หน้ารวมบทความ
   บทความ > บุคคล > บัณฑิตนามวิชัย โชควิวัฒน
กลับหน้าแรก

บัณฑิตนามวิชัย โชควิวัฒน
พระไพศาล วิสาโล

ข้าพเจ้าเริ่มอ่านงานของอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์และสังคมศาสตร์ปริทัศน์ (ที่มีสุชาติ สวัสดิ์ศรี เป็นบรรณาธิการ)อย่างจริงจังเมื่อปี ๒๕๑๕ สมัยยังเป็นนักเรียนมัธยม นั่นเป็นเหตุให้ได้ยินกิตติศัพท์ของคุณหมอวิชัย โชควิวัฒน ในฐานะนักทำหนังสือที่มีคุณภาพ ไม่ว่าหนังสืออนุสรณ์ประจำปีของศิริราช หรือสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับนิสิตนักศึกษา ทั้งสองเล่มล้วนเป็นหนังสือที่แหวกแนวแม้แต่ในแวดวงนักศึกษาด้วยกัน เพราะในเวลานั้นนักศึกษาไทยยังอยู่ในยุค “สายลมแสงแดด” หากไม่สนุกสนานกับงานเชียร์ ก็เพลิดเพลินกับงานลีลาศ น้อยคนที่สนใจเรื่องในทางสติปัญญาหรือใส่ใจกับความเป็นไปของบ้านเมือง

เมื่อได้เข้ามาอยู่ในแวดวงของอาจารย์สุลักษณ์ โดยการชักนำของวิศิษฐ์ วังวิญญู และสันติสุข โสภณสิริ มิตรรุ่นพี่ จึงได้ทราบว่าคุณหมอวิชัยได้ออกไปเป็นแพทย์ชนบทที่อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม ซึ่งเป็นท้องที่ที่มีความยากจนมาก ในเวลานั้นแพทย์ที่จะออกไปอุทิศตัวเพื่อชาวบ้านมีน้อยมาก ส่วนใหญ่พอใจที่จะอยู่ในกรุงเทพ ฯ มากกว่า และจำนวนไม่น้อยได้เดินทางไปทำงานในต่างประเทศ ทราบมาว่าบางรุ่นถึงกับพร้อมใจกันขึ้นเครื่องบินลำเดียวกันไปสหรัฐอเมริกาทันทีที่เรียนจบ แต่คุณหมอวิชัยเป็นหมอรุ่นใหม่คนแรก ๆ ที่ออกไปทำงานในชนบทอย่างไม่ลังเลใจ และเป็นแบบอย่างแก่นักศึกษาแพทย์หัวก้าวหน้า ซึ่งตอนนั้นเริ่มมีมากขึ้นอันเป็นผลจากสำนึกทางการเมืองที่เฟื่องฟูมากขึ้นหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ฯ

ข้าพเจ้าได้พบกับคุณหมอวิชัยเป็นครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๑๘ ตอนนั้นคุณหมอวิชัยกำลังมีปัญหากับเจ้าหน้าที่บ้านเมือง โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัด เข้าใจว่าเป็นเพราะคุณหมอขัดผลประโยชน์ของข้าราชการในจังหวัด ซึ่งดูเหมือนจะพัวพันกับเรื่องคอร์รัปชั่นด้วย ขณะเดียวกันฝ่ายบ้านเมืองเองก็มักมีทัศนคติที่ไม่ดีกับคนหนุ่มสาวหัวก้าวหน้าที่ทำงานในชนบท เพราะเห็นว่าเป็นพวกหัวรุนแรง บางคนถึงกับถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ตอนนั้นกระแส “ขวาพิฆาตซ้าย”กำลังมาแรง มีผู้นำนักศึกษา ชาวนา และกรรมกรหลายคนถูกลอบสังหาร โดยมักจะจับผู้ร้ายไม่ได้

ก่อนหน้าที่ข้าพเจ้าจะได้พบกับคุณหมอวิชัยที่บ้านอาจารย์สุลักษณ์นั้น สันติสุขได้ขึ้นไปสัมภาษณ์คุณหมอวิชัยที่มหาสารคาม เลยเป็นเหตุให้ได้ประสบเหตุการณ์ที่เชื่อว่าน่าจะเป็นการพยายามปองร้ายคุณหมอวิชัย แต่ก็ไม่มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น บทสัมภาษณ์ได้ตีพิมพ์ในในปาจารยสาร ที่สันติสุขเป็นสาราณียกร เป็นบทสัมภาษณ์ขนาดยาวที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของชาวอีสานเมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้วได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันก็ชี้ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในอุดมคติของคุณหมอเมื่อครั้งยังหนุ่ม ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังไม่ลดน้อยถอยลง หากแต่แยบคายและนุ่มนวลมากขึ้น

คุณหมอวิชัยที่ข้าพเจ้าได้พบเป็นครั้งแรกนั้น ไม่ใช่คนหัวรุนแรงอย่างที่ทางการเข้าใจ ที่จริงท่านเป็นคนสุภาพด้วยซ้ำ ไม่ต่างจากทุกวันนี้ ที่ข้าพเจ้าประทับใจคุณหมอวิชัยมากก็ตรงที่ท่านมีความใจกว้างและนุ่มนวลแม้กับคนที่เห็นต่างจากท่าน ตอนนั้นท่านมีความเห็นต่างจากพวกเรา (ซึ่งมีวิศิษฐ์และสันติสุข เป็นหัวโจก) หลายเรื่องโดยเฉพาะแนวทางการเปลี่ยนแปลงสังคม พวกเราซึ่งเป็นรุ่นน้อง เชื่อในแนวทางอหิงสา และได้อาศัยปาจารยสาร เป็นสื่อ ปาจารยสารนั้นเคยมีชื่อเสียงในด้านการนำเสนอแนวคิดใหม่ทางการศึกษามาตั้งแต่ก่อน ๑๔ ตุลา ฯ แต่เมื่อคณะบรรณาธิการชุดใหม่หันมาชูธงอหิงสาควบคู่กับพุทธศาสนาแทน คุณหมอวิชัยไม่สู้จะเห็นด้วยเช่นเดียวกับเพื่อนร่วมรุ่นซึ่งเป็นผู้บุกเบิกปาจารยสาร (เช่น คุณพิภพ ธงไชย) แต่คุณหมอวิชัยก็แสดงความเห็นต่างอย่างสุภาพ และไม่ขัดข้องที่พวกเราจะทำตามความเห็นของเรา ความเป็นผู้ใหญ่ และมีเมตตากับมิตรรุ่นน้องอย่างพวกเรา เป็นคุณลักษณะของคุณหมอวิชัยที่ประทับอยู่ในใจข้าพเจ้าเมื่อแรกพบจวบจนทุกวันนี้

หลังเหตุการณ์ ๖ ตุลา ฯ คุณหมอวิชัยได้กลับเข้ามาทำงานที่กระทรวงสาธารณสุข และได้มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ก้าวหน้าหลายประการในกระทรวง ฯ โดยเฉพาะงานด้านสาธารณสุขมูลฐานและการสนับสนุนโรงพยาบาลชุมชน และเมื่อการสู้รบระหว่างรัฐบาลกับคอมมิวนิสต์ได้ยุติลง งานพัฒนาชนบทมีความคึกคักเป็นอย่างมาก หมอชนบทเป็นกลุ่มหนึ่งที่มีบทบาทอย่างสำคัญในการสนับสนุนงานพัฒนาชนบท ในฐานะที่เป็นปัจจัยพื้นฐานของงานสาธารณสุข กิจกรรมของหมอชนบทเหล่านี้เป็นไปได้ส่วนหนึ่งก็เพราะได้รับแรงสนับสนุนและแรงบันดาลใจจากคุณหมอวิชัยในฐานะแพทย์ชนบทรุ่นแรก

ว่าโดยแวดวงการทำงาน ข้าพเจ้ากับคุณหมอวิชัยมีกิจกรรมเกี่ยวข้องไม่มากนัก แต่ก็ได้พบปะกันอยู่เนือง ๆ เพราะเป็นศิษย์ร่วมอาจารย์คืออาจารย์สุลักษณ์ ส่วนใหญ่มักพบกันในงานที่เกี่ยวกับมูลนิธิโกมลคีมทอง เนื่องจากคุณหมอวิชัยเป็นกรรมการผู้หนึ่ง ส่วนข้าพเจ้าก็มีงานที่เชื่อมโยงกับมูลนิธิ ฯ (งานหนึ่งได้แก่ โครงการ “แด่น้องผู้หิวโหย” ซึ่งอาศัยมูลนิธิโกมลคีมทองเป็นสำนักงาน) งานหนึ่งที่เป็นโอกาสให้พบปะกันสม่ำเสมอคือ ปาฐกถาประจำปีมูลนิธิโกมลคีมทอง
ซึ่งคุณหมอวิชัยได้รับเชิญเป็นปาฐกเมื่อปี ๒๕๒๕

คุณหมอวิชัย เป็นข้าราชการที่ไม่เหมือนข้าราชการทั่วไป คือมีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่กลัวผู้มีอำนาจ และกล้าท้วงติงผู้บังคับบัญชา ที่สำคัญคือมีความซื่อสัตย์ ยึดมั่นในความถูกต้องและสนใจใฝ่รู้ในทางสติปัญญา กล่าวอีกนัยหนึ่งคือมีความกล้าหาญทางจริยธรรม จึงเป็นเหตุให้คุณหมอวิชัยกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจในกระทรวง ฯ ไม่ว่าข้าราชการหรือรัฐมนตรี ผลก็คือคุณหมอวิชัยเจริญก้าวหน้าในกระทรวง ฯ ค่อนข้างช้า แม้กระนั้นคุณหมอวิชัยหาได้หวั่นไหวไม่ เพราะความสุขหรือความภาคภูมิใจของคุณหมอมิได้อยู่ที่สถานะ ตำแหน่ง หรือทรัพย์สมบัติ หากอยู่ที่ความรู้ คุณธรรม และประโยชน์สุขของมหาชน ในเรื่องความใฝ่รู้นั้น ได้ทราบว่าคุณหมอวิชัยเป็นนักอ่านตัวยง สนใจไม่เฉพาะความรู้ทางด้านวิชาชีพเท่านั้น หากยังคลุมไปถึงเรื่องประวัติศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจ ปรัชญา และศาสนา จำเพาะพจนานุกรมอย่างเดียว ก็มีสะสมไว้เป็นจำนวนมาก อาจถึงเรือนร้อยด้วยซ้ำ

การมีข้าราชการอย่างคุณหมอวิชัย นับเป็นโชคดีของกระทรวงสาธารณสุขและประเทศไทย พอ ๆ กับเป็นโชคร้ายของนักการเมืองและข้าราชการระดับสูงที่หวังประโยชน์จากกระทรวงนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคุณหมอวิชัยมีบทบาทอย่างมากในฐานะข้าราชการระดับสูงที่ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ ในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสาธารณสุขของประชาชน ไม่ว่าเรื่องยา บุหรี่ เหล้า การจัดสรรงบประมาณ และล่าสุดคือเรื่องการบังคับใช้สิทธิบัตรยา ยังไม่ต้องพูดถึงกรณีทุจริตยา ๑,๔๐๐ ล้านเมื่อปี ๒๕๔๑ ซึ่งคุณหมอวิชัยกล้าที่จะพูดสวนแย้งกับรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงโดยไม่หวั่นเกรงผลกระทบที่จะเกิดกับตำแหน่งของตนเอง

ที่จริงคุณหมอวิชัยไม่ได้มีบทบาทเฉพาะในกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น แต่ยังเข้าไปสนับสนุนการทำงานขององค์กรเอกชนหลายแห่ง อาทิ มูลนิธิ ๑๔ ตุลา มูลนิธิโกมลคีมทอง เป็นต้น มูลนิธิหลังนั้นในเวลาต่อมาข้าพเจ้าได้มีส่วนเข้าไปทำงานร่วมกับคุณหมอวิชัยอยู่บ้าง เพราะเป็นกรรมการมูลนิธิเช่นเดียวกัน แต่ที่ได้เห็นวิธีการทำงานของคุณหมอวิชัยอย่างใกล้ชิด ก็ที่กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทุกครั้งที่มีการประชุมคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการ(ซึ่งคุณหมอวิชัยเป็นประธาน) คุณหมอวิชัยจะเตรียมตัวมาอย่างดี สามารถให้ข้อมูลและข้อคิดความเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาในแต่ละประเด็น โดยไม่ได้มองจากมุมของข้าราชการเท่านั้น แต่ยังเป็นมุมที่คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนระดับล่างด้วย

ที่สำคัญพอ ๆ กันก็คือ การช่วยให้บรรยากาศที่ตึงเครียดและร้อนแรงในที่ประชุมผ่อนคลายลง บ่อยครั้งที่มีการแสดงความเห็นอย่างเผ็ดร้อนโดยกรรมการบางท่านที่มีบุคลิกโผงผางและตรงไปตรงมา แต่คุณหมอวิชัยก็มีวิธีการพูดที่นุ่มนวล มีจังหวะจะโคน และแทรกอารมณ์ขัน เรียกเสียงหัวเราะจากที่ประชุมได้ ช่วยให้บรรยากาศเย็นลง แม้เป็นการแสดงความเห็นที่แย้งกับกรรมการท่านอื่น แต่ก็ไม่ได้ทำให้กรรมการท่านนั้นเสียหน้าหรือขุ่นเคืองใจแต่อย่างใด ความเป็นคนมีอารมณ์ดี ใจเย็น ใจกว้าง และมีปิยวาจาของคุณหมอ ทำให้การประชุมเป็นไปอย่างราบรื่นและผ่อนคลายเสมอ อีกทั้งยังเชิญชวนให้ผู้ร่วมประชุมกล้าที่จะแสดงความคิดเห็น โดยไม่กลัวว่าจะถูกแย้งหรือตีตกไป

การรักษาคุณธรรมโดยเฉพาะความซื่อสัตย์สุจริตในระบบราชการไม่ใช่เรื่องง่ายนัก นอกจากจะต้องอนทนต่อสิ่งเร้าเย้ายวนทางด้านผลประโยชน์แล้ว ยังต้องเผชิญกับคำตำหนิติฉันและการกลั่นแกล้งสารพัดรูปแบบ จนอาจทำให้ท้อแท้ได้ แต่คุณหมอวิชัยก็สามารถรักษาตนมาได้อย่างไม่แปดเปื้อน อีกทั้งยังมีกำลังใจอุทิศตัวเพื่อความถูกต้องชอบธรรมและประโยชน์สุขของมหาชน แม้เสี่ยงต่ออันตรายก็ตามในขณะที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยยอมอยู่เฉย ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงอันตราย นับว่าคุณหมอวิชัยบำเพ็ญตนสมกับเป็นบัณฑิตดังพุทธพจน์ความว่า “บัณฑิตนั้น ถึงถูกทุกข์กระทบ ถึงพลาดพลั้งลง ก็คงสงบอยู่ได้ และไม่ละทิ้งธรรมเพราะชอบหรือชัง”

ในวาระที่คุณหมอวิชัย โชควิวัฒน มีอายุครบ ๕ รอบนักษัตร ขอให้คุณงามความดีที่ได้บำเพ็ญมาตลอด จงอำนวยอวยผลให้คุณหมอเจริญใน อายุ วรรณะ สุขะ และพละ เพื่อเป็นกำลังในการยังประโยชน์สุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป ไม่เพียงแต่ประโยชน์สุขของมหาชนเท่านั้น หากรวมถึงประโยชน์สุขแห่งตนด้วย อันได้แก่ ความสงบเย็นในจิตใจที่เกิดจากปัญญาแลเห็นสัจธรรมความจริงของชีวิตและโลก คุณหมอได้ผ่านประสบการณ์ทางโลกมามาก ได้เห็นความผันผวนปรวนแปรของโลกธรรม อันไม่สามารถยึดถือเป็นสรณะได้ ขอให้ประสบการณ์ดังกล่าวตกผลึกเป็นปัญญาพาตนให้เข้าถึงธรรมขั้นสูง จนพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ดังพุทธพจน์ต่อไปนี้

ลาภ เสื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุขและทุกข์ ธรรมเหล่านี้ในหมู่มนุษย์ ล้วนไม่เที่ยง ไม่มั่นคง มีความแปรผันเป็นธรรมดา

แต่ท่านผู้มีปัญญาดี มีสติ รู้ธรรมเหล่านี้แล้วย่อมพิจารณาเห็นว่ามีความแปรผันเป็นธรรมดา อารมณ์ที่น่าปรารถนาจึงย่ำยีจิตของท่านไม่ได้ ท่านย่อมไม่ยินร้ายต่ออารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา

ความยินดีหรือความยินร้าย ท่านย่อมขจัดปัดเป่า จนไม่มีอยู่ ท่านรู้ทางนิพพานที่ปราศจากธุลี ไม่มีความเศร้าโศก เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ ย่อมรู้แจ้งชัดอย่างถูกต้อง

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved