วยความกลัว ด้วยความโกรธ ความเกลียด หรือความโลภความหลง แต่อยู่ด้วยธรรม  จากนั้นท่านเขียนต่อว่า “บางครั้งก็หายใจไม่ได้ ก็สนุกไปกับความตาย ไม่กลัวตาย”

แล้วท่านทิ้งท้ายว่า “แต่คนอื่นลำบากกับเรา เวลานอนก็อาจไม่ได้นอน”  หลวงพ่อเป็นห่วงผู้ที่ดูแลท่านมาก ซึ่งต้องดูแลกันเรียกว่าแทบ ๒๔ ชั่วโมง ตลอด ๗ เดือน หลวงพ่อที่จริงทุกข์กว่าพวกเรา แต่ท่านเป็นห่วงลูกศิษย์ที่ดูแลท่านทั้งพระทั้งโยม ว่าแม้แต่เวลานอนก็อาจไม่ได้นอน

หลวงพ่อพูดไม่ได้ แสดงธรรมไม่ได้ด้วยถ้อยคำ แต่ท่านก็แสดงธรรมให้เราเห็น แม้ในยามที่อาพาธ คือการทำให้ดูอยู่ให้เห็น และบางครั้งก็มีเมตตาเขียนบันทึก แทนคำเทศนาหรือคำบรรยายของหลวงพ่อ ซึ่งอาตมาเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ล้ำค่ามาก เพราะว่าคำบรรยายหลายครั้งก็ไม่ได้ชัดเจนหรือกระชับเท่านี้ ท่านอาจจะพูดเป็นเวลา ๑๕ นาที แต่ว่าเมื่อท่านอาพาธท่านไม่สามารถเขียนได้ยาว ท่านก็เขียนแบบกระชับ แต่ก็ได้ใจความพอ ๆ กับคำบรรยาย ๑๕ นาทีหรือครึ่งชั่วโมง ซึ่งน่าจะเป็นแบบอย่าง แบบศึกษาให้กับพวกเรา

หลวงพ่อตระหนักดีกว่า อาพาธครั้งนี้คงจะมีความตายเป็นที่สุด คงจะไม่รอด ท่านก็เตรียมตัว พยายามสั่งเสียและร่ำลา หลวงพ่อท่านเขียนไว้ตอนหนึ่งเมื่อ ๓ เดือนที่แล้ว  “ขอสั่งลาทุก ๆ ท่าน ธาตุขันธ์คงอยู่อีกได้ไม่นาน แต่ความเป็นกัลยาณมิตรคงอยู่ตลอดไป”

ธาตุขันธ์ของหลวงพ่ออยู่ได้ไม่นาน ตอนนี้ก็แตกสลายแล้วในส่วนรูปธรรม แต่ความเป็นกัลยาณมิตรจะคงอยู่ตลอดไป ขอให้พวกเราตระหนักว่าหลวงพ่อยังอยู่กับเรา ท่านยังเป็นกัลยาณมิตรกับพวกเรา เมื่อใดก็ตามที่เรารู้สึกท้อแท้ท้อถอยหรือมีความทุกข์ ก็ขอให้ระลึกถึงคำพูดที่ว่า ความเป็นกัลยาณมิตรของท่านยังอยู่กับเราตลอดไป

หลวงพ่อจะยังเป็นกัลยาณมิตรของพวกเรา อยู่ที่ว่าพวกเราจะยอมให้ท่านเป็นกัลยาณมิตรของเราหรือไม่ ถ้ามีสติ มีความรู้สึกตัวก็แสดงว่าหลวงพ่อไม่ได้อยู่ไกลจากเราเลย แต่เมื่อใดก็ตามที่เราไม่มีสติ ไม่มีความรู้สึกตัว จมอยู่ในความหลง ก็เท่ากับว่าเรากีดกันท่านออกไปจากความเป็นกัลยาณมิตรของเราแล้ว

หลวงพ่อยังพูดอีกตอนหนึ่งว่า  “สั่งลามิตรสหายทุกท่าน  ธาตุขันธ์ไม่มีวันที่จะอยู่ได้นาน ขอให้เป็นสติ ปัญญาแทน เป็นปากเป็นเสียงธรรม ตามที่หลวงพ่อเทียนสอน พวกเราถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้จริง” แล้วท่านก็บอกว่า “เวลานี้มีแต่ปล่อยวาง ไม่เป็นอะไรกับอะไร”

อันนี้เป็นคำสั่งเสียที่สำคัญมาก  ขอให้พวกเราเป็นสติและปัญญาแทนท่าน ขอให้พวกเราเป็นปากเป็นเสียงแห่งธรรมตามที่หลวงพ่อเทียนสอน และท่านก็ให้ความหวังกับเราว่า “พวกเราถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้จริง” เพราะว่าท่านไปถึงแล้ว  ท่านไม่ได้พูดจากการเดาเอาหรือคิดเอา แต่พูดจากการที่ท่านบรรลุถึงด้วยตัวท่านเอง

หลวงพ่อไม่เพียงสอนธรรมให้เราในยามปกติและยามอาพาธ  เมื่อท่านละสังขารก็ยังให้ธรรมะที่สอนให้เราได้ตระหนักว่าความตายเป็นธรรมดา มันเป็นเช่นนั้นเอง ตถตา คำถามก็คือ ตายอย่างไรถึงจะตายอย่างสงบ ตายดี ตายอย่างไม่มีผู้ตาย อันนี้ต่างหากที่เป็นการบ้านสำหรับพวกเรา ตอนที่มีชีวิตท่านก็อยู่อย่างสอดคล้องกับธรรม กลมกลืนกับธรรม  เมื่อป่วยก็ไม่ทิ้งธรรม เมื่อละสังขาร ท่านก็ได้ฝากฝังสั่งเสียให้จัดการกับสรีระของท่านอย่างสอดคล้องกับธรรมด้วย

หลวงพ่อได้สั่งเสียและฝากฝังเอาไว้ว่า  เมื่อท่านมรณภาพแล้ว ขอให้พิธีศพจัดอย่างเรียบง่าย ให้ “จัดแบบพระที่จน อย่าฟุ่มเฟือย” หลวงพ่อบอกว่าท่านไม่ขอรับพระราชทานเพลิงศพ ถึงแม้ว่าท่านมีสิทธิ์ที่จะทำอย่างนั้นได้เพราะท่านเป็นอดีตเจ้าคณะตำบล งานศพก็อยากให้ทำแบบง่าย ๆ และมีสาระ แทนที่จะสวดตามประเพณีอย่างที่เราเห็นกันในงานศพส่วนใหญ่ ท่านก็บอกให้สวดแปล แล้วท่านเลือกมา ๒ บท คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร และอภิธรรม ให้สวดแปลทั้ง ๒ บท เพราะฉะนั้นที่เราสวดมนต์เมื่อเย็นนี้ก็คือทำตามคำสั่งของท่าน ไม่ใช่ทำสักแต่เป็นพิธีกรรมที่ไม่มีความหมาย พระสวดไปโยมก็ไม่เข้าใจและอาจคุยกัน แต่ท่านอยากให้การสวดมนต์มีสาระมีความหมาย สวดแล้วก็แปลด้วย รวมทั้งมีการแสดงธรรม 

ท่านสั่งเสียอีกหลายอย่าง เพื่อกำชับให้งานศพของท่านเป็นไปอย่างไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่ก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น เพราะฉะนั้นงานศพของหลวงพ่อจะไม่เหมือนกับที่อื่น จึงอยากขอให้พวกเราอนุโลมหรือทำตามที่ท่านได้ฝากฝังเอาไว้ ให้งานนี้เป็นงานที่มีสาระมีความหมายจนถึงวันที่ปลงสรีระของท่าน ซึ่งกำหนดให้เป็นวันที่ ๖ กันยายน  พวกเราจะพยายามให้เป็นไปอย่างเรียบง่ายเท่าที่จะเป็นไปได้ และเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่มาร่วมงานด้วย

หวังว่าทุกท่านจะช่วยกันทำให้คำสั่งเสียของหลวงพ่อเป็นไปอย่างที่ท่านปรารถนา ดีกว่านั้นก็คือ การนำคำสอนของท่านไปปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงภาวะที่ไม่เป็นอะไรกับอะไร อย่างที่หลวงพ่อได้พูดย้ำอย่างมากในระยะหลัง

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved