หน้ารวมบทความ
   บทความ > สันติภาพ สันติวิธี > สันติวิธีกับชีวิตประจำวัน
กลับหน้าแรก

การบรรยายธรรมะในหัวข้อ “สันติวิธีกับชีวิตประจำวัน
โดย พระไพศาล วิสาโล
วันอังคารที่ 5 เมษายน 2554
ณ วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ดูวิดีโอและดาวโหลดเอกสารได้ที่นี่
http://www.copag.msu.ac.th

แบ่งปันบน facebook Share   

สมบัติ แก้วบุดดา :
กราบนมัสการพระไพศาล วิสาโล ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ ที่เข้ารับฟังบรรยายธรรมะทุกท่านครับ วันนี้ถือเป็นโอกาสดีที่พวกเราจะได้รับฟังบรรยายธรรมะจากพระอาจารย์ในหัวข้อเรื่อง “สันติวิธีกับชีวิตประจำวัน?” ก่อนที่ทุกท่านจะรับฟังบรรยายธรรมะ กระผมใคร่ขอกล่าวถึงประวัติของพระอาจารย์ให้ทุกท่านได้รับทราบพอสังเขปดังนี้

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เป็นคนกรุงเทพมหานคร ท่านจบการศึกษา สาขาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่สำคัญท่านได้เข้าไปมีบทบาทในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ปี พ.ศ.2519 โดยเข้าร่วมกิจกรรมแนวทางอหิงสา เป็นเหตุให้ถูกล้อมปราบภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และก็ถูกจับกุมในเวลาต่อมา

ในปีพุทธศักราช 2526 ท่านก็ได้อุปสมบท ณ วัดทองนพคุณ ที่กรุงเทพมหานคร ก่อนที่จะได้ไปจำพรรษาแรก ณ วัดป่าสุคะโต จังหวัดชัยภูมิ ปัจจุบันท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต และท่านเป็นพระที่ประพฤติปฏิบัติธรรม หรือที่เรียกว่าพระสุปฏิปันโน ที่ยึดถือแนวทางพระพุทธศาสนา ปฏิบัติและเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้แก่ประชาชนโดยทั่วไป

นอกจากนี้ท่านก็ยังได้มีการจัดอบรมปฏิบัติธรรมในการพัฒนาจริยธรรม นอกจากนั้น ท่านยังได้เป็นกรรมการให้กับหน่วยงาน องค์กร และสถาบันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกรรมการมูลนิธิโกมลคีมทอง กรรมการมูลนิธิสุขภาพไทย กรรมการมูลนิธิสันติวิธี กรรมการสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น คณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น และคณะกรรมการสถาบันอาศรมศีล เป็นต้น

นอกจากนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ท่านมีงานเขียนหนังสือ บทความ และงานแปลต่างๆ ผลงานล่าสุดที่ก็คือหนังสือเรื่อง “สุขแท้ด้วยปัญญา” ทั้งหมดนี้เป็นประวัติของพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล พอสังเขป

ก่อนที่ทุกท่านจะได้ฟังการบรรยายธรรมะ กระผมก็จะขอกราบเรียนเชิญท่านรองศาสตราจารย์สีดา สอนศรี คณบดีวิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมการรับฟังบรรยายธรรมะในครั้งนี้ ขอกราบเรียนเชิญครับผม

รองศาสตราจารย์สีดา สอนศรี (คณบดี) :
กราบนมัสการพระคุณเจ้า ดิฉันรองศาสตราจารย์สีดา สอนศรี คณบดีวิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคามขอกราบขอบพระคุณพระคุณเจ้าเป็นอย่างสูงที่ให้เกียรติมาบรรยายธรรมะในหัวข้อ “สันติวิธีกับชีวิตประจำวัน?” วัตถุประสงค์ของการจัดบรรยายในครั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านสันติวิธีให้กับนิสิต คณาจารย์ บุคลากร และบุคคลทั่วไป ด้วยเล็งเห็นว่าขณะนี้สังคมเรามีความขัดแย้งตั้งแต่ระดับเล็กจนถึงระดับใหญ่ การบรรยายธรรมะของพระคุณเจ้าในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อนิสิตและสังคม ในการสร้างความสงบเย็นให้กับสังคมโดยส่วนรวม ซึ่งเป็นโอกาสดีที่พระคุณเจ้าเมตตารับนิมนต์ค่ะ ในนามของวิทยาลัยการเมืองการปกครองขอขอบพระคุณคณะกรรมการดำเนินงาน อาจารย์จิตราภรณ์ สมยานนทนากุล อาจารย์มนัสวี อรชุนะกะ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านที่ทำให้งานนี้ดำเนินไปด้วยดี บัดนี้ถึงเวลาอันสมควรแล้วขอกราบอาราธนาพระคุณเจ้าแสดงธรรมในหัวข้อ “สันติวิธีกับชีวิตประจำวัน?” ขอกราบอาราธนาค่ะ

พระไพศาล วิสาโล :
ขอเจริญพรอาจารย์สีดา สอนศรี คณบดีวิทยาลัยการเมืองการปกครอง คณาจารย์และขอเจริญพรญาติโยมทุกท่าน อาตมาขออนุโมทนาด้วยที่ทางวิทยาลัยการเมืองการปกครองได้จัดให้มีการบรรยายในเรื่องสันติวิธี โดยที่เน้นการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ที่จริงสันติวิธีนี้มีความสำคัญและนับวันจะมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆไม่ใช่แต่เฉพาะในชีวิตประจำวันของผู้คนเท่านั้น แต่ว่ายังมีความสำคัญในระดับประเทศและในระดับโลกด้วย ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายช่วงก็เกิดขึ้นจากการใช้สันติวิธี ไม่เว้นแม้กระทั่งการเปลี่ยนแปลงในทางการเมือง อย่างที่เราได้รับฟังข่าวคราวความเปลี่ยนแปลงในประเทศทางตะวันออกกลางและแอฟริกา อย่างในตูนีเซีย อียิปต์ เป็นต้น ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องพิเศษหรือว่าพิสดารในแง่ประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงของโลก สันติวิธีนี้มีบทบาทมาช้านานแล้วเรียกว่ามีอายุยืนนานพอๆ กับประวัติศาสตร์ของมนุษย์เลยก็ว่าได้ มหาตมะ คานธีเคยพูดว่า อหิงสาเป็นหลักการที่มีอายุยืนนานพอๆกับขุนเขาในโลกที่เราประจักษ์กัน

อย่างไรก็ตาม การบรรยายวันนี้ก็จะเน้นสันติวิธีในบริบทของชีวิตประจำวัน หัวข้อการบรรยายวันนี้ถ้าสังเกตจะมีเครื่องหมายคำถามอยู่หลังหัวข้อเหมือนจะเป็นนัยว่า สันติวิธีมันจะใช้กับชีวิตประจำวันได้หรือ สันติวิธีในชีวิตประจำวันมันเป็นไปได้จริงหรือ อาตมาคิดว่านี้ก็เป็นคำถามของหลายท่านเหมือนกัน เพราะเวลาที่เราพูดถึงสันติวิธี เราก็มักจะนึกถึงประสิทธิภาพหรือความได้ผลก็ต่อเมื่อใช้กับคนที่เป็นคนดี เป็นคนใกล้ชิด และก็เป็นคนที่มีเหตุมีผลหรือว่าเป็นคนที่ไม่มีความเห็นแก่ตัว แต่ในโลกปัจจุบันก็มีแต่คนเห็นแก่ตัวคิดเอารัดเอาเปรียบ หรือว่าคนที่ใช้เหตุผลน้อยกว่าอารมณ์ เป็นยุคของมือใครยาวสาวได้สาวเอา เป็นยุคของปลาใหญ่กินปลาเล็ก ถ้าเช่นนี้สันติวิธีจะได้ผลได้อย่างไรในชีวิตประจำวัน คนที่ใช้สันติวิธีนี้หมายความว่าจะถูกเขารังแก จะถูกเขาเอาเปรียบอยู่กระนั้นหรือ อาตมาคิดว่าหลายคนก็อาจจะมีคำถามแบบนี้

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่อาตมาจะบรรยายก็อยากเสนอกรณีตัวอย่าง หรือเรียกเป็นโจทย์ก็แล้วกันนะ โจทย์ที่เชื่อว่าทุกคนก็คงจะได้เจอหรือว่าเคยได้ยินได้ฟัง โจทย์เหล่านี้อาตมาตั้งเป็นคำถามว่า เมื่อคุณเจอโจทย์แบบนี้คุณจะแก้ปัญหาอย่างไร

โจทย์แรกสมมุติว่าคุณเป็นเด็กอายุ 13 ถูกอันธพาลอายุ 15 ที่โรงเรียนแกล้งเป็นประจำรวมทั้งทำร้ายร่างกายเสมอ คุณจะทำอย่างไร คุณจะใช้กำลังสู้เขาหรือยกพวกเรียกพี่มาจัดการกับไอ้วัยรุ่นคนนี้หรือเปล่า หรือใช้สันติวิธี จะทำอย่างไร นี้เป็นโจทย์ข้อหนึ่ง

โจทย์ข้อที่สองหลายคนก็มีหอพักใช่ไหม สมมุติว่าข้างๆ หอพักเป็นห้องของวัยรุ่นที่ชอบพาเพื่อนมากินเหล้าแล้วก็เปิดเพลงดังๆ ตอนดึกเป็นประจำจนนักศึกษาสาวนอนไม่หลับ อ่านหนังสือสอบไม่ได้เลย เธอไปขอร้องหลายครั้งก็ไม่ได้ผล เห็นไหมสันติวิธีมันไม่ได้ผลหรอก ไปขอร้องเท่าไหร่วัยรุ่นพวกนั้นก็ไม่ฟัง นี่เป็นโจทย์ข้อที่สอง

โจทย์ข้อที่สาม สมมุติว่าคุณไม่ได้อยู่หอพักแต่คุณอยู่ในหมู่บ้าน และในซอยที่คุณอยู่ทุกเที่ยงคืนจะมีแก๊งวัยรุ่นชอบขับรถซิ่งแข่งกันส่งเสียงดังในซอย ชาวบ้านห้ามปรามเท่าไหร่ก็ไม่ได้ผล เห็นไหมสันติวิธีมันไม่ได้ผล แล้วคุณจะทำอย่างไร เรียกตำรวจมาหรือเปล่า เรียกตำรวจมาทีไร ไอ้วัยรุ่นนั้นก็หายไปทุกทีเลย ตำรวจมาก็เจอแต่อากาศธาตุไม่เคยจับพวกนี้ได้ซักทีเลย ห้ามก็ไม่ได้ผล เรียกตำรวจมาก็ไม่ได้ความ

โจทย์ข้อที่สี่ สมมุติว่าคุณเปิดร้านค้าที่สวนจตุจักร ต่อมามีผู้ค้าข้างเคียงห้องติดกันกับคุณเข้ามาขายของ เขาเอารูปภาพขนาดใหญ่มาตั้งไว้หน้าร้านแล้วก็ยื่นออกมาบังหน้าร้านคุณจนมิด แต่ก็ไม่ถึงกับมิดมากประมาณค่อนๆ เห็นได้ชัดว่า เขาเอาเปรียบคุณและตั้งใจกลั่นแกล้งคุณ เขาอาจจะเห็นว่าคุณเป็นผู้หญิงซึ่งอาจจะไม่กล้ามีปากมีเสียง และเขาอาจคิดว่าเขาเป็นขาใหญ่ของจตุจักร เจ้าหน้าที่คงจะทำอะไรเขาไม่ได้หรอก แบบนี้จะทำอย่างไร สันติวิธีจะใช้ได้ไหม หรือว่าจะใช้อันธพาลเข้ามาขู่ให้เขารู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร

ข้อสุดท้าย อันนี้อาจจะไม่ใช่คุณก็ได้นะแต่อาจจะเป็นป้าหรือแม่ก็ได้ เดินกลับบ้านกลางดึกหิ้วถุงพะรุงพะรังทั้งสองมือ แล้วสักพักก็รู้สึกว่ามีชายหนุ่มสองคนเดินตามมาท่าทางไม่น่าไว้วางใจ คุณแน่ใจว่าเขามาร้ายแน่ แต่จะวิ่งหนีก็ไม่ได้ จะร้องให้คนช่วยก็ไม่มีประโยชน์เพราะเป็นทางเปลี่ยวไม่มีใคร จะทำอย่างไร สันติวิธีจะมีน้ำยาหรือเปล่า

ที่กล่าวมาอาจจะเป็นโจทย์ที่หลายคนคงเคยประสบไม่มากก็น้อย และความขัดแย้งมักเกิดจากโจทย์หรือปัญหาทำนองนี้ ซึ่งบ่อยครั้งก็มักลงเอยด้วยความรุนแรงหรือเหตุการณ์ที่ขยายตัวลุกลามมากขึ้น นอกจากนี้แล้ว ยังไม่นับปัญหาระหว่างครูกับนักเรียน นักศึกษากับอาจารย์ ซึ่งบางครั้งก็ขยายตัวกลายเป็นเรื่องวิวาทบาดหมางขึ้น จะทำอย่างไร

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริงทั้งหมดทั้งห้าเรื่องเลย คราวนี้ในความเป็นจริงเด็กอายุ 13 ควรทำอย่างไร อาตมาบอกไว้เลยว่าเรื่องนี้เรื่องจริง เด็กอายุ 13 คนนี้เขาไม่อยากจะไปเรียนหนังสือเลยนะ เพราะเขาถูกวัยรุ่นคนนั้นแกล้งเป็นประจำ แต่เขาก็ต้องไปเรียนหนังสือ แล้ววันหนึ่งเขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ซึ่งเด็กคนนี้เขาชอบทำหนัง ชอบทำหนังตั้งแต่อายุ 13 วันหนึ่งเขาก็เลยเดินไปหาวัยรุ่นคนนั้น ซึ่งวัยรุ่นคนนั้นเป็นคนตัวใหญ่นะ แล้วก็บอกกับวัยรุ่นคนนั้นว่าเขากำลังจะทำหนัง ชื่อเรื่องตามล่านาซี ยังขาดพระเอกอยู่ ขอชวนพี่มาเป็นพระเอกในหนังเรื่องนี้ได้ไหม วัยรุ่นคนนั้นตอนแรกก็คิดอยู่สักพัก แล้วก็ยอมตกลงเล่นหนังเรื่องนี้ ก็ปรากฏว่าในที่สุดพอถ่ายทำไปได้ซักสองสามวันก็จบ วัยรุ่นคนนั้นท่าทางเปลี่ยนไปเลย แล้วต่อมาก็กลายเป็นเพื่อนที่สนิทที่คุ้นเคยของเด็กคนนี้ มันเปลี่ยนจากการที่เด็กคนนี้เขายื่นบทบาท ยื่นโอกาสให้ คือวัยรุ่นคนนั้นเขาประเภทว่า เหมือนกับนักเรียนช่างกลจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า ไม่มีความสามารถ เมื่อเด่นในทางที่ดีไม่ได้ก็เด่นในทางร้าย แต่ว่าเมื่อเด็กอายุ 13 คนนี้เขาเหมือนกับหยิบยื่นไมตรีให้ เขาไม่เคยได้โอกาสนี้พอเขามาได้ เขาก็รู้สึกว่าเขามีคุณค่า ความรู้สึกว่ามีคุณค่าทำให้นิสัยร้ายๆ ที่เคยมีกับเด็กคนนี้เปลี่ยนไป แล้วกลายมาเป็นเพื่อนกัน เด็กคนนี้ตอนหลังกลายเป็นนักสร้างหนังที่มีชื่อมาก แต่เขาไม่ใช่คนไทยนะเป็นคนอเมริกัน คุณรู้จักสตีเวน สปีลเบิร์กไหม เขาเป็นผู้กำกับและนักสร้างหนังที่มีผลงานโด่งดังมากมาย เช่น อีที จูราสสิคพาร์ค เชร็ค ทอยสตอรี่ นี้คือประสบการณ์ตอนหนึ่งของสปีลเบิร์กว่าเขาแก้ปัญหาการถูกรังควานด้วยสันติวิธีได้อย่างไร

ข้อสอง โจทย์ข้อสองนี้ทำอย่างไร หญิงสาวคนนี้เธอบังเอิญเป็นคนชอบดนตรีไทย พอกลางดึกเธอก็เลยสีซอเพลงพญาโศก พร้อมกับจุดธูปกลางดึกเลย สีซอเพลงพญาโศกไปได้ซักพัก คงหลายเพลงอยู่แต่เป็นเพลงเศร้าๆ พอสีซอไปได้ซักครึ่งชั่วโมงปรากฏว่าห้องข้างๆ ก็เงียบไปเลย เธอสีซอไปจนถึงเช้าแล้วก็ทำอย่างนั้นอยู่หลายวัน ก็ปรากฏว่าห้องนั้นเงียบสนิทตลอดอาทิตย์ มารู้ในเวลาต่อมาว่าคนที่พักห้องข้างๆ ย้ายออกไปแล้วเพราะว่าตอนเวลาดึกๆพอฟังเพลงนี้แล้วมันน่ากลัวยิ่งมีกลิ่นธูปด้วยแล้วยิ่งน่ากลัว ห้องข้างๆ ก็เลยเผ่นหนีไป

ข้อที่สาม แก๊งรถซิ่ง ซึ่งห้ามก็ไม่ได้ผล เรียกตำรวจก็ไม่ได้ความ ชาวบ้านก็เลยตกลงกันทำลูกระนาด ลูกระนาดที่เขาทำเพื่อให้รถชะลอความเร็ว ชาวบ้านก็ทำลูกระนาดขวางถนนเอาไว้เป็นระยะ ปรากฏว่าแก๊งรถซิ่งหายไป เพราะถ้าเป็นคุณถนนแบบนี้คุณจะซิ่งไหม มันก็ไม่น่าซิ่งวัยรุ่นก็พากันไปซิ่งที่อื่น และมันก็อันตรายด้วยเวลาขับเร็วๆ

ข้อสี่ โจทย์ข้อนี้ทำอย่างไร เขาเอาภาพถ่ายขนาดใหญ่มาขวางไว้หน้าร้านคุณ เจ้าของร้านที่ถูกรังแกเป็นผู้ชายนะ แต่อาตมาคิดว่ากรณีนี้ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ไม่สำคัญนะเพราะว่าวิธีการเขาน่าสนใจ คือวันหนึ่งเขาออกไปข้างนอกแล้วก็เห็นร้านผลไม้ เป็นรถขายผลไม้ เขาก็เลยซื้อผลไม้มา เสร็จแล้วก็เอามามอบให้เจ้าของร้านค้าที่มีปัญหากับเขา แล้วก็บอกว่า ผมไปข้างนอกมาน่ะเห็นผลไม้มันน่ากิน ผมคิดว่าคุณคงอยากกินผลไม้เหมือนกันก็เลยเอามาฝาก เพราะว่าเราก็เป็นเพื่อนบ้านกันมีอะไรก็แบ่งปันกัน เจ้าของร้านคนนั้นงงมาก เลยพูดออกมาว่า ผมเกรงใจ เขาก็เลยบอกเจ้าของร้านคนนั้นว่า ไม่ต้องเกรงใจหรอก เราเป็นเพื่อนกันเหมือนกับพี่น้องกันมีอะไรก็แบ่งปันกันเราต้องอยู่กันอีกนาน ต้องช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน วันนั้นทั้งสองคนคุยกันดีมากเหมือนกับเป็นเพื่อนกันมานาน พอวันรุ่งขึ้นเขามาเปิดร้านปรากฏว่ารูปที่ขวางหน้าร้านเขานั้นหายไปแล้ว เขาก็เลยเดินไปถามเจ้าของร้านคนนั้นว่า พี่รูปที่ใหญ่ๆ นั้นขายได้แล้วหรอ เจ้าของร้านคนนั้นตอบว่า เปล่าหรอกยังขายไม่ได้ เขาก็เลยถามต่อว่า แล้วมันไปอยู่ไหนล่ะ เจ้าของร้านก็ตอบว่า มันอยู่ในร้าน เขาก็เลยถามต่ออีกว่า ทำไมอยู่ข้างในล่ะ ไม่เอามาตั้งไว้ที่เดิมล่ะ เจ้าของร้านก็บอกว่า ตั้งไว้ที่เดิมไม่ดีหรอก เกรงใจเฮีย ตั้งไว้ตรงนั้นมันน่าเกลียดตั้งไว้ในร้านดีกว่า ลูกค้ามาก็ยังพอเห็นอยู่ ท่าทีของเจ้าของร้านคนนั้นเปลี่ยนไปเลยนะ ทั้งหมดนี้เริ่มจากการเอาผลไม้มาให้ โดยที่ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งกันเลย

ข้อสุดท้าย สมมุติว่าคุณเป็นหญิงชราคนนั้น คุณจะทำอย่างไรจะหนีก็ไม่ได้ ร้องให้คนช่วยก็ไม่ได้ ก็ต้องยอมใช่ไหม ซึ่งหลายคนก็ยอมแต่บางคนก็สู้ แต่ว่ากรณีของหญิงชราคนนี้แกเป็นคนที่มีสตินะ คือเดินจนกระทั่งได้จังหวะ คือพอชายหนุ่มสองคนซึ่งแน่นอนว่าเป็นโจรแน่ๆ เดินเข้ามาใกล้เกือบประชิด หญิงชราก็หยุด แล้วก็หันหลัง หันหน้ามาหาชายหนุ่มสองคนนั้น แล้วก็พูดว่า โชคดีจังเลยกำลังอยากจะหาคนช่วยถือของอยู่พอดีเลย พ่อหนุ่มใจดีมาช่วยฉันถือหน่อยนะ แล้วก็ยื่นถุงสองถุงให้ ชายหนุ่มสองคนนั้นยังไม่ทันตั้งตัว แต่เมื่อมีคนยื่นของให้ก็ต้องรับ ก็เลยกลายเป็นสุภาพบุรุษจำเป็นไป หญิงชรามอบโอกาสให้เป็นสุภาพบุรุษ เจอแบบนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้ ชายหนุ่มสองคนนั้นก็เลยต้องรับถุงไป แล้วก็เลยเดินไปส่งจนถึงบ้าน พอถึงบ้านหญิงชราก็พูดขอบใจชายหนุ่มทั้งสอง ก็เป็นอันว่านอกจากจะไม่เสียของแล้วยังได้คนถือของช่วยอีกต่างหาก อันนี้เป็นเรื่องจริงนะ

ทั้งหมดที่พูดมาทั้งห้ากรณีเป็นตัวอย่างว่า ในชีวิตประจำวันนั้นเรามีโจทย์หลายๆ อย่างที่บ่อยครั้งเรานึกว่าสันติวิธีนี้มันช่วยอะไรไม่ได้หรอก แรงมาก็ต้องแรงไป มึงเอาเปรียบกู กูก็ต้องเอาคืนมึงบ้าง หรือที่เรียกว่า ตาต่อตาฟันต่อฟัน แต่ทั้งหมดที่อาตมาพูดมามันแก้ได้ด้วยสันติวิธี แต่เป็นสันติวิธีในรูปแบบต่างๆ กัน คนมักเข้าใจว่าสันติวิธีคือการเจรจาอย่างเดียว ซึ่งก็ถูกแต่ไม่ถูกหมด

การที่สปีลเบิร์กมาชวนอันธพาลที่ชอบแกล้งเขาให้มาเล่นหนังที่เขาสร้างอันนี้ก็ถือเป็นสันติวิธี เป็นสันติวิธีในรูปของการหยิบยื่นไมตรีให้ เช่นเดียวกับเจ้าของร้านที่จตุจักรเขาก็เริ่มต้นจากการหยิบยื่นไมตรีให้ เอาผลไม้มาให้ ซึ่งมันก็สามารถที่จะเปลี่ยนใจของคนที่เคยก่อปัญหาให้กับเขา

สันติวิธียังหมายรวมถึงการที่สีซอเพลงพญาโศกและทำให้เกิดบรรยากาศวังเวงเพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งกลัวแล้วก็เผ่นหนีไป นี้ก็สันติวิธีเช่นกัน และรวมไปถึงการสร้างเงื่อนไขให้ฝ่ายที่ก่อปัญหาเปลี่ยนพฤติกรรม การที่ทำลูกระนาดมันก็คือการสร้างเงื่อนไขที่เปลี่ยนพฤติกรรมของคนที่ก่อปัญหาได้ แต่กรณีนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนใจนะ ข้อหนึ่งกับข้อสี่นั้นเป็นการเปลี่ยนใจ แต่ข้อสองกับข้อสามไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนใจ แต่ว่าทำให้เขายอมแพ้ไปเอง หรือล่าถอยไปเอง เพราะว่าเจอลูกระนาดแล้วไม่รู้จะขี่รถซิ่งได้อย่างไร สันติวิธีจึงรวมไปถึงการสร้างเงื่อนไขที่นำไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมด้วย

สันติวิธีต้องใช้ความกล้าและปฏิภาณด้วยเหมือนกันในกรณีข้อที่ห้า หญิงชราในสถานการณ์แบบนั้น คนเรามักคิดว่า มีทางเลือกอยู่สองทางก็คือ สู้กับหนี การสู้ก็ต้องใช้กำลัง เอามือต่อยเอามือขว้าง แต่คนไม่ค่อยนึกว่ามีทางเลือกที่สามในสถานการณ์แบบนี้ ซึ่งบางทีเราก็เรียกว่าเป็นทางเลือกที่ win - win ทั้งคู่ ในกรณีหญิงชราคนนี้ก็ win - win ทั้งคู่คือ ชนะทั้งคู่ คือหญิงชรานอกจากไม่เสียของ ไม่ถูกปล้นแล้วยังมีคนช่วยถือของมาถึงบ้าน ส่วนชายหนุ่มสองคนก็ win เหมือนกัน คือเหมือนกับว่าได้ทำความดี เกิดความภาคภูมิใจ แม้แต่โจร แม้แต่ขโมยเขาก็ยังมีความดีอยู่ในตัว สิ่งที่สันติวิธีทำก็คือ การดึงเอาความดีของเขาออกมาหรือเปิดโอกาสให้ความดีของเขาได้ออกมา แต่เราจะดึงความดีออกมาได้ เราต้องเป็นฝ่ายริเริ่มก่อน กรณีของสปีลเบิร์ก เขาเป็นฝ่ายเริ่มทำดีกับอันธพาลก่อน หรือกรณีของเจ้าของร้านค้า เขาก็เริ่มทำดีโดยการซื้อผลไม้มาให้ก่อน ความดีที่กระทำก่อนมันก็สามารถที่จะไปดึงเอาความดีของอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งอาจจะอยู่ในมุมเล็กๆ มุมลึกๆ ออกมาได้ เรื่องโจร หญิงชราก็สามารถที่จะหลุดรอดออกมาจากเงื้อมมือของโจรได้ และยังมีตัวอย่างอีกเยอะแยะมากมาย

ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ เป็นเรื่องของหญิงไทยในบอสตัน เมื่อซักสิบปีก่อน สมัยที่เศรษฐกิจไทยตกต่ำ เธอเคยทำงานบริษัท เอไอเอส ตอนหลังพอเศรษฐกิจตกก็เลยมีปัญหาไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เลยไปเรียนต่อ ไปเรียนด้วยทุนตัวเอง ก็ไปอย่างจำกัดจำเขี่ย แล้วเธอก็ไปอยู่หอพัก เนื่องจากมีเงินจำกัด เวลาไปซื้ออาหารก็จะไปซื้อเฉพาะวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ และจะซื้อมาเยอะๆ เลย และส่วนใหญ่ที่ซื้อมาก็ไม่มีอะไรมาก คือมีไข่ ซื้อไข่มาโหลหนึ่งกินได้เป็นอาทิตย์เลย แล้ววันหนึ่งก็เหมือนเคย วันเสาร์มหาวิทยาลัยก็หยุด ประมาณช่วงสายๆ ช่วงเสาร์ อาทิตย์มันไม่ค่อยมีคน เธอก็ออกจากหอพักไปที่ซุปเปอร์มาร์เกต พอเดินข้ามไปเกาะกลางถนน ปรากฏว่า มีชายผิวดำคนหนึ่งเข้ามาประชิดตัวแล้วเอามีดมาจี้เธอ แล้วก็บอกเธอให้เอากระเป๋าเงินมา เธอก็ยอมนะเอากระเป๋าเงินให้ ชายผิวดำคนนั้นก็ค้นทันทีเลย ปรากฏว่ามีเงินแค่ยี่สิบเหรียญ ชายผิวดำไม่พอใจก็เลยบอกว่า แล้วนาฬิกาล่ะ สายสร้อยล่ะ แหวนล่ะ เธอบอกว่าไม่มี ชายผิวดำก็เลยงง ว่าไม่มีได้อย่างไรคนเอเชียรวยทั้งนั้น เธอบอกว่าคนอื่นอาจจะรวยนะ แต่ว่าฉันไม่รวยหรอก ฉันต้องหาทุนมาเรียนเอง แล้วชายผิวดำก็ถามต่อไปว่า ทำไมกระเป๋านี้มีเงินแค่ยี่สิบเหรียญเอง แล้วนี้เธอจะไปไหน เธอบอกเขาไปว่าจะไปซื้ออาหาร ชายผิวดำก็เลยถามอีกว่า ซื้ออาหารยี่สิบเหรียญนี้พอหรอ เธอตอบว่า พอซิ ไข่โหล่ละสองเหรียญเท่านั้นเอง

ระหว่างที่คุยกันอยู่นั้น ยามที่หน้ามหาวิทยาลัยเห็นเหตุการณ์อยู่ไกลๆ แต่ก็ไม่ถึงกับไกลมาก ยามก็เลยจะเรียกตำรวจ เธอเห็นยามกำลังจะเรียกตำรวจ เธอก็เลยบอกยามว่า ไม่ต้องๆ เราเป็นเพื่อนกัน ยามก็เลยไม่เรียกตำรวจ ชายผิวดำก็เลยงง แล้วก็ถามเธอว่า เราเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เมื่อไหร่ เธอก็ตอบว่า ก็เมื่อกี้ไง หลังจากนั้นทั้งสองคนก็เลยคุยกัน ชายผิวดำก็พูดกับเธอว่า มีเงินแค่นี้ไปซื้ออาหาร เธอก็บอกว่า เศรษฐกิจไทยมันแย่ ก็คุยกันไปคุยกันมาปรากกว่าชายผิวดำซึ่งแทนที่จะเอาเงินของเธอไปกลับพาเธอไปซื้ออาหารในซุปเปอร์มาเกต ออกเงินให้และยังแถมเงินให้เธออีกยี่สิบดอลล่าห์ แล้วพาเธอไปส่งถึงหอพัก แล้ววันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันอาทิตย์ เธอก็เลยเอาเงินไปซื้ออาหาร พวกผัก พวกวัตถุดิบต่างๆ แล้วเธอก็ไปบ้านชายผิวดำคนนั้น แล้วไปทำต้มยำให้ ก็เลยคุ้นเคยกับเมียกับลูกของชายผิวดำนั้น ตอนหลังลูกของชายผิวดำไปเรียนที่วอชิงตัน ส่วนเธอกลับมาเมืองไทย แต่พอมีโอกาสไปวอชิงตันก็ไปเยี่ยมลูกสาวของชายผิวดำคนนั้น กรณีดังกล่าวคล้ายกับกรณีหญิงชรา ก็คือว่า แทนที่จะมองอีกฝ่ายหนึ่งเป็นปรปักษ์กลับพูดดีทำดีด้วย ชายผิวดำคนนั้นเขากระทบใจมาก สะดุดใจมากที่หญิงไทยคนนี้บอกว่า เราเป็นเพื่อนกัน ทั้งที่เขาจี้เธอแท้ๆ แต่เธอกลับบอกว่าเป็นเพื่อนกันอีก แล้วเขาก็เห็นใจเธอมีเงินแค่ยี่สิบเหรียญไปจ่ายตลาด เห็นไหมสันติวิธีมันทำได้หลายอย่าง

สันติวิธีส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของการใช้ใจ ใจที่กล้า ใจที่ไม่กลัว รวมถึงใจที่ไม่โกรธไม่เกลียด และรวมถึงความพร้อมที่จะหยิบยื่นไมตรีให้ แต่สันติวิธีไม่ได้มีแค่นี้นะมันยังมีอีกเยอะเลย อาตมายกตัวอย่างมาเพื่อชี้ให้เห็นว่า สันติวิธีมีหลายรูปแบบไม่ใช่แค่การพูดการเจรจาเท่านั้น จริงๆ แล้วสันติวิธียังรวมไปถึงการเผชิญหน้าด้วยความเข็มแข็งด้วย แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น อาตมาจะชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างสันติวิธีกับการยอมจำนนหรือยอมแพ้

คนมักคิดว่าความวางเฉยคือ สันติวิธีและการวางเฉยส่วนใหญ่คือ การยอมจำนน เขาจี้มาเราก็ยอม ก็ไม่ได้เสียหายนะ แต่อย่าไปคิดว่าการยอมจำนนนั้นคือ สันติวิธี ส่วนใหญ่เมื่อเราเจอปัญหาแล้วเราปล่อยให้ปัญหามันผ่านเลยไป หรือให้ปัญหามันดำรงคงอยู่ อันนั้นไม่ใช่สันติวิธี แต่พอถึงเวลาจะสู้หรือเวลาจะแก้ปัญหา คนจะระลึกถึงความรุนแรงหรือการใช้กำลังกดดัน อาจจะเริ่มจากการใช้คำพูดที่แรงๆ รวมไปถึงการใช้กำลังหรือการใช้อาวุธ นั้นไม่ใช่ทางเลือกที่ดี มนุษย์เราไม่ได้มีแค่สองทางคือสู้กับหนี สู้ในที่นี้หมายถึงการสู้ด้วยกำลัง มันมีทางเลือกที่สาม สันติวิธีคือทางเลือกที่สาม สันติวิธีคือการไม่ใช้ความรุนแรง แต่การไม่ใช้ความรุนแรงไม่ได้หมายถึงการยอมจำนนหรือยอมแพ้ สันติวิธีคือการเผชิญกับปัญหา แต่แทนที่จะเผชิญปัญหาแล้วใช้ความรุนแรง

ส่วนใหญ่เวลาเราสู้กันการสู้ก็คือการเผชิญกับปัญหา การเผชิญกับปัญหามันมีอยู่สองอย่างคือ การใช้ความรุนแรงกับการไม่ใช้ความรุนแรง และการแก้ปัญหามันก็มีอยู่สองวิธีคือ การใช้ความรุนแรงกับการไม่ใช้ความรุนแรงเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นรุนแรงด้วยคำพูดหรือรุนแรงด้วยการกระทำก็ได้ สันติวิธีมีบางอย่างที่คล้ายกับความรุนแรงคือ มันเป็นการเผชิญกับปัญหาเป็นการแก้ปัญหา เผชิญหน้ากับผู้ที่ก่อความทุกข์ ความยุ่งยาก ความลำบากให้ แต่แทนที่จะเผชิญแล้วใช้ความรุนแรงกลับใช้ความไม่รุนแรงแทน

สันติวิธีต้องใช้ความกล้าพอๆ กับผู้ที่ใช้ความรุนแรง การใช้ความรุนแรงก็ต้องใช้ความกล้า จะไปต่อยไปตีกับเขาก็ต้องกล้าในระดับหนึ่ง สันติวิธีก็ต้องการความกล้าเหมือนกัน แต่กล้าแบบไม่ใช้ความรุนแรง อย่างกรณีของหญิงชราที่ไม่กลัวโจร กล้าหันหน้ามาเผชิญกับโจร

อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งของสันติวิธีก็คล้ายกับการยอมจำนนคือ การไม่ใช้ความรุนแรง แต่สันติวิธีก็ต่างจากการยอมจำนนตรงที่ว่าเป็นการเผชิญกับปัญหา ยอมจำนนคือ การไม่สู้กับปัญหา ปล่อยให้ปัญหาคงอยู่ สันติวิธีไม่ใช่เช่นนั้น สันติวิธีเป็นการเผชิญกับปัญหาซึ่งตรงนี้คล้ายกับความรุนแรง แต่สิ่งที่แตกต่างจากความรุนแรงก็คือว่าแม้จะเผชิญกับปัญหาแต่ว่าไม่ใช้กำลัง ไม่ใช้ความรุนแรง รวมทั้งไม่ใช้ความโกรธความเกลียดด้วยก็ได้

สันติวิธีเป็นทางเลือกที่สาม ซึ่งสามารถจะใช้ในการแก้ปัญหาในระดับบุคคล ในระดับชุมชน และในระดับสังคมประเทศชาติก็ได้ ในระดับชุมชนก็อย่างที่อาตมายกตัวอย่างในข้อที่สี่รถซิ่ง ชุมชนมีการร่วมกันแก้ปัญหาโดยการใช้ลูกระนาด มีบางชุมชนนะ ซึ่งไม่ใช่ในเมืองไทยแต่เป็นที่อเมริกา มีปัญหาอาชญากรรมเยอะ เป็นอาชญากรรมจากวัยรุ่น ทั้งวัยรุ่นผิวดำและผิวขาว พึ่งตำรวจก็พึ่งไม่ได้ มีคนหนึ่งคิดโครงการ เรียกว่า โครงการบาสเกตบอลเที่ยงคืน คือตอนดึกๆ จะมีการรวมกลุ่มวัยรุ่นมาเล่นบาสเกตบอลกัน คือวัยรุ่นเหล่านี้แต่เดิมมักจะก่อกวนตอนกลางคืน เขาก็เลยมีการจัดกีฬาให้วัยรุ่นที่ก่อปัญหามาแข่งบาสเกตบอลกัน และให้วัยรุ่นเหล่านี้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการด้วย ปรากฏว่าใช้เวลาไม่นานนะไม่ถึงเดือน อาชญากรรมลดลงไป 70 % อาชญากรรมจากการปล้นจี้หรือจากการใช้กำลังทำร้ายกันจนถึงเรื่องยาเสพติดลดลง

วัยรุ่นเหล่านี้ก็เหมือนกับวัยรุ่นที่สปีลเบิร์กเจอ คือเป็นพวกก่อความรุนแรง เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า และก็ไม่มีโอกาสแสดงออกในทางที่ดีก็เลยแสดงออกในทางที่ไม่ดี แต่พอได้มีกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ใครๆ ก็ยอมรับ คือพอได้มาเล่นบาสเกตบอล วัยรุ่นเหล่านั้นก็รู้สึกมีความภาคภูมิใจ เพราะว่าคนฝรั่งเขาค่อนข้างจะชื่นชมนักกีฬามาก พอวัยรุ่นเหล่านั้นได้มาเล่นกีฬา พลังที่ใช้ในความรุนแรงก็มาใช้ในทางที่สร้างสรรค์ แล้วก็รู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์ มีคุณค่า มีความภาคภูมิใจ และเวลาที่เคยว่างเปล่าไม่รู้จะทำอะไรตอนกลางคืนก็มาเล่นกีฬามันก็ช่วยแก้ปัญหาไปได้เยอะ มีเพื่อนมีพ้อง มีกลุ่มมีก้อนมันก็สนุก มีความสุข อันนี้ก็เป็นสันติวิธีอย่างหนึ่ง เป็นสันติวิธีในแง่ของการสร้างเงื่อนไขเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ใช่ไปเทศน์บอกว่า แกเลิกแกอย่าเป็นขโมยนะ

สันติวิธีไม่ได้หมายถึงการเทศน์การสอนอย่างเดียว เดี๋ยวนี้พอเราพูดถึงการเปลี่ยนพฤติกรรม เราคิดแต่เรื่องการพูด เทศน์ สอน ว่าอย่าเป็นโจรนะ อย่าลักขโมยนะ อย่าติดยานะ มันก็ไม่ค่อยได้ผลนะ ถึงแม้นี่จะเป็นสันติวิธี แต่สันติวิธีนอกจากจะพูด เทศน์ สอนแล้วยังหมายถึง การสร้างสิ่งแวดล้อม สร้างเหตุปัจจุบัน สร้างเงื่อนไขเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมด้วย อันนี้ก็มีตัวอย่างในสมัยพุทธกาล ที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องในสมัยพุทธกาลหรอก แต่เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้ายกขึ้นมาในขณะที่แสดงธรรมตอนหนึ่ง พูดถึงเมืองเมืองหนึ่ง ซึ่งเมืองเมืองนี้มีโจรขโมยเยอะมาก พระราชาซึ่งเป็นผู้ปกครองเมืองนี้ก็ปรึกษาปุโรหิตว่าจะทำอย่างไรดี พระราชาก็คิดเหมือนผู้ปกครองทั่วไปคือว่า จะต้องเพิ่มบทลงโทษให้มากขึ้น จะต้องลงโทษให้แรงขึ้น เหมือนกับเมืองไทยในตอนนี้ที่บอกว่าต้องเพิ่มโทษประหารชีวิตให้กับพวกติดยา ฆ่าข่มขืน แต่ว่าปุโรหิตบอกว่า วิธีนี้ไม่ได้ผลหรอกเพราะว่าจะทำให้ความรุนแรงเพิ่มขึ้นกว่าเดิม เพราะว่าถ้าเพิ่มโทษมากขึ้น ต่อไปพวกโจร พวกอาชญากรเวลาปล้นเวลาขโมย มันจะไม่ปล้นเฉยๆ มันจะฆ่าเจ้าทรัพย์ด้วย ความรุนแรงจะเพิ่มมากขึ้น

ปุโรหิตจึงแนะนำให้แก้ปัญหาด้วยการ หนึ่ง คือ เอาเมล็ดพันธุ์ไปแจกให้กับราษฎรให้ทั่วถึง สอง มีการให้เงินทุนเพื่อประกอบการค้าแก่พ่อค้าแม่ค้าที่ขยันขันแข็งและให้ทั่วถึง และสาม มีการให้เบี้ยหวัดบำนาญหรือเงินเดือนแก่ข้าราชการอย่างทั่วถึง สามประการนี้จะช่วยแก้ปัญหาได้ พระราชาก็ทำตาม ปรากฏว่าทำไปแล้วได้ผล โจรขโมยลดลง บ้านช่องไม่ต้องปิดประตู ผู้คนมีความสุข

สิ่งที่น่าสังเกตคือว่า ปุโรหิตไม่ได้บอกว่าต้องเทศนาสั่งสอนให้มากขึ้นนะ ต้องมีการสอนศีลธรรมให้มากขึ้นนะ แต่ว่าสิ่งที่ปุโรหิตทำก็คือว่า เป็นการสร้างเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและสังคมให้มันดีขึ้น มีการเฉลี่ยโภคทรัพย์ให้กว้างขวาง คนก็จะมีความสุข เมื่อคนไม่อดอยากยากจน คนก็เป็นโจรเป็นขโมยน้อยลง นี่ก็เป็นสันติวิธี เป็นการสร้างเงื่อนไขในทางสังคม สิ่งแวดล้อมเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรม นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง

สันติวิธียังรวมไปถึงการเผชิญหน้าโดยใช้กำลัง แต่ไม่ใช่การใช้กำลังอาวุธแต่เป็นการใช้กำลังทางการเมือง ตรงนี้แหละเป็นสันติวิธีที่จะเปลี่ยนแปลงทางการเมือง มหาตมะ คานธีเป็นบุคคลที่มีบทบาทมากที่จะนำเสนอสันติวิธีในแง่นี้ เช่น การประท้วง การชุมนุม การคว่ำบาตร การดื้อแพ่ง ไม่ให้ความร่วมมือ หยุดงาน ลาออกจากราชการ นี่ก็เป็นสันติวิธี รวมถึงการเข้าไปขวางกั้นเอาไว้ เช่น เขากำลังก่อสร้างเขื่อนก็เอาตัวไปขวาง

สันติวิธีที่อาตมาพูดนี้ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงหรือโค่นล้มรัฐบาลได้ อย่างที่ตูนีเซียหรืออียิปต์เป็นสันติวิธีในมิตินี้ ก็คือ เป็นการต่อสู้ทางการเมืองโดยประท้วง โดยการคว่ำบาตร แล้วก็ทำให้เศรษฐกิจเป็นอัมพาต ทำให้ราชการทำงานไม่ได้ รวมทั้งการเข้าไปขวาง อย่างที่ฟิลิปปินส์ รัสเซีย เซอร์เบีย ประชาชนเข้าไปขวางล้อมสภาเอาไว้เพื่อไม่ให้ฝ่ายรัฐประหารเข้ามายึดสภาหรือไม่ให้เข้ามาทำร้ายตัวแทนของประชาชน และสันติวิธีนี้สามารถโค่นล้มเผด็จการได้ ไม่ว่าจะเป็น มาร์กอสที่ฟิลิปปินส์ มูบารัคในอียิปต์ หรือมิโลเซวิชในเซอร์เบีย สามคนนี้เป็นเผด็จการที่อยู่ยืนนานมากแต่ลงจากอำนาจเพราะสันติวิธีของประชาชนรวมพลังกันเป็นแสนหรือบางทีอาจจะเป็นล้าน คือไม่ให้ความร่วมมือกับรัฐบาล เดินขบวนกันเป็นแสน ทำให้เศรษฐกิจเป็นอัมพาต ยิ่งถ้าทหาร ข้าราชการลาออกหรือถอนตัวออกจากรัฐบาล รัฐบาลก็อยู่ไม่ได้ต้องล้ม ทหารนี้มีบทบาทมาก พอถอนตัวออกจากรัฐบาล คือไม่เชื่อฟังรัฐบาล ไม่เชื่อฟังผู้ปกครอง ไม่เชื่อฟังนายกรัฐมนตรี ไม่เชื่อฟังประธานาธิบดี ผู้ปกครองเหล่านั้นก็หมดอำนาจ ทางเลือกมีทางเดียวก็คือต้องหนี มิโลเซวิชก็หนี มูบารัคนี้อาจอยู่ในประเทศตัวเอง แต่มาร์กอสนี่หนี นี่ก็เป็นสันติวิธีอีกแง่หนึ่ง

สรุปสันติวิธีมีพลังอย่างไรบ้าง ขอสรุปมาสองข้อสั้นๆ
อันที่หนึ่งเป็นพลังทางใจ สันติวิธีอันนี้เมื่อใช้แล้วสามารถเปลี่ยนใจของอีกฝ่ายหนึ่งได้ อย่างตัวอย่างที่อาตมายกมาตอนต้นๆ

อีกอย่างหนึ่งเป็นพลังที่อาตมาคิด เรียกว่าพลังทางการเมือง พลังทางการเมืองนี้หมายความว่าอย่างไร มันมีสมมุติฐานว่า พลังหรืออำนาจเกิดขึ้นได้เมื่อได้รับการยอมรับจากอีกฝ่ายหนึ่ง

ยกตัวอย่างเช่น ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี จะมีอำนาจได้ก็เพราะว่าได้รับความร่วมมือและการยอมรับจากประชาชนและข้าราชการ นายพันจะมีอำนาจได้ก็ต่อเมื่อได้รับการยอมรับจากนายร้อย นายสิบ หรือแม้แต่อธิการบดีจะมีอำนาจได้ก็เพราะได้รับการยอมรับการเชื่อฟังจากอาจารย์ ข้าราชการ นักศึกษา

เมื่อได้รับการยอมรับแล้วบอกให้ทำอะไรเขาก็ทำให้ แต่เมื่อใดก็ตามไม่ได้รับการยอมรับ หรือมีการถอนการยอมรับ ผู้ปกครองก็ไม่มีอำนาจ ถ้านายสิบ นายร้อย นายพันไม่เชื่อนายพล ไม่ปฏิบัติตามนายพล นายพลก็ไม่มีอำนาจ

เพราะอำนาจเกิดจากการยอมรับนี้ก็เป็นทฤษฏีหนึ่ง อำนาจไม่ได้เกิดจากกระบอกปืน เหมาเจ๋อตุงบอกว่าอำนาจเกิดจากกระบอกปืน แต่สันติวิธีบอกว่าอำนาจเกิดจากการยอมรับ ถ้าคุณไม่ได้รับการยอมรับ คุณก็ไม่มีอำนาจ

กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งเป็นพระอนุชาของรัชกาลที่ 5 และเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยคนแรก และเป็นมือขวาของรัชกาลที่ 5 ก็เคยพูดไว้ว่า อำนาจอยู่ที่ราษฎรเชื่อถือ ไม่ใช่อยู่ที่พระราชแสงศาสตรา คำพูดนี้เป็นคำพูดอมตะเลยนะ แต่คนไม่ค่อยรู้ไม่ค่อยได้ยินเท่าไหร่ พระราชแสงศาสตราก็หมายถึงอาวุธนั้นเอง รัชกาลที่ 5 ท่านมีอำนาจได้ก็เพราะประชาชนและขุนนางยอมรับ ถ้าประชาชนและขุนนางไม่ยอมรับก็ไม่มีอำนาจ

ทีนี้ถามว่า ทำไมต้องใช้สันติวิธี ก็เพราะว่าถ้าไม่ใช้สันติวิธีแล้วปัญหาและความรุนแรงจะเพิ่มมากขึ้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร ถ้าฝ่ายหนึ่งแรงมาแล้วอีกฝ่ายหนึ่งแรงไป ก็จะเกิดปัญหา ความรุนแรงก็จะเพิ่มมากขึ้น จากเล็กก็ไปใหญ่ ถ้าต้องการจะแก้ปัญหา ความรุนแรงแก้ปัญหาไม่ได้เท่าสันติวิธี

อาตมาจะให้ดูคลิปวีดีโอ ให้ดูว่าความรุนแรงมันก่อตัวยังไง
(ดูคลิปวีดีโอ)

เมื่อคนเราใช้ความรุนแรง โดยเริ่มต้นจากคำพูด ความโกรธ ความเกลียดก็เกิดขึ้น คลิปนี้เป็นเรื่องการจอดรถ เรื่องนี้มันก็เริ่มแค่นิดเดียวก็คือว่า เปิดประตูรถแล้วประตูไปกระแทกกับรถอีกคันหนึ่ง แต่ก็ไม่ขอโทษ เมื่ออีกฝ่ายเริ่มไม่พอใจก็ตอบโต้ด้วยการเปิดประตูรถกระแทกให้แรงขึ้น จากเดิมที่ไม่พอใจที่รถตัวเองมีรอยขีดข่วน แต่คราวนี้ ฉันไม่สนใจแล้วรอยขีดข่วนรถฉัน ฉันไม่สนว่ารถฉันจะพังแค่ไหน ขอเพียงแค่ตอบโต้ ด้วยความคิดว่า อยากตอบโต้อีกฝ่ายหนึ่งให้เจ็บช้ำน้ำใจ โดยที่ไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง

บ่อยครั้งนะเวลาที่เราใช้ความรุนแรง เราคิดแต่ว่าเราจะจัดการเขายังไงเพื่อให้เขาเจ็บแสบ แต่เราไม่ค่อยได้มองว่าผลจะเกิดขึ้นตามมาอย่างไรบ้าง และนี่ก็คือ การที่ความรุนแรงมันลุกลามขยายตัว พอต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกันหรือต่างฝ่ายต่างคิดที่จะเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่ง การเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่งก็คือว่า เพิ่มความรุนแรงให้มากขึ้น แล้วคนส่วนใหญ่ก็คิดอย่างนี้ ชัยชนะคือ การทำให้เขาเจ็บปวดมากขึ้นหรือใช้ความรุนแรงเพิ่มขึ้น เขามาหนึ่งฉันไปสอง อีกฝ่ายหนึ่งก็มาสาม อีกฝ่ายก็ตอบโต้ด้วยสี่ แล้วสุดท้ายนี้ใครเดือดร้อน ตัวเองก็เดือดร้อนเอง เราคิดแต่ทำร้ายคนอื่นแต่เราไม่ได้มองเลยว่ามันเกิดผลร้ายตามมากับเราอย่างไรบ้าง

ความรุนแรงมันเป็นอย่างนี้คือ หนึ่ง เมื่อใช้ความรุนแรงแล้วเป็นอันต้องขยายตัว สอง ผลที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่จะเป็นการสนองความสะใจของเราหรือทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเท่านั้น แต่มันยังทำให้เราเดือดร้อนตามมาด้วย อันนี้เขาเรียกว่า เกลียวแห่งความรุนแรง

เกลียวแห่งความรุนแรง คือ มันจะขยายวงมากขึ้นๆ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะความต้องการเอาชนะ และความโกรธ ความเกลียด ความสะใจ แล้วก็เลยลืมตัวคิดแต่จะเอาชนะคนอื่น คิดแต่จะทำร้ายคนอื่น แต่ลืมไปว่ามันกลายเป็นโทษหรือทำร้ายตัวเองอย่างไรบ้าง

มีกรณีหนึ่ง เป็นเรื่องของการใช้ความรุนแรง เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงเกิดที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มันแสดงให้เห็นถึงพลวัต (Dynamics) ของความรุนแรง เรื่องของเรื่องมันเริ่มจากจุดเล็กๆ แต่ว่าเอาไปเอามา มันก็เป็นเรื่องที่ใหญ่บานปลาย เพราะต่างฝ่ายต่างจะคิดที่จะใช้ความรุนแรงที่เหนือกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง

เริ่มต้นจากที่อาจารย์คนหนึ่งไม่ตั้งใจสอน ก็คือว่าเวลาแกมาสอน แกสอนแบบท่องจากตำราและก็เอามาสอน บางทีก็พูดเล่าเรื่องลูกเรื่องสามีว่าดียังไง เก่งยังไง นักศึกษาคนนี้ก็เลยรำคาญ หงุดหงิดว่าไม่สอนอะไรเลย ไม่มีวิชาความรู้อะไรเลย ก็เริ่มต้นจากการหงุดหงิด ก็เลยเดินออกจากห้องเป็นการประท้วง การเดินออกจากห้องนี้สันติวิธีอยู่นะ อาจารย์ก็ไม่พอใจ ไปต่อว่านักศึกษา ต่อว่าทั้งวิชาของนักศึกษาคนนั้นและก็วิชาอื่นในชั้นอื่นด้วย

ต่อมา อาจารย์ก็ให้เกรด D ซึ่งก็ไม่ทราบนะว่าเป็นเพราะอะไร ต่อมานักศึกษาพอรู้ว่าอาจารย์ไปต่อว่าตัวเองในชั้นเรียนต่างๆ และทั้งยังได้เกรด D อีกก็รู้สึกไม่พอใจ รู้สึกว่าอาจารย์กลั่นแกล้ง ก็เลยเขียนจดหมายต่อว่าอาจารย์แจกให้อาจารย์ในคณะ จดหมายนี้ไม่ใช่จดหมายร้องเรียนนะ แต่เป็นจดหมายประจาน ประท้วง อาจารย์คนนั้นรู้ก็ไม่พอใจ ยิ่งไปต่อว่านักศึกษาคนนั้นตามห้องต่างๆ แล้วดูเหมือนจะพูดถึงบุพการีของนักศึกษาคนนั้นด้วย นักศึกษาก็เลยตามเข้าไปในห้องเรียนเพื่อฟังกับหู แต่ไม่ใช่เป็นชั้นเรียนของตัวนะ แต่ไปฟังว่าอาจารย์คนนี้พูดถึงตัวเองว่าอย่างไร เมื่ออาจารย์เห็นก็เลยไล่นักศึกษาออกจากห้อง บอกนักศึกษาว่า เธอไม่มีสิทธิเรียนวิชานี้ นักศึกษาก็ไม่ยอมและไม่พอใจว่าอาจารย์ไม่มีสิทธิไล่ นักศึกษาก็เลยเข้าไปประชิดตัวทำท่าจะตบอาจารย์ ที่จริงก่อนหน้านั้น ตอนอาจารย์ไล่นักศึกษา พอนักศึกษาไม่ไป อาจารย์ก็บอกว่าจะเรียก รปภ. นักศึกษาก็ยิ่งโกรธใหญ่เลย นักศึกษาก็เลยทำท่าประชิดตัวจะตบอาจารย์ อาจารย์หันหลังมาพอดีก็เลยยิ่งโกรธเข้าไปใหญ่

อันนี้มันก็เริ่มต้นจากการไม่พอใจการสอนของอาจารย์ แต่ในที่สุดแล้วมาลงเอยถึงขั้นจะทำร้ายกัน สุดท้ายเรื่องนี้ก็เป็นคดี เมื่อมีการสอบสวนนักศึกษาก็ผิดจริง นักศึกษาก็ถูกภาคทัณฑ์ ถูกพักการเรียนหนึ่งภาค ส่วนอาจารย์ก็สติแตก นักศึกษาเสียใจไม่นึกว่าเรื่องมันจะลุกลามขนาดนี้ ยิ่งพอมาเห็นว่า อาจารย์สติแตกก็ยิ่งเสียใจมาก แต่ตอนที่ทำไม่คิดหรอกว่าจะเป็นอย่างไร คิดแต่จะเอาชนะยังไง ต่างฝ่ายต่างชนะกัน นี่คือพลวัต (Dynamics) ของความรุนแรงหรือความขัดแย้ง

เมื่อมีความขัดแย้ง แทนที่เราจะใช้สันติวิธี เรากลับใช้ความรุนแรงที่เหนือกว่าเพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งได้เจ็บใจ เจ็บปวดหรือต้องการเอาชนะ มันก็จะทำให้เกิดดีกรีของความรุนแรงมากขึ้น จากความคิดเป็นคำพูด จากคำพูดเป็นการกระทำ เพราะฉะนั้นตรงนี้จะเห็นได้ว่า เมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้นแล้ว เราใช้ความรุนแรง มันจะเกิดอะไรขึ้นตามมา มันก็จะไม่จบ พระพุทธเจ้ายังตรัสว่า เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร แต่ระงับด้วยการไม่จองเวร ระงับด้วยการไม่จองเวรไม่ได้หมายความว่า เฉยหรือว่ายอมจำนน ไม่จองเวร แต่ใช้วิธีอื่นคือสันติวิธีมันก็อาจจะแก้ปัญหาได้ อาจจะเปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นมิตรได้ ดังตัวอย่างที่อาตมาได้ยกไปตอนต้นๆ

ส่วนใหญ่ความรุนแรงที่เป็นปรากฏการณ์ มันจะเริ่มต้นที่คำพูด ที่จริงมันก็เริ่มที่ใจนั้นแหละ แต่ใจมันไม่มีใครรู้ ใจมันจะเริ่มปรากฏเมื่อแสดงออกมาเป็นคำพูด คำพูดนี้สำคัญมากเวลามีความขัดแย้ง คำพูดเป็นสิ่งสำคัญเพราะมันจะนำไปสู่ความรุนแรง หรือความขัดแย้งที่รุนแรงมากขึ้น

คำพูดอะไรที่เป็นปัญหา คำพูดอะไรที่สามารถก่อปัญหาให้ แม้กับคนรัก มิตรสหาย เพื่อนร่วมงาน คือไม่ต้องพูดถึงคนไกลนะ แม้แต่คนรัก คนใกล้ เพื่อนร่วมงาน พ่อแม่หรือลูก คำพูดอะไรที่นำไปสู่ปัญหา คำพูดที่ต้องการเอาชนะ เช่น พูดว่ารู้ไหมว่าฉันเป็นใคร หรือพูดว่า ฉันรู้ดีกว่าเธอ หรือว่าต้องการทำให้เขาเสียหน้า ยกตนข่มท่าน พูดให้เสียหน้าเช่น เธอมันงี่เง่า เธอมันชอบใช้อารมณ์ เธอมันเห็นแก่ตัว คำพูดอย่างนี้มันทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเสียหน้า หรือพูดมุ่งกล่าวโทษว่าเธอนั้นผิด มีการโจมตี มีการประณาม หรือถ้าหนักกว่านั้นก็มีการใส่สีใส่ไข่หรือใส่ร้ายป้ายสี เหล่านี้เป็นคำพูดที่นำไปสู่ปัญหา หรือมุ่งทำร้ายจิตใจให้เจ็บปวด คำพูดเหล่านี้มันสามารถทำให้ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ กลายเป็นปัญหาใหญ่ได้

ลองมาดูกรณีตัวอย่าง เรื่องนี้เป็นเรื่องของสามีภรรยาที่พึ่งจะแต่งงานกันใหม่ๆ ก็มีการสร้างบ้านใหม่ ภรรยานี่ก็หมายมั่นปั้นมือที่จะดูแลการก่อสร้างบ้านหลังนี้ ลงรายละเอียดแม้กระทั่งการปูกระเบื้อง เธอก็ออกแบบกระเบื้องว่าจะเอาลายยังไงบ้าง ก็มีวันหนึ่ง ก็ฝากธุระให้สามีคุยกับช่างปูกระเบื้องผู้รับเหมา ปรากฏว่าพอเธอกลับมา มันมีกระเบื้องแค่หนึ่งชิ้นที่ผู้รับเหมาปูผิด เธอก็ไม่พอใจ แล้วก็เริ่มมีการโต้เถียงกัน ให้สังเกตดูคำพูดของทั้งสองฝ่ายนะว่ามันเริ่มอย่างไรและจบอย่างไร

ภรรยา : คุณคุยกับผู้รับเหมายังไงถึงได้ออกมาเป็นอย่างงี้
(ภรรยาก็เริ่มต่อว่าแล้วนะไม่ใช่แค่ถาม นี้เป็นประโยคคำถามนะแต่มันไม่ใช่เป็นการถามมันมีการต่อว่าหรือตำหนิด้วย)

สามี : ก็มีการตกลงกันแล้ว ก็คุยกันแล้ว
(คือสามีไม่ใช่คนชอบพูดอะไรมาก ก็เลยบอกภรรยาว่า ก็คุยกันแล้วตกลงกันแล้ว คือเหมือนกับว่าไม่รู้สึกว่าเรื่องแค่นี้เป็นปัญหาอะไรเลย แล้วก็เหมือนพูดอยู่เป็นนัยว่า อันนี้มันเป็นปัญหาของผู้รับเหมานะ)

ภรรยา : คุณเอาแบบที่ฉันร่างไว้ให้เขาดูหรือเปล่า
(ภรรยาก็เริ่มรุกเข้าไปใหญ่)

สามี : ให้ดูแล้วก็คุยกันเข้าใจแล้ว
(คือสามีนี้ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยรับรู้ หรือไม่รู้ร้อนรู้หนาวด้วยกับความรู้สึกของภรรยา และดูไม่เดือดเนื้อร้อนใจอะไรนัก แต่ภรรยาก็ยังไม่พอใจ)

ภรรยา : คุณแน่ใจหรือว่าได้อธิบายดีแล้ว ไม่งั้นคงไม่ออกมาอย่างงี้หรอก
(ภรรยาก็รุกต่อไปและมีการต่อว่าเหมือนกับจะโทษมาที่สามี)

สามี : เขาเป็นมืออาชีพ คุยกันแค่นี้ก็รู้เรื่องแล้ว
(โทนเสียงยังเหมือนเดิม คือดูไม่ค่อยจะใส่ใจอะไร เห็นได้ชัดเลยว่าการรับรู้ถึงความรู้สึกมันไม่ค่อยมี)

ภรรยา : ถ้าเป็นมืออาชีพจริงจะออกมาอย่างงี้เหรอ ฉันไม่น่าไว้ใจคุณเลย
(ตอนนี้เริ่มแรงขึ้นนะ ตอนแรกแค่พูดเป็นนัยว่าสามี แต่ตอนนี้กล่าวหาแล้ว ตัดสินเลย พูดชัดเจนเลยว่า ฉันไม่น่าไว้ใจคุณเลย แล้วสามีจะรู้สึกอย่างไร)

สามี : ตอนเขาทำคุณก็อยู่บ้านนี่ ทำไมไม่ดูล่ะ
(ตอนนี้เริ่มโทษกันไปโทษกันมาแล้ว สามีเริ่มโทษภรรยาว่า มันก็เป็นความผิดของภรรยาที่ไม่ดู)

ภรรยา : จะให้ฉันมานั่งเฝ้าตลอดเวลาหรือยังไง ฉันก็มีงานอื่นที่ต้องทำอีกเยอะแยะ
(ภรรยาเริ่มป้องกันตัวแล้วนะ ทีแรกต่อว่าสามี แต่ตอนนี้พอถูกโต้กลับจากสามี ก็เลยป้องกันตัว และพูดมีนัยว่า ฉันมีงานเยอะแยะ เธอทำงานน้อยกว่าฉัน)

สามี : แล้วคุณจะมาโทษผมได้ยังไง โธ่! เรื่องแค่นี้ชอบทำให้เป็นเรื่องใหญ่
(ประโยคสุดท้ายนี้ก็สำคัญนะ มันเหมือนกับเป็นการจี้ใจว่า นี้เรื่องเล็กๆคุณก็ชอบทำให้เป็นเรื่องใหญ่นะ เป็นนัยว่าภรรยาเป็นคนจู้จี้ชอบคิดเล็กคิดน้อย มีนัยของการกล่าวหาภรรยา)

ภรรยา : คุณว่าเรื่องแค่นี้หรอ คุณรู้ไหมว่า ฉันตั้งใจตกแต่งบ้านนี้แค่ไหน คุณเคยช่วยอะไรหรือเปล่า
(ตอนนี้พูดออกมาชัดเจนเลยว่า ฉันมีงานเยอะแยะ แต่เธอไม่ค่อยได้ช่วยอะไรฉันเลย เป็นการกล่าวหาสามี ซึ่งทีแรกบอกว่าสามีไม่น่าไว้วางใจ สองบอกว่าสามีไม่มีน้ำใจ แต่มาตอนนี้กล่าวหาสามีว่าไม่ช่วยอะไร)

สามี : ก็แล้วแต่คุณจะคิด
(สามีก็ยิ่งปฏิเสธเข้าไปใหญ่)

เห็นไหมว่า ความขัดแย้งมันเริ่มต้นจากการพูด เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แค่ปูกระเบื้องผิดชิ้นเดียว ปรากฏว่าสุดท้ายทั้งสองคนไม่คุยกันเลยนะ ไม่คุยกันอยู่ประมาณสามวัน แค่กระเบื้องแผ่นเดียว ที่จริงแล้วกระเบื้องแผ่นเดียวไม่สำคัญนะ แต่ว่าท่าทีที่มีต่อกันด้วยการใช้คำพูด กล่าวคือ หนึ่ง พูดปกป้องตัวเอง สอง ไปวิจารณ์ ต่อว่าแล้วก็ประณาม หรือว่าตัดสิน ตรงนี้มันนำไปสู่ความขัดแย้งได้ง่าย เรื่องเล็กๆ ก็เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่

ดังนั้น การพูดในชีวิตประจำวัน อาตมาคิดว่าสำคัญนะ การพูดที่ทำให้ความขัดแย้งบรรเทาเบาบาง หรือนำไปสู่การคืนดีกันนั้นสำคัญ เช่น พูดด้วยความปรารถนาดีต่อเขา คำพูดที่ปรารถนาดีนี้ช่วยเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดีได้ อย่างกรณีหญิงไทยในบอสตัน ซึ่งพูดกับโจรที่มาจี้ คำพูดอย่างนั้นที่บอกว่า เราเป็นเพื่อนกัน ทั้งที่พึ่งรู้จักกัน มันสามารถที่จะเปลี่ยนความรู้สึกของโจรคนนั้นได้

การใส่ใจความรู้สึกเขา การพูดที่ใส่ใจความรู้สึกเขาก็สามารถลดความขัดแย้งได้ ลองมาดูอีกกรณีหนึ่งนะ เป็นเรื่องของการใส่ใจความรู้สึกของเขา เรื่องมันเป็นอย่างงี้

สามีภรรยาอยู่บ้านจัดสรร แล้วบ้านก็อยู่ริมสระและก็มีปลาเยอะ สามีชอบตกปลาเป็นประจำ ส่วนภรรยาเป็นคนที่ถือศีลห้า ปฏิบัติธรรมอยู่บ่อยๆ ก็รู้สึกไม่สบายใจ สุดท้ายก็ขอร้องสามีว่า อย่าตกปลาได้ไหม สามีก็รับปากว่าจะไม่ตกปลา แล้ววันหนึ่งเป็นวันศุกร์ ภรรยาต้องไปประชุมสัมมนาต่างจังหวัด ซึ่งตามกำหนดจะกลับมาเช้าวันจันทร์ ก็ทิ้งให้สามีอยู่บ้านคนเดียว วันเสาร์สามีก็อยู่บ้านได้ยินเสียงปลากระโดด ปลาแหวกว่ายก็อยากจะไปตกปลา แต่ก็อดทนหักห้ามใจเพราะได้รับปากภรรยาไว้แล้วว่าจะไม่ตกปลา แต่พอมาวันอาทิตย์ก็อดรนทนไม่ได้เพราะเสียงปลาฮุบเหยื่อมันดังมากขึ้นๆ บ่ายวันนั้นสามีก็เลยไปตกปลา พอดีภรรยากลับมาบ้านก่อนกำหนด ซึ่งตามกำหนดจะกลับมาเช้าวันจันทร์ ปรากฏว่า เธอกลับมาตอนบ่ายวันอาทิตย์ และก็เห็นสามีกำลังตกปลาอยู่

ถ้าคุณเป็นภรรยาคุณจะทำอย่างไร จะพูดยังไงกับสามี บางคนอาจพูดว่า ทำไมเธอตกปลา สัญญากันแล้วไม่ใช่หรือ ภรรยาหลายคนอาจจะพูดแบบนี้ แต่ภรรยาคนนี้เธอไม่ได้พูดแบบนั้น เธอถามสามีว่า

ภรรยา : พ่อกำลังทำอะไรจ้ะ
(ภรรยาเห็นชัดๆอยู่แล้วนะว่าสามีตกปลา แต่กลับถามว่า พ่อทำอะไรอยู่จ้ะ คือยังไม่รุกนะ แค่ทัก ถ้าคุณเป็นสามีคุณจะตอบว่าอย่างไร)

สามี : พ่อกำลังสอนไส้เดือนให้ว่ายน้ำอยู่
(สามีก็ตอบไปโน้นเลยนะ นี้เรียกว่าเอาสีข้างเข้าถู คือมันชัดเจนอยู่แล้วนะ แต่สามีก็ไม่ยอมรับ ถ้าคุณเป็นภรรยาเจอสามีตอบแบบนี้คุณจะทำยังไง)

ก. ภรรยา : หนอยแนะ! เห็นกับตายังเถียงอีก
หลายคนคงพูดอย่างนี้นะ คือเห็นชัดๆอยู่แล้วไงยังจะเถียงอีกก็ต้องอดไม่ได้ที่จะพูดแบบนี้
แต่ภรรยาคนนี้แกก็ฉลาดนะ แกรู้นิสัยของสามีและก็รู้วิธีพูดด้วย แกก็เลยพูดว่า

ข. ภรรยา : พ่อไส้เดือนมันว่าน้ำนานแล้ว เอามันขึ้นจากน้ำเสียที เก็บเบ็ดแล้วไปกินข้าวกันดีกว่า

คือภรรยารู้เลยว่า ถ้าพูดตามข้อ ก. ต้องทะเลาะกันแน่ เพราะสามีอาจจะบอกว่า “ตกปลามันเสียหายตรงไหนดีกว่าไปเที่ยวอีหนูเสียอีก” สามีอาจจะพูดอย่างนี้เพื่อหลบเลี่ยงไปเรื่อยๆ หรือไม่ก็จะแก้ตัวน้ำขุ่นๆ หรือไม่ก็หนักกว่านั้นคือ ว่าภรรยาเลยว่า “ฉันตกปลาไม่เห็นเสียหายเลย ทีเธอไปเที่ยวห้างหรือเธอไปปฏิบัติธรรมทิ้งฉันอยู่ดูแลบ้านคนเดียว เธอธรรมะธรรมโมนะแต่ไม่รับผิดชอบงานบ้าน” ด่าไปเลยเพราะต้องการเอาชนะ คนเราเวลาต้องการเอาชนะก็จะไปหยิบเรื่องโน้นเรื่องนี้มาต่อว่า แทนที่จะชี้แจงว่า ฉันทำอย่างนี้เพราะอะไร ก็แก้ตัวไปน้ำขุ่นๆ เนื่องจากถูกต่อว่าก็ต้องเอาชนะด้วยการเอาความผิดของเธอ เอาจุดอ่อนของเธอมาแฉโพย เพื่อให้เธอยอมแพ้ เพื่อให้เธอหยุด

แต่ภรรยาคนนี้รู้ว่าถ้าตอบแบบข้อ ก. มันเกิดเรื่องแน่ และเธอก็เข้าใจความรู้สึก เข้าใจถึงกิเลสของมนุษย์ว่า มนุษย์ย่อมกลัวเสียหน้า เธอก็เลยเริ่มต้นด้วยการถามว่า “ทำอะไรจ้ะ” เพื่อเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายหนึ่งได้ชี้แจง ได้แก้ตัว หรือถูไถไปข้างๆ แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่เธอทำ เธอพยายามทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยุติการกระทำนั้น เธอก็ใช้วิธีว่า ไหนๆ สามีก็บอกว่า สอนไส้เดือนให้ว่ายน้ำแล้ว เธอจึงพูดบอกให้สามีปล่อยไส้เดือนได้แล้ว อันนี้คือวิธีการพูดซึ่งเป็นตัวอย่างของการเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่ง ความรู้สึกของมนุษย์ปุถุชนที่มีความรู้สึกว่ากลัวเสียหน้า ในขณะเดียวกันเธอก็ไม่ได้ปล่อยเลยตามเลย เธอก็พูดให้เขาเลิกพฤติกรรมคือ ให้หยุดตกปลา ซึ่งมีวิธีการพูด พูดด้วยเหตุผลมากกว่าการใช้อารมณ์ หรือว่าพูดถึงหลักการมากกว่าตัวบุคคล คือเวลาปกติเราเห็นใครทำอะไรไม่ถูกต้อง เราก็มักจะวิจารณ์ตัวบุคคล แทนที่จะพูดถึงหลักการหรือพูดถึงการกระทำ เช่น การตกปลามันผิดศีลใช่ไหม ก็บอกว่าตกปลามันไม่ดีอย่างไร แต่ไม่ใช่วิจารณ์บุคคลที่ตกปลา ไม่ใช่วิจารณ์สามีว่า สามีเป็นคนใจบาป แต่เป็นการพูดถึงการกระทำว่าการกระทำนั้นมันไม่ดีอย่างไร มันเป็นการเบียดเบียนสัตว์อย่างไรบ้าง

คนเราไม่ชอบแยกแยะระหว่างการกระทำกับตัวบุคคล เวลาเราวิจารณ์จะไปวิจารณ์ตัวบุคคล แทนที่จะไปวิจารณ์การกระทำ ถ้าเราไปวิจารณ์ตัวบุคคล มันทำให้เขารู้สึกว่า ถูกกระแทกอัตตา เขาก็จะเริ่มต่อสู้ โดยเริ่มจากการแก้ตัว และต่อมาก็จะรุกด้วยการประณาม คือไม่ใช่ defend อย่างเดียวแต่ไป offend ด้วย

defend ก็คือการป้องกันตัว เช่น แก้ตัว แต่ถ้าแก้ตัวแล้วยังถูกกระทำก็จะเกิดความโกรธ ความไม่พอใจก็จะ offend ก็คือ ด่าว่า ประณาม หยิบยกเอาความไม่ดีของอีกฝ่ายหนึ่งมาพูด เพื่อเป็นการรุก คือตอนแรกจะรับก่อนและก็ค่อยรุก ซึ่งมันก็ทำให้เกิดความขัดแย้งที่ลุกลามมากขึ้น นี้เป็นตัวอย่างของการพูด ซึ่งอาตมาคิดว่ามันจะช่วยลดความขัดแย้ง และสำคัญมากกับการใช้ในชีวิตระจำวัน

เริ่มต้นจากคำพูดที่เข้าใจความรู้สึกเขา และก็พยายามแยกระหว่างการกระทำกับตัวบุคคล

อย่างที่พูดไว้แล้วว่าเบื้องหลังคำพูดมันคือ ความคิด ความคิดในทางพระพุทธศาสนามีอยู่สามตัวที่สำคัญ สามตัวนี้บ้างคนก็นึกถึง โลภะ โมหะ โทสะ นี้ก็ใช่นะ แต่สามตัวที่อาตมาจะพูด อาตมาคิดว่ามีประโยชน์ในการพิจารณาเหมือนกันก็คือคำว่า ตัณหา มานะ ทิฐิ

ตัณหา คือ ความอยากได้อยากมี
มานะ คือ ความอยากเป็น อยากใหญ่

ในความสัมพันธ์ระหว่างสามีกับภรรยาก็มีเรื่องมานะ ตัวอย่างที่อาตมายกสองกรณีข้างต้นนั้นเป็นเรื่องมานะ ซึ่งเป็นความไม่พอใจที่ลุกลามขยายตัวเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งถูกกระแทกอัตตา ถูกวิจารณ์ ถูกต่อว่า กระทบถึงตัวตน นี่เป็นเรื่องมานะที่นำไปสู่ความโกรธ และพยายามปกป้องตัวเอง การปกป้องตัวเองก็ดี การพยายามที่จะเอาชนะอีกฝ่ายก็ดี เป็นเรื่องของมานะ ซึ่งถ้าเราไม่รู้เท่าทัน มันก็จะสามารถทำร้ายจิตใจเราได้ และยังทำร้ายคนอื่นด้วย

ทิฐิก็เหมือนกัน ทิฐินี้ คือ ความยึดติดในความเห็น เราเรียกว่าใจแคบ มานะอยากใหญ่ ทิฐิใจแคบ ใจแคบเพราะยึดติดในความเห็นของตัวเอง อย่างผู้หญิงในตัวอย่างที่ยก เธอก็มีทิฐิของเธอนะในแง่ว่า กระเบื้องที่เธอออกแบบไว้ว่า ต้องปูอย่างนั้นอย่างนี้ เมื่อมันไม่เป็นไปตามใจ แม้เรียงผิดแค่แผ่นเดียวก็ตาม นี่เป็นความยึดติดถือมั่นในความคิดของตัว ก็ไม่พอใจ และก็พาลไม่พอใจสามี ไม่พอใจคนปูกระเบื้อง โดยเฉพาะสามี เพราะเป็นคนใกล้ชิดและก็ฝากงานไว้ ความไม่พอใจของเธอเกิดจากทิฐิที่ไม่สามารถยอมรับอะไรที่มันเปลี่ยนไปจากความคิดเดิมได้

คนเราเวลาเถียงกันและขัดแย้งกันก็เพราะเรื่องทิฐิด้วยเหมือนกัน ใครคิดไม่เหมือนเรา เราก็จะโกรธและไม่พอใจ เวลานี้เมืองไทยมีความขัดแย้งกันมาก ส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องของทิฐิ ส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องของตัณหา เรื่องของผลประโยชน์ ตัณหานี้เป็นเรื่องของผลประโยชน์ แต่มีหลายคนที่ไม่ได้ทะเลาะกันเรื่องของผลประโยชน์แต่เป็นเรื่องความเห็นไม่ตรงกัน อันนี้เกิดกับสามีภรรยาในช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมา สามีเสื้อเหลือง ภรรยาเสื้อแดง หรือภรรยาเสื้อเหลือง สามีเสื้อแดง ซึ่งไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกันนะแต่เป็นเรื่องความเห็นไม่ตรงกัน และต่างฝ่ายต่างยึดในความเห็นของตน ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าทักษิณดี อีกฝ่ายเห็นว่าทักษิณไม่ดี ซึ่งมันเป็นเรื่องธรรมดาเห็นต่างกันได้ แต่เมื่อยึดติดในความเห็นแล้ว มันกลายเป็นการมองอีกฝ่ายเป็นศัตรู พ่อกับแม่ ภรรยากับสามี ญาติกับญาติ เพื่อนกับเพื่อนทะเลาะกันเพราะทิฐิ ยิ่งบางทีไม่มีสติ เช่น เมาหรือเคลิ้มๆหน่อย ก็ถึงกับลงไม้ลงมือกัน ฆ่ากันตายก็มี คนหนึ่งเสื้อเหลือง คนหนึ่งเสื้อแดงทะเลาะกัน ว่ากันไปมา ก็เลยใช้กำลังตบตีกัน พอสู้ไม่ได้เห็นขวานอยู่ข้างๆ ก็เลยฟาดตายเลย เพียงเพราะทะเลาะกันเรื่องการเมือง นี่ก็เป็นเรื่องของทิฐิ

เรื่องต่อมา สามีภรรยาอยู่ด้วยกันจนมีลูกได้ขวบหนึ่ง ปรากฏว่า ต่อมาภรรยาทิ้งไปเพราะสามีนิสัยไม่ดี ภรรยาก็ไปเป็นนักร้องอยู่ตามคาเฟ่ ส่วนสามีพอภรรยาทิ้งก็รู้สึกเสียใจ ก็เลยไปง้อ อาจเป็นเพราะมีภาระที่ต้องเลี้ยงดูแลลูก ก็ต้องให้แม่มาดู รู้สึกว่าจำเป็นต้องไปง้อภรรยา พอไปง้อภรรยาก็ไม่สนใจ และยังต่อว่าสามีและก็เดินหนีไปเข้าห้องน้ำ สามีเมื่อถูกต่อว่าก็แค้นมากเลย ก็เลยตามไปทำร้ายภรรยาจนถึงกับเสียชีวิต

ทำไมเขาถึงทำเช่นนั้น ก็เพราะมานะว่า แกเป็นเมีย แกมาด่าฉัน คือผู้ชายแค่ไปง้อก็เสียหน้าพอแล้ว แถมยังถูกด่าถูกปฏิเสธกลับมาอีก สามีก็รู้สึกเสียหน้า คิดว่า เมื่อกี้ผู้หญิงเอาชนะเรา ผู้หญิงด่าเรา ปฏิเสธเรา ผู้หญิงชนะเราแล้ว สามีก็ไม่พอใจและต้องการเอาชนะบ้าง ต้องการเอาคืนบ้าง แต่ไม่รู้จะเอาคืนยังไง ก็ใช้ความรุนแรงเอาถึงตาย ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของมานะที่ต้องการเอาชนะ ความรู้สึกว่าเสียหน้า เมื่อเสียหน้าแล้วก็อยากจะเอาชนะ เมื่อเอาชนะด้วยเหตุผลไม่ได้ก็เอาชนะด้วยกำลัง มันเป็นอย่างนี้ในทุกระดับไม่ว่าจะเป็นระดับบุคคล ครอบครัว จนถึงระดับประเทศชาติ

ความขัดแย้งระหว่างสีก็เป็นผลมาจาก ตัณหา มานะ และทิฐิ ตัณหานี้ก็เป็นเรื่องของผลประโยชน์ เรื่องของคะแนนเสียง เรื่องของอำนาจที่จะได้ปกครองประเทศ ทั้งนี้ความขัดแย้งก็ยังเป็นเรื่องของความเห็นที่แตกต่าง ซึ่งเป็นเรื่องของมานะว่าแพ้ไม่ได้ ยอมแพ้ไม่ได้ ถ้าเลือกตั้งแพ้ก็ล้มเลือกตั้งซะเลย หรือรัฐประหารซะเลย นี่ก็เป็นเรื่องของการพยายามเอาชนะ นอกจากนี้แล้ว บางทีมันก็มีเรื่องของทิฐิเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือบางทีมีทั้งสามเรื่องเข้ามาเกี่ยวข้องหมดเลย คือทั้งตัณหา มานะ และทิฐิ

อาตมาคิดว่า เรื่องเหล่านี้เราต้องรู้ทัน การทำงานสันติวิธี เราต้องรู้เท่าทัน ตัณหา มานะ และทิฐิภายในใจ โดยเฉพาะเมื่อมีความขัดแย้งขึ้นมา เราต้องอย่าให้ความรู้สึกเอาชนะมาเป็นใหญ่ ไม่งั้นแล้วมันจะลงเอยเหมือนผู้หญิงที่ขับรถชนกันในคลิปที่เปิดให้ดู ซึ่งมันเป็นเรื่องของมานะ

คนเราพอมีมานะแล้วความโกรธก็จะเกิดขึ้นได้ง่าย จากผู้หญิงที่สวยๆ หน้าตาดีๆ เวลาโกรธก็จะมีหน้าตาเป็นยักษ์เป็นมาร เราลองนึกภาพเวลาเราโกรธ เวลาเราต้องการเอาชนะ หน้าตามันจะเป็นยักษ์เป็นมาร มานะและความโกรธมันเปลี่ยนนิสัยคน มันเปลี่ยนบุคลิกภาพคน และคนเราพอเป็นยักษ์เป็นมารมันทำอะไรก็ได้ จะฆ่าเมีย จะทำร้ายเพื่อน ทำร้ายลูก ทำร้ายพ่อก็ทำได้ เพราะว่าตัณหา มานะ และทิฐิมันเปลี่ยนนิสัยคน

อย่างไรก็ตาม คนเราไม่ได้มีแต่ด้านไม่ดี คนเรามีความดีอยู่ในตัวด้วย อาตมาอยากให้ทุกคนมองให้กว้างว่าคนเราไม่ได้มีเฉพาะกิเลส คือ ตัณหา มานะ และทิฐิ มนุษย์เรามีความดีอยู่ด้วย อยู่ที่ว่าเราจะไปดึงความดีของเขาออกมาได้อย่างไร ถ้าเราไปดึงเอาความชั่วของเขาออกมา เขาก็จะกลายเป็นยักษ์เป็นมาร แต่ถ้าเราดึงความดีของเขาออกมา เขาก็จะกลายเป็นเทวดา

บางทีเพียงแค่การขอโทษมันก็ช่วยอะไรได้เยอะนะ มันเคยมีกรณีหนึ่งคือ มีผู้ชายคนหนึ่งกำลังขับรถอยู่บนถนนทางด่วนอย่างสบายๆ ปรากฏว่า สักพักมีรถคันหนึ่งแล่นมา แล้วปาดหน้ารถเขา แล้วคนขับรถคันที่ปาดหน้าก็ตะโกนด่าเขา คนที่ปาดหน้าคงไม่พอใจที่ผู้ชายคนนั้นขับรถช้าขวางทางเขา ก็เลยปาดหน้าแล้วก็ด่า พอชายคนนั้นถูกด่าเขาก็ขับรถไล่ตามจะเอาคืน เร่งจนรถขนานกัน แล้วรถคันที่ขับปาดหน้าก็ลดกระจกลงเพื่อจะด่า พอชายคนนั้นเห็นเขาลดกระจกลงเตรียมจะด่า ตัวเองก็เตรียมบ้างและก็ลดกระจกลงเหมือนกัน ต่างคนต่างไม่ยอมกัน แต่อย่างไรก็ไม่ทราบนะ ปรากฏว่า รถคันที่ขับปาดหน้าแทนที่เขาจะด่านะ แต่อยู่ดีๆเขาก็พูดขึ้นมาว่า “ผมขอโทษ” ชายคนนั้นซึ่งเตรียมจะด่าอยู่แล้วพอได้ยินก็พูดขึ้นทันทีเลยว่า “ผมก็ขอโทษเหมือนกัน”

เห็นไหมว่า จากคนที่เริ่มจะด่ากัน พออีกฝ่ายหนึ่งขอโทษ อีกฝ่ายก็ขอโทษด้วย เรื่องนี้ก็มีต่อว่า เมื่อขอโทษกันแล้วทั้งสองฝ่ายต่างไม่ยอมแซงขึ้นหน้า ต่างเกี่ยงให้อีกฝ่ายหนึ่งขึ้นก่อน จากเดิมที่แย่งผิวถนนกัน แต่ตอนนี้กลายเป็นว่า ต่างจะเอื้อเฟื้อให้อีกฝ่ายหนึ่งไปก่อน คือนิสัยคนมันเปลี่ยนทันทีเลยนะ จากคนที่จะเป็นศัตรูกัน มึงด่ากู กูก็จะด่ามึงบ้าง แต่พออีกฝ่ายขอโทษ ความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่งก็เปลี่ยนไปเลย จากความรู้สึกที่เป็นยักษ์เป็นมารมันก็กลายเป็นความเมตตากรุณาเกิดขึ้นมาในใจ มีความหวังดี ความปรารถนาดีเกิดขึ้น คืออยากให้อีกฝ่ายหนึ่งแซงก่อน

ดังนั้นแล้ว คนเราจะมีสองส่วนคือ ส่วนที่เป็นยักษ์เป็นมารในใจ และส่วนที่เป็นเทวดา ถ้าเราต้องการให้เขาเป็นเทวดาไม่เป็นยักษ์เป็นมาร เราก็ต้องเป็นฝ่ายเริ่มก่อน เริ่มต้นด้วยการทำดีกับเขา เอื้อเฟื้อกับเขา ถ้าเราทำเช่นนี้มันจะดึงความดีของเขาออกมา เหมือนกับตัวอย่างที่อาตมาได้ยกไปข้างต้น ซึ่งเป็นเรื่องของการเอาชนะใจด้วยความดี

อาตมาคิดว่า เมื่อเราพูดถึงการเอาชนะ อยากให้เราเอาชนะด้วยความดีบ้าง ด้วยการยื่นน้ำใจไมตรีให้ ด้วยการรู้จักขอโทษ ด้วยการรู้จักรับผิด มันจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกดี และแทนที่จะเอาชนะกลับคืนด้วยความรู้สึกที่เป็นยักษ์เป็นมาร ก็เกิดความปรารถนาดีมีน้ำใจต่อกัน

อาตมาจะขอจบด้วยสไลด์สั้นๆ นะ คนเราไม่ได้มีแต่กิเลสและความเห็นแก่ตัวเท่านั้นนะ เราทุกคนยังมีคุณธรรมความดี ความเมตตากรุณาภายในใจ คุณธรรมความดีนี้เองจะทำให้เรารู้สึกเห็นใจคนที่ตกทุกข์ได้ยาก ทนอยู่นิ่งเฉยไม่ได้ อยากยื่นมือไปช่วยเหลือเขา เวลาเราเห็นภาพอย่างนี้ความรู้สึกอยากจะทำดีมันเกิดขึ้นทันทีเลย มีคนเคยทดลองนะว่า เวลากระเป๋าเงินหาย เขาบอกว่ามีวิธีหนึ่งที่ช่วยทำให้มีโอกาสได้เงินคืนมากขึ้น คือว่าให้ติดภาพเด็กทารกกำลังยิ้มแป้นไว้ในกระเป๋า เขาบอกว่าในบางประเทศที่เขาทดลองดูปรากฏว่า ถ้าสอดภาพทารกกำลังยิ้มแป้นเข้าไปในกระเป๋าโอกาสที่จะได้คืนจะเพิ่มขึ้น 30% เพราะอะไร ไม่ได้เป็นเพราะคนที่เก็บได้คิดว่าเจ้าของเป็นคนรักครอบครัวนะ มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสียทีเดียว แต่เป็นเพราะภาพเด็กยิ้มมันไปปลุกเอาความรู้สึกห่วงหาอาทร ความรู้สึกปรารถนาดี ความใฝ่ดีขึ้นมาในใจ เวลาเราเห็นเด็กยิ้ม เรารู้สึกดี ความรู้สึกดีทำให้เราอยากช่วยคนอื่น หรืออย่างน้อย ก็ช่วยให้ความเห็นแก่ตัวที่จะเก็บเงินเอามาเป็นของตนหมดไป รอยยิ้มของเด็กดึงเอาความดีในใจออกมา ทำให้เราอยากจะไปช่วยเหลือโดยการคืนกระเป๋าให้กับเจ้าของ

อาตมาคิดว่า คนเรามีความดีอยู่ในตัว แต่บางทีมันต้องอาศัยการปลุก เรามีความปลาบปลื้มเมื่อเห็นผู้อื่นช่วยเหลือกัน เวลาคนอื่นทำความดี เราก็ปลาบปลื้ม เราจะรู้สึกดีในใจเมื่อเห็นผู้อื่นทำความดี

อย่าปล่อยให้ความดีงามซุกซ่อนในจิตใจของเรา เปิดโอกาสให้ความดีงามออกมาเพื่อสร้างความงดงามให้แก่ชีวิต และขับเคลื่อนชีวิตของเราให้เอื้อเฟื้อเกื้อกูลผู้อื่น

เราทุกคนสามารถดึงความดีงามออกมาจากใจได้ ด้วยการเปิดใจแล้วก้าวเข้าหาผู้ที่ประสบทุกข์ เวลาเราเห็นคนทุกข์แล้วเราเข้าไปหาเขา ไปใกล้ชิดเขา ความดีงามในใจมันจะออกมาง่าย ช่วยเหลือเขารับฟังความทุกข์ของเขา ตลอดจนรับฟังเรื่องราวดีๆ ที่น่าประทับใจ เวลาเราฟังเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับความเอื้อเฟื้อเกื้อกูล เราก็รู้สึกดีไปด้วย สิ่งเหล่านี้มันจะบ่มเพาะหล่อเลี้ยงความดีงามภายในใจของเรา และทำให้เรามีพลังและดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่า

แต่ดึงความดีงามออกมาจากใจอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องพยายามดึงความดีงามออกมาจากจิตใจของผู้อื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้ตัวหรือว่าคนไกล แม้แต่คนที่เหินห่างหมางเมินหรือมุ่งร้ายต่อเรา เขาก็มีความดีที่เราสามารถดึงออกมาจากใจของเขาได้

คนเราก็เหมือนกับก้อนหินที่มีพื้นที่ให้ต้นกล้าน้อยๆ ได้เติบโต หมายความว่า บางคนแม้จิตใจแข็งกระด้าง แต่เขาก็ยังมีความอ่อนโยน เราสามารถเชิญความดีงามออกมาจากใจของเขาได้ ด้วยการเปิดใจฟังความต้องการและความทุกข์ของเขา สงบนิ่งเมื่อเขาเกรี้ยวกราด ยิ้มให้เมื่อเห็นเขามีความสุข ถ้าใครเกรี้ยวกราดแล้วเราสงบนิ่งเขาก็จะสงบลงได้ง่าย เวลาเขามีความสุขเรายินดีด้วยไม่ใช่ไปอิจฉาเขา หยิบยื่นน้ำใจไมตรีให้ แม้เขาจะหันหลังให้ ยื่นมือช่วยเหลือเมื่อเห็นเขาเดือดร้อน ชื่นชมเมื่อเห็นเขาทำดี และขอโทษเมื่อเราพลั้งเผลอหรือทำผิดพลาด

การขอโทษนี้ก็สามารถดึงความดีออกมาจากจิตใจของผู้อื่นได้เหมือนกัน ถ้าเราระดมความดีออกมาจากจิตใจของผู้อื่นได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเกิดพลังขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวไปข้างหน้า อย่างธรรมยาตราที่วัดของอาตมาทำทุกปี นี่ก็เป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้สังคมสงบสุขได้ ขอเพียงเราร่วมมือกันด้วยใจที่เปิดกว้าง มีขันติธรรม แม้เราจะมีความแตกต่างกันมากมายเพียงใดก็ตาม ธรรมยาตราที่ปัตตานีมีทั้งพระและมุสลิม ความแตกต่างไม่ได้เป็นอุปสรรคในการร่วมมือกันหากเรานำความดีมาประสานใจกัน ความแตกต่างก็จะเป็นเรื่องเล็ก ความดีเป็นตัวเชื่อมประสาน เวลาเราทำความดีร่วมกันเราก็จะเห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกัน เห็นความเหมือนมากกว่าความต่าง จนสามารถก้าวข้ามความแตกต่างและความเกลียดชังได้

การทำความดีนอกจากจะทำให้เกิดพลังสร้างสรรค์สังคมแล้ว ยังสามารถนำความสุขมาสู่ชีวิตเรา ยิ่งเราทำความดีมากเท่าไหร่ เรายิ่งมีความสุขได้ง่าย ความสุขไม่ได้เกิดจากการใฝ่เสพใฝ่บริโภค แต่เกิดจากการทำความดีช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น เราย่อมมีความสุขเมื่อเห็นผู้อื่นมีความสุข รู้สึกภาคภูมิใจที่ชีวิตของเรามีคุณค่าขึ้นมา

ความสุขไม่จำเป็นต้องเกิดจากการหลบลี้หนีหน้าผู้คน หรือปลีกตัวอยู่แต่ผู้เดียวเพียงลำพัง ความสุขเกิดขึ้นจากการที่เราเข้าไปหาผู้คนแล้วช่วยเหลือเขาให้พ้นจากความทุกข์ สิ่งเหล่านี้เป็นความสุขที่ทำให้จิตใจเราโปร่งโล่งเบาสบายเพราะได้ลดละความเห็นแก่ตัว เพราะได้ปล่อยวางตัวตน คือถ้าได้ปล่อยวางตัวตนเมื่อไหร่เราก็จะมีความสุข ท่านอาจารย์พุทธทาสบอกว่า สุขแท้มีอยู่แต่ในงาน ถ้าเป็นงานสร้างสรรค์ความดีงาม ก็จะทำให้เราสัมผัสถึงความสุข ถ้าเราทำงานอย่างมีสติและปัญญาย่อมพบว่า

ท่ามกลางความยุ่งเหยิงสับสนคือ ความโปร่งโล่ง ใจกลางแห่งความวุ่นคือความว่าง เป็นความว่างที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าและความหมาย ใจกลางแห่งความวุ่นคือความว่าง อะไรที่วุ่นๆ มันจะมีความว่างแทรกอยู่ ไม่ใช่เป็นความว่างที่ไร้สาระ แต่เต็มไปด้วยคุณค่าและความหมาย

อาตมาก็ใช้เวลาพอสมควรแล้ว ก็คิดว่าคงจะได้เวลายุติ ถ้ามีเวลาเหลือก็เผื่อสำหรับการซักถาม

สมบัติ แก้วบุดดา :
ครับ โอกาสต่อไปนะครับ ก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมฟังบรรยายธรรมะในครั้งนี้ ท่านใดที่มีประเด็นหรือว่าคำถามหรือข้อสงสัยที่อยากจะสอบถามพระคุณเจ้านะครับ เราก็จะเปิดโอกาสให้ทางผู้เข้าร่วมรับฟังธรรมะบรรยายในครั้งนี้ครับ

ผู้เข้าร่วมฟังบรรยาย :
นมัสการพระคุณเจ้าที่เคารพอย่างสูงนะค่ะ และสวัสดีอาจารย์ทุกท่าน และก็สวัสดีผู้เข้าร่วมฟังบรรยายทุกท่านนะค่ะ ในส่วนคำถามที่ต้องการนิมนต์ถามนะค่ะ ได้ยินประวัติของพระคุณเจ้าในเรื่องของส่วนที่ว่าพระคุณเจ้ามีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม แล้วดิฉันเคยได้ยินมาว่าพระคุณเจ้าได้มีประสบการณ์ที่ว่าได้เดินเข้าไปอยู่ในคุกในตะราง ดิฉันเลยจะนิมนต์ถามว่าในเหตุการณ์ ณ วันนั้น พระคุณเจ้าได้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ว่าได้เข้าไปอยู่ในตะรางด้วยนั้น ถ้าได้เข้าไปอยู่ในนั้นแล้วพระคุณเจ้าได้ออกมาอย่างไร มีคนไปประกันตัวหรือว่าใช้วิธีอย่างไรในการออกมาจากตะราง เป็นวิธีสันติวิธีหรือเปล่าค่ะ

พระไพศาล วิสาโล :
ตอนเหตุการณ์ 6 ตุลา อาตมาก็ไปร่วมอดอาหารแต่ไม่ได้ร่วมกับศูนย์นิสิตฯ นะ ศูนย์นิสิตฯ เป็นผู้จัดการประท้วงในธรรมศาสตร์ แต่ว่าอาตมาไปอดอาหารเพื่อเรียกร้องให้คณะสงฆ์ได้หันมาแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ เพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นเนื่องจากมีการประท้วงที่จอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งเคยมีส่วนในเหตุการณ์ 14 ตุลา ปี 16 เหตุการณ์ 14 ตุลา ปี 16 มีคนตายเยอะ แล้วจอมพลถนอมก็ลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศแล้วก็กลับมาในปี 19 ในเดือนกันยายน และก็มาใน ผ้ากาสาวพัสตร์ มาบวชพระอยู่ที่วัดบวรฯ นักศึกษาก็เลยประท้วงว่า จอมพลถนอมสมควรจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายในฐานะเป็นผู้ก่ออาชญากรรม แต่ว่ามาบวชเป็นพระ อาตมาก็เลยประท้วงเพื่อขอให้คณะสงฆ์ได้จัดการปัญหาเรื่องนี้อย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นการจัดคนละส่วนกับศูนย์นิสิตฯ แต่ว่าก็ลงเอยเหมือนกันคือ เมื่อเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา ก็มีการล้อมปราบที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาตมาก็ถูกจับกุมไปในเหตุการณ์ ที่จริงอาตมาถูกจับกุมและถูกจองจำเพียงแค่สามวันเท่านั้นเอง หลังจากนั้น รัฐบาลชุดใหม่ซึ่งเกิดจากการรัฐประหาร ซึ่งมีการรัฐประหารวันที่ 6 ตุลา และรัฐบาลที่เกิดขึ้นก็อนุญาตให้นักศึกษาประกันตัวได้ถ้าพ่อแม่รับ ก็ไม่มีอะไรมาก

แต่ว่าช่วงสามวันที่อยู่ในคุกนั้น รู้สึกว่ามีความทุกข์มาก เพราะไม่รู้ว่าบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร อาตมาก็คาดการณ์อยู่ว่า เมื่อเกิดการรัฐประหาร นักศึกษาจำนวนมากก็ต้องหนีเข้าป่าจะต้องมีการฆ่ากันกลางกรุงอีกมาก เพราะนักศึกษาตอนนั้นส่วนมากก็นิยมซ้าย เพราะฉะนั้น อาตมาก็เลยคิดว่า ต้องมีการนองเลือดและก็จะเกิดสงครามกลางเมืองในที่สุด อาตมาก็เลยมีความทุกข์

แต่ในช่วงเดียวกันนั้นเอง อาตมาก็มีความเชื่อมั่นในสันติวิธีมากขึ้น คือในวันที่ 6 ตุลา มันมีเหตุการณ์ตอนหนึ่งซึ่งมีผลต่อจิตใจของอาตมามาก คือว่า ตอนที่พวกเราซึ่งมีจำนวนเป็นร้อยเป็นพันนั้นถูกจับกุมที่ธรรมศาสตร์ เราต้องนอนอยู่ที่สนามฟุตบอลแล้วก็มีการลำเลียงไปขึ้นรถประจำทาง ระหว่างที่ลำเลียงก็จะมีประชาชนซึ่งเรียกตัวเองว่า ประชาชนผู้รักชาติ เขาก็จะมาออกันและจะยืนเป็นแถว ขณะที่พวกเราวิ่งขึ้นรถ พวกเราต้องวิ่งให้เร็ว เพราะว่าประชาชนผู้รักชาติที่มายืนอยู่สองข้างทางจะคอยเตะคอยถีบ โดยที่ตำรวจไม่ได้ขวางกั้นอะไรเลย ช่วงที่อาตมาวิ่งขึ้นรถนั้นก็จะโดนเตะโดนถีบ ถีบไม่เท่าไหร่แต่โดนเตะนี้ซิ อาตมาโดนเตะจนล้ม ที่จริงอาจจะเป็นความซวยของอาตมาเองนะ เพราะพออาตมาวิ่งไปถึงรถแล้วปรากฏว่ารถเต็มก็ต้องวิ่งกลับมา ก็โดนอีก พอวิ่งมารอบที่สาม ก็โดนเตะที่ชายโครงทำให้อาตมาจุกและก็ล้ม แล้วอาตมาก็เงยหน้าขึ้นมา ไม่ทราบว่าเป็นคนเตะอาตมาหรือเปล่าแต่เขาร่วมวงด้วย อาตมาเห็นหน้าตาเขา หน้าตาเขาไม่มีความเป็นมนุษย์ ตอนนั้นแทนที่อาตมาจะโกรธกลับรู้สึกสงสารว่า ความโกรธความเกลียดมันได้ทำร้ายจิตใจเขาขนาดนั้น แล้วอาตมาก็เลยเห็นโทษของความโกรธความเกลียด ตอนนั้นก็เลยโกรธไม่ลง เกลียดไม่ลง

อาตมาก็เลยตั้งปณิธานตั้งแต่ตอนนั้นเลยว่า อาตมาจะต่อสู้กับความโกรธความเกลียด จะไม่ยอมให้ความโกรธความเกลียดครองใจ ตรงนั้นเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เชื่อในสันติวิธีหรืออหิงสามากขึ้น จะว่าเป็นครั้งแรกก็ได้นะที่อาตมาไม่รู้สึกโกรธคนที่ทำร้ายตัวเอง เพราะรู้เลยว่า ความโกรธมันทำร้ายจิตใจเราอย่างไร และตอนนั้นทำให้กลับไปนึกถึงตอนที่พระเยซูแบกไม้กางเขนและถูกทำร้ายถูกทุบตี ตอนนั้นพระเยซูบอกว่า เราให้อภัยพวกท่าน อาตมาก็นึกถึงเหตุการณ์ตอนนั้นแล้วก็ให้อภัยคนเหล่านั้น และไม่คิดที่จะตอบโต้เขาเลย และช่วงที่อยู่ในคุกสามวัน อาตมาก็กลัวนะว่ามันจะลงเอยอย่างไร จะลงเอยเหมือนประเทศชิลีหรือเปล่า

ประเทศชิลีนี้เมื่อก่อนหน้านั้นปีหนึ่ง ปี 15 มันมีการปฏิวัติ วันที่ 11 กันยา ปี 15 เหตุการณ์นั้นมีประชาชนตายเป็นพันนะ โดยเฉพาะนักศึกษาถูกนำตัวไปฆ่า ก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา ก็มีการพูดกันว่า ถ้านักศึกษาตายไปซัก สามพันคนก็น่าคุ้ม บ้านเมืองก็จะสงบเรียบร้อย เพราะฉะนั้นอาตมาก็กลัวว่า ในที่สุดแล้วคงต้องตาย คือกลัวว่า เขาจะพาลงทะเล เพราะอาตมาถูกจับที่เมืองชล ก็เตรียมใจไว้แล้วว่าอาจจะต้องตาย ก็ตั้งปณิธานว่า ไม่ว่าเราจะถูกเขากระทำอย่างไรก็ตาม ก็จะไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรง ก็จะให้อภัยเขา ก็พยายามทำใจนะ แต่ถามว่าทุกข์ไหมก็ทุกข์นะ แต่ไม่ได้ทุกข์เพราะตัวเองเท่าไหร่ แต่ทุกข์เพราะบ้านเมืองว่า บ้านเมืองจะต้องลุกเป็นไฟแน่นอน ก็เตรียมใจและตั้งใจว่า อย่างไรก็ตามเราจะไม่ใช้ความรุนแรงตอบโต้กับคนที่มาทำร้ายเรา แต่ก็โชคดีที่เมืองไทยไม่เหมือนประเทศอื่นที่มีการฆ่ากันตายเยอะภายหลังจากมีการรัฐประหาร และในที่สุดบ้านเมืองที่จะลุกเป็นไฟก็สงบลงไป เพราะว่ามีการใช้การเมืองนำการทหารในสมัยพลเอกเปรม ปี 2524

อาตมาก็เล่าย้อนหลังไปหน่อยนะเพราะพวกเราหลายคนอาจจะยังไม่เกิด ก็ให้เห็นว่าเมืองไทยก็ผ่านเหตุการณ์ที่ดำมืดหม่นหมองมาเยอะ แต่ก็ยอมรับว่าเหตุการณ์ที่เกิดเมื่อปีที่แล้วมันหนักกว่าปี 19 นะ เพราะตอนนี้ก็ยังคาราคาซังกันอยู่ ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร ถ้าเรายังมีความโกรธความเกลียด แบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย มันก็คงอาจจะเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นได้เหมือนกับที่เราเคยกลัวเมื่อปี 19 ก็คงจะตอบคำถามได้ครบถ้วนนะ

สมบัติ แก้วบุดดา :
ครับ มีท่านอื่นไหมครับที่มีประเด็นคำถามที่อยากจะถามทางพระคุณเจ้าครับ

ผู้เข้าร่วมฟังบรรยาย :
ครับ ก็ขอกราบนมัสการพระไพศาล วิสาโล ซึ่งกระผมเองมีเรื่องที่จะเรียนถามพระอาจารย์เกี่ยวกับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะเพื่อนประเทศของเราที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงอยู่ในขณะนี้นั้นก็คือประเทศลิเบีย ที่มีรัฐบาลของกัดดาฟีที่เป็นรัฐบาลอยู่ พระอาจารย์คิดว่าสหประชาชาติซึ่งมีสหรัฐและอังกฤษเป็นแกนหลักในการสร้างสันติภาพในลิเบีย เพื่อยุติความรุนแรงในตรงนี้ พระอาจารย์คิดว่าทำอย่างไรถึงจะให้สันติภาพแก่ลิเบียได้

พระไพศาล วิสาโล :
คืออาตมาคิดว่า ตะวันตกที่เข้าไปมีบทบาทในลิเบียตอนนี้ส่วนหนึ่งเขาก็ต้องการสันติภาพ แต่เป็นสันติภาพที่สนองผลประโยชน์ของเขา เพราะว่าเคยมีเหตุการณ์ทำนองนี้ในหลายประเทศ เช่น ซูดาน รวันดา แต่ว่าตะวันตกก็ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยว เราคงจำกันได้เมื่อสามสี่ห้าปีก่อนหรือนานกว่านั้น ที่รวันดา สมัยประธานาธิบดีคลินตัน รวันดาได้มีสงครามกลางเมืองฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่ว่าอเมริกาหรือประเทศตะวันตกก็ไม่ได้ยื่นมือช่วยเหลือเลย ซูดานก็เหมือนกัน แต่ลิเบียนี้ทำไมตะวันตกถึงถึงสนใจ ก็เพราะว่ามันเป็นแหล่งน้ำมันใช่ไหม และกัดดาฟีก็เป็นศัตรูตัวหลักของตะวันตก คืออาตมาคิดว่า ความต้องการสันติภาพก็มี แต่เป็นสันติภาพเพื่อสนองความต้องการของตะวันตก เพราะฉะนั้นมันจะมีสภาพที่เรียกว่า สองมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม อาตมาก็คิดว่าก็ควรมีสันติภาพในลิเบียโดยเร็ว เพราะไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาตามมา ที่จริงตอนนี้มันมีการฆ่ากันเยอะมาก โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับกัดดาฟี และก็น่าเสียดายว่ามันไม่อาจลงเอยด้วยสันติวิธีได้อย่างอียิปต์หรือตูนีเซีย อันนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย แต่ก็หวังว่าสันติภาพจะกลับคืนมาโดยเร็ว แต่อาตมาก็อยากชี้ว่า นี่มันเป็นสองมาตรฐานของตะวันตกด้วยนะ เราต้องไม่ลืมตรงนี้ ถ้าความขัดแย้งของประเทศไหนไม่ก่อผลประโยชน์ให้ ตะวันตกเขาก็ไม่สนใจ เพราะว่า ประชาชนในประเทศตะวันตกก็ไม่อยากให้ทหารของตัวเองต้องล้มตาย คือไม่อยากเปลืองตัว จะเปลืองก็ต่อเมื่อสันติภาพที่เกิดขึ้นเป็นผลตอบแทนให้ตะวันตก เช่น น้ำมัน เป็นต้น

สมบัติ แก้วบุดดา :
ขอเป็นคำถามสุดท้ายแล้วกันนะครับ

ผู้เข้าร่วมฟังบรรยาย :
ครับ กราบนมัสการพระอาจารย์ไพศาล วิสาโลนะครับ คือกระผมเองก็มีเรื่องที่ต้องเรียนถามพระอาจารย์ว่าพระอาจารย์มีแรงบันดาลใจอย่างไรครับที่เข้ามาทำงานเรื่องสันติวิธี และที่จัดเดินธรรมยาตราจากกรุงเทพฯ ไปถึงปัตตานี เรียนถามพระอาจารย์เพียงแค่นี้ครับ

พระไพศาล วิสาโล :
คือสันติวิธีนี้อาตมาสนใจเพราะว่า สมัยเป็นนักเรียนและนักศึกษาก็มีความสนใจในทางสังคมและการเมือง และอยากจะเห็นสังคมและบ้านเมืองมันเปลี่ยนแปลง ตอนนั้นบ้านเมืองเป็นเผด็จการก็อยากให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย เวลาเราคิดถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมือง อาตมาก็นึกแต่เพียงคงต้องใช้ความรุนแรง เช่น ถ้าบ้านเมืองเป็นเผด็จการเราอยากให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยก็ต้องหาทางขับไล่เผด็จการโดยการใช้ความรุนแรง และตอนนั้นอาตมายังมีความสนใจเรื่องเปลี่ยนประเทศให้เป็นสังคมนิยม ซึ่งมันก็มีแต่เรื่องปฏิวัติเท่านั้นที่จะเปลี่ยนแปลงให้บ้านเมืองเป็นสังคมนิยมได้
แต่แล้วอาตมาก็เปลี่ยนความคิดจากการชื่นชมสังคมนิยมแบบคอมมิวนิสต์ ก็หันมาสนใจแนวทางของคานธี แล้วก็มาสนใจในพระพุทธศาสนา ก็เห็นว่าสังคมนิยมแบบคอมมิวนิสต์ไม่ใช่คำตอบ และอิทธิพลของคานธีก็ทำให้อาตมาเชื่อว่า สังคมมันเปลี่ยนแปลงได้ บ้านเมืองมันเปลี่ยนแปลงได้ด้วยสันติวิธี แล้วตอนหลังก็มีงานวิชาการของนักเขียนฝรั่งคนหนึ่งชื่อ Gene Sharp ซึ่งเขาเขียนหนังสือออกมาเป็นสามเล่มชุด ซึ่งชุดนี้เรียกว่า Politics of Nonviolent Action หรือเรียกว่า การเมืองของสันติวิธี เขาชี้ให้เห็นว่า สันติวิธีเป็นยุทธวิธีทางการเมืองที่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคม เปลี่ยนแปลงการเมืองได้

คานธีก็ดี แนวคิดแบบ Gene Sharp ก็ดี ทำให้อาตมามีความเชื่อว่า สันติวิธีน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการใช้ความรุนแรง และยิ่งนับถือพระพุทธศาสนาด้วยแล้ว เราต้องเชื่อว่า ต้องใช้สันติวิธีในการแก้ไขปัญหาจะใช้ความรุนแรงไม่ได้ เพราะพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งสันติวิธี และเป็นอหิงสาด้วยซ้ำ

ดังนั้นความเชื่อเรื่องสันติวิธีมันก็เลยสอดรับกับความเชื่อทางพระพุทธศาสนาของอาตมา การเปลี่ยนแปลงตัวเองก็ต้องใช้สันติวิธี การเปลี่ยนแปลงสังคมก็ต้องใช้สันติวิธีเช่นเดียวกัน และยิ่งมาเห็นมารับรู้ถึงความรุนแรงที่เกิดในบ้านเมืองตั้งแต่ก่อน 6 ตุลา และ 6 ตุลา ก็เห็นเลยว่า ความรุนแรงไม่ใช่คำตอบ

นอกจากนี้แล้ว อาตมายังได้ศึกษาทางด้านประวัติศาสตร์ และได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของประเทศต่างๆ ก็เห็นเลยว่า การเปลี่ยนแปลงด้วยความรุนแรงนำไปสู่หายนะก็มาก การนองเลือดก็เยอะ การปฏิวัติคอมมิวนิสต์ไม่ว่าในรัสเซียหรือจีน มันสูญเสียผู้คนไปเยอะ เสร็จแล้วก็ไม่คุ้ม ในที่สุดประเทศรัสเซียก็ต้องยกเลิกระบอบคอมมิวนิสต์ ตอนนี้ประเทศหลายๆ ประเทศที่เคยผ่านการปฏิวัติด้วยความรุนแรงเพื่อเป็นสังคมนิยมแบบคอมมิวนิสต์เขาก็เลิก ถึงแม้ว่าเปลือกยังเป็นสังคมนิยมก็เป็นแต่ในนาม อย่างประเทศจีนและเวียดนาม ก็เห็นได้ว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเพื่อให้เกิดการปฏิวัติมันไม่คุ้มกันเลย นี่เป็นความเห็นของอาตมานะ และอาตมาก็คิดว่าสันติวิธีเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาได้

และบ้านเมืองเราในตอนนี้ มันไม่มีทางออกนะ ถ้าแก้ปัญหาโดยใช้ความรุนแรง แม้แต่จะใช้การปฏิวัติรัฐประหารก็ไม่แก้ปัญหา เราเคยคิดว่า เมื่อมีการรัฐประหารปี 19 หรือปี 49 บ้านเมืองจะสงบ การประท้วงคุณทักษิณก็จะยุติ ทุกอย่างก็จะเรียบร้อย แต่มันไม่ใช่เลย มันกลับพาประเทศสู่ความรุนแรงมากขึ้น สู่ความขัดแย้งมากขึ้น เพราะฉะนั้น นี่คือเหตุผลที่อาตมาหันมาสนใจเรื่องสันติวิธีตั้งแต่เป็นฆราวาส และยิ่งมาเป็นพระแล้ว มันก็ยิ่งไม่มีทางอื่น พระนะถ้าจะพูดก็พูดอย่างเดียวก็คือ เพื่อส่งเสริมสันติวิธี ส่งเสริมความรักความเมตตาความกรุณาต่อกัน ไม่ใช่ส่งเสริมให้เกิดความโกรธ ความเกลียด ความวิวาทบาดหมางกัน อันนั้นไม่ใช่วิสัยของพระ และอาตมาก็รู้สึกว่าสันติวิธีกับบทบาทของอาตมาที่เป็นพระมันไปด้วยกัน

ส่วนคำถามเรื่องธรรมยาตราจากกรุงเทพ ฯ ไปปัตตานีนั้น ที่จริงอาตมาเดินแค่ ๒-๓วัน ตอนเริ่มต้นกับตอนปิดท้าย เพราะช่วงนั้นอยู่ในช่วงเข้าพรรษา อาตมาจึงมาร่วมได้ไม่กี่วัน คนที่เป็นหลักคือ อ.โคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล ใช้เวลาเดินเกือบ ๖๐ วัน เพื่อกระตุ้นให้คนหันมาสนใจปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ และช่วยกันแก้ปัญหาโดยสันติวิธี ซึ่งต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากประชาชนทุกภาคส่วนด้วย

สมบัติ แก้วบุดดา :
ครับ ก็คิดว่า คงมีประเด็นคำถามอีกเยอะแยะมากมายนะครับ ทางวิทยาลัยการเมืองการปกครองก็ขออภัยเป็นอย่างสูงนะครับ เอาไว้โอกาสหน้าทางวิทยาลัยการเมืองการปกครองจะนิมนต์ท่านมาบรรยายธรรมะซึ่งเป็นธรรมะที่ดีๆ ในโอกาสต่อไปนะครับ ในนามของวิทยาลัยการเมืองการปกครองและผู้เข้าร่วมฟังบรรยายธรรมะในวันนี้ พวกเราจะน้อมไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองแก่ชีวิต ครอบครัว สังคม และประเทศชาติสืบไป และขอกราบขอบพระคุณพระคุณเจ้าเป็นอย่างยิ่งที่เมตตาบรรยายให้กับพวกเราได้ฟัง ขอกราบขอบพระคุณครับผม

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved