หน้ารวมบทความ
   บทความ > บุคคล > ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา
กลับหน้าแรก

 

ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา
พระไพศาล วิสาโล

แสดงธรรมก่อนฉันเช้า  วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๗  ณ วัดป่าสุคะโต

 

อาทิตย์ที่ผ่านมาอาตมาได้เร่งทำหนังสือ เพื่อแจกในวันที่ ๖ กันยายน งานวันปลงศพหลวงพ่อ ที่จริงก็เตรียมมาตั้งแต่ ๓-๔ เดือนที่แล้ว พอได้ยินหลวงพ่อบอกว่าป่วยคราวนี้คงไม่หาย ตายแน่ พวกเราก็เริ่มตระเตรียมทำหนังสือเพื่อใช้ในงานปลงศพ ซึ่งตอนนั้นยังไม่รู้ว่าเมื่อไร

ระหว่างที่เตรียมต้นฉบับต้องค้นหาภาพที่จะใช้ประกอบหนังสือ ก็ได้เห็นภาพเก่า ๆ ซึ่งสมัยนี้หาดูได้ยากแล้ว เช่น ภาพหลวงพ่อสอนเด็กเล็กที่บ้านท่ามะไฟหวานเมื่อปี ๒๕๒๔  ภาพหลวงพ่อนั่งฉันในบาตรกับพระรูปอื่นที่ชั้นบนของศาลาหน้าเมื่อ ๓๐ ปีก่อน  สมัยนั้นกิจกรรมทุกอย่าง ไม่ว่า ทำวัตร หรือฉันอาหาร ทำที่ชั้นบน เพราะข้างล่างเป็นพื้นดิน ยังไม่ได้เทปูนอย่างทุกวันนี้

บางภาพไม่มีคนมีแต่สะพาน เป็นสะพานเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว หรือ ๒๐ ปีที่แล้วก็มี สมัยโน้นภาพเหล่านี้เป็นภาพที่แสนจะธรรมดาสามัญไม่ใช่ภาพที่พิเศษ เพราะเห็นจนคุ้นตา แต่ตอนนี้กลายเป็นภาพที่มีค่ามาก ความมีค่าส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่าเดี๋ยวนี้หาภาพแบบนี้อีกไม่ได้แล้ว  อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะมันทำให้เราเห็นอดีตของหลวงพ่อและของวัดป่าสุคะโต แม้แต่สะพานข้ามสระที่ทำกันอย่างง่าย ๆ ตอนนี้ก็ไม่มีแล้ว มันทำให้เห็นว่าสมัยก่อนเราอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติมาก ไม่ใช่แค่ใกล้ชิดต้นไม้อย่างเดียว  ยังใกล้ชิดกับน้ำด้วย  อยู่บนสะพาน แค่เอาเท้าแหย่ลงไปสักหน่อยก็แตะน้ำแล้ว  เดี๋ยวนี้สะพานสูงกว่าแต่ก่อนมาก  ยิ่งตอนนี้สะพานดูเหมือนจะสูงมากขึ้นเพราะน้ำลดลงมาก  ผิดกับแต่ก่อนโดยเฉพาะหน้าน้ำ อยู่บนสะพานก็เอาเท้าแตะน้ำได้เลย  บางปีน้ำท่วมสะพาน ต้องลุยน้ำกันมา ทั้งสนุกสนานและน่าตื่นเต้น เพราะอาจพลัดตกสะพานจมลงไปในสระเลยก็ได้

มานึกดูแล้วก็น่าเสียดาย มีหลายภาพที่ควรถ่ายไว้ แต่ก็ไม่มีใครถ่าย เช่นภาพคนเดินขึ้นเขา สมัยก่อนไม่มีถนนขึ้นมาจากแก้งคร้อ  จะขึ้นมาบนนี้ก็ต้องปีนเขา  ตอนที่อาตมาชวนคนมาทอดผ้าป่าข้าว เมื่อปี ๒๕๒๓ ก็ปีนเขาขึ้นมา มีทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ภาพชาวบ้านขนข้าวขึ้นเขาตอนนี้มีค่ามาก แต่ตอนนั้นไม่มีใครถ่ายภาพเก็บเอาไว้เลย หรือแม้แต่สภาพหมู่บ้านท่ามะไฟหวานตอนที่ถนนยังไม่ได้ลาดยางหรือเทปูน มีแต่ลูกรัง มันเป็นสภาพของชนบทจริง ๆ เพียงแค่เห็นถนนลูกรัง ก็เห็นถึงความเป็นชนบทของที่นี่ แต่มันกลายเป็นอดีตไปแล้ว ครั้นจะตามหาภาพเหล่านั้นก็หาไม่ได้ สาเหตุสำคัญก็เพราะว่าไม่ได้ถ่ายเอาไว้ ที่ไม่ได้ถ่ายเอาไว้ เพราะตอนนั้นเห็นว่ามันเป็นธรรมดาไง

ความธรรมดาของวันนั้นได้กลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในวันนี้ และสิ่งที่เราเห็นในวันนี้  ซึ่งเรารู้สึกว่าธรรมดาเหลือเกิน ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็ตาม ผ่านไป ๒๐-๓๐ ปีมันจะมีค่ามาก

อันนี้ก็ทำให้ได้ข้อคิดว่า อะไรที่ธรรมดา ๆ สักวันหนึ่งมันจะกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่า มีความสำคัญขึ้นมา แต่มีหลายอย่างที่เราไม่ต้องรอให้เวลาผ่านไป ไม่ต้องรอให้มันกลายเป็นอดีตอันไกลโพ้นเสียก่อน ถึงจะกลายเป็นสิ่งมีคุณค่า มันสามารถจะมีคุณค่าให้เราประจักษ์ได้ตั้งแต่วันนี้ อย่างเช่นการยืนเดินนั่งนอนด้วยความรู้สึกตัว มันดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ไม่เหมือนกับคนที่นั่งทางในเห็นแสงเห็นสี แล้วส่งจิตไปสวรรค์ลงนรก หรือว่าเหาะเหินเดินอากาศได้ อันนี้ใคร ๆ ก็ว่าแปลก ตรงข้ามกับการยืนเดินนั่งนอนด้วยความรู้สึกตัว มีสติ มันดูธรรมดามากเลย แต่เป็นความธรรมดาที่ไม่ธรรมดานะ ท่านติช นัท ฮันห์เคยกล่าวว่า “การเดินบนพื้นโลกเป็นปาฏิหาริย์” ไม่ใช่การบิน การเหาะ หรือการดำดิน

เดินบนพื้นโลกถ้าเดินอย่างมีสติ  รู้สึกตัว จิตอยู่กับปัจจุบันขณะ จะสัมผัสได้ถึงความอัศจรรย์ การมีสติอยู่กับปัจจุบัน เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์มาก เพียงแต่ว่าเรามองไม่เห็นความอัศจรรย์นั้นเพราะใจไม่รับรู้ ใจมันปิด

เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว อาตมามีโอกาสได้ไปเยี่ยมท่านติช นัท ฮันห์ ที่ปากช่อง ท่านได้มอบภาพลายมือที่เขียนด้วยพู่กันมาให้ ท่านเขียนภาษาอังกฤษแปลว่า “ช่วงขณะนี้เต็มไปด้วยความอัศจรรย์” เป็นความอัศจรรย์ที่จิตซึ่งอยู่กับปัจจุบันขณะเท่านั้นจะรับรู้ได้  ถ้าจิตอยู่กับปัจจุบัน เราจะเห็นความงดงามของธรรมชาติรอบตัวเราได้ไม่ยาก  ยิ่งกว่านั้นมันยังทำให้เราได้เห็นความจริงเกี่ยวกับกายใจ  สามารถเข้าถึงสัจธรรมอันลึกซึ้งของกายและใจได้ เพียงแค่เราอยู่กับปัจจุบัน

พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ผู้ใดเห็นธรรมที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าในที่นั้น ๆ อย่างแจ่มแจ้ง  ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน  เขาควรพอกพูนอาการเช่นนั้นไว้” ธรรมที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าไม่ได้หมายถึงสิ่งที่รับรู้ด้วยตา ได้ยินด้วยหูเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสิ่งที่สามารถสัมผัสได้ด้วยใจเช่นธรรมารมณ์ อันนี้คือธรรมที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ถ้าเห็นอย่างแจ่มแจ้งและเห็นอย่างต่อเนื่อง ประตูสู่ความพ้นทุกข์ก็จะเปิดออก

เคยมีพราหมณ์คนหนึ่งถามพระพุทธเจ้าว่า แต่ละวันท่านทำอะไรบ้าง พระพุทธเจ้าตอบว่า เรายืนเดินนั่งนอน พราหมณ์ก็แปลกใจว่าแค่นี้เองหรือ ไม่มีอะไรพิสดารเลย พระพุทธเจ้าก็บอกว่า เรายืนเดินนั่งนอนก็จริง แต่ว่าเมื่อยืนก็รู้สึกตัว เมื่อเดินก็รู้สึกตัว เมื่อนั่งก็รู้สึกตัว เมื่อนอนก็รู้สึกตัว พระองค์ทำเท่านี้แหละ   ทำสิ่งที่แสนจะธรรมดาแต่ว่าทำได้ยาก เพราะคนเราส่วนใหญ่อยู่กับความหลง 

อันนี้ก็รวมไปถึงการทำอย่างอื่นด้วยที่เราเห็นว่าธรรมดา เช่นการทำความดี การใส่ใจผู้คน การทำงานด้วยความใส่ใจ สิ่งที่ดูธรรมดาก็สามารถมีความหมายต่อคนอื่นได้ เช่น สิ่งที่หลวงพ่อคำเขียนทำ หลายอย่างก็เป็นเรื่องธรรมดา ท่านรดน้ำต้นไม้ ท่านขุดดิน ท่านกวาดใบไม้  แต่ถ้าดูดี ๆ ก็จะเห็นว่าไม่ธรรมดาเลย เพราะแฝงไว้ด้วยความสงบ รู้ตัว มั่นคง และเมตตา บางครั้งความไม่ธรรมดาก็แสดงออกจากอิริยาบถที่ธรรมดาของผู้คน  ถ้าตาเราถึงก็จะเห็นว่าไม่ธรรมดา แต่ถ้าตาเราไม่ถึงเพราะใจเราไม่ว่าง ก็เห็นว่านั่นเป็นความธรรมดาไม่น่าใส่ใจ

แต่ไม่ว่าสิ่งที่หลวงพ่อทำ จะธรรมดาแค่ไหน มาถึงวันนี้มันก็ไม่ธรรมดาแล้ว เพราะว่าไม่มีให้เห็นอีกต่อไปแล้ว  สำหรับคนที่ได้เห็นก็ถือว่าเป็นบุญตา และน่าเอามาเป็นแบบอย่างในการประพฤติปฏิบัติ ให้ความธรรมดานั้น เกิดขึ้นกับ กาย วาจา และจิตใจของเรา หรือเกิดขึ้นกับชีวิตของเราทั้งมวล

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved