หน้ารวมบทความ
   บทความ > สันติภาพ สันติวิธี > สัมโมทนียกถาแก่ผู้ร่วมธรรมยาตราเพื่อสังคมสันติสุข
กลับหน้าแรก

สัมโมทนียกถาแก่ผู้ร่วมธรรมยาตราเพื่อสังคมสันติสุข
ณ อนุสรณ์สถาน ๑๔ ตุลา
วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๓
พระไพศาล วิสาโล

-------------------------------------------------

อาตมาขอขอบคุณทุกท่านที่ได้มาร่วมทำกิจกรรมตั้งแต่เช้า คือการเดินธรรมยาตราเพื่อสังคมสันติสุข ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อเป็นการสู่ขวัญแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งสองฝ่ายในช่วงที่เกิดเหตุการณ์รุนแรงที่เพิ่งผ่านพ้นไป ขณะเดียวกันก็เป็นการเชิญชวนเมตตาธรรมและการุณยธรรมให้มาสถิตในใจของคนไทยทุกคนที่ได้รับรู้เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น เพราะด้วยเมตตาธรรมและการุณยธรรมเท่านั้นที่จะสามารถนำพาสันติสุขกลับคืนสู่บ้านเมืองของเราได้

ดังที่ได้กล่าวไว้ก่อนออกเดินเมื่อเช้าว่า เส้นทางที่เราเดินคือถนนราชประสงค์จนถึงถนนราชดำเนินนั้นเต็มไปด้วยรอยเลือดและคราบน้ำตาของผู้คนทุกฝ่าย แม้ว่าจะได้มีการความสะอาดท้องถนนเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว มีการฉีดน้ำลบคราบเลือดและน้ำตาไปจากท้องถนน แต่ว่ารอยเลือดและคราบน้ำตาก็ยังติดอยู่ในจิตใจของผู้คนเป็นจำนวนมากทุกฝ่าย ซึ่งทำให้เกิดความเจ็บปวดและโกรธแค้น

รอยเลือดและคราบน้ำตานั้นไม่สามารถลบได้ด้วยความแค้นและความโกรธเกลียด แต่จะลบเลือนไปจากใจของผู้คนได้ก็ด้วยเมตตาธรรมและการุณยธรรม ด้วยความปรารถนาดีต่อทุกชีวิตโดยตระหนักว่าความรุนแรงนั้นไม่สามารถนำชัยชนะมาให้แก่ผู้ใดได้

วันนี้เราได้เดินท่ามกลางอากาศที่ร้อนและเส้นทางที่ไกล แต่ก็เชื่อว่าทุกท่านเดินด้วยความปีติ ที่ได้มีส่วนช่วยแผ่ความปรารถนาดีให้แก่ผู้ประสบความสูญเสีย ไม่ว่าเป็นฝ่ายใดก็ตาม วันนี้เราเดินด้วยความสงบ ไม่ได้เปล่งเสียงใด ๆ ออกมา แต่ว่าการกระทำของเรานั้นเองคือเสียงแห่งความหวัง เสียงแห่งความรัก เสียงแห่งเมตตาปรารถนาดี ซึ่งแม้ว่าตอนนี้จะยังแผ่วเบาอยู่ เพราะว่าเสียงที่ดังกว่าคือเสียงแห่งความโกรธเกลียด เสียงแห่งความพยาบาท เสียงแห่งการทะเลาะวิวาทแตกแยกกัน แต่เชื่อแน่ว่าพวกเราที่มาร่วมเดินกันวันนี้ จะมีกำลังใจในการเปล่งเสียงแห่งความรักความเมตตา เสียงแห่งการให้อภัย เสียงแห่งความสมานฉันท์ต่อไป ซึ่งสักวันหนึ่งจะกลบเสียงแห่งความโกรธเกลียด อาฆาตพยาบาทได้

เมื่อใดก็ตามที่เสียงแห่งความรัก ความเมตตา การุณยธรรม หรือพูดรวม ๆ ว่าเสียงแห่งธรรมสามารถกลบเสียงแห่งความรุนแรง ความโกรธเกรี้ยวได้ ก็แน่ใจได้ว่าสันติสุขจะกลับคืนมา ไม่ใช่แค่สู่บ้านเมืองของเราเท่านั้น แต่จะกลับคืนสู่จิตใจของคนไทยทุกคนด้วย

วันนี้พวกเรามาเดินโดยพร้อมเพรียงกัน ไม่มีสี ไม่มีพวก หรือถ้าพูดให้ถูกก็คือ ไม่ถือสี ไม่ถือพวก คือจะมีสีก็ได้ เป็นเรื่องธรรมดา แต่ว่าไม่ยึดติดในสีเหล่านั้น ไม่เอาสีเหล่านั้นมาเป็นเส้นแบ่งกีดกันหรือรังเกียจกัน ในทำนองเดียวกันใครจะนับถือศาสนาต่างกันก็ได้ จะเป็นพุทธ คริสต์ อิสลาม จะเป็นนิกายใดก็ตาม แต่ว่าเราไม่ติดยึดในความแตกต่างนั้น เพราะถึงที่สุดแล้วเราก็เป็นคนไทยเหมือนกัน เป็นเพื่อนมนุษย์เหมือนกัน

เช้านี้เราได้เดินมาจนถึงที่นี่ เรียกว่าได้สู่ขวัญให้แก่ผู้ที่สูญเสียหรือได้รับผลกระทบจากความรุนแรงแล้ว ถึงตอนนี้เราจะมาทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่จากไป เป็นธรรมเนียมของชาวพุทธ เมื่อมีผู้จากไป เราก็แสดงความปรารถนาดีด้วยการทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้โดยการถวายสังฆทาน ขอให้เราร่วมใจบำเพ็ญกุศลนี้ด้วยจิตปรารถนาดี

คณะสงฆ์ขออนุโมทนาทุกท่านที่ได้พร้อมเพรียงบำเพ็ญกุศลในวันนี้ ขอให้พวกเราอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับไม่ว่าเป็นคนกลุ่มใดก็ตาม ขอให้ท่านเหล่านั้นได้รับวิปากสมบัติในสัมปรายภพ ให้ได้อยู่ในภพภูมิอันควรแก่คติวิสัย และขอให้ได้กลับมาพบพระธรรมในโลกนี้อีกครั้ง เพื่อบำเพ็ญตนให้เข้าถึงจุดหมายสูงสุดของความเป็นมนุษย์คือการพ้นทุกข์

ขณะเดียวกันก็ขอให้อำนวยพรให้ทุกท่านในที่นี้มีความสุขทั้งกายและใจ ให้มีความมั่นคงในพระธรรม มีศรัทธามั่นในพระรัตนตรัยและในคุณงามความดี มีความเชื่อมั่นศรัทธาว่าความรักจะเอาชนะความเกลียดชังได้ ความไม่โกรธจะเอาชนะความโกรธได้ ความดีจะเอาชนะความชั่วได้ ขอให้ศรัทธามั่นคงดังกล่าวบันดาลให้เรามีจิตใจที่เปี่ยมด้วยความหวัง มีกำลังใจที่จะทำความดียิ่งขึ้น อีกทั้งบำเพ็ญตนเพื่อให้เข้าถึงจุดหมายสูงสุดของชีวิต อันได้แก่นิพพาน หรือความสิ้นทุกข์เช่นเดียวกัน ขอให้ทุกท่านได้รับอานิสงส์แห่งกุศลกรรมดังกล่าวนี้โดยทั่วกันเทอญ

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved