หน้ารวมบทความ
   บทความ > บุคคล > รำลึกถึงนพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์
กลับหน้าแรก

รำลึกถึงนพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

ทั้งคุณหมอสงวนและข้าพเจ้าต่างได้รับอิทธิพลอย่างมากจากขบวนการนักศึกษายุคก่อน ๑๔ ตุลา แต่หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นแล้วข้าพเจ้าเริ่มหันเข้าหาแนวทางอหิงสาและพุทธธรรม ขณะที่คุณหมอสงวนมีบทบาทมากขึ้นเป็นลำดับในแวดวงผู้นำนักศึกษาซึ่งโอนเอียงไปทางสังคมนิยมยิ่งขึ้นทุกที แต่ผลสืบเนื่องจากเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๑๙ ได้ชักนำให้เราทั้งสองมาพบกันและกลายมาเป็นเพื่อนร่วมทางกันตลอด ๓๐ ปีหลังจากนั้น

ข้าพเจ้าพบกับคุณหมอสงวนเป็นครั้งแรกประมาณต้นปี ๒๕๒๑ ตอนนั้นข้าพเจ้ายังเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ แต่งานหลักคือการเป็นผู้ปฏิบัติงานให้กับกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม (กศส.) ซึ่งหันมาทำงานด้านสิทธิมนุษยชนหลังเหตุการณ์ ๖ ตุลา ประเด็นใหญ่ในเวลานั้นของกศส.คือการรณรงค์เพื่อการนิรโทษกรรมผู้ต้องหาคดี ๖ ตุลาซึ่งหลายสิบคนยังถูกจองจำอยู่
วิธีการหนึ่งคือการรวบรวมรายชื่อบุคคลในแวดวงต่าง ๆ เพื่อเสนอต่อรัฐบาล (ซึ่งเพิ่งได้อำนาจจากการรัฐประหารรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร)

แวดวงหนึ่งซึ่งเราเห็นว่าน่าจะมีบทบาทเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ได้คือนักศึกษา อย่างไรก็ตามในเวลานั้นผู้นำนักศึกษารวมทั้งนักกิจกรรมส่วนใหญ่มีความระมัดระวังตัวสูงมาก ไม่ต้องการเคลื่อนไหวในประเด็นทางการเมืองอย่างเปิดเผย แต่คุณหมอสงวนเป็นกรณียกเว้น ในฐานะอดีตนายกสหพันธ์นักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลปี ๑๙ คุณหมอสงวนย่อมเป็นที่จับตามองของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง แต่คุณหมอสงวนก็รับอาสาไปรวบรวมรายชื่อนักศึกษามาให้ด้วยความกระตือรือร้น หลังจากการรณรงค์อย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในที่สุดรัฐบาลพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ก็ประกาศนิรโทษกรรมผู้ต้องหาคดี ๖ ตุลา ทั้งหมดซึ่งมีจำนวนกว่า ๓,๐๐๐ คน นับเป็นขั้นตอนสำคัญของการสร้างสมานฉันท์ระหว่างคนในชาติจนสามารถยุติการสู้รบได้ในเวลาต่อมา

หลังจากการร่วมงานรณรงค์ครั้งนั้นแล้ว เราก็ไม่ได้พบกันอีกเลยเป็นเวลาหลายปี แต่ข้าพเจ้าก็ได้ยินกิตติศัพท์ของคุณหมอสงวนอยู่เป็นระยะ ๆ ในฐานะแพทย์ซึ่งอุทิศตัวเพื่อคนชนบท โดยทำงานชุมชนควบคู่กับการตั้งรับที่โรงพยาบาล เมื่อข้าพเจ้าหันมาทำงานช่วยเหลือเด็กขาดอาหาร (ซึ่งเป็นประเด็นที่คนไทยเพิ่งตื่นตัวหลังจากที่สหประชาชาติประกาศให้ปี ๒๕๒๒ เป็นปีเด็กสากล) โรงพยาบาลราษีไศลภายใต้การนำของคุณหมอสงวนเริ่มมีชื่อเสียงไม่เฉพาะในหมู่แพทย์ชนบทและนักศึกษาแพทย์เท่านั้น แต่รวมถึงผู้ที่ทำงานด้านพัฒนาชุมชน ซึ่งเริ่มมีจำนวนมากขึ้น

ช่วงที่ข้าพเจ้าทำงานสนับสนุนโครงการอาหารกลางวันในภาคอีสานซึ่งมีโรงเรียนและวัดเป็นผู้ดำเนินการอยู่นั้น ได้เดินทางขึ้นลงระหว่างกรุงเทพ ฯ กับ ประทาย อยู่บ่อย ๆ ประมาณปี ๒๕๒๔ จึงมีความคิดที่จะไปดูงานที่โรงพยาบาลราษีไศล ขณะเดียวกันก็ถือโอกาสสำรวจดูว่ามีชุมชนใดที่น่าจะให้ความช่วยเหลือบ้าง หลังจากที่มีการติดต่อนัดหมายกันทางจดหมายแล้ว ข้าพเจ้าก็มีเหตุติดขัดให้ต้องเปลี่ยนแผนการเดินทาง ไม่สามารถไปราษีไศลตามที่นัดหมายได้ ทั้งนี้โดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้าหรือบอกกล่าวหลังจากนั้นให้คุณหมอสงวนทราบเลย โดยคิดเอาง่าย ๆ ว่าคงไม่เป็นไร มาทราบภายหลังว่าคุณหมอสงวนตั้งหน้าตั้งตารออยู่ แต่ก็ไม่ได้ตำหนิหรือแสดงความขุ่นเคืองใจแต่อย่างใด

ช่วงที่ข้าพเจ้าอุปสมบทนั้น งานสาธารณสุขมูลฐานควบคู่กับงานพัฒนาชุมชนเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในหมู่แพทย์ชนบท สร้างความคึกคักและเปิดมิติใหม่ ๆ ให้แก่วงการพัฒนาชนบททั้งภาครัฐและเอกชนเป็นอย่างมาก มีหมอหลายคนที่เป็นผู้บุกเบิกในด้านนี้ แน่นอนว่าคุณหมอสงวนเป็นหนึ่งในนั้น ภายหลังได้ทราบว่าคุณหมอได้ย้ายมาขยายงานด้านนี้ที่บัวใหญ่ และได้รับความสำเร็จไม่น้อย ขณะที่หลายอำเภอในจังหวัดนครราชสีมาเองก็มีหมอรุ่นใหม่ย้ายเข้ามาทำงานไล่เลี่ยกัน โดยมีบางส่วนร่วมกันผลักดันแนวคิดเรื่อง จปฐ.(ความจำเป็นพื้นฐาน) อันเป็นแนวทางการพัฒนาจากบนลงล่าง ที่มีทั้งผู้สนับสนุนและคัดค้านจำนวนมาก โรงพยาบาลบัวใหญ่ของคุณหมอสงวนจึงเป็นสถานที่ที่พลาดไม่ได้สำหรับผู้ทำงานด้านสาธารณสุขมูลฐาน

แม้คุณหมอสงวนประสบความสำเร็จไม่น้อยในหน้าที่แพทย์ชนบท สามารถปรับปรุงระบบของโรงพยาบาลชุมชนที่ตนดูแลให้มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังทำงานเชิงรุกเพื่อช่วยให้ชาวบ้านมีสุขภาพดีขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งโรงพยาบาล แต่เนื่องจากคุณหมอเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ จึงตระหนักดีว่าเพียงเท่านั้นยังไม่พอ แต่จะต้องเข้าไปขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงระบบบริการสาธารณสุขทั้งระบบ เพื่อให้ชาวบ้านทั้งประเทศมีสวัสดิภาพที่ดีขึ้น ด้วยเหตุนี้คุณหมอจึงเห็นความจำเป็นที่จะต้องไปทำงานในระดับนโยบายที่ศูนย์กลางคือกระทรวงสาธารณสุข การเข้ากรุงของคุณหมอแม้จะทำให้โรงพยาบาลราษีไศลและบัวใหญ่กลายเป็นตำนานของวงการแพทย์ชนบทไป แต่ก็ได้สร้างมิติใหม่ที่สำคัญยิ่งกว่าแก่วงการสาธารณสุขไทยในเวลาต่อมา

ช่วงที่คุณหมอสงวนเข้ามาทำงานที่กระทรวงสาธารณสุข ข้าพเจ้ามีโอกาสพบปะคุณหมอบ่อยขึ้นในวงสัมมนาและการประชุม อีกทั้งยังได้รับความเอื้อเฟื้อจากคุณหมออยู่เนืองๆ โดยเฉพาะเมื่อคุณหมอมาเป็นผู้อำนวยการกองแผนงานสาธารณสุข (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นสำนักนโยบายและแผนสาธารณสุข) เช่น อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ของสำนักบางคนมาช่วยงานของข้าพเจ้า เพื่อจัดทำจดหมายข่าวว่าด้วยพุทธศาสนากับสิ่งแวดล้อม เป็นต้น อย่างไรก็ตามต้องสารภาพว่าข้าพเจ้าแทบไม่รู้เลยว่าคุณหมอเป็นบุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการผลักดันให้หลักประกันสุขภาพแห่งชาติปรากฏขึ้นเป็นจริงได้ มารู้เรื่องราวทั้งหมดก็เมื่อแนวความคิดนี้กลายมาเป็นนโยบายหนึ่งของพรรคไทยรักไทยซึ่งสามารถเก็บเกี่ยวคะแนนเสียงอย่างมหาศาลจากประชาชนทั้งประเทศ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการที่คนไทยทั้งประเทศมีหลักประกันสุขภาพเป็นผลงานสำคัญที่สุดของคุณหมอสงวน และสามารถสร้างคุณูปการแก่คนไทยถ้วนหน้า ชนิดที่เป็นแบบอย่างให้แก่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้ ประสบการณ์ในฐานะแพทย์ชนบทของคุณหมอสงวน นับว่ามีส่วนอยู่ไม่น้อยในการผลักดันให้เกิดความสำเร็จดังกล่าว เพราะการคลุกคลีอยู่กับสภาพปัญหาของคนยากจนทำให้คุณหมอเห็นชัดว่าสุขภาพของคนส่วนใหญ่ในประเทศไม่ได้อยู่ที่ความสามารถในทางการแพทย์ของหมอเท่านั้น หากยังเกี่ยวข้องกับฐานะทางเศรษฐกิจของชาวบ้าน ตลอดจน สุขอนามัย และการเข้าถึงสถานบริการทั้งในระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิ นอกจากนั้นการใช้สติปัญญาอย่างลึกซึ้งและความรู้รอบในระบบสาธารณสุข ยังช่วยให้คุณหมอสงวนตระหนักว่าปัญหาสุขภาพของคนไทยนั้นเชื่อมโยงกับโครงสร้างใหญ่ ๆ หลายชนิด รวมทั้งโครงสร้างหรือระบบบริการสุขภาพ ซึ่งจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขในระดับนโยบาย

แต่เท่านั้นยังไม่พอ ความพิเศษของคุณหมอสงวนยังอยู่ที่ความเสียสละและความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอุดมคติให้เป็นความจริง โดยไม่กลัวอุปสรรคแม้จะมาจากผู้สูญเสียผลประโยชน์ที่มีอำนาจก็ตาม ความที่คุณหมอสงวนนึกถึงประโยชน์ของมหาชนยิ่งกว่าประโยชน์ส่วนตน ทำให้กล้าผลักดันแนวคิดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยไม่หวั่นกลัวผลกระทบที่จะมาถึงตน ขณะเดียวกันเมื่อคำนึงถึงตัวเองน้อย คุณหมอสงวนจึงสามารถทำงานร่วมกับผู้คนในกระทรวงทบวงกรมและแวดวงต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง โดยไม่หวงผลงานไว้ที่ตัวเอง ทำให้สามารถผลักดันแนวคิดดังกล่าวให้เป็นกฎหมายและส่งผลในทางปฏิบัติได้ในที่สุด จนปัจจุบันวลี “๓๐ บาทรักษาทุกโรค” กลายเป็นคำพูดติดปากของคนทั้งประเทศ (แม้ว่าวลีนี้คุณหมอสงวนไม่ได้เป็นต้นคิดก็ตาม)

การนึกถึงประโยชน์ของมหาชนยิ่งกว่าประโยชน์ส่วนตัว ทำให้คุณหมอยังผลักดันงานด้านสุขภาพถ้วนหน้าต่อไป โดยไม่ยอมหยุดพัก ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าตนเองเป็นมะเร็งปอดแล้ว อันที่จริงคุณหมออาจมีชีวิตยืนยาวกว่านี้หากหันมาดูแลตัวเองอย่างจริงจัง แต่คุณหมอก็เป็นห่วงว่าหากวางมือจากตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) งานด้านนี้จะได้รับผลกระทบอย่างมากเพราะอาจกลายเป็นแหล่งแสวงหาผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม เนื่องจากมีงบประมาณหลายหมื่นล้าน

กระทั่ง ๓ สัปดาห์สุดท้าย คุณหมอสงวนก็ยังเดินหน้าทำงานต่อไปจนสังขารทรุดหนักเกินกว่าจะทำอะไรได้ แต่แม้จะนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล คุณหมอจะรู้สึกตื่นตัวและมีกำลังใจทันที่เมื่อได้ยินเพื่อนรายงานความคืบหน้าของสปสช.ให้ฟังข้างเตียง ใช่แต่เท่านั้นคุณหมอยังให้กำลังใจเขาให้ “สู้ต่อไป” คุณหมอสงวนเป็นนักสู้เพื่อมวลชนโดยแท้ ช่วงที่คุณหมอเพียบหนัก อยู่ในระยะสุดท้ายของชีวิต เวลาแนะนำให้คุณหมอทำใจสงบปล่อยวางเพื่อประโยชน์ของตัวเอง คุณหมอจะไม่ค่อยแสดงอาการตอบสนองเท่าใดนัก แต่เมื่อแนะนำให้ต่อสู้กับความเจ็บปวด โดยมีสติระลึกรู้อยู่กับทุกขเวทนา เพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่คนป่วยอีกมากมายว่าแม้ทุกข์กายแต่ก็สามารถเอาชนะทุกขเวทนาได้ คุณหมอจะดูแจ่มใสและมีเรี่ยวแรงขึ้นมา ลืมตาแถมยังชูสองนิ้วเป็นสัญลักษณ์ว่า “ใจยังสู้” ยิ่งเวลาเพื่อน ๆ และน้อง ๆ มหิดลมาร้องเพลง “แสงดาวแห่งศรัทธา”พร้อมแสดงจินตลีลาประกอบอยู่หน้าเตียง คุณหมอจะร้องคลอและวาดมือประกอบราวกับเป็นวาทยกร ดวงตาเป็นประกายและยิ้มอย่างมีความสุข

ในช่วงปีท้าย ๆ ของชีวิตคุณหมอสงวนหันเข้าหาธรรมะมากขึ้นเพื่อรักษาใจควบคู่กับการรักษากาย ในช่วงนี้คุณหมอคงใคร่ครวญถึงความตายมากขึ้น และเห็นความสำคัญของการเตรียมใจเพื่อรับมือกับความตายให้ดีที่สุด จึงได้เข้าร่วมการอบรม “เผชิญความตายอย่างสงบ” ที่เครือข่ายพุทธิการ่วมจัดกับเสมสิกขาลัย ถึง ๒ ครั้ง เราได้มีการปรึกษาถึงการเตรียมตัวและเตรียมใจของคุณหมอสงวนเมื่อวาระสุดท้ายมาถึง โดยเฉพาะการเตรียมรับมือกับทุกขเวทนาที่จะมาบีบคั้นเสียดแทงกาย แม้คุณหมอไม่มั่นใจว่าจะทำได้ดีเพียงใด แต่เมื่อถึงคราวต้องเผชิญกับทุกขเวทนาจริง ๆ คุณหมอก็สามารถทำได้ดี (อย่างน้อยก็ดีกว่าที่ตนเองคิดไว้แน่) จนสามารถจากไปได้อย่างสงบ

คุณหมอสงวนเป็นผลผลิตที่มหาวิทยาลัยมหิดลสมควรภาคภูมิใจ เพราะได้ใช้สติปัญญาความพากเพียร และความกล้าอย่างถึงที่สุดเพื่อมหาชน สมดังพระดำรัสของพระราชบิดาที่คุณหมอถือเป็นคติเตือนใจเสมอว่า “ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นกิจที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง” ในฐานะชาวพุทธ คุณหมอสงวนนับเป็นบัณฑิตที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญ ดังพุทธพจน์ว่า “เมื่อจะคิด ก็คิดการที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน เกื้อกูลแก่ผู้อื่น เกื้อกูลแก่ชาวโลกทั้งหมดทีเดียว อย่างนี้แล ภิกษุจึงจะชื่อว่าเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก”

การอุทิศตนของคุณหมอสงวนเป็นสิ่งที่เราควรถือเป็นแบบอย่าง และถือเป็นภารกิจที่จะต้องช่วยกันสานงานของคุณหมอให้เจริญมั่นคงสืบไปเพื่อประโยชน์สุขของเพื่อนมนุษย์

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved