หน้ารวมบทความ
   บทความ > บุคคล > ความดีที่พึงสถิตกลางใจ
กลับหน้าแรก

ความดีที่พึงสถิตกลางใจ
พระไพศาล วิสาโล

หลังจากพระสงฆ์ได้เจริญพุทธมนต์แล้ว อาตมาอยากปรารภข้อธรรมบางประการเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ญาติโยมทั้งหลายที่ได้มาร่วมประชุมกันในวันนี้ วันนี้เรามาร่วมกันทำความดีด้วยการบำเพ็ญกุศล เริ่มจากการรับศีล และตอนนี้ก็มาฟังธรรม การฟังธรรมนี้ถือว่าเป็นการทำบุญอย่างหนึ่งเรียกว่าธัมมัสสวนมัย จากนั้นก็จะเป็นการเลี้ยงพระซึ่งถือว่าเป็นทานมัยคือการทำบุญด้วยการให้ทาน การให้ทานนี้เราไม่ได้ให้แก่เฉพาะคนยากจนเท่านั้น การถวายอาหารแก่พระก็เป็นการให้ทานอย่างหนึ่งเหมือนกัน เป็นการสละออกเพื่อให้แก่ผู้ที่สมควรจะได้รับปัจจัยสี่หรือว่าปัจจัยไทยทานเพื่อเสริมสร้างความดีให้งอกงามยิ่งขึ้น

วันนี้เราทั้งหลายมาร่วมกันทำความดีเพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่บุคคลผู้เป็นที่รักของเรา อาจจะเป็นญาติมิตร เป็นครูบาอาจารย์ หรือว่าเป็นผู้ที่เคารพนับถือของเราก็ตาม บุคคลผู้นี้ได้แก่อาจารย์เครือมาศ วุฒิการณ์ หรือที่พวกเราเรียกว่าอาจารย์ติ่ง ซึ่งได้จากโลกนี้ไปครบ ๑๐๐ วันพอดีในวันนี้

ตามประเพณีพุทธศาสนาเรานิยมทำบุญให้แก่ผู้ที่ล่วงลับดับไป ทั้งนี้เพราะเราเชื่อว่าบุญเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงระหว่างผู้ที่ยังอยู่กับผู้ที่อยู่ห่างไกลออกไป ผู้ที่อยู่ห่างออกไปนี้อาจจะหมายถึงคนที่อยู่ในอีกจังหวัดหนึ่ง อีกประเทศหนึ่ง หรือว่าอยู่อีกภพภูมิหนึ่งก็ได้ ในทางพุทธศาสนาเราเชื่อว่า ผู้ที่ยังอยู่กับผู้ที่จากไปนั้นจะสัมพันธ์กันได้ก็อาศัยบุญกุศลเป็นตัวเชื่อม บุญนั้นเป็นสื่อกลางให้ความปรารถนาดีของเราไปก่อผลอำนวยประโยชน์แก่ผู้ที่อยู่อีกภพภูมิหนึ่งได้ คนเรานั้นเพียงแค่คิดถึง แต่หากไม่ได้ทำความดีอุทิศไปให้ ผู้ที่อยู่อีกภพภูมิหนึ่งก็อาจไม่ได้รับรู้ถึงความปรารถนาดีของเรา อย่างวันนี้เราก็ได้อาศัยบุญนั้นเป็นเครื่องเชื่อมระหว่างเรากับอาจารย์ติ่ง เพราะว่าเมื่อเราได้ทำบุญแล้วเราก็แผ่ไปให้อาจารย์ติ่งเพื่อให้ท่านได้เป็นสุขในสัมปรายภพไม่ว่าจะเป็นภพภูมิใดก็แล้วแต่

ดังได้กล่าวแล้วว่าบุญหรือความดีนั้นเป็นเครื่องเชื่อมกันระหว่างเรากับผู้จากไป แต่ว่าบุญไม่ใช่มีแค่ความดีที่เราทำในวันนี้เท่านั้น ยังมีบุญหรือความดีอีกอย่างหนึ่งซึ่งเราควรจะใส่ใจและตระหนัก นั่นก็คือบุญหรือความดีของอาจารย์ติ่ง ความดีของอาจารย์ติ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งเหมือนกันที่สามารถเชื่อมเรากับอาจารย์ติ่งผู้จากไปได้ แม้ว่าท่านจะไปอยู่ในปรโลกหรือสัมปรายภพแล้วก็ตาม ในด้านหนึ่งเราทำความดีส่งผลไปถึงท่าน แต่ในอีกด้านหนึ่งเราระลึกถึงความดีของท่านซึ่งเท่ากับเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างเรากับอาจารย์ติ่งให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพราะเมื่อใดก็ตามที่เรานึกถึงคุณความดีของอาจารย์ติ่งก็เหมือนกับว่าอาจารย์ติ่งได้มาอยู่ใกล้เรา และยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเราพยายามน้อมนำเอาความดีของอาจารย์ติ่งมาไว้ในจิตใจของเรา ให้สถิตตั้งมั่นในจิตใจของเรา ก็ยิ่งเท่ากับว่าอาจารย์ติ่งไม่ได้จากไปจากเราเลย คือไม่ใช่เพียงแค่อยู่ใกล้เท่านั้น แต่ว่าสถิตอยู่กลางใจเราเลยทีเดียว เพราะว่าสาระชีวิตของคนนั้นไม่ได้อยู่ที่รูปกาย ไม่ได้อยู่ที่น้ำเสียง ไม่ได้อยู่แม้กระทั่งภาพที่แลเห็น แต่สารัตถะของชีวิตคนๆ หนึ่งนั้น อยู่ที่คุณความดีที่เขาได้บำเพ็ญ คุณความดีนั้นเป็นสารัตถะที่แท้ของบุคคลผู้นั้น ไม่ว่าบุคคลผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม จะเป็นพ่อแม่ของเรา จะเป็นเพื่อน เป็นมิตรสหายหรือญาติพี่น้อง เมื่อใดก็ตามที่เรานึกถึงคุณความดีของเขา เขาก็ได้มาอยู่ใกล้ชิดเราแล้ว และถ้าหากว่าเราได้นำความดีของเขามาตั้งมั่นไว้ในใจเรา ก็เท่ากับว่าบุคคลผู้นั้นมาสถิตอยู่กลางใจเราแล้ว

ในเรื่องนี้พระพุทธเจ้าท่านเคยตรัสไว้ว่าผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคต ตถาคตนั้นไม่ได้เป็นรูปกายที่จับต้องได้ แต่คือธรรมะ เมื่อใดที่เราเห็นธรรมะ เราก็ได้เห็นพระพุทธเจ้าแล้ว และเมื่อใดที่เราน้อมนำธรรมะมาไว้ในใจ ก็เท่ากับว่าพระพุทธเจ้ามาอยู่กับเราแล้ว พูดอีกอย่างหนึ่งคือเรากลายเป็นพุทธะ ในทำนองเดียวกันคุณงามความดีของอาจารย์ติ่ง เมื่อใดก็ตามที่เราเห็นแล้วนำมาสถิตอยู่กลางใจเรา ก็เท่ากับว่าอาจารย์ติ่งไม่ได้จากไปจากเราเลย ฉะนั้นอาตมาถึงบอกว่าบุญหรือความดีเป็นสิ่งที่เชื่อมระหว่างเราผู้ที่ยังอยู่กับผู้ที่จากไป ในด้านหนึ่งเราทำความดีและแผ่ความดีไปให้อาจารย์ติ่ง เท่ากับว่าเรายังติดต่อสัมพันธ์กับอาจารย์ติ่งอยู่ แม้ท่านจะละจากโลกนี้ไปแล้วก็ตาม ในอีกด้านหนึ่งเราก็ควรที่จะน้อมระลึกถึงคุณงามความดีของอาจารย์ติ่ง เพื่อว่าอาจารย์ติ่งจะได้มาอยู่กับเรา แม้ว่าจะอยู่กันคนละภพภูมิก็ตาม

ความดีของอาจารย์ติ่งนั้นคืออะไร อาตมาแน่ใจว่าทุกคนคงจะทราบกันดี อาตมาเองนับว่าเป็นผู้โชคดีที่ได้รู้จักกับอาจารย์ติ่ง แต่ก็ยังโชคดีน้อยกว่าส่วนใหญ่ในที่นี้ซึ่งรู้จักอาจารย์ติ่งมานานหลายปีในฐานะที่เป็นญาติ พี่น้อง รู้จักในฐานะที่เป็นเพื่อน มิตรสหาย หรือเพื่อนร่วมงาน หรือรู้จักในฐานะที่เป็นลูกศิษย์ลูกหา ทุกท่านนับว่าโชคดีที่ได้รู้จักอาจารย์ติ่ง และก็ได้สัมผัสกับความดีหรือธรรมะที่ไม่ได้อยู่บนหิ้งหรือในตำรา แต่เป็นความดีที่มีชีวิตมีเลือดมีเนื้อซึ่งสัมผัสได้และสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้แก่เราได้ ถ้าหากว่าเราน้อมใจระลึกถึงและน้อมเข้ามาใส่ตัว ธรรมะนั้นมีคุณลักษณะหนึ่งเรียกว่าโอปนยิโก คือเป็นสิ่งที่พึงน้อมเข้ามาใส่ตัว ของดี ๆ ถ้าเราไม่น้อมเข้ามาใส่ตัวมันก็เป็นธรรมะไม่ได้ แม้แต่คำสอนของพระพุทธเจ้า แม้จะดีเลิศประเสริฐปานใด แต่ถ้าเราไม่น้อมเข้ามาใส่ตัว ไม่เอามาประพฤติปฏิบัติ ก็เป็นธรรมไม่ได้ หากเป็นเพียงแค่ถ้อยคำในตำราหรือคัมภีร์เท่านั้นเอง

ความดีของอาจารย์ติ่งนั้น เราทุกคนที่รู้จักอาจารย์ติ่งย่อมสัมผัสได้ สิ่งหนึ่งที่เราเห็นโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของอาจารย์ติ่งก็คือความสำนึกในคุณค่าของวัฒนธรรมประเพณีล้านนา ซึ่งแสดงออกให้เห็นจากการแต่งกาย และการพูด แต่ว่าอันนั้นเป็นเพียงแค่สิ่งที่ปรากฏภายนอก ความเป็นล้านนาของอาจารย์ติ่งไม่ได้ปรากฏด้วยอากัปกิริยาภายนอก จากเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย จากรสนิยมในการกินอาหาร หรือจากการใช้ภาษาเท่านั้น แต่ว่าหยั่งลึกไปถึงจิตใจ ความคิดจิตสำนึกของอาจารย์ติ่งเป็นอย่างล้านนาหรือเป็นอย่างเชียงใหม่ก็ว่าได้

อาตมารู้จักกับคนล้านนาหรือคนเชียงใหม่ไม่มาก แต่ก็รู้สึกอยู่ในใจเสมอมาตั้งแต่รู้จักกับอาจารย์ติ่งใหม่ ๆ ว่าอาจารย์ติ่งเป็นตัวแทนของคนล้านนาในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี เวลาเจออาจารย์ติ่งครั้งใด ความเป็นล้านนาก็ปรากฏให้เห็นและรู้สึกได้ แต่ความเป็นล้านนานั้นไม่ได้ปรากฏให้เห็นจากพฤติกรรมภายนอก จากการแต่งกายเท่านั้น หากยังสัมผัสได้จากวิธีคิดหรือจิตสำนึก จิตสำนึกของล้านนานี้กล่าวอย่างที่สุดแล้วย่อมโยงไปถึงสิ่งที่เรียกว่าศาสนธรรมอย่างแยกกันไม่ออก เช่นความเมตตา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความอดทน ความรู้จักให้อภัย นี้ก็เป็นลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของล้านนาที่ลงลึกไปถึงศาสนธรรม

ปัจจุบันนี้เวลาพูดถึงความเป็นล้านนาหรือเชียงใหม่ ผู้คนมักจะมองไปที่อากัปกิริยาภายนอกที่เรียกว่าวัฒนธรรมประเพณี เช่น การแต่งกาย อาหาร การฟ้อนรำ การแกะสลัก หรือว่าสถาปัตยกรรม แต่ว่าเรามักไม่ค่อยนึกไปถึงความเป็นล้านนาในทางนามธรรม อันได้แก่ จิตสำนึก ความคิดหรือคุณธรรมซึ่งเมื่อสาวลงไปให้ลึกก็หนีไม่พ้นเรื่องของศาสนธรรม เรื่องของคุณงามความดี แต่อาตมาเชื่อว่าศาสนธรรมของอาจารย์ติ่งซึ่งแยกไม่ออกจากความเป็นล้านนานั้น ไม่ใช่เป็นแค่เรื่องของคุณธรรมหรือจริยธรรมเท่านั้น แต่ยังลึกไปกว่านั้นคือลงไปถึงเรื่องโลกุตตรธรรม อันได้แก่การทำใจให้เป็นอิสระ ไม่หวั่นไหวต่อความผันผวนปรวนแปรของชีวิต รู้จักปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นในโลกธรรม อาทิ ทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียง รวมถึงความคิด และความเป็นตัวตน ที่พระเรียกว่า อัตตา ศาสนธรรมดังกล่าวทำให้อาจารย์ติ่งยิ้มแย้มได้เสมอ สามารถปล่อยวาง เสียสละ และให้อภัยได้จนหลายคนแปลกใจ

อาตมาคิดว่านี้เป็นความดีของอาจารย์ติ่งที่เราแต่ละคนสัมผัสได้ แต่บางครั้งเราอาจจะสาวไม่ถึงว่าทำไมอาจารย์ติ่งยิ้มแย้มได้เสมอ ทำไมถึงรู้จักให้อภัยผู้อื่นได้ รวมทั้งทำไมถึงมีความกล้าหาญในทางจริยธรรมซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากจากคนที่อยู่ในสถานะอย่างอาจารย์ติ่ง ไม่ว่าในฐานะที่เป็นอาจารย์ เป็นผู้หญิง รวมทั้งในสถานะที่เป็นคนสุภาพเรียบร้อย ความสุภาพเรียบร้อยกับความกล้าหาญ กล้าที่จะพูดและทำในสิ่งซึ่งทวนกระแสของผู้คนวงกว้าง กล้าที่จะอุทิศตัวเสียสละเพื่อท้องถิ่นวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม แม้จะขัดกับผลประโยชน์อิทธิพลของผู้อื่น กล้าที่จะเอาตัวเข้าขวาง สองอย่างนี้เรามักจะเห็นได้ยากในหมู่คนที่มีสถานภาพอย่างอาจารย์ติ่ง คนที่มีทั้งความสุภาพเรียบร้อยและความกล้าในเวลาเดียวกัน หาได้ยากมาก แต่ก็เข้าใจไม่ยากเลยถ้าเราสามารถเห็นถึงสิ่งที่เป็นรากเหง้าแห่งความเป็นล้านนาของอาจารย์ติ่ง นั้นก็คือศาสนธรรมซึ่งลงลึกไปถึงเรื่องโลกุตตรธรรม อันได้แก่ความรู้จักปล่อยรู้จักวาง ไม่ยึดถือตัวตน แต่ว่าพร้อมที่จะเสียสละ เปิดใจกว้างออกไปเพื่อผู้อื่น อันนี้คือคุณความดีของอาจารย์ติ่งที่อาตมาเชื่อว่าเราทุกคนสัมผัสได้ เป็นความดีที่มีหลายมิติ ในด้านหนึ่งก็เป็นความดีที่แสดงออกด้วยการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณี มีความสำนึกใส่ใจในความเจริญผาสุกของชุมชมรอบตัว สำนึกแบบนี้มีน้อยในคนทั่วไป แต่ในเวลาเดียวกันอาจารย์ติ่งก็ยังมีสำนึกอีกด้านหนึ่ง ซึ่งเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์ติ่งกับสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ

คนเรามีความสัมพันธ์หลายด้าน ในด้านหนึ่งเรามีความสัมพันธ์กับสังคม ดังนั้นเราจึงต้องมีหน้าที่ต่อสังคม อาจารย์ติ่งทำหน้าที่นี้ได้อย่างดี แต่ขณะเดียวกันคนเราก็มีหน้าที่ต่อธรรมะด้วย อาจารย์ติ่งสำนึกถึงหน้าที่นี้ด้วยเช่นกัน ดังได้พยายามอุปถัมภ์ค้ำจุนพระพุทธศาสนา ตลอดจนพยายามปฏิบัติธรรมให้เกิดขึ้นแก่ตัวเอง แม้ว่าจะไม่ได้เป็นบรรพชิต แต่ก็เข้าถึงแก่นธรรมได้มากกว่าบรรพชิตหรือนักบวชจำนวนไม่น้อยด้วยซ้ำ อันนี้เป็นสองสิ่งที่ควรจะมาควบคู่ประกอบกัน การอุทิศตัวเพื่อสังคม เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เป็นสิ่งที่น่าอนุโมทนา แต่ว่าขณะเดียวกันเราก็ต้องมีหน้าที่ต่อธรรมะด้วย ได้แก่การปฏิบัติตนให้เข้าถึงธรรมะเพื่อให้ธรรมะนั้นเป็นแหล่งบันดาลใจให้บังเกิดความสุขสงบเย็น ท่ามกลางการเสียสละ ท่ามกลางการทวนกระแสสังคม ท่ามกลางแรงเสียดทานจากผู้คนที่ไม่เข้าใจ

ถ้าเราอุทิศตัว เสียสละเพื่อชุมชนท้องถิ่น แต่เราไม่มีพื้นฐานทางด้านศาสนธรรมเพียงพอเราก็อาจจะมีความทุกข์ ไม่มีความยิ้มแย้มแจ่มใส และให้อภัยคนไม่ได้ง่าย ๆ แต่ว่าอาจารย์ติ่งไม่มีปัญหาเหล่านี้ทั้ง ๆ ที่ทำงานเพื่อสังคมไม่ใช่น้อย ทั้งนี้เป็นเพราะอาจารย์ติ่งมีอีกมิติหนึ่ง อันได้แก่มิติทางด้าน
ศาสนธรรม จึงทำให้สำนึกทางสังคมของอาจารย์ติ่งนอกจากเป็นสำนึกที่เปี่ยมด้วยความเสียสละอย่างแท้จริง ที่ไปพ้นจากความเห็นแก่ตัว เป็นการทำเพื่อประโยชน์แก่อนุชนรุ่นหลังรวมทั้งผู้ที่ยังอยู่แล้ว ยังเป็นสำนึกที่ไม่ก่อความทุกข์แก่ตน ไม่ทำให้ตนเป็นคนอมทุกข์ รวมทั้งไม่สร้างความทุกข์ให้แก่คนอื่นด้วย อันนี้เป็นความดีที่อาตมาอยากจะฝากเอาไว้ให้ทุกท่านได้พิจารณาว่าควรที่เราจะน้อมเข้ามาใส่ตัวหรือไม่

เมื่อใดก็ตามที่เรานึกถึงอาจารย์ติ่ง ขอให้นึกถึงความดีในลักษณะที่กล่าวมา คือความดีที่เกิดจากสำนึกในหน้าที่ต่อชุมชนท้องถิ่นที่ตนได้บังเกิดมา เคารพในรากเหง้าหรือกำพืดของตัว คนเราไม่สามารถจะละทิ้งกำพืดของตัวเองได้ ไม่ว่าเกิดเป็นคนไทยหรือคนภาคไหนก็ตาม เรามีกำพืดที่ละทิ้งไม่ได้ บางคนเป็นลูกจีนก็มีกำพืดจีนที่ต้องเข้าใจและเคารพกำพืดนั้น อันนี้ไม่ใช่เรื่องของการติดยึด แต่เป็นการทำความเข้าใจภูมิหลังของตัวเอง คนที่เข้าใจกำพืดของตน เปรียบเสมือนต้นไม้ที่มีรากหยั่งลึกในดิน ถ้าต้นไม้อยู่ลอย ๆ ก็ตั้งอยู่ได้ไม่นาน ต้นไม้ที่สามารถหยั่งรากลึกไปในดิน ก็เหมือนคนที่เข้าใจลึกซึ้งถึงกำพืดในทางวัฒนธรรมประเพณีของตน ความเข้าใจดังกล่าวทำให้เกิดความมั่นคงในจิตใจ แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่าลึกลงไปในเนื้อดินนั้นยังมีแหล่งน้ำหรือตาน้ำ ต้นไม้จะต้องมีรากแก้วที่หยั่งลึกไปไม่ใช่แค่ในเนื้อดินเท่านั้น แต่ต้องหยั่งไปถึงตาน้ำใต้ดินด้วย อาจารย์ติ่งเป็นเสมือนต้นไม้ใหญ่ที่รากไม่เพียงแต่ยึดเนื้อดินไว้เท่านั้น แต่ยังมีรากแก้วที่หยั่งลึกลงไปถึงแหล่งน้ำ แหล่งน้ำนั้นคือศาสนธรรมที่ทำให้ตั้งมั่นไม่คอนแคลนท่ามกลางพายุที่พัดกระหน่ำ นี้คือความดีในประการที่สองของอาจารย์ติ่ง หน้าที่ต่อกำพืดทางสังคมวัฒนธรรม หน้าที่ปกป้องกำพืดนั้นเอาไว้เป็นสิ่งจำเป็น แต่ขณะเดียวกันเราก็มีหน้าที่ที่จะต้องหยั่งลึกลงไปถึงแหล่งบันดาลใจทางจิตวิญญาณอันได้แก่ศาสนธรรมด้วย

อาตมาคิดว่าตรงนี้แหละคือความดีของอาจารย์ติ่งที่ได้ปรากฏออกมาให้เราได้ประทับใจ ให้เราได้รู้สึกว่าโชคดีที่ได้รู้จักอาจารย์ติ่ง โชคดีที่ได้มีอาจารย์ติ่งเป็นเพื่อน เป็นญาติพี่น้อง โชคดีแม้กระทั่งเมื่ออาจารย์ติ่งได้จากไป เราก็ยังได้เรียนรู้ถึงอาการจากไปของอาจารย์ติ่งซึ่งน่าจะมีคุณค่าต่อชีวิตเราด้วย เพราะในที่สุดเราก็จะต้องจากไปเช่นเดียวกับอาจารย์ติ่ง แต่เราจะสามารถจากไปด้วยความสงบ ไม่หวั่นกลัวต่อความตายได้หรือไม่ ตรงนี้เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากอาจารย์ติ่งด้วยเช่นกัน

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved