หน้ารวมบทความ
   บทความ > สันติภาพ สันติวิธี > ไว้อาลัยทุกชีวิต ยุติทุกความรุนแรง เรียกร้องทุกฝ่ายเจรจา
กลับหน้าแรก

ไว้อาลัยทุกชีวิต ยุติทุกความรุนแรง เรียกร้องทุกฝ่ายเจรจา

อนุสติจาก พระไพศาล วิสาโล
ในงาน "ไว้อาลัยทุกชีวิต ยุติทุกความรุนแรง เรียกร้องทุกฝ่ายเจรจา"
วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๗
ณ อนุสรณ์สถาน ๑๔ ตุลา สี่แยกคอกวัว

 

แบ่งปันบน facebook Share   

พวกเราพร้อมใจกันมาร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลในวันนี้ก็เพื่อระลึกถึงผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา เขาเหล่านั้นไม่เพียงมีชีวิต มีชื่อ มีนามสกุลเท่านั้น แต่ยังมีครอบครัว มีคนรัก จึงควรที่จะได้รับความเคารพ และความระลึกถึงจากเราในยามที่สูญเสียชีวิต จริงๆ แล้วเขาควรจะได้รับความเคารพและความเมตตาปรารถนาดีจากเพื่อนมนุษย์ในยามที่เขามีชีวิตอยู่ด้วย ไม่ว่าเขาจะมีความคิดเห็นต่างจากเราเพียงไร ไม่ว่าเขาจะสวมเสื้อสีอะไร หรือว่าสังกัดสีไหนก็แล้วแต่ เหนืออื่นใด ถ้าเรามีความเป็นมนุษย์ มีชีวิตจิตใจ มีคนรัก เราย่อมรู้สึกเสียใจที่เขาเหล่านั้นได้จากไป

การทำพิธีในวันนี้ เพื่อให้เราร่วมรับรู้ถึงความเศร้าโศกเสียใจของผู้คนมากมาย ที่ได้สูญเสียพ่อ แม่ หรือลูก อันเป็นที่รัก พวกเราอยากจะสื่อสารให้ท่านเหล่านั้นทราบว่า เราได้รับรู้ความเจ็บปวดของท่าน แม้ว่า ความรู้สึกของเรานั้นไม่สามารถหยั่งไปถึงที่สุดหรือก้นบึ้งแห่งความเศร้าโศกเสียใจของท่าน แต่นี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เราหวังว่าจะได้มีส่วนช่วยเยียวยาความเศร้าโศก เยียวยาบาดแผลของท่านได้ไม่มากก็น้อย

อาตมาอยากให้พิธีในวันนี้นี้เป็นการส่งสารไปยังผู้คนที่ก่อความรุนแรงขึ้น อยากจะให้ความทุกข์ ความเจ็บปวดของผู้สูญเสีย ได้ช่วยเปิดใจของเขาเหล่านั้นให้ตระหนักว่า ความรุนแรงที่เขากระทำนั้น สร้างความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างยิ่ง เขาอาจจะทำโดยไม่สำนึก เขาอาจจะทำโดยไม่ตระหนักถึงผลที่เกิดขึ้น แต่บัดนี้ ผลดังกล่าวก็ได้ปรากฏขึ้นแล้ว ก็หวังว่าความทุกข์ ความสูญเสีย ความเจ็บปวด ความเศร้าโศก ของผู้คนจำนวนมากมาย จะเปิดใจให้เขาเหล่านั้นได้สำนึกในสิ่งที่ทำลงไป และช่วยปลุกความเมตตากรุณา ให้อุบัติขึ้นในใจของเขา เพื่อจะได้หยุดยั้งความรุนแรงที่เกิดขึ้น

ขอให้ความสูญเสียความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นตลอดสามเดือนที่ผ่านมา ได้เปิดใจผู้คนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นคู่ขัดแย้งหรือไม่ก็ตาม ให้ตระหนักว่า ความรุนแรงนั้นไม่ใช่คำตอบ แม้ว่าจะถูกกระทำด้วยความรุนแรง แต่ถ้าหากมีความเคียดแค้นพยาบาทถึงขั้นจองเวรต่อกัน ก็ไม่มีวันที่จะยุติความรุนแรงได้ ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า “เวรย่อมไม่อาจระงับด้วยการจองเวร แต่ระงับได้ด้วยการไม่จองเวร”  เพราะฉะนั้นการสร้างความเกลียดชัง หรือตอบโต้ด้วยการแก้แค้น จะไม่สามารถนำพาจิตใจของตนให้เกิดความสงบ หรือนำกลุ่มของตนไปสู่ชัยชนะที่แท้จริงได้เลย
ในทำนองเดียวกัน สิ่งที่เราทำในวันนี้ หวังว่าจะช่วยเตือนสติผู้คนทั้งหลายว่า ไม่ควรยินดีในความตายของใครเลย รวมทั้งความตายของบุคคลที่เราถือว่าเป็นคนละข้างกับเรา  หากว่าเรายินดีหรือสะใจในความตายของเขา เรารู้หรือไม่ว่า บางส่วนในจิตใจของเราก็กำลังตายตามไปด้วย สิ่งนั้นคือความเป็นมนุษย์ ที่มีจิตใจ ที่มีเมตตากรุณา ที่รู้ร้อนรู้หนาวในยามที่เพื่อนมนุษย์ประสบความทุกข์ยากหรือสูญเสียชีวิต

ไม่มีความสูญเสียใดจะร้ายแรงไปกว่าการสูญเสียชีวิต เพราะว่า ชีวิตเมื่อสูญเสียไปแล้ว ย่อมไม่สามารถที่จะเอากลับคืนมาได้ เพราะเหตุนี้ เมื่อมีความสูญเสียเกิดขึ้น โดยเฉพาะการสูญเสียชีวิตของเพื่อนมนุษย์ เพื่อนร่วมชาติของเรา ก็ขอให้ความสูญเสียเหล่านั้นเปิดใจของเรา ให้หันมาตระหนักว่า เราจะต้องร่วมกันหาทางออกจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ด้วยสันติวิธีให้ได้

ความสูญเสียที่เกิดขึ้นมากมายในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา จะไม่เป็นความสูญเสียที่เปล่าประโยชน์ หากทำให้ผู้คนได้เกิดความตื่นตระหนักขึ้นมา เห็นภัยของความรุนแรงที่เกิดขึ้นและช่วยกันหยุดยั้ง ช่วยกันห้ามปราม ช่วยกันคัดค้านความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการกระทำของทุกฝ่าย ไม่เฉพาะฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น แต่ละคนจะต้องช่วยคัดค้าน และท้วงติง ไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้นจากการกระทำของพวกเรากันเองด้วย เพราะว่าการทำเช่นนั้น เท่ากับเป็นการยั่วยุให้อีกฝ่ายใช้ความรุนแรงเข้าตอบโต้ กระตุ้นเร้าให้อีกฝ่ายตอบโต้เป็นการแก้แค้น สุดท้ายทุกฝ่ายก็จะจมปลักอยู่กับความรุนแรง ไม่จบสิ้น หากว่าเราไม่ปรารถนาความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากอีกฝ่ายหนึ่ง เราก็ต้องพยายามช่วยกันไม่ให้มีการยั่วยุท้าทายจากพวกเดียวกันเองด้วย ควรท้วงติงเมื่อมีการใช้ถ้อยคำรุนแรงที่กระตุ้นความโกรธความเกลียด เพื่อไม่ให้เป็นการยั่วยุความรุนแรงจากอีกฝ่ายหนึ่ง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ น่าจะเป็นเครื่องเตือนสติให้เราได้ตระหนักว่า ความยึดมั่นในชัยชนะนั้น จะต้องไม่ทำให้เราหลงลืม หรือละเลยชีวิตของผู้คนที่สูญเสียไป เราจะต้องสูญเสียผู้คนไปอีกเท่าไหร่ ผู้บริสุทธิ์จะต้องตายไปอีกกี่คน ถึงจะเรียกสามัญสำนึกของเราให้กลับคืนมาจนตระหนักว่า ความรุนแรงนั้นไม่ใช่คำตอบและไม่ใช่ทางออกจากวิกฤตได้  ผู้คนจะต้องตายไปอีกกี่คนเราถึงจะตระหนักว่า ชัยชนะบนซากศพของผู้คนโดยเฉพาะผู้บริสุทธิ์นั้น ไร้ค่า ผู้คนจะต้องล้มตายลงไปอีกกี่มากน้อย จึงจะเรียกสามัญสำนึกของเรา ไม่ให้ลุ่มหลงไปกับความยึดมั่นในความถูกต้อง จนละเลยชีวิตของผู้คนที่สูญเสียไป

สถานการณ์ของบ้านเมืองในตอนนี้ ทำให้อาตมานึกถึง รถโดยสารที่กำลังแล่นด้วยความเร็ว  ขณะที่ผู้คนในรถก็กำลังแย่งชิงต่อสู้กันว่าใครควรจะสารถี ต่างฝ่ายต่างก็มีข้ออ้างหรือเหตุผลเพื่อยืนยันสนับสนุนความชอบธรรมของตน ว่าตนเองเหมาะจะเป็นผู้ขับรถ ทุกฝ่ายต่างไม่ยินยอม จึงพยายามแย่งชิงพวงมาลัย แต่ในระหว่างที่กำลังแย่งชิงนั้นเอง รถก็ปัดป่ายไปมา จนกระทั่งไปชนร้านรวงข้างทางของผู้คนที่ไม่รู้เรื่อง บางครั้งก็ชนผู้คนที่กำลังข้ามถนน หนักกว่านั้นก็คือว่า ไปชนเด็กที่อยู่ริมทาง คนแล้วคนเล่า ยังไม่ต้องพูดถึงว่า ทางข้างหน้าเป็นทางที่ลงสู่เหว ตราบใดที่ผู้คนยังแย่งชิงพวงมาลัยบนรถคันนั้น ก็จะมีคนแล้วคนเล่าที่ถูกทับ ถูกชนจนบาดเจ็บ ล้มตาย ควรหรือไม่ที่คนในรถยังทุ่มเถียงแย่งชิงพวงมาลัย โดยที่ไม่สนใจว่า รถคันนั้นได้ทำความเสียหาย ทำลายชีวิตของผู้คนไปกี่มากน้อย แม้จะไม่ได้เป็นความตั้งใจก็ตาม

ควรหรือไม่ที่จะหันมาหยุดรถคันนั้น หรืออย่างน้อยก็หันมาเจรจาหาทางทำให้รถคันนั้น ไม่ไปชนผู้คนที่เคราะห์ร้าย แต่สถานการณ์กลับกลายเป็นว่า นอกจากไม่มีใครหยุดแย่งชิงพวงมาลัยกันแล้ว กลับต่อว่ากล่าวโทษกันว่า คนตายในขณะที่พวงมาลัยรถอยู่ในมือของอีกฝ่าย เหตุที่คนถูกชนตายนั้นเพราะรถอยู่ในมือของสารถีอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่ใช่พวกเรา ต่างฝ่ายก็โยนกลองกล่าวโทษอีกฝ่ายโดยไม่มีใครคิดหาทางให้รถแล่นไปในทางที่ถูกต้อง หรืออย่างน้อยก็หันมาเจรจากันเพื่อไม่ให้รถแล่นปัดป่ายไปชนใครหรือทับใครอีกต่อไป

สถานการณ์ในตอนนี้อาจจะเปรียบกับเรื่องที่อาตมาเล่ามาไม่ได้ทั้งหมด แต่ประเด็นก็คือว่า หากทุกฝ่ายที่ขัดแย้งกันอยู่ตอนนี้ยังต่อสู้ทุ่มเถียงกันอยู่ โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น ก็จะมีผู้บาดเจ็บล้มตายลงอีกมากมาย ควรหรือไม่ที่จะหันหน้ามาพูดคุยกัน อาจจะไม่ใช่เป็นการคุยกันว่า ใครควรเป็นเจ้าของรถ หรือใครจะเป็นผู้ขับรถ แต่ควรพูดคุยเพื่อตกลงกันว่า จะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้รถคันนี้ไปทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องล้มตาย

ในสถานการณ์ปัจจุบัน ควรหรือไม่ที่ทุกฝ่ายจะหันหน้าเข้ามาเจรจากัน ไม่ใช่เพื่อหาทางออกจากวิกฤต เพราะเป็นเรื่องที่ยากและซับซ้อน แต่อย่างน้อยควรหันมาปรึกษากันว่า ทำอย่างไรจึงจะรักษาชีวิตของผู้ชุมนุม รักษาชีวิตของตำรวจ เจ้าหน้าที่ที่รักษาความสงบ รวมทั้งรักษาชีวิตผู้คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วย ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเวลานี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าได้ก่อให้เกิดผลเสียกับทุกฝ่าย ทุกฝ่ายมีผู้คนที่ล้มตายกันทั้งนั้น และความรุนแรงที่เกิดขึ้น ยังบั่นทอนความชอบธรรมของทุกฝ่ายด้วย ทำให้ฝ่ายหนึ่งถูกกล่าวหาว่า ไม่ได้ทำการต่อสู้ด้วยวิธีที่สันติอหิงสา ในขณะที่อีกฝ่ายถูกกล่าวหาว่า อยู่เบื้องหลัง เป็นผู้สนับสนุนความรุนแรง ทำให้มีผู้คนล้มตาย เห็นได้ชัดว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเวลานี้ ไม่ได้เป็นประโยชน์กับใครเลย เป็นผลเสียกับทุกฝ่าย ถ้าหากตระหนักเช่นนี้ ก็ควรร่วมกันหาทางที่จะยุติความรุนแรงในเบื้องต้น เพราะนี่คือประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย

หากว่าเราเริ่มต้นที่จุดนี้ และทำได้สำเร็จ ก็จะช่วยลดการบาดเจ็บ ล้มตาย ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นอีกมากมาย และสามารถที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจาในเรื่องที่ยากขึ้นได้ แต่ถ้าเราไม่ตระหนักถึงผลประโยชน์ร่วมกัน ถ้าหากไม่ช่วยกันทำให้ความรุนแรงลดน้อยถอยลง ก็คงหวังได้ยากที่จะมีการเจรจาในเรื่องที่ยากไปกว่านั้น แต่อาตมาก็เชื่อและมีความหวังว่า ความสูญเสียที่เกิดขึ้นตลอดสามเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะในไม่กี่วันที่ผ่านมา จะสามารถเรียกสามัญสำนึก และสติของผู้คน จนกระทั่งเห็นว่า ไม่ว่าจะต่อสู้กันอย่างไร เราจะต้องรักษาชีวิตของผู้คนที่เกี่ยวข้อง และที่ไม่เกี่ยวข้องให้ได้
ประสบการณ์ในต่างประเทศได้ชี้ให้เห็นว่า แม้กระทั่งประเทศที่มีการทำสงครามกลางเมือง ถึงขั้นที่มีคนล้มตายเป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสนก็ยังหาทางจบลงได้ด้วยการเจรจา ไม่ต้องดูอื่นไกล อย่างประเทศกัมพูชา ซึ่งมีคนตายเป็นล้าน อินโดนีเซียที่อาเจะห์ ซึ่งตายกันมากมาย ก็ยังจบได้ด้วยการเจรจา เมืองไทยเราจะต้องรอให้คนตายเป็นหมื่นเป็นแสนอย่างนั้นหรือ ถึงจะมีสติ หันมาเจรจากัน

ความตายที่เกิดขึ้นตอนนี้มากพอแล้วที่จะทำให้เราเห็นความสำคัญของการหันหน้าเข้ามาเจรจากันในเรื่องที่สามารถจะคุยกันได้ เพื่อรักษาชีวิตผู้คนอีกมากมายไม่ให้ต้องล้มตายในวันหน้า แม้ความถูกต้องชอบธรรมจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ขอให้พิจารณาว่า ระหว่างสถาปนาความถูกต้องในวันนี้ แล้วมีคนตายมากมาย กับการสถาปนาความถูกต้อง ในวันพรุ่งนี้ หรือมะรืนนี้ แต่มีคนตายน้อยลง แบบไหนจะมีคุณค่ามากกว่ากัน ควรแล้วหรือที่เราจะต้องเร่งรีบสถาปนาความถูกต้องในวันนี้ บนซากศพของผู้คนมากมาย ยังไม่สายที่เราจะคิดได้ว่า หากสถาปนาความถูกต้องได้ในวันพรุ่งนี้ หรือมะรืนนี้ แต่ช่วยลดความสูญเสีย ความล้มตาย อันนี้ต่างหากคือสิ่งที่พึงประสงค์มากกว่า

ที่สุดนี้ ขอเชิญชวนทุกท่าน ให้ตั้งจิตอยู่ในความสงบ น้อมระลึกถึงผู้ที่สูญเสีย ทั้งสูญเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ สูญเสียลูก สูญเสียคนรัก ซึ่งกำลังเจ็บปวด ขอให้เราน้อมใจให้สงบ และแผ่เมตตาให้เขาเหล่านั้น ให้ชีวิตที่จากไปแล้ว ไปสู่สุคติ ให้ผู้ที่บาดเจ็บสูญเสีย พ้นจากความทุกข์ ได้กลับมาสู่ชีวิตที่เป็นปกติ และมีความหวังกับชีวิต มีศรัทธาต่อผู้คน

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved