หน้ารวมบทความ
   บทความ > บุคคล > บราเดอร์หลุยส์ในความทรงจำ
กลับหน้าแรก

บราเดอร์หลุยส์ในความทรงจำ

หนังสือ The Inspirer
2013 80 YEARS Bro. Louis
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   


เมื่อใดก็ตามที่ข้าพเจ้าหวนย้อนรำลึกถึงชีวิตวัยเด็กในโรงเรียน  บุคคลผู้หนึ่งซึ่งปรากฏโดดเด่นมากในความทรงจำก็คือภราดาวิริยะ ฉันทวโรดม หรือบราเดอร์หลุยส์ของเรานั่นเอง   จำได้ว่าท่านมาเป็นอธิการโรงเรียนอัสสัมชัญตอนที่ข้าพเจ้าอยู่ป.๓   เวลานานถึง ๘ ปีเต็มที่ท่านดำรงตำแหน่งนี้เป็นช่วงที่ข้าพเจ้าค่อย ๆ เติบโตเป็นวัยรุ่น  ซึ่งถือว่าเป็นช่วงสำคัญของชีวิตเพราะอุปนิสัยและความรู้สึกนึกคิดกำลังลงหลักปักฐานอย่างแน่นหนา   ดังนั้นความทรงจำและการรับรู้เกี่ยวกับตัวท่านจึงเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตของข้าพเจ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

บราเดอร์หลุยส์ในความรู้สึกของข้าพเจ้าตอนอยู่ชั้นประถมนั้นเป็นคนที่ดุมาก เวลานั้นห้องอธิการยังอยู่บนชั้นสองของตึกเก่า ถ้าขึ้นมาจากบันไดด้านที่ติดกับประตูโรงเรียน เหลียวไปทางซ้ายมือก็ต้องเห็นห้องนั้น  ซึ่งนักเรียนผู้เคราะห์ร้ายมักถูกเรียกไปทำโทษอยู่เนือง ๆ พวกเราซึ่งเป็นนักเรียนชั้นประถมจะได้เห็นหรือได้ยินเสียงหวดก้นดังจากห้องนั้นอยู่เสมอ ๆ  ตามมาด้วยเสียงดุ ๆ ของท่าน

บราเดอร์หลุยส์นั้นขึ้นชื่อลือชามากในเรื่องการทำโทษนักเรียนที่ทำผิดระเบียบ  นอกจากการหวดก้นแล้ว ยังลงโทษด้วยการยืนเสาหลังเลิกเรียน  และที่หวาดกลัวกันมากในหมู่นักเรียนชั้นโตก็คือ การถูกเรียกเข้า “เอซีบาร์เบอร์”  โดยมีนักการชื่อชูเป็นผู้กร้อนผม  จนเป็นที่เลื่องลือทั้งในและนอกโรงเรียน ช่วงที่เป็นเด็กนั้นเราต้องระวังตัวกันมากในเรื่องระเบียบวินัย อย่าว่าแต่การหนีเรียนหรือลักขโมยเลย แม้แต่เรื่องเล็ก ๆ ก็เผลอไม่ได้ เช่น ทิ้งเศษกระดาษไม่เป็นที่ ยืนไม่ตรงแถว หรือมาสาย เพราะถ้าบราเดอร์หลุยส์เห็นเป็นต้องเกิดเรื่อง ท่านสามารถทำโทษพวกเราได้ทุกเวลาและทุกสถานการณ์   จำได้ว่าเพื่อนสองคนเคยถูกบราเดอร์เรียกออกมาลงโทษหน้าห้องประชุมโทษฐานที่พูดคุยกันขณะที่ท่านกำลังเทศนาสั่งสอนประจำวันเสาร์     จะว่าไปแล้วถึงแม้มองไม่เห็นบราเดอร์เลยก็ประมาทไม่ได้   เคยมีนักเรียนพูดคุยกันดังสนั่นในห้องเรียนช่วงที่มัสเซอร์ไม่อยู่  ปรากฏว่าถูกบราเดอร์หลุยส์เรียกไปลงโทษเพราะท่านได้ยินเสียงคุยกันจากอินเตอร์คอมที่ติดตั้งอยู่หน้าชั้น สำหรับนักเรียนตัวเล็ก ๆ แล้ว  ท่านดูเหมือนจะเฝ้าดูพวกเราอยู่ทุกหนทุกแห่ง เรียกว่าเป็น omnipresent ไม่ต่างจากพระเจ้าเลยก็ได้

ด้วยเหตุนี้นักเรียนรุ่นเด็ก ๆ อย่างพวกเรา จึงกลัวบราเดอร์หลุยส์มากและพยายามหลีกหนีห่างไกลจากท่านให้มากที่สุด  จนย่างวัยรุ่นแล้วก็ยังเป็นเช่นนั้น  ความที่ตนเองเป็นนักเรียนที่เรียนดีและไม่เกเร จึงไม่มีความจำเป็นต้องไปเกี่ยวข้องกับท่านมากนัก  จวบจนเมื่ออยู่ชั้นม.ศ.๒ ข้าพเจ้าจึงมีเหตุที่ต้องไปเข้าหาท่าน  ตอนนั้นข้าพเจ้าได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนของห้องในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ เพื่อส่งร่วมงาน “วิทยาศาสตร์บันเทิง”  ซึ่งเป็นงานประจำปีที่จัดในหมู่โรงเรียนแคทอลิก  ข้าพเจ้ากับทีมงานตกลงจะทำเครื่องทำน้ำร้อนพลังแสงอาทิตย์   โดยมีส่วนประกอบสำคัญคือ หีบใส่แผงทองเหลืองรับแสงอาทิตย์ หีบนั้นทำด้วยไม้มีขนาดใหญ่พอสมควร  พวกเราทำเองไม่ได้ ต้องอาศัยช่างไม้ของโรงเรียนช่วยทำให้   แต่ช่างไม้จะทำให้เราได้ต่อเมื่อได้รับคำสั่งจากท่านอธิการ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นหน้าที่ของข้าพเจ้าที่ต้องไปขอคำอนุมัติจากบราเดอร์หลุยส์ ในใจนั้นไม่มีความแน่ใจเลยว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ก็ท่านเป็นคนดุนี่ เราจะคาดหวังอะไรได้ 

ตอนนั้นตึกเก่าถูกทุบแล้ว  ห้องอธิการจึงย้ายมาอยู่ชั้นล่างของตึกหอประชุมด้านติดกับตึกเก่า  จำได้ว่าตอนที่จะต้องเดินเข้าไปหาท่านในห้องนั้นข้าพเจ้ารู้สึกตื่นกลัวเอามาก   ข้าพเจ้าผลักประตูเข้าไปโดยไม่ได้นัดหมายล่วงหน้า เพราะตอนนั้นไม่มีหน้าห้องหรือเลขานุการประจำตัว  ประตูเปิดก็แสดงว่าท่านอยู่ในห้อง   เมื่อเข้าไปแล้วก็บอกเล่าความประสงค์ให้ท่านฟัง  ท่านฟังและถามด้วยความตั้งใจ และเมื่อยื่นแบบแปลนของหีบไม้ให้ท่านดู  ท่านก็เซ็นอนุมัติให้อย่างง่ายดาย  ออกจะแปลกใจไม่น้อยที่ท่านเห็นดีเห็นชอบกับงานของเด็ก ๆ อย่างเรา

ท่านจะทราบหรือไม่ว่า การสนับสนุนของท่านนอกจากจะเป็นการให้กำลังใจนักเรียนตัวเล็ก ๆ แล้ว  ยังมีส่วนช่วยให้โครงงานดังกล่าวได้รับรางวัลที่ ๑ ด้านฟิสิกส์ในงานวิทยาศาสตร์บันเทิงประจำปี ๒๕๑๔  และทำให้อัสสัมชัญครองตำแหน่งดังกล่าวเป็นปีที่สามติดต่อกัน

ข้าพเจ้ามาคุ้นใกล้กับบราเดอร์หลุยส์จริง ๆ เมื่อมาทำงานให้กับกลุ่มอัสสัมชัญอาสาพัฒนาในปีถัดมา   กลุ่มนี้มีท่านเป็นที่ปรึกษามาแต่แรกตั้ง และท่านก็ให้ความสนับสนุนอย่างเต็มที่มาโดยตลอด เพราะเป็นกลุ่มที่ทำงานสังคมสงเคราะห์อย่างแข็งขัน ทั้งเยี่ยมบ้านคนชรา  เยี่ยมเด็กกำพร้า   และออกค่ายอาสาพัฒนาตอนปิดเทอม

เมื่อได้ร่วมงานกับกลุ่มนี้มากเข้า บราเดอร์ก็จำหน้าข้าพเจ้าได้ และหยอกล้อเป็นครั้งคราว ทำให้เราได้เห็นอีกด้านหนึ่งของท่านว่ามีอารมณ์ดี  ไม่ใช่ดุขมึงทึงอย่างที่เห็น   คำบอกเล่าจากสมาชิกค่ายที่ได้มีโอกาสต้อนรับท่านเวลาไปเยี่ยมค่าย ทำให้รู้ว่าท่านก็เป็นกันเองกับนักเรียนมิใช่น้อย  ยิ่งสมาชิกค่ายรุ่นเก่า ๆ ด้วยแล้วจะคุ้นกับท่านมากเพราะท่านไปเยี่ยมทุกปีไม่ได้ขาด ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถคุยเล่นกับท่านได้โดยท่านไม่ถือสา   และเมื่อข้าพเจ้าไปออกค่ายครั้งแรกในชีวิตที่จังหวัดขอนแก่น ก็ได้เห็นด้วยตนเองว่าท่านเป็นกันเองกับพวกเรา อีกทั้งยังมีความห่วงใยด้วย  ด้านที่มีน้ำใจและเอื้ออาทรนั้นเป็นด้านที่พวกเราได้มาเห็นเมื่อโตขึ้นแล้ว  ทำให้ภาพที่เห็นในวัยเด็กนั้นเปลี่ยนแปลงไป

แต่จะว่าไปแล้วความรู้สึกของข้าพเจ้าเกี่ยวกับท่าน เปลี่ยนไปก่อนที่จะพบท่านที่ค่ายขอนแก่นแล้ว  เหตุการณ์หนึ่งที่กระทบใจเป็นพิเศษก็คือ ตอนที่ไปขออนุญาตท่านออกนอกโรงเรียน ช่วงนั้น(ปี ๒๕๑๕)ที่โรงเรียนสวนกุหลาบจัดงาน “สังคมนิทัศน์” ซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญมากว่าทำได้ดีเทียบเท่าหรือยิ่งกว่าผลงานของนักศึกษามหาวิทยาลัย ทั้งในด้านคุณภาพทางวิชาการและความกล้าในการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล(ซึ่งเป็นเผด็จการทหาร) พวกเราในกลุ่มอัสสัมชัญอาสาพัฒนาอยากไปดูกัน  แต่ตอนนั้นเป็นช่วงเปิดเรียนแล้ว  เราจึงหาข้ออ้างที่จะ “หนีเรียน” ไปดูงานดังกล่าว  ข้ออ้างที่ใช้ในครั้งนั้นก็คือ  ไปหาทุน(หรือหา”สปอนเซอร์”)สร้างค่ายอาสาพัฒนา    ที่จริงเราไม่ได้โกหก เพราะมีแผนจะไปหาทุนตามร้านค้าบริษัทด้วย แต่ความตั้งใจหลัก ๆ คือไปดูงานดังกล่าวเป็นสำคัญ  พวกเราซึ่งดูเหมือนจะมีพจนา จันทรสันติ ประธานกลุ่มด้วย จึงเข้าไปหาบราเดอร์หลุยส์ขออนุมัติ    บราเดอร์นั้นมีทีท่าไม่ค่อยอยากอนุมัติ  คงเพราะเห็นพวกเราออกไปทำงานข้างนอกกันบ่อยมาก ท่านคงเป็นห่วงการเรียนของพวกเรา แต่สุดท้ายท่านก็เซ็นชื่ออนุมัติอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก   เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าเห็นท่านยอมตามใจพวกเราทั้ง ๆ ที่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับการกระทำของพวกเราเท่าไรนัก  ท่านยอมตามใจก็เพราะท่านเชื่อใจพวกเราว่าเราจะไม่ไปทำอะไรที่เสียหาย และเชื่อใจว่าพวกเรามีความจำเป็นที่จะต้องออกไปนอกโรงเรียน  ในความรู้สึกตอนนั้นข้าพเจ้าก็รู้สึกผิดไม่น้อยเพราะเราไม่ได้บอกความจริงทั้งหมด หากท่านปฏิเสธข้าพเจ้าอาจรู้สึกดีกว่าด้วยซ้ำ ตอนนั้นได้เห็นเลยว่าการที่ท่านโอนอ่อนนั้นมีผลให้เราต้องหันกลับมาพิจารณาตนเอง ขณะเดียวกันการที่ท่านไว้ใจพวกเราก็ทำให้เราต้องระมัดระวังที่จะไม่ไปทำลายความไว้วางใจนั้น  เหตุการณ์เล็ก ๆ นี้ยังทำให้ข้าพเจ้าได้เห็นว่าจริง ๆ แล้วท่านเป็นคนใจดีมีเมตตาและพร้อมที่จะใจอ่อนโดยเฉพาะกับคนที่ท่านเชื่อว่าเป็นคนดีมีเหตุผล  นี้เป็นเหตุการณ์ที่เปิดตาเปิดใจให้ข้าพเจ้ารู้จักส่วนลึกของบราเดอร์  ทำให้เคารพนับถือท่านมากกว่าเดิม

ที่จริงยังมีอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ควรกล่าวถึง คือปลายปี ๒๕๑๕  ข้าพเจ้ากับเพื่อน ๆ ได้ร่วมกับออกหนังสือเป็นเอกสารโรเนียวชื่อ “พลัง” เพื่อแจกจ่ายในหมู่นักเรียนชั้นม.ศ.๓  ฉบับปฐมฤกษ์นั้นข้าพเจ้าเขียนบทความโดยใช้นามแฝง วิจารณ์รุ่นพี่ที่เป็นประธานชุมนุมวิทยาศาสตร์อย่างค่อนข้างรุนแรง โทษฐานที่ปิดโอกาสไม่ให้นักเรียนรุ่นน้อง(คือพวกเรา)มีบทบาทสำคัญในชุมนุม ฯ รวมทั้งในงานวิทยาศาสตร์บันเทิง ทั้ง ๆ ที่เขาได้แสดงความสามารถให้ประจักษ์   แต่หนังสือไม่ทันได้เผยแพร่  บราเดอร์ได้เห็นก็เรียกข้าพเจ้าไปท้วงติง    เรื่องนี้จบลงด้วยการที่ผู้จัดทำฉีกบทความหน้านั้นทิ้ง  โดยผู้เขียนไม่ได้ถูกลงโทษแต่อย่างใด   ส่วนเล่มต่อ ๆ มานั้นออกมาได้โดยไม่มีปัญหา และท่านก็ไม่ได้เรียกมาเซ็นเซอร์ด้วยซ้ำ

บราเดอร์หลุยส์ได้พ้นจากตำแหน่งอธิการในปีถัดมา  หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็ไม่ค่อยมีโอกาสพบท่านอีก จนเมื่อท่านกลับมาเป็นอธิการใหม่ในราวปี ๒๕๒๙  ตอนนั้นข้าพเจ้าบวชแล้ว และได้เขียนบทความเนื่องในโอกาสครบหนึ่งศตวรรษอัสสัมชัญ ท่านเห็นแล้วชอบจึงขอมาพิมพ์ซ้ำในอัสสัมชัญสาส์น  หลังจากนั้นหนึ่งปีต่อมาก็ได้พบท่านที่โรงเรียนอัสสัมชัญ  ต้องสารภาพว่ายังมีความยำเกรงท่านอยู่ในฐานะเป็นผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ แต่ท่านกลับดูเป็นกันเอง ไม่ได้เห็นข้าพเจ้าเป็นเด็กนักเรียนของท่านอีกต่อไป  เรามีโอกาสพบกันอีกเป็นครั้งคราว รวมทั้งในงานรำลึกอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณในโอกาสที่ท่านได้ถึงอนิจกรรมเมื่อปี ๒๕๔๒   

อันที่จริงนอกจากความประทับใจส่วนตัวดังได้กล่าวมาแล้ว  ข้าพเจ้ายังมีความประทับใจท่านในฐานะอธิการที่มีผลงานดีเด่นหลายอย่าง   หลายคนอาจชื่นชมท่านในฐานะผู้สร้างตึกฟ.ฮีแลร์ขึ้นมาแทนตึกเก่า รวมทั้งการย้ายแผนกประถมไปยังถนนเซ็นต์หลุยส์  แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ผลงานหนึ่งที่มีคุณูปการอย่างมากต่ออัสสัมชนิกอย่างข้าพเจ้าก็คือ การย้ำเตือนให้เราตระหนักถึงแก่นแท้ของความเป็นอัสสัมชัญ ได้แก่ คุณธรรม เช่น ความเสียสละ และความซื่อสัตย์  อัสสัมชัญในช่วงที่ท่านเป็นอธิการนั้น  ท่านจะเน้นเรื่องคุณธรรมมากไม่น้อยกว่าวิชาการและระเบียบวินัย  กิจวัตรประจำสัปดาห์ที่ท่านปฏิบัติไม่ได้ขาดคือการให้โอวาทแก่นักเรียนทั้งโรงเรียนในบ่ายวันเสาร์ 

ที่ข้าพเจ้าประทับใจก็คือการเชิญศิษย์เก่ามาพูดคุยกับนักเรียน  ศิษย์เก่าเหล่านี้ไม่ใช่แค่คนมีชื่อเสียงเท่านั้น แต่ยังต้องมีคุณธรรมเป็นที่ยอมรับด้วย    นอกจากการมาพูดในบ่ายวันเสาร์แล้ว  บ่อยครั้งท่านก็เชิญศิษย์เก่ามาพูดในโอกาสสำคัญ ๆ เช่น ในโอกาสที่ศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียงบางท่านถึงแก่กรรม  ที่ข้าพเจ้าจำได้แม่นก็คือการเชิญอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์มาพูดถึงเกียรติคุณของพระยาอนุมานราชธน ในโอกาสที่อัสสัมชนิกอาวุโสท่านนั้นถึงแก่กรรมเมื่อปี ๒๕๑๑

โอกาสอีกอย่างหนึ่งที่เราจะได้เห็นหน้าและได้ฟังอัสสัมชนิกที่มีชื่อเสียงก็คือ การแจกเกียรติบัตรหรือเซอร์ติฟิเกตแก่นักเรียนตอนปลายปี  โดยประธานในพิธีก็คืออัสสัมชนิกดังกล่าวนั่นเอง     สิ่งที่อัสสัมชนิกอาวุโสทั้งหลายเน้นก็คือ ความซื่อสัตย์ ความมีระเบียบวินัย  และความผูกพันในหมู่อัสสัมชนิก   ซึ่งทำให้นักเรียนอย่างพวกเราเกิดความภูมิใจใน “เลือดแดงขาว” และซึมซับเอาคุณธรรมเหล่านี้เข้าไปทีละเล็กละน้อย

ความที่บราเดอร์หลุยส์เป็นอัสสัมชนิกเต็มตัว  โดยเติบโตมาท่ามกลางบรรยากาศของการบ่มเพาะคุณธรรมดังกล่าวสมัยเป็นนักเรียน  ท่านจึงเข้าใจถึงแก่นแท้ของความเป็นอัสสัมชนิก และเห็นความสำคัญของการปลูกฝังคุณธรรมเหล่านี้ลงไปในจิตใจของเด็ก โดยการทำให้เด็กเกิดความซาบซึ้งในคุณธรรมดังกล่าวควบคู่ไปกับการสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นอัสสัมชนิก  นอกจากการเชิญศิษย์เก่ามาให้นักเรียนรู้จักแล้ว  ท่านยังริเริ่มให้มีกิจกรรมต่าง ๆ อีกมากมายเพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกดังกล่าว  หนึ่งในนั้นคือ อุโฆษสาร ซึ่งเป็นสื่อกลางอย่างดีที่ช่วยให้นักเรียนได้รู้จักศิษย์เก่ารุ่นต่าง ๆ    อุโฆษสารนั้นมีคนอ่านกี่มากน้อยข้าพเจ้าไม่ทราบ แต่สำหรับข้าพเจ้า นี้เป็นหนังสือประจำปีที่รอคอยมาเสมอ และทุกวันนี้ก็ยังเก็บไว้เกือบครบทุกเล่มจนจบชั้นม.ศ. ๕

ที่ข้าพเจ้าไม่ลืมอีกอย่างหนึ่งก็คือ นิทรรศการ “เอซีรำลึก”  ที่นำเอาประวัติของโรงเรียนและอัสสัมชนิกคนสำคัญ ๆ มาถ่ายทอดให้นักเรียนได้รับรู้ ตอนนั้นข้าพเจ้าอยู่ราว ๆ ชั้นป.๕  สำหรับข้าพเจ้า นิทรรศการดังกล่าวรวมทั้งกิจกรรมต่าง ๆ ที่กล่าวมาช่วยให้ข้าพเจ้าได้สัมผัสและต่อติดกับรากเหง้าของตนเองในฐานะที่เป็นนักเรียนอัสสัมชัญ  รากเหง้าดังกล่าวไม่ได้หยั่งลึกไปในอดีตแค่ ๑๐ หรือ ๒๐ ปี แต่ลึกลงไปเกือบศตวรรษ   คนเรานั้นเปรียบเสมือนต้นไม้ที่ต้องมีรากหยั่งลึกลงไปในดิน   รากหรือสำนึกของเรานั้นนอกจากจะต้องหยั่งลึกลงไปในพื้นภูมิแห่งศาสนธรรมแล้ว ควรหยั่งลงไปในอดีตและเชื่อมต่อกับอดีตให้ได้ เพราะจะทำให้เรามีพลังทั้งในทางศาสนธรรมและทางประวัติศาสตร์เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิตและจิตใจของเรา  ทำให้เกิดความมั่นคง ไม่โอนเอนอ่อนแอง่าย ๆ     ตอนนั้นข้าพเจ้าไม่สามารถเข้าใจเรื่องนี้ได้  รู้แต่ว่าอดีตเหล่านี้ทำให้เราภูมิใจและเชื่อมั่นในคุณธรรมที่บราเดอร์ มัสเซอร์และอัสสัมชนิกอาวุโสได้สอนไว้

สำหรับข้าพเจ้าสิ่งเหล่านี้เป็นคุณูปการสำคัญที่มีความหมายต่อชีวิต ไม่น้อยไปกว่าวิชาความรู้ที่ได้เรียนในห้องเรียน (หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ)   น่าเสียดายที่หลังจากยุคของบราเดอร์หลุยส์แล้ว  กิจกรรมเหล่านี้ก็ค่อย ๆ ลดความสำคัญลง ไปจนบัดนี้นักเรียนอัสสัมชัญรุ่นปัจจุบันอาจไม่รู้จักรากเหง้าของตนแล้วก็ได้

ที่จริงบราเดอร์หลุยส์ไม่ได้เน้นเรื่องจิตสำนึกหรือคุณธรรมอย่างเดียว  หากยังให้ความสำคัญกับวิชาการด้วย   โรงเรียนอัสสัมชัญในสมัยของท่านไม่ได้ด้อยในทางวิชาการเลย แม้ว่าจะมีผลงานสู้อดีตไม่ได้   แต่ที่ถอยหลังไปมากเห็นจะได้แก่กีฬาโดยเฉพาะฟุตบอล ซึ่งครั้งหนึ่งอัสสัมชัญเคยเป็นหนึ่งในสยาม  ครั้นมาถึงยุคของข้าพเจ้า อัสสัมชัญมักจะได้ที่ ๓ หรือไม่ก็ที่ ๔ ทุกครั้งที่แข่งฟุตบอลจตุรมิตร   แต่นี่ไม่ใช่เรื่องน่าอับอายเลย (แม้ตอนนั้นจะอายอยู่บ้างตามประสาเด็ก ๆ)   

แม้ว่าบราเดอร์หลุยส์จะชอบเตือนให้เราระลึกถึงอดีตและต่อติดกับรากเหง้าของอัสสัมชัญ แต่ท่านไม่ใช่นักอนุรักษ์นิยมหรือคนหัวเก่าอย่างที่เรามักจะเข้าใจกัน  หลายเรื่องท่านก็เป็นคนหัวใหม่และเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ โดยพร้อมจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงจากของเดิม  ข้าพเจ้าจำได้ว่าช่วง ๒-๓ ปีสุดท้ายของการเป็นอธิการ(วาระแรก)ของท่าน  มีอัสสัมชนิกรุ่นใหม่ไฟแรงผู้หนึ่งคือเสรี เสรีวัฒโนภาส มาเสนอแนวทางใหม่ ๆ ให้แก่ท่านเพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนของโรงเรียน    มีการเชิญครูไปสัมมนาในต่างจังหวัด เพื่อ รับฟังความเห็นของนักคิดนักเขียนรุ่นใหม่เวลานั้น รวมทั้งเชิญท่านเหล่านั้นมาอภิปรายหรือบรรยายในโรงเรียน  ที่ข้าพเจ้าจำได้ก็คือ อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์  ดร.เอกวิทย์ ณ ถลาง  เสกสรรค์ ประเสริฐกุล (ซึ่งตอนนั้นยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก)  แม้ว่าการปฏิรูปครั้งนั้นจะไปได้ไม่ตลอด  เพราะหลังจากท่านพ้นตำแหน่งอธิการ กิจกรรมเหล่านั้นก็ค่อย ๆ ชะลอลงจนหายไป  แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าท่านพร้อมที่จะรับและริเริ่มความเปลี่ยนแปลง    แม้ท่านจะคิดต่างจากนักคิดนักเขียนเหล่านั้นหลายอย่าง  แต่ก็พร้อมที่จะรับฟังโดยไม่บ่ายเบี่ยง ความพร้อมดังกล่าวเกิดจากความมั่นใจในตนเองของท่าน จึงไม่กลัวใครมาครอบงำความคิด และดังนั้นจึงกล้าที่จะเชิญเขามาหรือเปิดโอกาสให้เขามาแสดงความคิดเห็น

ในรอบ ๔๘ ปีที่ผ่านมานับแต่วันแรกที่บราเดอร์หลุยส์มาเป็นอธิการอัสสัมชัญจนถึงปัจจุบัน   เชื่อว่าหลายคนคงเห็นด้วยกับข้าพเจ้าว่า บราเดอร์หลุยส์เป็นอธิการที่โดดเด่นและมีคุณูปการมากที่สุดต่อโรงเรียนอัสสัมชัญ  รวมทั้งมีอิทธิพลอย่างมากต่อชีวิตของนักเรียนที่อยู่ภายใต้การดูแลของท่าน    หลายคนอาจจะเคยถูกท่านทำโทษ หวดก้น กร้อนผม  แต่ถึงวันนี้คงหวนนึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยความขบขัน และคงอดขอบคุณบราเดอร์หลุยส์ไม่ได้ที่ได้มีส่วนช่วยให้เขาเหล่านั้นมีวันนี้  และอาจนึกอยากให้ลูกหลานของตนได้มาอยู่ในความดูแลของท่าน

วันนี้อัสสัมชัญได้เปลี่ยนไปมาก  อะไรต่ออะไรก็เปลี่ยนไปมากเช่นกัน แต่บราเดอร์หลุยส์ของเราในวัย ๘๐ ปียังเหมือนเดิม  คือแม้เสียงดุ พูดห้วน   แต่ใจดี  มีเมตตาต่อศิษย์  และเป็นครูที่เราก้มหัวด้วยความเคารพได้อย่างสนิทใจ (แม้ครั้งหนึ่งก้นอาจระบมเพราะท่านก็ตาม) จะมีเปลี่ยนแปลงไปบ้างก็คือ เมื่อท่านพบลูกศิษย์หรืออัสสัมชนิกที่เคยอยู่ในการดูแลของท่านหลายสิบปีก่อน  สีหน้าของท่านไม่มีริ้วรอยแห่งความดุอีกแล้ว มีแต่รอยยิ้มและสนทนาอย่างเป็นกันเอง  กับข้าพเจ้า ท่านไม่เพียงยิ้มให้และให้ความใส่ใจในฐานะศิษย์เก่า หากยังให้ความเคารพในฐานะนักบวช  เสมือนเป็นมิตรต่างศาสนา แต่ในความรู้สึกของข้าพเจ้า เมื่อพบปะสนทนากับท่าน ก็ยังเห็นท่านเป็นครูและผู้ใหญ่ที่น่านับถือเหมือนเดิม             

ขอให้บราเดอร์หลุยส์ของพวกเรามีอายุยืนนาน มีสุขภาพดีทั้งกายและใจ  ปลอดพ้นจากโรคภัยไข้เจ็บและอุปทวันตรายทั้งปวง  ขอให้ท่านเป็นขวัญและกำลังใจของศิษยานุศิษย์ไปตราบนานเท่านานด้วยเทอญ

(ปรับปรุงจากบทความที่เขียนในโอกาสที่บราเดอร์หลุยส์มีอายุครบ ๗๒ ปี)

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved