หน้ารวมบทความ
   บทความ > บุคคล > สัมโมทนียกถางานบรรจุอัฐิธาตุหลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ
กลับหน้าแรก

ภาพถ่าย โดย แม่ชีวิภาพรรณ นาคแพน

สัมโมทนียกถางานบรรจุอัฐิธาตุหลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ

พระไพศาล วิสาโล
วันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๘
วัดภูเขาทอง บ้านท่ามะไฟหวาน

 

วันนี้พวกเรามาพร้อมกันเพื่อทำพิธีบรรจุอัฐิธาตุของหลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ หลวงพ่อมรณภาพไปหลายเดือนแล้ว แต่ว่าหน้าที่ของเราที่พึงทำกับสรีระของหลวงพ่อ ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ วันนี้เราจะได้ทำกิจดังกล่าวเป็นขั้นตอนสุดท้าย คือบรรจุอัฐิธาตุของหลวงพ่อไว้ใต้เสาอโศกใกล้ๆ กับต้นจานที่หลวงพ่อได้ฝากฝังเอาไว้

เมื่อตอนที่หลวงพ่อใกล้มรณภาพ ท่านได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า อัฐิของหลวงพ่อส่วนหนึ่งให้ฝังไว้ใต้ต้นจานหน้าศาลาน้ำใส ซึ่งลูกศิษย์ก็ได้ปฏิบัติตามที่ท่านได้ระบุเอาไว้ทันที หลังจากที่ปลงสรีระของหลวงพ่อเมื่อเย็นวันที่ ๖ กันยายน  ปีที่แล้ว  เช้ามืดวันที่ ๗ พวกเราก็นำมาฝังไว้ใต้ต้นจาน

หลวงพ่อมีความประสงค์ให้พิธีกรรมหรือพิธีการเกี่ยวกับหลวงพ่อเป็นไปอย่างเรียบง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน และไม่ฟุ่มเฟือย ท่านเห็นว่าไม่จำเป็นต้องสร้างเจดีย์ใหญ่โตเพื่อบรรจุอัฐิธาตุของท่าน แค่นำไปฝังไว้ใต้ต้นจานก็เพียงพอแล้ว อีกส่วนเอาไปบรรจุข้างๆ อัฐิของหลวงพ่อเทียนที่ลานหินโค้งใต้กงล้อธรรมจักร หลวงพ่ออยากให้อัฐิของท่านอยู่ใกล้ครูบาอาจารย์คือหลวงพ่อเทียน รวมทั้งได้อยู่ใกล้ลูกศิษย์ ทั้งที่ละไปก่อนแล้ว และที่จะละหลังจากนั้น ตอนนี้ก็มีอัฐิธาตุของหลวงพ่อเทียน หลวงพ่อคำเขียน หลวงพ่อเสถียร ท่านวรเทพ และต่อไปก็จะมีอัฐิของอาตมาอยู่ตรงนั้นด้วย หลวงพ่อบอกเอาไว้แล้วว่าไม่ต้องไปไว้ที่ไหน มาไว้ตรงนี้แหละ จึงเป็นที่รู้กันว่าสุดท้ายปลายทางของอาตมาจะอยู่ตรงไหน

หลวงพ่อต้องการให้เอาอัฐิธาตุของท่านมาฝังไว้ใต้ต้นจาน เพื่อจะได้กลับคืนสู่ธรรมชาติ กลับไปเป็นส่วนหนึ่งของผืนดินและต้นไม้ คนเรามาจากธรรมชาติ อาหารที่เรากินเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต ก็ล้วนมาจากธรรมชาติ และเมื่อเราตายไป ร่างกายของเราก็กลับคืนสู่ธรรมชาติ กลายเป็นปุ๋ยหล่อเลี้ยงต้นไม้ ต้นจานต้นนี้ก็คงจะมีบางส่วนของหลวงพ่ออยู่ในนั้น รวมทั้งต้นไม้อีกหลายต้นที่อยู่ในบริเวณนี้ก็คงมีบางส่วนของหลวงพ่อรวมอยู่ด้วย เรียกว่าหลวงพ่อได้กลับคืนสู่ธรรมชาติ และสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้ธรรมชาติ

ชีวิตของหลวงพ่ออุทิศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติมาโดยตลอด โดยเฉพาะหลังจากที่ท่านเข้าใจธรรมะ ท่านก็มีความรักธรรมชาติและอุทิศตนเพื่อการรักษาธรรมชาติ ท่านได้ย้ายมาปักหลักอยู่บนหลังเขาตั้งแต่ปี ๒๕๑๙ ในขณะที่ลูกศิษย์ส่วนใหญ่ของหลวงพ่อเทียนอยู่ในเมือง หรืออยู่ใกล้เมือง เพื่อเผยแพร่ธรรมะให้กับคนเมือง แต่หลวงพ่อคำเขียนเลือกที่จะมาพำนักอยู่บนหลังเขาไกลจากเมือง ส่วนหนึ่งก็เพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติ อีกส่วนหนึ่งก็เพื่อจะได้ช่วยสอนญาติโยมที่อยู่ไกลวัดไกลเมือง ซึ่งก็คือบรรพบุรุษหรือปู่ย่าตายายพ่อแม่ของพวกเรานั่นเอง

ชีวิตของหลวงพ่อนอกจากการเผยแพร่ธรรมะแล้วก็ยังมุ่งอนุรักษ์ธรรมชาติด้วย ชีวิตของหลวงพ่อจึงเป็นไปทั้งเพื่อธรรมะและธรรมชาติ  แม้เมื่อหลวงพ่อป่วย ท่านก็ยังสอนธรรมให้กับพวกเราจนกระทั่งวาระสุดท้าย ท่านละสังขารไปอย่างสงบ ไม่มีความทุรนทุราย เป็นการแสดงธรรมให้เห็นว่า แม้เจ็บป่วย แม้ต้องตาย ก็ทุกข์แค่กาย แต่ใจไม่ทุกข์นั้นทำได้ หากเข้าใจธรรมะ

ชีวิตของท่านทั้งในยามปกติ เจ็บป่วย และสิ้นลม เป็นไปเพื่อธรรมะและธรรมชาติล้วนๆ แม้กระทั่งเมื่อละสังขารไปแล้ว ท่านก็อยากให้อัฐิธาตุของท่านกลับไปสู่ธรรมชาติ คืออยู่ใต้ต้นจานต้นนี้ 

เพื่อเป็นนิมิตหมายสำหรับลูกศิษย์และชนรุ่นหลัง และเป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงคุณงามความดีของหลวงพ่อคำเขียน จึงมีการตั้งเสาอโศกขึ้นใกล้ต้นจาน โดยบรรจุอัฐิและอังคารส่วนที่เหลือของหลวงพ่อไว้ใต้เสาอโศกด้วย สถานที่แห่งนี้ไม่ได้มีขึ้นเพื่อระลึกนึกถึงหลวงพ่อเท่านั้น ที่สำคัญกว่านั้นก็คือเพื่อเตือนใจให้ระลึกถึงข้อธรรมคำสอนของหลวงพ่อที่ได้กล่าวให้ฟัง ทำให้ดู และอยู่ให้เห็นมาตลอดชีวิตบรรพชิตของท่าน

เมื่อใดที่เรามาเห็นเสาอโศกหรือต้นจานต้นนี้ แล้วนึกถึงคำสอนและการปฏิบัติของหลวงพ่อ สิริมงคลก็จะเกิดขึ้นกับเรา เปรียบเหมือนว่าเราได้ใกล้ชิดกับหลวงพ่ออย่างแท้จริง เพียงแค่เห็นหน้าท่าน เห็นตัวท่าน หรือสัมผัสจับปลายจีวรของท่านก็ยังไม่เรียกว่าเห็นหลวงพ่อ   ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าตรัสกับพระวักกลิว่า “แม้เธอจะจับชายจีวรของเราก็ไม่ชื่อว่าเห็นเรา” จะเห็นพระพุทธเจ้าได้ก็ต่อเมื่อเห็นธรรม  ดังพระองค์ตรัสว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา” ฉันใดก็ฉันนั้น เราจะเห็นหลวงพ่อได้ก็ต่อเมื่อเราเห็นธรรม หรือนึกถึงธรรมที่หลวงพ่อได้สอน โดยเฉพาะข้อความที่จารึกไว้ใต้ฐานเสาอโศกว่า “ไม่เป็นอะไรกับอะไร” และ “เห็นทุกข์ก็พ้นทุกข์” ด้วยวิธีนี้เท่านั้นหลวงพ่อจึงจะเป็นกัลยาณมิตรของเราตลอดไป ดังข้อความที่สลักในหินอีกแผ่นหนึ่งว่า “ขอสั่งลาทุก ๆ ท่าน ธาตุขันธ์คงอยู่อีกได้ไม่นาน แต่ความเป็นกัลยาณมิตรยังอยู่ตลอดไป”

หลวงพ่อท่านสอนอยู่เสมอว่า ให้ “รู้ซื่อๆ”  และ “เห็นอย่าเข้าไปเป็น” อันนี้เป็นธรรมะสรุปรวบยอดของหลวงพ่อ ทั้งวิธีการปฏิบัติและผลของการปฏิบัติ คือว่าถ้าเรารู้ซื่อๆ  หรือเห็นโดยไม่เข้าไปเป็น เห็นกายเห็นใจตามที่เป็นจริง เห็นความคิด เห็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นกับใจตามที่เป็นจริง รวมทั้งเห็นทุกข์ที่เกิดขึ้นกับกายและใจ โดยไม่เข้าไปเป็นผู้ทุกข์  ทุกข์นั้นแหละจะแสดงธรรมให้เราเห็น แสดงธรรมอะไร ก็คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  เพื่อให้เราไม่ยึดมั่นถือมั่นกับอะไรทั้งสิ้น เมื่อเราไม่ยึดมั่นถือมั่นกับอะไร สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือไม่เป็นอะไรกับอะไร ไม่เป็นผู้โกรธ ผู้ทุกข์ ผู้ปวด แม้ในยามเจ็บป่วย ก็ป่วยแค่กาย แต่ใจไม่ป่วยด้วย เพราะว่าไม่เป็นอะไรกับอะไร เรียกว่าแม้เจอทุกข์ จิตก็พ้นทุกข์ได้

อันนี้คือสมบัติล้ำค่าที่หลวงพ่อได้มอบไว้ให้กับเรา และเราก็ควรจะน้อมรับทุกครั้งที่ได้ระลึกนึกถึงหลวงพ่อ ไม่ว่าเราจะมีรูปหลวงพ่อ หรือมีอัฐิและอังคารของหลวงพ่ออยู่ในบ้าน แต่ถ้าเราไม่ปฏิบัติ ไม่รู้จักดูกายดูใจ อยู่กับความหลง ไม่มีความรู้สึกตัว ก็ถือว่าอัฐิหรืออังคารที่เรามีนั้นไร้ประโยชน์ ถ้าไม่ได้มีเพื่อกระตุ้นเตือนให้เราทำความเพียรเพื่อจะได้เข้าถึงธรรมอย่างที่หลวงพ่อเข้าถึงและได้แสดงไว้ ก็ไร้ค่า

หน้าที่ของเราที่พึงมีต่อสรีระหลวงพ่อกำลังจะจบสิ้นแล้ว แต่หน้าที่ต่อธรรมะของหลวงพ่อนั้นยังมีอยู่ต่อไป เราจะต้องสานต่อเพื่อสืบทอดและส่งเสริมพระศาสนา  เพื่อประโยชน์สุขของพวกเราและลูกหลานของเราในอนาคต  การที่พวกเราได้บรรจุอัฐิธาตุของหลวงพ่อใต้เสาอโศก ก็เป็นเครื่องหมายว่าหลวงพ่อได้อุทิศชีวิตเพื่อธรรมะ ชีวิตของท่านเปรียบเสมือนฐานรองรับพระศาสนา เหมือนกับที่กำลังจะเป็นฐานรองรับเสาอโศก

เสาอโศกนี้หมายความว่าอย่างไร เสาอโศกเป็นเสาที่พระเจ้าอโศกได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องหมายของการประดิษฐานพระพุทธศาสนา  พระองค์ตั้งเสาอโศกตรงบริเวณที่มีความสำคัญสำหรับพุทธศาสนา ได้แก่สถานที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพาน รวมทั้งที่อื่นๆ อีกมากมายเพื่อเป็นเครื่องหมายของการประดิษฐานของพุทธศาสนาให้มั่นคง  พระเจ้าอโศกเป็นผู้ที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาไปทั่วประเทศอินเดีย ลังกา พม่า รวมทั้งไทย ซึ่งสมัยนั้นเรียกว่าสุวรรณภูมิ ตั้งแต่เมื่อ ๒,๒๐๐ ปีที่แล้ว แต่มีเฉพาะอินเดียเท่านั้นที่มีการประดิษฐานเสาอโศกไว้

หลวงพ่อคำเขียนอุทิศตนเพื่อความตั้งมั่นของพระศาสนา โดยเริ่มที่บ้านท่ามะไฟหวาน จากนั้นก็ขยายไปบนหลังเขา แล้วก็ขยายไปยังจังหวัดอื่นในประเทศ นอกจากนั้นท่านก็ยังได้ไปแสดงธรรมที่ต่างประเทศด้วย การบรรจุอัฐิของหลวงพ่อไว้ใต้เสาอโศก จึงเป็นเครื่องหมายถึงการที่หลวงพ่อได้อุทิศตนเพื่อความตั้งมั่นของพระศาสนา เพื่อความดำรงยั่งยืนของศาสนธรรม

ในภายภาคหน้า เมื่อพวกเรามาที่นี่ เพื่อสักการะบูชาก็ขอให้น้อมใจเข้าถึงธรรมะด้วย อย่ามาที่นี่เพื่อมาบนบานศาลกล่าว อย่ามาขูดเสาหาเบอร์ อย่ามาอธิษฐานเพื่อให้ถูกหวยหรือขอให้มั่งมีร่ำรวย  จะเป็นเรื่องน่าเศร้ามากหากหลวงพ่อมีลูกศิษย์แบบนั้น ถ้าจะอธิษฐานก็อธิษฐานว่าขอให้มีความเพียร มีสติปัญญา เพื่อจะได้เห็นธรรมอย่างที่หลวงพ่อเห็น จะได้เข้าถึงธรรมอย่างที่หลวงพ่อเข้าถึง

นี้คือสิ่งที่เราควรทำกับพระบรมสารีริกธาตุด้วย ทุกวันนี้หลายคนมีพระบรมสารีริกธาตุอยู่ในครอบครอง บูชาไว้ในบ้าน แต่ถ้ามีไว้เพื่อสวดมนต์อ้อนวอนขออำนาจศักดิ์สิทธิ์อิทธิปาฏิหาริย์บันดาลให้ร่ำรวย  อย่างนี้ก็ถือว่าเรากำลังถลำสู่อวิชชาและความหลงงมงาย  การบูชาพระบรมสารีริกธาตุแบบนี้ไม่มีประโยชน์ แต่ถ้าเรามีไว้บูชาเพื่อระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อเราจะได้ตั้งมั่นบำเพ็ญเพียร มีพระนิพพานเป็นที่หมาย จึงจะถูกต้อง  การสักการะของเราควรเป็นไปเพื่อส่งเสริมธรรม เพื่อเพิ่มพูนวิชชาหรือปัญญาขึ้นมาในใจเรา ไม่ใช่เพื่อพอกพูนความหลง กิเลสตัณหาหรือเสริมสร้างอวิชชาขึ้นมาในใจเรา เพราะจะทำให้เราหลงทิศหลงทางมากขึ้น

ขออนุโมทนากับญาติโยมทุกท่านที่ได้มาถวายสังฆทานและภัตตาหารแก่พระสงฆ์ เพื่อจะได้ร่วมกันประกอบพิธีในวันนี้ให้สำเร็จเสร็จสิ้นด้วยดี ท้ายที่สุดนี้ก็ขออ้างคุณพระศรีรัตนตรัยอำนวยให้ทุกท่านได้เจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ เพื่อเป็นพลวปัจจัยในการประพฤติปฏิบัติธรรมให้เจริญงอกงามในใจ เพื่อให้เกิดปัญญา พาใจออกจากความทุกข์เข้าสู่ความสุขเกษมศานติ์ มีพระนิพพานเป็นที่หมาย สมกับคำสั่งสอนของหลวงพ่อที่ได้อุทิศตนมาทั้งชีวิต  ขอให้คำสอนของหลวงพ่อได้สถิตในใจเรา เป็นเครื่องรักษาจิตให้ไกลจากความทุกข์ และเข้าถึงพระนิพพานด้วยกันทุกคนเทอญ

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved