หน้ารวมบทความ
   บทความ > บุคคล > โยมพ่อ
กลับหน้าแรก

โยมพ่อ
พระไพศาล วิสาโล

เมื่อย้อนระลึกไปให้ไกลที่สุดในวัยเด็ก ภาพแรก ๆ ที่ปรากฏในความทรงจำก็คือ การได้ไปเที่ยวกับโยมพ่อกันทั้งครอบครัวตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น สวนลุมพินี หรือราชวงศ์ ส่วนใหญ่เราจะไปกันตอนค่ำ ๆ โดยโยมพ่อเป็นผู้ขับรถพาพวกเราไปเที่ยว “กินลม” สมัยนั้นกรุงเทพ ฯ ยังมีรถไม่มาก ท้องถนนไม่แน่นขนัดหรือเต็มไปด้วยมลภาวะอย่างทุกวันนี้ การขับรถ “กินลม” ในกรุงเทพ ฯ จึงให้ความเพลิดเพลินแก่เด็ก ๆ อย่างพวกเรา และที่ขาดไม่ได้หลังจากนั้นก็คือการไปกินอาหารอร่อย ๆ ตามสถานที่ดังกล่าว

สถานที่อีกประเภทหนึ่งที่โยมพ่อชอบพาเราไปเที่ยว โดยเฉพาะในวันหยุดหรือเทศกาลสำคัญ เช่น ปีใหม่ ตรุษจีน ก็คือ โรงภาพยนตร์ พวกเราจึงคุ้นกับโรงหนังตั้งแต่เล็ก ภาพยนตร์ที่โยมพ่อพาไปดูส่วนใหญ่เป็นหนังย้อนยุคหรือเทพนิยาย เช่น คลีโอพัตรา อภินิหารขนแกะทองคำ เฮอร์คิวลิส เป็นต้น ไม่ว่าการพาไปดูหนังหรือพาไปกินอาหารตามภัตตาคาร โยมพ่อบำเพ็ญอยู่เป็นประจำจนลูก ๆ โตเป็นฝั่งเป็นฝา

โยมพ่อกับโยมแม่แตกต่างกันอย่างหนึ่งก็ตรงนี้ โยมแม่เป็นคนมัธยัสถ์และอดออมจึงไม่นิยมพาลูก ๆ ไปดูหนังหรือกินอาหารตามภัตตาคาร อยากจะกินอะไร โยมแม่ก็มักจะทำเอง เวลาจะพาพวกเราไปไหนโยมแม่ก็มักจะขึ้นรถเมล์เป็นส่วนใหญ่ แต่โยมพ่อนั้นตั้งแต่ข้าพเจ้าเกิดมาไม่เคยเห็นขึ้นรถเมล์เลย ถ้าไม่มีรถส่วนตัวก็นั่งรถแท็กซี่ ดังนั้นเวลาไปเที่ยวกับโยมพ่อจึงสบายใจได้ว่าจะไม่ต้องนั่งรถเมล์

โยมพ่อมีรสนิยมอย่างฝรั่งหลายอย่าง โดยเฉพาะการกินและเที่ยว อาจเป็นเพราะเรียนโรงเรียนฝรั่งมาตั้งแต่เล็กจนโต ประกอบกับเป็นพ่อค้า มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับนักธุรกิจและผู้มีอันจะกิน จึงได้รับอิทธิพลจากแวดวงดังกล่าวมาไม่น้อย อย่างไรก็ตามโยมพ่อเป็นผู้ที่เห็นคุณค่าของการศึกษา จึงเข้มงวดกับลูก ๆ ในเรื่องการเรียน โดยเฉพาะเวลาเตรียมสอบ โยมพ่อจะกวดขันให้พวกเราดูหนังสืออย่างจริงจัง พวกเราก็ไม่กล้าบิดพลิ้ว เพราะโยมพ่อเป็นคนดุ แม้จะชอบพาลูกไปเที่ยว แต่ก็ไม่ตามใจในเรื่องเรียนหนังสือ

โยมพ่อเป็นคนโปรดลูกชายมากกว่าลูกสาว และลูกชายที่โยมพ่อโปรดที่สุดคือข้าพเจ้า เนื่องจากเป็นคนเรียนเก่งที่สุดในบ้าน อภิสิทธิ์อย่างหนึ่งที่ได้รับจากโยมพ่อก็คือ ไม่ค่อยถูกตี จำได้ว่าเคยถูกตีครั้งหนึ่งเพราะขว้างของไปถูกกระจกประตูหน้าบ้านแตก อย่างไรก็ตามอภิสิทธิ์ดังกล่าวโยมแม่ไม่เคยให้แก่ลูกคนใดเลย ไม่ว่าเรียนเก่งหรือไม่ ถ้าดื้อเป็นต้องถูกตี

การเข้มงวดกับลูก ๆ ในเรื่องเรียนนั้น โยมพ่ออาจได้นิสัยนี้จากบิดา แต่คงได้มาในสัดส่วนที่เจือจางแล้ว จากเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมา ปู่เป็นคนที่ดุมาก แต่ที่ต่างจากโยมพ่อก็คือ ปู่เป็นคนที่ไม่เที่ยวเลย และไม่ค่อยพาลูก ๆ ไปเที่ยวเลย ยกเว้นวันตรุษจีน จึงพาลูกไปดูงิ้ว แต่ก็แค่ปีละครั้งเท่านั้น ส่วนโรงหนังนั้นปู่ไม่เคยย่างกรายไปเลย น้า ๆ เล่าว่าตอนที่ปู่ยังอยู่นั้น โยมพ่อเอาแต่เรียนและทำงาน ไม่ยอมเที่ยวเตร่เลย จนเมื่อปู่ได้จากไป โยมพ่อจึงเริ่มเที่ยวและเล่น จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไป

ในวัยเด็กช่วงแรก ๆ นั้นพวกเรามีความสุขกันมากเนื่องจากโยมพ่อชอบพาไปเที่ยว เวลาไปต่างประเทศกลับมาก็ซื้อของขวัญมาให้ แต่ความสุขดังกล่าวก็อยู่ได้ไม่นาน โยมพ่อเริ่มติดพันกับหญิงอื่น จึงมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับโยมแม่อยู่เป็นประจำ ถึงขั้นใช้กำลังก็เคยมี ภาพดังกล่าวคุ้นตาพวกเรามาตั้งแต่เล็ก นี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พวกเราใกล้ชิดกับทางโยมแม่มากกว่า

โยมพ่อเป็นคนที่ทำงานหาเงินเก่ง เนื่องจากเป็นคนฉลาด หัวไว โดยเฉพาะในเรื่องการดูไม้และการคำนวณเรื่องไม้ แต่ก็มีรายจ่ายไม่น้อย นอกจากการกินและเที่ยวแล้ว รายจ่ายสำคัญอีกส่วนหนึ่งก็คือการช่วยเหลือญาติพี่น้องและหลาน ๆ ที่ประเทศจีน ภาระดังกล่าวโยมพ่อสืบทอดจากบิดามาตั้งแต่อายุ ๒๐ ต้น ๆ โยมพ่อมีพี่น้องอยู่ประเทศจีนอยู่ ๓ คน พี่ชายคนโตเป็นทหารก๊กมินต๋ำแต่ถูกคอมมิวนิสต์ฆ่าตาย ทิ้งลูกเล็กไว้หลายคน จึงกลายเป็นภาระของโยมพ่อในการส่งเสียเลี้ยงดู ปีหนึ่ง ๆ ต้องส่ง “โพยก๊วน”ไป ๓-๔ ครั้งเป็นอย่างน้อย เพราะตอนนั้นจีนเป็นคอมมิวนิสต์ การโอนเงินตามวิธีปกติแทบจะทำไม่ได้เลย นอกจากการส่งเงินไปเมืองจีนซึ่งต่อเนื่องร่วม๔๐ ปีแล้ว โยมพ่อยังมีภาระช่วยเหลือญาติ ๆ ที่เมืองไทยอีกด้วย ไหนจะญาติผู้ใหญ่ และไหนจะหลาน ๆ ซึ่งกำพร้าแม่ แม้ว่าโยมพ่อจะเป็นลูกชายคนเล็ก แต่ต้องถือว่าเป็นกำลังสำคัญของครอบครัวและเครือญาติเลยทีเดียว กล่าวได้ว่าในเรื่องของการดูแลเอาใจใส่ญาติพี่น้อง โยมพ่อเป็นแบบอย่างที่น่านับถือ

ความที่โยมพ่อเป็นคนใช้เงินเก่ง และมีวิถีชีวิตอย่างคนชั้นกลางระดับสูง หลายคนจึงนึกว่าโยมพ่อรวย เวลาใครมีเรื่องเดือดร้อนทางการเงิน จึงมักมาขอความช่วยเหลือจากโยมพ่อ โยมพ่อแม้จะโมโหง่ายและเป็นคนดุ แต่ลึก ๆ ก็ใจอ่อน จึงให้การช่วยเหลือไปไม่มากก็น้อย ผลก็คือครอบครัวของโยมพ่อเองกลับมีปัญหาการเงินอยู่บ่อย ๆ จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ พวกเราที่เรียนอัสสัมชัญ ต้องตามตื๊อทวงเงินค่าเล่าเรียนจากโยมพ่ออยู่เป็นประจำแทบทุกเทอม ซึ่งกว่าจะได้มาก็ใช้เวลานานเพราะค่าเล่าเรียนนั้นแพง ส่วนโยมแม่นั้นก็มักค้นเงินจากกระเป๋ากางเกงของโยมพ่อที่แขวนอยู่ให้พวกเราเห็นเนือง ๆ เพราะโยมแม่กลัวว่าเงินจะรั่วไหลไปยังอีกบ้านหนึ่ง บางครั้งเราก็อดแปลกใจไม่ได้ว่าเวลาพาลูกไปเที่ยวโยมพ่อควักเงินได้ง่ายมาก แต่เรื่องเรียนนั้นควักยาก สภาพเช่นนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนลูก ๆ โต

เมื่อลูกย่างเข้าวัยรุ่น ก็เริ่มจะขัดขืนพ่อ กล้าเถียงกล้าทะเลาะมากขึ้นตามวิสัยของวัยรุ่น ข้าพเจ้าเองซึ่งเป็นลูกคนโปรด ก็มีอาการดังกล่าวมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเมื่อมีความคิดเป็นของตัวเองและได้เห็นได้อ่านอะไรมากขึ้น จำได้ว่าตอนอายุ ๑๘ ได้เถียงกับโยมพ่อเกี่ยวกับธิเบต ข้าพเจ้าเห็นว่าธิเบตถูกจีนครอบงำและสมควรได้รับเอกราช แต่โยมพ่อเห็นว่าธิเบตเป็นของจีนมาแต่ไหนแต่ไร ข้าพเจ้าเริ่มจากแย้งและกลายเป็นเถียง ส่วนโยมพ่อก็ไม่ลดราวาศอก ยิ่งเถียงก็ยิ่งมีอารมณ์กันทั้งคู่ จนกลายเป็นทะเลาะ สุดท้ายข้าพเจ้าก็ยอมแพ้และร้องไห้ออกมาด้วยความรู้สึกหลายอย่างปะปนกัน ตอนนั้นเองที่ข้าพเจ้าได้ตระหนักว่าแม้โยมพ่อจะมีรสนิยมอย่างฝรั่งหลายอย่าง แต่ก็ในส่วนลึกก็ยังเป็นจีนอย่างเข้มข้น

ความเป็นจีนอย่างเข้มข้นของโยมพ่อนั้น ส่วนหนึ่งคงได้มาจากการเลี้ยงดูของบิดา เพราะบิดานั้นอยากให้โยมพ่อเป็นจีนยิ่งกว่าเป็นไทย ตอนที่โยมพ่อยังเด็ก บิดาได้พาโยมพ่อไปเมืองจีน คงเพื่อต้องการปลูกฝังความเป็นจีนเอาไว้ เมื่อโยมพ่อกลับมา ทางการไทยเข้าใจว่าโยมพ่อเกิดที่เมืองจีน เลยให้มีสถานะคนต่างด้าว ทั้ง ๆ ที่เกิดที่เมืองไทย อย่างไรก็ตามโยมพ่อไม่เคยคิดจะปลูกฝังให้ลูก ๆ เป็นจีนเลย หากต้องการเลี้ยงลูกให้เป็นไทยมากกว่า เวลาคุยกับลูก ๆ ก็พูดภาษาไทย จนลูก ๆ พูดภาษาจีนกันไม่ค่อยได้ เป็นที่ตำหนิของญาติผู้ใหญ่ แต่โยมพ่อก็ไม่อยากให้พวกเราลืมกำพืด จึงจ้างครูพิเศษมาสอนภาษาจีน ครั้นสอนได้ ๓-๔ ปีก็ต้องเลิก เพราะลูก ๆ ไม่ค่อยใส่ใจ ลูก ๆ อยากเป็นคนไทยมากกว่า โดยเฉพาะข้าพเจ้า ปฏิเสธความเป็นจีนอย่างมาก ไม่เต็มใจที่จะพูดภาษาจีนเลย เพราะตอนนั้นได้รับอิทธิพลชาตินิยมแบบหลวงวิจิตรวาทการเต็มที่ จึงอายที่จะเป็นจีน ยิ่งกว่านั้นก็คืออายที่พ่อแม่มีชื่อแซ่เป็นจีน เวลามีการประกาศหรือบอกชื่อพ่อแม่ในห้องเรียน ข้าพเจ้ารู้สึกอับอาย เพราะเพื่อน ๆ ส่วนใหญ่ แม้เป็นลูกจีน แต่พ่อแม่มีชื่อนามสกุลเป็นไทยกันทั้งนั้น กว่าข้าพเจ้าจะคลายความรู้สึกดังกล่าวไปได้ก็ใช้เวลานาน

ทั้ง ๆที่เริ่มปฏิเสธอะไรหลายอย่างของโยมพ่อ รวมทั้งการไม่ยอมเรียนแพทย์ แต่ข้าพเจ้าก็ยังเป็นลูกคนโปรดอยู่นั่นเอง เมื่อโยมพ่อคิดจะเพิ่มพูนความรู้ด้านภาษาอังกฤษเพื่อการทำธุรกิจ ก็ได้ชวนข้าพเจ้าไปเรียนวิชาเขียนจดหมายธุรกิจภาษาอังกฤษแถวศูนย์การค้าสยาม ตอนนั้นข้าพเจ้าเพิ่งเข้ามหาวิทยาลัย จึงมีเวลาว่างมากขึ้น ได้ไปเรียนกับโยมพ่อตอนกลางคืนนานหลายเดือน แต่ก็เลิกไปในที่สุด เพราะข้าพเจ้าไม่มีฉันทะ ส่วนโยมพ่อก็ไม่ค่อยมีเวลา

ช่วงนั้นข้าพเจ้าเริ่มมีกิจกรรมเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์บ้านเมือง แม้จะเห็นด้วยกับแนวทางสังคมนิยมของนักศึกษาธรรมศาสตร์ แต่ก็ร่วมการประท้วงที่ธรรมศาสตร์เป็นครั้งคราวในฐานะผู้ที่เชื่อแนวทางอหิงสา รวมทั้งการประท้วงในเดือนตุลาคม ๒๕๑๙ เหตุการณ์นองเลือดในวันที่ ๖ ตุลาคมทำให้ข้าพเจ้าและผู้คนกว่า ๓,๐๐๐ คนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถูกจับกุม ข้าพเจ้าถูกส่งไปกักขังที่โรงเรียนพลตำรวลชลบุรี สามวันหลังจากนั้นก็ถูกปล่อยตัว โยมพ่อกับโยมแม่เป็นผู้มารับข้าพเจ้าคืนสู่อิสรภาพอีกครั้งหนึ่ง ก่อนกลับกรุงเทพ ฯ โยมพ่อพาข้าพเจ้าไปกินอาหารในภัตตาคารแห่งหนึ่งที่ศรีราชา ไม่ต่างจากเวลาเสร็จธุระจากการเซ่นไหว้ในเทศกาลเช็งเม้งที่โยมพ่อทำเป็นประจำทุกปี

เมื่อโยมพ่อสูญเสียถาวรซึ่งลูกชายคนสุดท้องในปี ๒๕๒๑ นั้น โยมพ่อเสียใจมาก ข้าพเจ้าได้เห็นโยมพ่อร้องไห้เป็นครั้งแรกตอนนั้นเอง รวมทั้งตอนที่โยมพ่อไปเยือนบ้านเลิงแสง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นบ้านที่ถาวรได้รับความโปรดปรานจากชาวบ้านมาก โยมพ่อเอาเงินไปถวายวัดหลังจากเสร็จงานศพ แล้วก็ร้องไห้ด้วยความคิดถึงถาวร หลังจากนั้นโยมพ่อก็ดูจะอ่อนโยนกับลูก ๆ มาก

ในช่วงปี ๒๕๒๔-๒๕๒๖ นั้นข้าพเจ้าเป็นลูกชายคนเดียวที่อยู่บ้านกับพ่อแม่ ช่วงนั้นมีปากเสียงกับโยมพ่อเป็นครั้งคราว ส่วนใหญ่เป็นเรื่องรสนิยมที่ต่างกันในการใช้ชีวิต ซึ่งไม่ใช่สาระสำคัญ แต่ความที่เราทั้งสองเป็นคนที่ใจร้อนทั้งคู่ จึงอดไม่ได้ที่จะโต้เถียงกัน ครั้งหนึ่งมีการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง จนมึนตึงกัน ข้าพเจ้ามาได้คิดว่าตนเองใช้วาจาที่ไม่สมควร ขาดสัมมาคารวะ จึงรวมรวมความกล้าและกดข่มทิฏฐิมานะ ขออภัยต่อโยมพ่อ นั่นดูเหมือนจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เรามีปากเสียงกัน

เมื่อข้าพเจ้าอุปสมบทนั้น โยมพ่อได้ขอให้เพื่อนมาเป็นเจ้าพิธีให้ โดยที่วันสุดท้ายในเพศฆราวาส โยมพ่อยังพาข้าพเจ้าไปเลี้ยงส่งที่ภัตตาคารแถวสะพานปิ่นเกล้า ดูเหมือนว่าการกินอาหารในภัตตาคารนั้นจะเป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งสำหรับการเปลี่ยนผ่านชีวิตของพวกเรา เมื่อเสร็จจากการปลงศพถาวร วันรุ่งขึ้นโยมพ่อก็พาทั้งครอบครัวไปกินอาหารที่ภัตตาคาร นัยว่าเพื่อลืมความเศร้าโศกเสียใจไว้เบื้องหลังและเพื่อก้าวสู่ชีวิตที่สดใสอีกครั้ง

หลังจากข้าพเจ้าเข้าสู่เพศบรรพชิตแล้ว ก็มีโอกาสมาเยี่ยมบ้านอยู่บ่อยครั้ง บางคราวก็พักที่บ้านโยม โยมพ่อนั้นดูจะไม่ค่อยเป็นห่วงข้าพเจ้าเท่ากับโยมแม่ จึงไม่ค่อยซักถามว่าเมื่อใดจะสึก ทุกครั้งที่กลับไปเยี่ยมบ้าน ได้เห็นชีวิตของโยมพ่อยังคงดำเนินเหมือนก่อนข้าพเจ้าบวช คือตอนเช้าออกกำลังกายในบ้าน ตกสายหรือบ่ายก็ออกไปข้างนอก กว่าจะกลับก็ดึก ซึ่งต่างจากตอนที่เรายังเด็ก บางคืนไม่กลับบ้านเลยก็มี

ชีวิตของโยมพ่อได้รับผลกระทบจากการจากไปของโยมแม่ในปี ๒๕๓๖ เป็นเวลากว่า ๔๐ ปีที่มีโยมแม่เป็นผู้ปรนนิบัติ แต่แล้ววันหนึ่งคู่ชีวิตก็จากไป ตอนที่โยมแม่เสียชีวิตนั้น โยมพ่อเสียใจมาก นั่นเป็นอีกครั้งหนึ่งที่โยมพ่อร้องไห้และรู้สึกเสียใจในสิ่งที่ได้เคยกระทำ หลังจากนั้นโยมพ่อก็ต้องพึ่งตนเองมากกว่าเดิม แต่โยมพ่อคงไม่เหงา เพราะมีแวดวงคนรู้จักที่ทำให้เพลิดเพลิน

โยมพ่อเป็นคนที่ใส่ใจกับสุขภาพและร่างกายของตนเอง จึงออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่ชอบกินขนมปังทาเนยและไข่ดาวเป็นอาหารเช้า แม้ไม่สูบบุหรี่ แต่ก็ดื่มอัลกอฮอล์บ้าง ประกอบกับความเป็นคนโมโหง่าย ทั้งหมดนี้ประกอบกันทำให้โยมพ่อประสบปัญหาเส้นเลือดในสมองแตกในปี ๒๕๓๘ ทีแรกนั้นยังเป็นแค่อัมพฤกษ์ สามารถที่จะเดินและช่วยตนเองได้ในระดับหนึ่ง และมีทีท่าว่าหากได้รับการฟื้นฟูที่ดีก็สามารถมีชีวิตที่ใกล้เคียงกับปกติ แต่โยมพ่อเมื่อรู้ว่าตนเองไม่เหมือนเดิม ก็ไม่อยากออกไปพบปะผู้คนเหมือนก่อน คงเพราะกังวลกับสายตาของคนอื่น ลูก ๆ ต้องชวนไปเที่ยวและให้กำลังใจ รวมทั้งแนะนำให้ทำใจปล่อยวางกับความรู้สึกนึกคิดของคนอื่น

การที่โยมพ่อป่วยก็ทำให้ลูก ๆ และหลาน ๆ มาใกล้ชิดกัน เพราะพวกเราจะพาโยมพ่อไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกันเนือง ๆ เช่น ที่บ้านของลูกสาวคนโตที่พัทยา บางคราวก็ไปพักผ่อนที่เขาใหญ่ ที่นั่นลูก ๆ ชวนโยมพ่อเดินลัดเลาะลำธาร แม้ทางจะไม่สะดวก แต่โยมพ่อก็เดินได้จนถึงที่หมาย ทำให้มีความหวังว่าโยมพ่อจะฟื้นสมรรถภาพได้ดังเดิม

อย่างไรก็ตามเมื่อโยมพ่อเกิดล้มป่วยอีกครั้งหนึ่งด้วยโรคเดิม อาการก็ทรุดหนักจนยากแก่การฟื้นฟู โยมพ่อจึงต้องนอนบนเตียงเป็นส่วนใหญ่ เวลาจะพาไปอาบน้ำก็ต้องหิ้วปีกกันไป แต่โยมพ่อก็ยังสามารถออกไปเที่ยวนอกบ้านได้เป็นครั้งคราว บางครั้งลูกสาวของอีกบ้านหนึ่งก็พาไปกินอาหารข้างนอก หรือพาไปพักที่บ้านของตนเอง โยมพ่อดูจะชอบกับกิจกรรมแบบนี้มากกว่า

เมื่อครั้งมีสุขภาพดี โยมพ่อเป็นคนที่อยู่ไม่ติดบ้าน มีกิจวัตรเกี่ยวข้องกับผู้คนมากหน้าหลายตา ครั้นต้องมานอนแบ็บอยู่กับเตียง จึงทำใจได้ลำบาก รู้สึกกระสับกระส่ายอยู่บ่อย ๆ ยิ่งสายตาไม่ดี อ่านหนังสือและดูโทรทัศน์ก็ไม่สะดวก จึงรู้สึกว่างเปล่า ครั้นลูก ๆ และน้อง ๆ จะชวนคนมาคุยเล่นด้วย โยมพ่อก็ไม่ชอบ ส่วนหนึ่งคงเพราะไม่อยากให้คนมาเห็นตนในสภาพนี้ ครั้นชวนให้ฟังเทปธรรมะหรือสวดมนต์ ก็ไม่สนใจเอาเลย ด้วยเหตุนี้โยมพ่อจึงมีอาการหงอยและหงุดหงิดอยู่บ่อย ๆ

๓-๔ ปีสุดท้ายความจำของโยมพ่อได้เสื่อมลง และตอบสนองกับผู้คนน้อยลง การพูดจาโต้ตอบลดน้อยลงกว่าเดิม แต่หากลูก ๆ พูดภาษาอังกฤษ โยมพ่อจะคุยด้วยอย่างกระตือรือร้น ไม่ต่างกับตอนที่พวกเรายังปกติ แต่คุยได้ไม่นานก็จะเหนื่อย

อาการที่เสื่อมถอยลงเรื่อย ๆ ทำให้ข้าพเจ้าอดกังวลไม่ได้ว่าในวาระสุดท้ายโยมพ่ออาจมีสภาพที่ไร้ความรู้สึกตัวเหมือน “ผัก” แต่โยมพ่อนั้นเป็นเสมือนกับผลไม้ที่เมื่อสุกงอมจนได้ที่ก็ปลิดขั้วลงมา หลังจากล้มป่วยมานานกว่าสิบปี ประมาณตี ๕ ของวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ เมื่อผู้ดูแลประจำตัวมาปลุกโยมพ่อ ก็พบว่าโยมพ่อหมดลมแล้ว นับเป็นการจากไปอย่างสงบ

ในฐานะที่เป็นลูกคนโปรดของโยมพ่อมาแต่เล็ก ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่ได้รับความกรุณาจากโยมพ่อเป็นพิเศษ สิ่งหนึ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่งก็คือการสนับสนุนให้ได้รับการศึกษาอย่างดีที่สุดเท่าที่คน ๆ หนึ่งจะได้รับ จะว่าไปแล้วการที่โยมพ่อเป็นศิษย์เก่าของอัสสัมชัญ ได้ช่วยให้ลูก ๆ พลอยได้รับอานิสงส์และสิทธิพิเศษจากโรงเรียนเก่าของพ่อด้วย แม้ว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่ลูก ๆ ไม่คิดจะเจริญตามอย่างพ่อ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ลูก ๆ ไม่สามารถเทียมเท่าพ่อได้เลยก็คือ การห่วงใยเอาใจใส่ญาติพี่น้อง โยมพ่อมีความรับผิดชอบสูงในเรื่องนี้ และทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือคนเหล่านั้นแม้จะทำให้ตนเองเดือดร้อนก็ตาม นี้เป็นคุณงามความดีอย่างหนึ่งที่ลูก ๆ ต้องก้มหัวให้แก่พ่อของตน

ขอให้คุณงามความดีของโยมพ่อจงอำนวยอวยผลให้ได้ไปสู่สุคติในสัมปรายภพด้วยเทอญ

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved