หน้ารวมบทความ
   บทความ > บุคคล > ยี่เหน่
กลับหน้าแรก

ยีเหน่
พระไพศาล วิสาโล

“ยีเหน่” เป็นป้าที่ข้าพเจ้าใกล้ชิดที่สุดตั้งแต่เล็กก็ว่าได้ เพราะอยู่ร่วมบ้านเดียวกันนานเกือบ ๒๐ ปี ข้าพเจ้าเรียกป้าท่านนี้ว่ายี่เหน่ตามธรรมเนียมการนับญาติของจีนไหหลำ โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าท่านชื่อจริงว่าอะไร จนเมื่อมาร่วมงานสวดพระอภิธรรมให้แก่ท่าน จึงรู้ว่าป้าท่านนี้ชื่อตวงเกี่ยว แซ่เล้า นี้ก็เช่นเดียวกับลุงป้าน้าอาท่านอื่น ๆ อีกหลายท่านซึ่งอย่างมากเราก็รู้จักแค่ชื่อเล่น ชื่อทางการนั้นเรามักใช้กับกรณีติดต่อเป็นงานเป็นการ แต่ในโลกของลุงป้าน้าอาและหลานเหลนซึ่งสัมพันธ์กันมาแต่เล็ก เรามีแต่ความเป็นกันเองจนลืมเรื่องที่เป็นทางการไปเลย

เมื่อยังเด็กนั้นครอบครัวของเราเป็นครอบครัวใหญ่ นอกจากพ่อแม่และลูก ๕ คนแล้ว ยังมีย่าและลุงกับป้า ทั้งหมดนี้อาศัยอยู่ในบ้านคูหาเดียว จึงใกล้ชิดกันมาก มีอะไรก็ช่วยเหลือกัน ยังจำได้ว่าตอนอยู่อนุบาลที่โรงเรียนสตรีจุลนาถ วันไหนที่โยมแม่ไม่ว่าง ยีเหน่ก็ไปส่งหรือไม่ก็ไปรับเราที่โรงเรียน แต่ตอนนั้นยีเหน่ยังไม่มีลูก เมื่อมีลูกแล้ว ภารกิจของตนเองก็มีมากขึ้น

ตอนเล็ก ๆ ข้าพเจ้าและพี่น้องเข้าใจว่ายีเหน่มีเชื้อฝรั่งเพราะเพราะฟังมาจากญาติผู้ใหญ่ว่ายีเหน่มาจากปอร์ตุเกส ตอนนั้นเรายังเด็กมากจึงไม่รู้ว่าประเทศจีนซึ่งตอนนั้นเป็นคอมมิวนิสต์มีการกวดขันผู้ที่เดินทางออกนอกประเทศอย่างมาก ใครจะออกนอกประเทศได้ก็ต้องมีอุบายวิธี วิธีหนึ่งก็คือการแจ้งสัญชาติปลอมในหนังสือเดินทาง หนังสือเดินทางของยีเหน่ระบุว่าเจ้าตัวเป็นคนปอร์ตุเกส จึงสามารถเดินทางมายังเมืองไทยและมาแต่งงานกับลุงของข้าพเจ้า ดูเหมือนว่าทั้งคู่จะรักกันมานานแล้วตั้งแต่ลุงอยู่ประเทศจีน แต่ลุง(ซึ่งพวกเราเรียกว่าเหล่าเบ้)มาเมืองไทยได้ก่อน และนานนับสิบปีกว่ายีเหน่จะสามารถออกจากเมืองจีนมาได้

พวกเราที่เป็นเด็กนั้นคงสร้างภาระแก่ยีเหน่ไม่ใช่น้อย เพราะพวกเรา (อย่างน้อยก็ข้าพเจ้า)เป็นเด็กซนและดื้อ บางครั้งนอกจากจะไม่เชื่อฟังแล้ว ยังเถียงเก่งด้วย ยีเหน่พูดภาษาไทยไม่ถนัด ก็ย่อมแพ้พวกเราเป็นธรรมดา คนอื่นจะเป็นอย่างไรไม่ทราบ แต่ข้าพเจ้ายังร้ายกว่านั้น เนื่องจากรู้ว่ายีเหน่ชอบซ่อนเศษสตางค์ไว้ที่ไหน จึงมักแอบเอาเหรียญสลึง ห้าสิบ หรือเหรียญบาทไปกินขนมเล่น แต่ก็ไม่ได้ทำเป็นกิจวัตร ยีเหน่จึงไม่ระแคะระคาย หรือถึงรู้ก็คงไม่อยากเอาเรื่องเอาราวกับพวกเรา

ยิ่งตอนยีเหน่มีลูกเล็ก เริ่มตั้งแต่วรรณภาเป็นต้นมา ข้าพเจ้าเป็นคนหนึ่งที่สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้ยี่เหน่ เพราะมีเรื่องวิวาทเป็นประจำกับลูก ๆ ของยีเหน่ ซึ่งอายุน้อยกว่าและตัวเล็กกว่า ที่จริงไม่ใช่กับลูกพี่ลูกน้องเท่านั้น แม้กับพี่และน้องของตัวเอง ข้าพเจ้าก็ไม่ละเว้น มาสงบศึกกันได้เมื่อทั้งสองฝ่ายรู้เดียงสาแล้ว

ข้าพเจ้าและพี่น้องเริ่มเหินห่างกับครอบครัวของยีเหน่และเหล่าเบ้เมื่อเราต้องย้ายบ้านในปี ๒๕๒๐ เนื่องจากบ้านเดิมหมดสัญญาและต้องถูกทุบทิ้ง ถึงตอนนี้แต่ละครอบครัวก็แยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง มาเจอกันบ้างก็ในโอกาสสำคัญ เช่น วันตรุษจีน หรือไม่ก็ในงานแต่งงานของญาติ ๆ รวมทั้งในงานศพของสมาชิกทั้ง ๒ ครอบครัว คือเหล่าเบ้ ถาวรผู้เป็นน้องชายข้าพเจ้า และโยมแม่

ยิ่งเมื่อข้าพเจ้าอุปสมบทและย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด ก็ยิ่งมีโอกาสพบปะยีเหน่น้อยลง แต่ในที่สุดก็มีเหตุให้ยีเหน่ต้องกลับมาใกล้ชิดครอบครัวฝ่ายเราอีก ในปี ๒๕๓๘ โยมพ่อประสบเหตุเส้นโลหิตในสมองแตก เป็นอัมพาต ต้องพักรักษาตัวที่บ้าน และต้องการการเอาใจใส่อย่างพิเศษ ยีเหน่(และมุ้ย)ได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านโยมพ่อ เพื่อช่วยเป็นเพื่อนโยมพ่ออีกแรงหนึ่ง นอกเหนือจากการมีเด็กช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด เวลาข้าพเจ้ามาเยี่ยมโยมพ่อและพักที่บ้าน จึงมักพบยีเหน่เสมอ

ถึงตอนนี้ยีเหน่ชราแล้ว ไม่แข็งแรงเหมือนเมื่อ ๒๐ กว่าปีก่อน ในด้านหนึ่งชีวิตของยีเหน่ซึ่งลำบากมาตลอดโดยเฉพาะเมื่อสูญเสียคู่ชีวิตขณะที่ลูกยังเล็ก ระยะหลังเริ่มจะสุขสบายขึ้นเพราะลูก ๆ เติบโตพึ่งพาตัวเองได้ และกลับมาดูแลแม่ แต่ในอีกด้านหนึ่งโรคาพยาธิก็เบียดเบียนยีเหน่หนักขึ้น เทียบกับข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้ามีสุขภาพดีกว่าเยอะ แต่ยีเหน่กลับเป็นห่วงสุขภาพข้าพเจ้ามาก พบกันเมื่อใด เป็นต้องถามไถ่ถึงโรคภัยไข้เจ็บ และแนะให้ข้าพเจ้าไปหาหมออยู่เสมอ เวลาได้ข่าวว่าข้าพเจ้าไปหาหมอนวดหรือหมอฝังเข็ม ก็ดูจะเป็นห่วงมาก ล่าสุดเมื่อพบว่าข้าพเจ้าเป็นไข้รากสาดน้อย ยีเหน่ดูจะเป็นทุกข์เป็นร้อนมาก แม้ข้าพเจ้าจะหายแล้ว ก็ยังเป็นห่วง และขอร้องว่าหากเป็นอะไร อย่าปิดเงียบ ขอให้บอก แต่จะว่าไปแล้ว ยี่เหน่ต่างหากที่อาการหนักกว่าข้าพเจ้ามาก คือเป็นโรคหัวใจ จน ๒-๓ ปีหลัง รู้สึกว่าเหนื่อยง่ายเวลาเดินขึ้นบันได ต้องหาหมอและกินยาเป็นประจำ

ในช่วงนี้เองที่ข้าพเจ้าสังเกตว่ายีเหน่เข้าหาธรรมะมากขึ้น สวดมนต์เป็นประจำทั้งเช้าและเย็น แต่ละครั้งนานนับชั่วโมง พบกันครั้งสุดท้าย ยี่เหน่ได้นำบทสวดมนต์มาให้ข้าพเจ้าดู พร้อมกับชี้ให้ดูบทแปลภาษาไทยว่ามีเนื้อหาน่าสนใจเพียงใดบ้าง ยีเหน่ยังเล่าด้วยความชื่นชมว่าเต็นซึ่งเป็นหลานคนเดียว บางครั้งก็อ่านบทสวดมนต์ภาษาจีนนี้ไปพร้อมกับยายจนท่องจำได้ขึ้นใจ ข้าพเจ้าเชื่อว่าการสวดมนต์นี้เป็นยาที่มีความสำคัญไม่น้อยต่อยีเหน่ ไม่เฉพาะสุขภาพกายเท่านั้น หากยังรวมถึงสุขภาพใจ ขณะเดียวกันนี้ก็เป็นเครื่องบ่งบอกว่ายีเหน่ได้ตระหนักแล้วว่าวาระสุดท้ายของชีวิตใกล้จะมาถึง และพร้อมรับอนิจจังแล้ว จึงเตรียมใจด้วยพระธรรมขณะที่ยังมีโอกาส

ดังได้กล่าวแล้วว่าข้าพเจ้ากับยีเหน่เหินห่างกันกว่า ๒๐ ปี แต่เมื่อพบกันในช่วง ๔-๕ ปีหลัง ดูเหมือนว่าความห่วงใยที่ยีเหน่มีกับข้าพเจ้าไม่เปลี่ยนแปลงเลย คือยังมีความห่วงใยแบบเดียวกับที่ผู้ใหญ่มีต่อเด็ก ทั้ง ๆ ที่ข้าพเจ้าอายุใกล้ ๕๐ ปีแล้วก็ตาม นอกจากเอาใจใส่ไต่ถามเรื่องสุขภาพแล้ว ยีเหน่ยังหาโอกาสถวายปัจจัยให้แก่ข้าพเจ้าเนือง ๆ เพราะคิดว่าข้าพเจ้าอาจขาดแคลน บางครั้งก็ย้ำให้ไปหาหมอโดยไม่ต้องห่วงเรื่องเงินทอง พบกันครั้งสุดท้ายก็จะให้อีก แต่ข้าพเจ้าห้ามเอาไว้เพราะไม่ได้ขาดแคลนปัจจัยอย่างที่ยีเหน่เป็นห่วง

หากรู้ว่านั่นจะเป็นการพบกันครั้งสุดท้าย ข้าพเจ้าคงทำอะไรมากกว่านั้น แต่ใครเล่าจะสามารถล่วงรู้ได้ว่าหลังจากนี้ไปแล้วจะไม่มีการพบกันอีกชั่วชีวิต ชีวิตเป็นเช่นนั้นเอง เช่นเดียวกับที่ไม่มีใครรู้ว่าตนเองจะตายเมื่อใด ด้วยเหตุนี้เราจึงควรใส่ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราในแต่ละขณะแต่ละนาทีให้ดีที่สุด เพราะนั่นอาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่นาทีอย่างนั้นจะเกิดขึ้นกับเราได้อีก

การได้เกิดมาร่วมโลกกับยีเหน่ในชาตินี้ ข้าพเจ้าเป็นหนี้ยีเหน่แต่ฝ่ายเดียว ข้าพเจ้าเชื่อว่าบุญคุณที่ยีเหน่ได้มีต่อข้าพเจ้า(รวมทั้งกับผู้อื่นอีกมากมาย) เป็นบุญกุศลอย่างหนึ่งที่ไม่หายไปไหน หากเป็นปัจจัยที่หนุนเนื่องให้ยีเหน่ได้พบกับความสุขทั้งที่ได้ประสบมาแล้วในชีวิตนี้ และที่จะประสบในชาติหน้า ขณะเดียวกันก็หวังว่าบุญกุศลที่พวกเราได้ร่วมกันบำเพ็ญแก่ยีเหน่หลังจากที่หาชีวิตไม่แล้ว จะเป็นอีกกระแสหนึ่งที่อำนวยให้ยีเหน่ได้ประสบวิปากสมบัติในสัมปรายภพ มีสุคติเป็นเบื้องหน้า และมีพระนิพพานเป็นที่สุด

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved