หน้ารวมบทความ
   บทความ> สันติภาพ สันติวิธี > เสียงร่ำไห้ของสตรีและโลก
กลับหน้าแรก

เสียงร่ำไห้ของสตรีและโลก
พระไพศาล วิสาโล
วารสารผู้ไถ่ ปีที่ ๓๘ ฉบับที่ ๑๐๔ พฤษภาคม-สิงหาคม ๒๕๖

 

(เรียบเรียงจากคำบรรยายในงานสัมมนาเรื่อง“สองขอบฟ้าที่สัมพันธ์กัน รักบ้าน รักษ์โลก” ณ ศูนย์อภิบาลคามิลเลียน ลาดกระบัง จัดโดย คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อการพัฒนาสังคม แผนกสตรี (คคส.) เมื่อ วันที่ 8 มีนาคม 2560)  

อาตมารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญมาพูด ณ ที่แห่งนี้ ซึ่งมีพระสังฆราชบรรจง ไชยรา เป็นประธาน รู้สึกชื่นชมที่ทางศาสนจักรคาทอลิก โดยการนำของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส พยายามกระตุ้นเตือนให้ผู้คนเกิดความตระหนักในเรื่องวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพของครอบครัว สองปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ ปัญหาหนึ่งเป็นวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อความอยู่รอดของมนุษย์ในระยะยาว อีกปัญหาหนึ่งส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว รวมทั้งส่งผลกระทบต่อคุณภาพของคนรุ่นหลัง เพราะว่าลูกจะมีความสุขและคุณภาพดีได้ ก็ต่อเมื่อแม่ได้รับการเคารพและได้รับการพัฒนา

เมื่อสักครู่ เราได้พูดถึงปัญหาแรงงาน ตอนนี้เมืองไทยกำลังขาดแคลนแรงงาน จนมีแรงงานต่างด้าวเข้ามามากมาย เกิดปัญหาเรื่องการเลือกปฏิบัติ การแย่งแรงงาน รวมทั้งปัญหาคนขาดคุณภาพ ตามไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย ทำให้คนจำนวนมากกำลังถูกทอดทิ้ง เป็นปัญหาใหญ่ แต่ตอนนี้เรามีปัญหาที่ใหญ่กว่า เพราะเป็นปัญหาระดับโลกทีเดียว นั่นนคือวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม

ที่จริงการเลือกปฏิบัติ หรือการเอารัดเอาเปรียบก็เป็นปัญหาระดับโลกเช่นเดียวกัน การที่สมเด็จพระสันตะปาปาได้มีพระสมณสาส์นดังกล่าว เป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะศาสนจักรคาทอลิก รวมทั้งคริสตชนทั้งโลก ซึ่งมีจำนวนนับพันล้านคน สามารถก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ในประเด็นปัญหาเหล่านี้ได้

อาตมาอดไม่ได้ที่จะคิดว่าถ้าหากวงการชาวพุทธได้มีความตื่นตัวในเรื่องนี้ โดยมีการกระตุ้นเตือนจากผู้นำระดับสูงสุด น่าจะทำให้เกิดความตื่นตัวที่ส่งผลให้โลกนี้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้

อาตมาคิดว่าไม่จำเป็นต้องอธิบายขยายความว่าตอนนี้โลกกำลังประสบวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง ในพระสมณสาส์นได้พูดถึงปัญหานี้มากมาย  ไม่ว่าปัญหามลภาวะที่กระจายไปทั่วโลก จนแม้กระทั่งสมเด็จพระสันตะปาปาเองถึงกับพูดว่า “โลกนี้กำลังกลายเป็นกองปฏิกูลขนาดใหญ่” เพราะว่าเรากำลังถูกครอบงำด้วยวัฒนธรรมทิ้งขว้าง หรือ Throwaway Culture เราทิ้งขว้างของได้ง่ายเหลือเกิน ทุกวันนี้ปัญหามลภาวะหรือปฏิกูลล้นโลกกำลังสร้างปัญหาให้กับมนุษย์  ยังไม่ต้องพูดถึงปัญหาใหญ่อีกปัญหาหนึ่งที่เรากำลังวิตกกันมากคือปัญหาโลกร้อน ซึ่งส่งผลกระทบมากมายต่อคนทั้งโลกในขณะนี้

ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร หลายคนอาจจะมองว่าเป็นเพราะประชากรกำลังล้นโลก ตอนนี้ก็มีถึง7 พันล้านคนแล้ว แต่ที่จริงโลกของเราสามารถรองรับคนได้มากกว่านี้อีก 2-3 เท่าด้วยซ้ำ ถ้าหากว่าเรารู้จักถนอมรักและใส่ใจธรรมชาติ หลายคนมองว่าการที่เรามีเทคโนโลยีมากมาย ซึ่งล้วนมีอานุภาพสูง ก็เป็นสาเหตุสำคัญทำให้ทรัพยากรโลกร่อยหรอ และเกิดมลภาวะมากมาย ซึ่งก็มีส่วนถูก

อาตมาคิดว่ารากเหง้าของปัญหาทั้งหมด อยู่ที่ทัศนคติของมนุษย์ ทัศนคติที่ว่านี้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่เกิน 4 ศตวรรษ ก่อนหน้านั้นมนุษย์เรามีความเคารพธรรมชาติพอสมควร อิทธิพลของศาสนามีส่วนมาก ไม่ว่าศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ทำให้เราเคารพธรรมชาติ ชาวคริสต์มองว่าธรรมชาติเป็นสิ่งสร้างของพระเจ้า ส่วนพุทธศาสนามองว่าธรรมชาติเป็นเสมือนมิตรและผู้มีพระคุณ แต่ทัศนคติเหล่านี้เริ่มแปรเปลี่ยนไป อาตมาคิดว่าความแปรเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเราเริ่มใช้ความคิดแบบแยกส่วนหรือความคิดแบบกลไกในการมองธรรมชาติ   เดส์การ์ต ชาวฝรั่งเศส ซึ่งได้รับสมญานามว่าบิดาของปรัชญาสมัยใหม่  คำพูดของเขาที่ขึ้นชื่อมากก็คือคำพูดที่ว่า “เพราะฉันคิด ฉันจึงมีอยู่”   

สิ่งที่เขาพูดเกี่ยวกับธรรมชาติ น่าสนใจมาก เพราะมันสะท้อนจุดหักเหของมนุษย์ ในความสัมพันธ์กับธรรมชาติ คือมองว่าธรรมชาติเป็นสิ่งที่จะต้องรับใช้เรา  เขากล่าวว่า “เมื่อรู้จักธรรมชาติและพฤติกรรมของไฟ น้ำ อากาศ ดวงดาว สวรรค์ และสิ่งรอบตัว เราย่อมสามารถใช้ความรู้เหล่านี้เพื่อเป้าหมายอเนกอนันต์ ดังนั้นจึงทำให้เราเป็นนายและผู้ครอบครองธรรมชาติ”

ความคิดที่ว่ามนุษย์เราเป็นนายและผู้ครอบครองธรรมชาติ อาตมาคิดว่าเริ่มก่อตัวขึ้นมาอย่างจริงจังก็ในช่วงนั้นเอง คือศตวรรษที่ ๑๗  โดยเฉพาะอิทธิพลที่สำคัญมาจากเดส์การ์ต

ฟรานซิส เบคอน นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ซึ่งร่วมสมัยเดียวกับเดส์การ์ต พูดชัดเจนกว่านั้นอีกว่า “ความรู้นั้นเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องแสวงหาและเพิ่มพูน ทั้งนี้เพื่อกดธรรมชาติให้เป็นทาส และรับใช้มนุษย์ รวมทั้งเพื่อทรมานและไล่ล่าไม่หยุดหย่อน เพื่อให้ธรรมชาติเปิดเผยความจริงออกมาให้มากที่สุด”   ขอให้สังเกตคำที่เบคอนใช้ คือคำว่า “ทรมาน” และ “ไล่ล่า” ธรรมชาติ   นี้เป็นคำที่คนสมัยก่อนไม่ใช้กับธรรมชาติ

อาตมาคิดว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการทำลายธรรมชาติอย่างมโหฬารที่เกิดขึ้นตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน เพราะฉะนั้น ที่ไหนมีไม้ ก็ถูกตัด สัตว์ถูกฆ่า ป่าถูกทำลายพินาศทุกหนแห่ง อย่างไม่เคยมีมาก่อน

ที่อเมริกา หญิงชาวอินเดียนแดงคนหนึ่งในรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อชาวอเมริกันเข้ามาทำลายแผ่นดินของเธอเพื่อทำเหมืองทองว่า “คนขาวไม่เคยเอาใจใส่แผ่นดิน กวาง หรือหมีเลย เวลาเราชาวอินเดียนฆ่าสัตว์ เราจะกินเนื้อให้หมด เวลาเราขุดเอาราก เราจะขุดดินเป็นหลุมเล็ก ๆ เวลาเราสร้างบ้าน เราจะทำช่องเล็ก ๆ เวลาเราเผาหญ้า เราจะไม่ทำลายจนพินาศ เราจะเขย่าต้นไม้เมื่อต้องการลูกโอ๊กและลูกสน แต่จะไม่โค่นทั้งต้น เราใช้แต่ไม้ที่ตายแล้ว แต่คนขาวจะขุดดินเป็นหลุมใหญ่ โค่นไม้ทั้งต้น ฆ่าทุกอย่าง ต้นไม้บอกว่า “อย่า ฉันเจ็บ อย่าทำร้ายฉัน” แต่พวกเขาก็ยังโค่นและตัดต้นไม้ วิญญาณของแผ่นดินเกลียดพวกเขา พวกเขาห้ำหั่นต้นไม้และถอนทั้งรากทั้งโคน พวกเขาเลื่อยต้นไม้เป็นแผ่น ๆ การทำเช่นนั้นเป็นการทำร้ายต้นไม้ ชาวอินเดียนไม่เคยทำร้ายสิ่งใด แต่คนขาวทำลายทุกอย่าง พวกเขาระเบิดหินจนกระจายไปทั่วผืนดิน ก้อนหินพูดว่า “อย่า เธอกำลังทำร้ายฉัน” แต่คนขาวไม่สนใจ ทุกแห่งที่คนขาวไปถึงมีแต่ความเจ็บปวด”

นี่คือคำพรรณนาของชาวอินเดียนแดง เมื่อเจอกับวัฒนธรรมใหม่ ที่มองเห็นธรรมชาติเป็นสิ่งที่ต้องตักตวง เพื่อประโยชน์ของมนุษย์ โดยไม่สนใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นตามมา ทัศนคติดังกล่าวนี้ เราปฏิเสธไม่ได้ว่าทำให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง เกิดความมั่งคั่งทางวัตถุอย่างไม่เคยมีมาก่อน กล่าวได้ว่าอารยธรรมสมัยใหม่และความพรั่งพร้อมทางวัตถุ เกิดขึ้นจากทัศนคติที่มุ่งครอบครองและเป็นนายเหนือธรรมชาติ สิ่งที่ตามมาก็คือธรรมชาติถูกพร่าผลาญอย่างยับเยิน จนกระทั่งส่งผลเสียต่อมนุษย์ทั้งโลก  เช่น เกิดน้ำท่วม ฝนแล้ง มลพิษ และทรัพยากรธรรมชาติขาดแคลน

ระยะหลังผู้คนจึงเริ่มพูดถึงการอนุรักษ์ธรรมชาติมากขึ้น แต่น่าสังเกตว่า แม้ธรรมชาติจะได้รับการดูแลมากขึ้น โดยเฉพาะช่วง 60-70 ปีหลัง  ธรรมชาติได้รับความใส่ใจมากขึ้น แต่ศูนย์กลางก็ยังอยู่ที่มนุษย์เหมือนเดิม มีนักอนุรักษ์ธรรมชาติคนหนึ่งให้นิยามว่า การอนุรักษ์ธรรมชาติ คือ “การดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อป้องกันมิให้ร่อยหรอ สูญเปล่าหรือถูกทำลาย เพื่อมนุษย์จะสามารถใช้มันได้ในยามต้องการตลอดกาลนาน” ขีดเส้นใต้คำว่า “เพื่อมนุษย์จะสามารถใช้มันได้ในยามต้องการตลอดกาลนาน”  คือยังคงเอามนุษย์เป็นศูนย์กลาง ธรรมชาติเป็นเพียงสิ่งปรนเปรอมนุษย์ เพียงแต่เรารู้จักทะนุถนอมมากขึ้น เพื่อจะใช้ได้ยั่งยืนและยาวนาน ความคิดแบบนี้ยังมีปัญหาอยู่ เพราะว่ายังมองธรรมชาติเป็นเพียงเครื่องตอบสนองความต้องการของมนุษย์ แต่เราไม่เคยคิดควบคุมความต้องการของเรา เพื่ออยู่ร่วมกันกับธรรมชาติอย่างราบรื่น

อาตมาคิดว่าสิ่งนี้เป็นรากเหง้าที่สำคัญของปัญหาวิกฤตที่เกิดขึ้นกับธรรมชาติทั่วโลก เพราะความคิดแบบนี้นำไปสู่ระบบเศรษฐกิจและความคิดแบบล้างผลาญทรัพยากร  เทคโนโลยีต่างๆ ถูกคิดค้นและพัฒนาเพื่อตักตวงประโยชน์จากธรรมชาติ เท่านั้นไม่พอ ยังทิ้งภาระให้ธรรมชาติด้วย เช่น ขยะ มลพิษ น้ำเสีย นี่คือทัศนคติอันเป็นรากเหง้าของการตักตวงและทำลายธรรมชาติ เพื่อเพิ่มรายได้และกำไรให้มากที่สุด โดยไม่สนใจต้นทุนหรือปัญหาที่จะตามมา ก่อให้เกิดระบบเศรษฐกิจที่มุ่งกระตุ้นให้เกิดความเติบโต โดยวัดเป็นตัวเลข GDP แต่ละเลยผลกระทบที่เกิดขึ้นอีกด้านหนึ่ง

เมื่อสักครู่เราได้พูดกันเรื่องการทำประมงในปัจจุบัน  ขอให้สังเกตว่าส่วนใหญ่ เราพูดกันในแง่ของคุณค่าทางเศรษฐกิจ ว่าการประมงจะทำให้เศรษฐกิจไทยเจริญมากน้อยเพียงใด แต่เราไม่ค่อยสนใจว่าการประมงที่กำลังทำอยู่นี้ก่อให้เกิดความหายนะแก่ทะเลและมหาสมุทรมากน้อยแค่ไหน เราไม่ได้พูดกันว่าวิธีการที่เราใช้ ทำให้สัตว์เล็กสัตว์น้อยในทะเลต้องสูญพันธุ์เป็นจำนวนมาก เพราะการใช้อวนรุนอวนลาก หรือเครื่องมือที่ไม่มีการควบคุม  เป็นเหตุให้ต่างประเทศจับตามองประเทศไทยอย่างใกล้ชิด เพราะว่าการประมงของไทยเรานึกถึงแต่เรื่องเม็ดเงิน แต่เราไม่สนใจผลกระทบต่อธรรมชาติ สิ่งนี้สะท้อนถึงระบบเศรษฐกิจและแนวคิดที่แพร่หลายไปทั้งโลก คือมุ่งหาประโยชน์จากธรรมชาติให้มากที่สุด เพื่อเม็ดเงิน เพื่อการเติบโตของ GDP ให้มากที่สุด

ทัศนคติดังกล่าว อันได้แก่การมุ่งครอบครองธรรมชาติ ทำให้เกิดวัฒนธรรมแบบบริโภคนิยม ซึ่งนำไปสู่วัฒนธรรมแบบทิ้งๆ ขว้างๆ อย่างที่สมเด็จพระสันตะปาปาได้กล่าวในพระสมณสาส์น ลัทธิบริโภคนิยมหรือวิถีชีวิตแบบบริโภคนิยมทำให้ผู้คนมุ่งแต่บริโภคโดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  แต่ละคนคิดแต่เพียงว่าทำอย่างไรจะเสพให้มากที่สุด มีให้มากที่สุด เพราะคิดว่าการเสพคือที่มาของความสุข แต่ว่าจะต้องทิ้งขว้างอะไรต่ออะไรมากมายแค่ไหน ก็ไม่สนใจ

อาตมาคิดว่าถ้าเราจะยับยั้งการทำลายธรรมชาติให้ได้ผล เราต้องสาวให้ลึกจนถึงรากเหง้าของวิกฤตดังกล่าวนั่นก็คือทัศนคติที่เป็นปฏิปักษ์ต่อธรรมชาติ นิมิตดีคือว่าปัจจุบันเริ่มมีการเปลี่ยนมุมมองต่อธรรมชาติ การค้นพบใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์ทำให้เราตระหนักว่ามนุษย์เราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ มนุษย์และทุกชีวิตอยู่ได้ก็เพราะการพึ่งพาอาศัยกัน นอกจากอากาศที่เราหายใจทุกขณะจะได้มาจากต้นไม้และมหาสมุทรแล้ว แม้พลังงานที่หล่อเลี้ยงทุกเซลล์ในตัวเรายังได้มาจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นที่อยู่ในร่างกายของเรามาตั้งแต่เกิด คือไมโตคอนเดรีย ไมโตคอนเดรียอยู่ในเซลล์ของเรา ทำให้เกิดพลังงานและทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้

จะว่าไปในแต่ละเซลล์ของเรายังมีชีวิตอื่นอีกหลายชนิดที่ผสานแนบแน่นจนไม่อาจแยกจากเราได้ วิทยาศาสตร์ทำให้เราพบว่าในร่างกายเรา เราไม่สามารถอยู่ได้ถ้าขาดจุลชีพ ซึ่งมีอยู่มากมายทั่วร่างกายของเรา ร่างกายของเรามีเซลล์ประมาณหนึ่งล้านล้านเซลล์ แต่มีจุลชีพหรือแบคทีเรียอยู่ในร่างกาย สิบล้านล้านเซลล์หรืออาจถึงร้อยล้านล้านเซลล์ หมายความว่าในร่างกายเรามีเซลล์มนุษย์แค่ 10 ส่วน อีก 90 ส่วน คือชีวิตอื่นคือจุลชีพหรือแบคทีเรีย  ซึ่งมีบทบาทสำคัญช่วยให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้ หมายความว่ามนุษย์เราเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศน์  ขณะเดียวกันตัวเราก็เป็นระบบนิเวศน์อีกระบบหนึ่ง ซึ่งเชื่อมโยงกับระบบใหญ่ สัมพันธ์กับภูเขา ป่าไม้ หมู่เมฆ ลำธาร มหาสมุทร ไปจนถึงดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ มนุษย์กับธรรมชาติเชื่อมโยงสัมพันธ์แนบแน่น จนเราไม่อาจขีดเส้นแบ่งระหว่างเรากับธรรมชาติได้ การถือเอามนุษย์เป็นศูนย์กลาง โดยมีธรรมชาติคอยรับใช้เรานั้น นอกจากจะสะท้อนความเห็นแก่ตัวแล้ว ยังเป็นทัศนคติที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงอีกด้วย

จักรวาลนั้นเป็นเครือข่ายแห่งความสัมพันธ์อันซับซ้อน ความสัมพันธ์ดังกล่าวเชื่อมโยงทุกสิ่งเข้าหากัน และทำให้ชีวิตของเรามิอาจแยกจากธรรมชาติหรือสรรพสิ่งในจักรวาลได้ ติช นัท ฮันห์ ซึ่งเป็นนักบวชในพุทธศาสนา ชาวเวียดนาม ได้กล่าวถึงสหสัมพันธ์ของสรรพสิ่งอย่างงดงามว่า “เมื่อคุณมองเก้าอี้ตัวนี้ คุณเห็นป่าไม้อันเป็นที่มาของไม้ที่ใช้ทำเก้าอี้ตัวนี้หรือเปล่า คุณเห็นดวงอาทิตย์ซึ่งสาดส่องป่าไม้ และหมู่เมฆซึ่งโปรยฝนบำรุงเลี้ยงป่าไหม คุณเห็นคนตัดไม้และครอบครัวของเขาหรือเปล่า และข้าวที่เลี้ยงชีวิตของพวกเขาล่ะ คุณเห็นทั้งหมดนี้ในเก้าอี้ตัวนี้ไหม เก้าอี้ประกอบด้วยสรรพสิ่งที่มิใช่เก้าอี้ คุณเห็นดวงอาทิตย์ในหัวใจของคุณไหม เห็นบรรยากาศในปอดของคุณหรือเปล่า สรรพสิ่งล้วนดำรงอยู่ในสภาพที่ต่างเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน และต่างเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกัน”

นี่คือทัศนคติซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการค้นพบใหม่ทางวิทยาศาสตร์ที่ทำให้เราตระหนักว่ามนุษย์เราแยกจากธรรมชาติไม่ได้ ขณะเดียวกันมนุษย์เราก็ประกอบไปด้วยชีวิตอื่นที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา การค้นพบทางด้านสุขภาพ ทำให้เราตระหนักว่าธรรมชาติมีคุณค่ากับเรามาก มีคุณค่าไม่ใช่เพียงเพราะให้อากาศ น้ำ และอาหารซึ่งช่วยให้อยู่รอดเท่านั้น  แม้แต่สุขภาวะของเราก็ขึ้นอยู่กับธรรมชาติ มีการค้นพบโดยนักวิจัยที่ฮอลแลนด์ว่าคนที่อยู่ในรัศมี 1 กิโลเมตรรอบพื้นที่สีเขียวจะมีสุขภาพดีกว่าคนที่ไม่ได้อยู่รอบพื้นที่สีเขียว ‘

โรค 15 โรคที่เกิดกับคนสมัยใหม่จะเกิดขึ้นน้อยสำหรับคนที่อยู่ในรัศมี 1 กิโลเมตรรอบพื้นที่สีเขียว เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคหืด ไมเกรน รวมทั้งภาวะซึมเศร้า และความวิตกกังวล เพียงแค่อยู่ใกล้พื้นที่สีเขียวเท่านั้น ยังไม่ได้ออกกำลังกายด้วยซ้ำ สุขภาพก็จะดีขึ้น คนที่กำลังพักฟื้นหลังผ่าตัดหากได้เห็นธรรมชาติ เห็นต้นไม้ เห็นเมฆ เห็นท้องฟ้า จะมีการฟื้นตัวได้เร็วกว่าคนที่อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมที่ไม่มีหน้าต่างหรือไม่มีโอกาสเห็นธรรมชาติ

การค้นพบเหล่านี้ทำให้เราตระหนักว่าเรากับธรรมชาติแยกขาดจากกันไม่ได้ และอาตมาคิดว่าคำสอนทางศาสนา ไม่ว่าศาสนาพุทธหรือศาสนาคริสต์ ก็สามารถทำให้เรากลับมาเห็นคุณค่าและความหมายของธรรมชาติอีกครั้งหนึ่ง  คำสอนทางพุทธศาสนาพยายามกระตุ้นให้เราใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ เพื่อสัมผัสกับความสงบ   การไตร่ตรองชีวิตอย่างลึกซึ้งจะเกิดขึ้นได้ก็จากการที่เราได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ความสงบภายนอกจะนำมาซึ่งความสงบภายใน ที่ช่วยให้เราใคร่ครวญเพ่งพินิจชีวิตได้อย่างกระจ่าง เพราะฉะนั้น หากเราเห็นว่าจำเป็นต้องยับยั้งการทำลายธรรมชาติ การที่เราน้อมจิตเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ หรือมีความผูกพันกับธรรมชาติจนสามารถได้ยินเสียงร่ำไห้ของธรรมชาติได้ เป็นสิ่งจำเป็นมาก

อาตมาพูดถึงธรรมชาติว่ากำลังถูกทำลาย เพื่อโยงมาสู่ประเด็นการเบียดเบียนผู้หญิง  ผู้หญิงกับธรรมชาติ แม้ดูเหมือนต่างกัน แต่ก็มีหลายอย่างคล้ายคลึงกัน มีจุดร่วมหลาอย่างที่เหมือนกัน  คนสมัยก่อนจะมองว่าธรรมชาติเป็นเหมือนแม่  เราเรียกสายน้ำใหญ่ว่า แม่น้ำ  อีกทั้งคนไทยแต่ก่อนก็เชื่อว่าในน้ำมีแม่คงคา ผืนดินก็มีแม่ธรณี ในทุ่งนามีแม่โพสพ   คนสมัยก่อนมองว่าธรรมชาติเป็นเหมือนแม่ เพศสตรีนั้นก็คือเพศแม่ แต่การที่ปัจจุบันเพศแม่ถูกเบียดเบียน เลือกปฏิบัติ ถูกกระทำด้วยความรุนแรง ก็เพราะทัศนคติที่ถือเอาอำนาจเป็นใหญ่ อย่างเดียวกับที่เราปฏิบัติกับธรรมชาติ เราเบียดเบียนธรรมชาติเพราะเราคิดว่าเรามีอำนาจเหนือกว่าธรรมชาติ  มีเทคโนโลยีมากมายที่สามารถสยบธรรมชาติได้  เราจึงมองธรรมชาติว่าต่ำต้อย และรู้สึกเหิมเกริม ทำลายและเบียดเบียนธรรมชาติอย่างไม่ยั้งมือ ทัศนคติเชิงอำนาจแบบนี้ก็เป็นทัศนคติเดียวกันกับที่ผู้ชายมองผู้หญิง  คือมองว่าผู้หญิงเป็นเพศที่ต่ำต้อย ที่ต้องอยู่ในการควบคุมกำกับของผู้ชาย  ความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่นำไปสู่การเบียดเบียนธรรมชาติ ก็เป็นความสัมพันธ์แบบเดียวกันที่นำไปสู่การเบียดเบียนสตรีเพศ ในขณะที่เราทำร้ายธรรมชาติ เราก็เบียดเบียนสตรีเพศ ใช้ความรุนแรงไม่น้อยไปกว่ากัน

ข้อมูลทั้งทั่วโลกและในประเทศไทย ชี้ให้เห็นถึงความจริงที่น่าตกใจว่ามีการกระทำความรุนแรงกับผู้หญิง ในเมืองไทย จากข้อมูลของคุณศิริพร สะโครบาเน็ค ประธานมูลนิธิผู้หญิง มีผู้หญิงและเด็กถูกกระทำความรุนแรง เฉลี่ย 87 รายต่อวัน หรือว่า 30,000 คนต่อปี ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 35 เมื่อเทียบกับปีก่อนนั้น คือปี 2555 ความรุนแรงที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นความรุนแรงในครอบครัว เกิดขึ้นจากคนใกล้ชิด โดยเฉพาะจากสามี อันนี้เป็นความจริงที่ทุกคนต้องตระหนัก ร้อยละ 80-90 ของความรุนแรงทางเพศ เกิดจากสามีทำร้ายร่างกายภรรยา ส่วนที่เหลือเป็นความรุนแรงที่เกิดจากพ่อเลี้ยงทำร้ายลูกเลี้ยง

การที่เพศชายมองเพศหญิงเป็นเพศที่มีอำนาจน้อยกว่า ดังนั้นจึงจะปฏิบัติอย่างไรก็ได้ นำไปสู่การเลือกปฏิบัติในลักษณะต่างๆ เช่น มองเพศหญิงว่ามีสติปัญญาน้อยกว่า เอาแต่ใจ ทำตามอารมณ์ ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนได้ เป็นมุมมองที่ไม่ต่างจากการที่เรามองธรรมชาติ

อาตมาคิดว่าความรุนแรงทางเพศไม่สามารถจะยุติได้ ถ้าเราไม่สามารถสาวลึกลงไปถึงรากเหง้าในเชิงทัศนคติ ซึ่งก่อเกิดจากวัฒนธรรมที่ส่งเสริม ยอมรับ สนับสนุนความรุนแรงทางเพศ หรือปล่อยให้ความรุนแรงก่อตัว เวลาผู้หญิงถูกทำร้ายริมถนน ป้ายรถเมล์ เพียงแค่ผู้ชายบอกว่านี่เป็นเรื่องครอบครัว ก็ไม่มีใครขวางกั้น ทั้งๆ ที่ความจริงเขาทั้งสองอาจไม่รู้จักกันเลย ผู้ชายก็ไม่รู้จักผู้หญิง แต่ว่าต้องการลักขโมยทรัพย์สินของผู้หญิง ฝ่ายหญิงต่อสู้ ผู้ชายก็บอกคนอื่นว่าอย่ายุ่ง นี่เป็นเรื่องครอบครัว เพียงเท่านี้ผู้หญิงคนนั้นก็ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงได้ต่อหน้าผู้คนมากมาย

นี่เป็นทัศนคติที่เปิดโอกาสและสนับสนุนความรุนแรงทางเพศ ยังไม่ต้องกล่าวถึงการเลือกปฏิบัติในลักษณะที่เป็นการบั่นทอนคุณภาพชีวิต อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงหรือการเลือกปฏิบัติต่อสตรีเพศ ไม่ได้เกิดจากทัศนคติที่ถือเอาอำนาจเป็นใหญ่เท่านั้น  แต่เราควรจะมองให้กว้างไปถึงปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ต่างสนับสนุนเอาเปรียบเบียดเบียนสตรีเพศ

มีการวิจัยในหมู่ประเทศที่ร่ำรวยทั่วโลก เขาพบว่า ประเทศไหนมีความเหลื่อมล้ำทางรายได้มาก สถานะของสตรีในประเทศนั้นจะต่ำกว่าเพศชายมาก  ส่วนประเทศใดก็ตามที่มีความเหลื่อมล้ำทางรายได้น้อย ความเท่าเทียมระหว่างเพศจะมีมาก เช่น สวีเดน เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก ประเทศเหล่านี้มีความเหลื่อมล้ำทางรายได้น้อย คือแตกต่างกันไม่มาก  สถานะของเพศชายและเพศหญิงจะไม่แตกต่างกันมาก ยกเว้นประเทศญี่ปุ่น ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำทางรายได้น้อย เมื่อเทียบกับอเมริกา สิงคโปร์ โปรตุเกส แต่ว่าสถานะของผู้หญิงด้อยกว่าผู้ชายมาก อันนี้เขาถือว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นข้อยกเว้น แต่ถ้าพิจารณาประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำทางรายได้น้อย คนไม่แตกต่างกันมากทางรายได้ จะพบว่าผู้หญิงกับผู้ชายไม่แตกต่างกัน อันนี้เขาศึกษาเฉพาะประเทศที่ร่ำรวย ไม่ได้ศึกษาประเทศที่ปานกลางหรือยากจน

อาตมาคิดว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่สังคมไหนมีความแตกต่างทางด้านรายได้น้อย สถานะของผู้หญิงและผู้ชายก็จะแตกต่างกันน้อยด้วย เพราะว่าเมื่อมีความแตกต่างหรือความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้น้อย แสดงว่ามีการกระจายทรัพยากรหรือเปิดโอกาสให้หญิงและชายเข้าถึงทรัพยากรได้ใกล้เคียงกัน ไม่แตกต่างกันมาก ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และการเมือง  ประเทศใดที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงมีความรู้ เข้าถึงทรัพยากร มีอาชีพการงาน ที่ไม่แตกต่างจากผู้ชาย ผู้หญิงในประเทศนั้นย่อมมีสถานะดีกว่าผู้หญิงในประเทศที่มีความแตกต่างทางด้านรายได้มาก

หากว่าเราต้องการยกสถานะของผู้หญิงให้ดีขึ้น มีการเลือกปฏิบัติน้อยลง นอกจากการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของผู้คนที่ส่งเสริมความเหลื่อมล้ำทางเพศแล้ว ยังจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญกับการปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลงสังคม เพื่อทำให้มีความเหลื่อมล้ำน้อยลง อย่างน้อยก็ลดความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้ ซึ่งหมายถึงการเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้าถึงทรัพยากรทางเศรษฐกิจ การศึกษา และการเมืองมากขึ้น

ตอนนี้ ความรุนแรงทางเพศเกิดขึ้นโดยเฉพาะความรุนแรงในครอบครัว เป็นความรุนแรงที่สามีกระทำกับภรรยา หรือพ่อเลี้ยงกระทำกับลูกเลี้ยง สมัยก่อนอาตมาคิดว่าความรุนแรงในครอบครัวเกิดขึ้นน้อยกว่า แม้จะไม่มีสถิติยืนยันก็ตาม  ถามว่าทำไมน้อยกว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่ายังมีชุมชนที่คอยช่วยเฝ้าระวัง เช่น ในหมู่บ้าน ผู้คนในหมู่บ้านจำนวนมากเป็นเครือญาติกัน  หากสามีจะทำความรุนแรงต่อภรรยา ย่อมทำไม่ได้ง่ายๆ ยิ่งในชนบท  ผู้ชายต้องย้ายไปอยู่บ้านภรรยา จึงแวดล้อมไปด้วยเครือญาติของผู้หญิง เพราะฉะนั้น จะทำรุนแรงต่อผู้หญิง ก็ทำได้ยาก เพราะว่าคนแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นชุมชน หมู่บ้าน รวมทั้งคนในบ้านเองก็จะไม่ยอม  ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นในชุมชน และครอบครัวซึ่งเป็นครอบครัวขยาย มีคนหลายวัยอยู่ในบ้านเดียวกัน ทำให้สามีกระทำรุนแรงต่อภรรยาได้น้อย

แต่ในปัจจุบันนี้ ครอบครัวแยกขาดจากชุมชน ขณะที่ชุมชนเองก็อ่อนแอ ครอบครัวก็เล็กลง ครอบครัวส่วนใหญ่เป็นครอบครัวเดี่ยว อยู่กันแค่สามีภรรยาและลูก ไม่มีปู่ย่าตายาย ไม่มีลุงป้าน้าอา เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายที่ผู้ชายจะก่อความรุนแรงในครอบครัว โดยเฉพาะสามีกระทำรุนแรงกับภรรยา

ตอนนี้แต่ละครอบครัวถูกกระทำจากสิ่งต่างๆ รอบตัวมากมาย ทำให้อ่อนแอ อาทิเช่น  สื่อมวลชนมีผลทำให้ครอบครัวอ่อนแอ  เพราะต่างคนต่างอยู่ ดูโทรทัศน์คนละเครื่อง ดูหนังคนละเรื่อง คนละจอ โซเชียลมีเดียทำให้ต่างคนต่างไม่สนใจกัน พ่อก้มหน้าเล่นไลน์ แม่ก้มหน้าโพสต์เฟซบุ๊ค ส่วนลูกเล่นเกมส์ออนไลน์ ความสัมพันธ์ที่เหินห่างก็นำไปสู่ความรุนแรงทางเพศได้ง่าย เพราะว่าทำให้ต่างคนต่างอยู่  มีส่วนร่วมกันน้อยลง จึงมีความเข้าใจกันน้อยลง เกิดช่องว่างมากขึ้น ทำให้เกิดความขัดแย้งได้ง่าย นี่คือปัจจัยทางสังคมที่กดดันในครอบครัว ซึ่งนำไปสู่ความร้าวฉาน และความร้าวฉานก็เป็นบ่อเกิดให้ความรุนแรงเพิ่มขึ้น

เหล่านี้เป็นปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้ เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกที่นับวันความรุนแรงในครอบครัว โดยเฉพาะการกระทำต่อผู้หญิงหรือเด็กจะมีมากขึ้น ยังไม่ต้องพูดถึงกฎหมาย(หรือการใช้กฎหมาย)ที่ไม่เป็นธรรม เวลาผู้หญิงทำร้ายสามี ถูกศาลลงโทษอย่างรุนแรง แต่เวลาผู้หญิงถูกสามีทำร้าย ศาลลงโทษสถานเบา หรือไม่เจ้าหน้าที่ก็พยายามโน้มน้าวให้ประนีประนอมยอมความ โดยให้เหตุผลว่าเป็นเรื่องในครอบครัว

อาตมาอยากให้มองว่าเรื่องความรุนแรงในครอบครัวไม่ได้เกิดขึ้นเพราะว่าผู้ชายนิสัยไม่ดีโดยสันดาน แต่มีปัจจัยทางสังคมที่ส่งเสริมให้เกิดความรุนแรงไปทั่วทั้งสังคม ปัจจัยเหล่านี้ก่อให้เกิดวัฒนธรรมบางอย่างที่ส่งเสริมความรุนแรง  เพราะฉะนั้น เมื่อเราพิจารณาความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับธรรมชาติ และความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับสตรีเพศ ในที่สุดก็จะพบว่ามันคือเรื่องเดียวกัน เกิดจากทัศนคติหรือแนวคิดที่ใกล้เคียงกัน  โดยมีปัจจัยทางสังคมนานัปการเป็นตัวหล่อเลี้ยงและสนับสนุน รวมทั้งความสัมพันธ์เชิงอำนาจ

เมื่อพูดถึงการแก้ปัญหา อาตมาคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนทัศนคติที่มนุษย์มีต่อธรรมชาติ และทัศนคติที่ผู้ชายมีต่อผู้หญิง  นี้เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้  สมัยก่อนผู้หญิงไม่มีสิทธิลงคะแนนเสียงเพราะผู้คนในยุคนั้นเชื่อว่าเพศหญิงไม่มีความรู้ ไม่มีการศึกษา ขาดวิจารณญาณ  แต่บัดนี้ทัศนคติดังกล่าวลดน้อยถอยลง เปิดโอกาสให้ผู้หญิงมีสิทธิลงคะแนนเสียงเกือบทั้งโลกแล้ว  

นอกจากการเปลี่ยนทัศนคติแล้ว สิ่งที่เราควรทำคือการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของเรา  เช่น ปรับเปลี่ยนการบริโภค  รู้จักรีไซเคิล นำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ ไม่ใช้ทรัพยากรฟุ่มเฟือย รู้จักเลือกเฟ้นในการบริโภค ทุกวันนี้น้ำบรรจุขวดที่เราบริโภค ถ้าเราลองคิดสักหน่อยว่ากว่าจะมาถึงเรา ต้องผ่านขั้นตอนอะไรมาบ้าง เราจะพบว่าน้ำแต่ละแก้วที่เราดื่ม ก่อให้เกิดมลภาวะแทบทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การผลิตขวดพลาสติก ขนขวดพลาสติกไปบรรจุน้ำ จากนั้นขนน้ำบรรจุขวดไปห้างสรรพสินค้าหรือร้านสะดวกซื้อ เวลาซื้อเราก็ขนขวดน้ำขึ้นรถไปที่บ้าน มลภาวะที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากการผลิตอย่างเดียว แต่เกิดจากการขนส่งหลายขั้นตอน  ครั้นดื่มน้ำเสร็จ ขวดที่บรรจุน้ำก็กลายเป็นขยะ ก็ต้องขนกลับไปที่โรงกำจัดขยะ ถ้าเราใช้ความคิดสักหน่อย เราจะพบว่าวิถีการบริโภคของเรากำลังทำร้ายสิ่งแวดล้อม  ทำให้ทรัพยากรร่อยหรอ และก่อให้เกิดมลภาวะ

อาหารที่เรากิน กว่าจะมาถึงเรา เราทราบหรือเปล่าว่ามันเกิดการสูญเปล่าตามมามากมาย มีการศึกษาพบว่าอาหารที่เราผลิตนั้นสูญเปล่าเป็นจำนวนมหาศาล  เช่น ถูกทิ้งโดยไร้ประโยชน์ ตั้งแต่เรือกสวนไร่นาจนถึงร้านค้า และเมื่อมาถึงเรา ก็สูญเปล่าไปอีกมากมาย เพราะว่าซื้อมาแล้ว ก็เก็บไว้จนหมดอายุ หรือเน่าเสีย  ส่วนที่เอามาปรุงเป็นอาหาร กินไม่หมด ก็ทิ้งอีก หรือกินน้ำเพียงครึ่งแก้ว แล้วน้ำอีกครึ่งหนึ่งไปไหน ก็ทิ้งอีก  มีการประมาณว่าแต่ละปีอาหารถูกทิ้งหรือถูกปล่อยให้เน่าเสียทั้งโลกมีถึง ๓๐๐ ล้านตัน  ปริมาณขนาดนี้สามารถเลี้ยงคนได้ถึง ๙๐๐ ล้านคน  นี้คือความจริงที่เกิดขึ้นในขณะที่คนนับร้อยล้านขาดอาหาร

ถ้าเราลองพิจารณาการใช้ชีวิตของเรา เราจะพบว่าเรากำลังสร้างภาระให้กับธรรมชาติอย่างมาก เพราะฉะนั้น ถ้าเราใส่ใจธรรมชาติ จะต้องรู้จักเลือกเฟ้นในการบริโภค  อย่างไรก็ตามการที่คนเราจะเปลี่ยนไปใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่ใช่เรื่องง่าย  ลำพังการมีจิตสำนึกรักธรรมชาติหรือตระหนักถึงวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้น ยังไม่พอ หลาคนรู้  แต่ทำไม่ได้ เพราะคุ้นเคยกับพฤติกรรมเดิม ๆ  แต่ถ้าเรารู้จักหาความสุขจากภายใน เข้าถึงความสุขในใจ เราจะพึ่งพาความสุขจากวัตถุน้อยลง ถ้าเรามีความสุขจากภายใน ความสันโดษ ความเรียบง่ายจะเกิดขึ้น เราจะไม่ขวนขวายความสุขจากภายนอก จากวัตถุสิ่งเสพ ไม่ปรารถนาความพรั่งพร้อมบริบูรณ์ทางวัตถุ  เพราะเรามีความสุขจากภายในมาทดแทน

การหาความสุขจากภายในทำให้ชีวิตเราเรียบง่าย อ่อนโยน ความสุขภายในเกิดขึ้นจากการที่เราได้สัมผัสกับความสงบในจิตใจ  ศาสนาทุกศาสนาสามารถช่วยให้คนเราพบความสงบภายในได้  สามารถเข้าถึงความสุขทางจิตวิญญาณ ทำให้เราไม่ตกเป็นทาสของสิ่งเสพหรือการบริโภควัตถุ  ทำให้เราเกื้อกูลต่อสิ่งแวดล้อม  รวมทั้งช่วยให้ผู้คนใกล้ชิดกับธรรมชาติ  นี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้วิถีชีวิตของเราไม่เป็นภัยต่อธรรมชาติ ทำให้การอนุรักษ์ธรรมชาติเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง 

ส่วนในเรื่องผู้หญิง ดังที่อาตมาได้กล่าวไปแล้ว การปรับเปลี่ยนทัศนคติของเราเป็นสิ่งสำคัญ  และที่ต้องทำควบคู่กันก็คือ ทำให้ปัจจัยทางสังคมที่ส่งเสริมความรุนแรงระหว่างเพศหรือในครอบครัว ลดน้อยถอยลง

อาตมาได้ใช้เวลาพอสมควรแล้ว ขอยุติการบรรยายเพียงเท่านี้

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved