หน้ารวมบทความ
   บทความ > สันติภาพ สันติวิธี > ทำไมเมืองไทยจึงควรยกเลิกโทษประหารชีวิต
กลับหน้าแรก

จดหมายข่าวเฉพาะกิจ รณรงค์ยกเลิกโทษประหารชีวิต “KEEP THE PROMISE”

ทำไมเมืองไทยจึงควรยกเลิกโทษประหารชีวิต
พระไพศาล วิสาโล
KEEP THE PROMISE ฉบับเดือน ตุลาคม ๒๕๕๔

แบ่งปันบน facebook Share   

โทษประหารชีวิตมักเกิดขึ้นในนามของความยุติธรรม แต่ไม่เคยมีหลักประกันยืนยันโดยปราศจากข้อสงสัยว่า ผู้ที่ถูกประหารชีวิตในทุกกรณีนั้นเป็นผู้ทำความผิดอย่างร้ายแรงตามข้อกล่าวหา (ทั้งนี้ยังไม่จำต้องพูดว่าความผิดดังกล่าวสมควรแก่โทษดังกล่าวหรือไม่ แม้ผู้ต้องหากระทำผิดจริงก็ตาม) มีหลายกรณีมากที่ผู้บริสุทธิ์ต้องโทษประหารชีวิต (หรือถูกประหารชีวิตไปแล้ว) แม้กระทั่งในสหรัฐอเมริกานับแต่ปี ๒๕๑๙ มีผู้ต้องโทษประหารชีวิตที่ได้รับการปล่อยตัวไม่น้อยกว่า ๑๑๓ คนหลังจากศาลพบว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ (ยังไม่นับอีกหลายร้อยคนที่ต้องโทษเบากว่าแต่ได้รับอิสรภาพด้วยเหตุผลเดียวกัน) คนเหล่านี้รอดชีวิตเพราะมีการรื้อฟื้นคดีโดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ เช่น ดีเอ็นเอ ตัวเลขดังกล่าวทำให้เชื่อได้ว่าก่อนหน้านั้นมีคนบริสุทธิ์ถูกประหารชีวิตไปแล้วมิใช่น้อย

ความผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรมนั้นเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การตัดสินให้ผู้บริสุทธิ์ต้องรับโทษในความผิดที่ตนไม่ได้ทำเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เพราะบุคคลากรในกระบวนการยุติธรรมนั้นล้วนเป็นมนุษย์ที่ผิดพลาดได้เพราะนอกจากจะมีข้อจำกัดในการรับรู้แล้ว ยังตกอยู่ภายใต้อคติ อีกทั้งยังมีความโลภที่ทำให้พ่ายแพ้ต่อผลประโยชน์ที่มุ่งแทรกแซงการตัดสินคดี (แม้แต่สหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ชื่อว่ามีมาตรฐานสูงทางด้านสิทธิเสรีภาพ ก็ยังถูกตั้งคำถามว่ามีการเลือกปฏิบัติ ในการจับกุม คุมขัง และการลงโทษประหารชีวิต เนื่องจากอคติด้านเชื้อชาติ) อย่างไรก็ตามหากความผิดพลาดในการตัดสินนั้นมีโอกาสแก้ไขได้ ก็ยังเป็นเรื่องที่รับได้ หากเขาถูกจับกุมคุมขังก็ยังมีหวังว่าจะเป็นอิสระได้ไม่ช้าก็เร็ว แต่หากเขาถูกประหารชีวิตไปแล้ว ใครเล่าจะคืนชีวิตให้เขาได้หากมีข้อพิสูจน์ในเวลาต่อมาว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์

ด้วยเหตุนี้โทษประหารชีวิตจึงทำให้กระบวนการยุติธรรมไม่อาจเป็นหลักประกันแห่งความยุติธรรมได้อย่างแท้จริง ยิ่งกระบวนการยุติธรรมดังกล่าวนั้นเต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ คนยากจนเข้าถึงยากเพราะมีค่าใช้จ่ายสูง ใช้เวลานาน(เพราะประสิทธิภาพต่ำ) อีกทั้งยังเอื้อประโยชน์ต่อคนรวยมากกว่า (ไม่ว่าคนรวยที่ใช้ประโยชน์จากกฎหมายที่มีอยู่หรือคนรวยที่ใช้อิทธิพลอย่างไม่ถูกกฎหมาย) อย่างที่เกิดขึ้นในเมืองไทยทุกวันนี้ จะแน่ใจได้อย่างไรว่าผู้ต้องโทษประหารชีวิตทั้งหลายสมควรได้รับโทษดังกล่าว

คดีเชอรี่แอน เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยมีข้อบกพร่องเกินกว่าที่จะพูดได้เต็มปากว่าการตัดสินคดีอุกฉกรรจ์ในทุกกรณีนั้นเป็นไปอย่างถูกต้องเที่ยงธรรม ทำให้ได้คนที่ทำผิดจริงมารับโทษอย่างไม่มีข้อสงสัย เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะนำผู้ที่ผิดตามคำตัดสินของศาลไปประหารชีวิต การลงโทษจำคุกตลอดชีวิตยังจะดีเสียกว่า เพราะหากเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ ก็ยังมีโอกาสได้รับอิสรภาพไม่วันใดก็วันหนึ่ง

อย่างไรก็ตามพูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่า หากเขาทำความผิดจริง และเป็นความผิดที่ร้ายแรง ก็สมควรแล้วที่เขาจะถูกประหารชีวิต มีเหตุผลหลายประการที่โทษดังกล่าวควรยกเลิกไปจากระบบกฎหมายของไทย ส่วนหนึ่งของเหตุผลดังกล่าวก็คือ ในเมื่อเราเห็นว่าการฆ่าคนเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่เหตุใดรัฐจึงทำเช่นนั้นเสียเอง โดยเฉพาะกับคนซึ่งไม่อยู่ในวิสัยที่จะต่อสู้หรือทำร้ายใครได้ จริงอยู่บุคคลมีสิทธิใช้ความรุนแรงในการป้องกันตัว แต่กับคนร้ายที่ยอมจำนน ปราศจากอาวุธแล้ว การใช้ความรุนแรงจนเขาถึงแก่ทุพพลภาพหรือตาย ย่อมเป็นความผิด แต่เหตุใดเราจึงเห็นว่ารัฐมีสิทธิหรือมีอำนาจในการทำเช่นนั้นกับบุคคลที่อยู่ในสภาพดังกล่าว เขาอาจจะเคยฆ่าคนตายมาแล้วก็จริง แต่ก็ใช่ว่าหลักการ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” จะเป็นสิ่งที่เราพึงยอมรับกัน ถ้าหากเรายอมรับหลักการดังกล่าว ก็หมายความว่า ผู้ข่มขืนก็สมควรถูกข่มขืนตอบด้วยเช่นกัน กฎหมายประเทศใดที่อนุญาตให้ทำเช่นนั้นย่อมเป็นที่รังเกียจของวิญญูชนอย่างแน่นอน

มองในแง่ของชาวพุทธ การฆ่าเป็นสิ่งที่ขัดกับหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนา ศีลข้อที่ ๑ นั้นไม่ได้อนุญาตให้ฆ่าคนหรือสัตว์บางประเภทได้ ขึ้นชื่อว่าการทำชีวิตให้ตกล่วงไปก็ถือว่าผิดศีลและเป็นบาปทั้งนั้น แม้แต่การสั่งหรือตัดสินให้ประหารชีวิต ก็ถือเป็นบาป (ดังเรื่องราวของพระเตมีย์ หนึ่งในสิบชาติสุดท้ายของพระพุทธเจ้า ซึ่งระลึกชาติได้ว่าเคยเป็นพระราชาและสั่งให้ลงอาญานักโทษ ทั้งทรมานและประหารชีวิต เป็นเหตุให้ตกนรกหลายหมื่นปี เมื่อรู้เช่นนั้นจึงแกล้งทำเป็นใบ้และหูหนวกเพื่อจะได้ไม่ต้องขึ้นครองราชย์อันเป็นเหตุให้ต้องทำบาปอีก)

ในพระสูตรมีคำสอนและเรื่องราวมากมายที่ชี้ให้เห็นว่าการฆ่านั้นเป็นสิ่งพึงงดเว้นทั้งในระดับวิถีชีวิตและการปกครอง ในกูฏทันตสูตร มีเรื่องราวของพระราชาที่ต้องการแก้ปัญหาอาชญากรรมด้วยวิธีรุนแรง เช่น ทรมานและประหารโจรผู้ร้าย แต่ปุโรหิต(ซึ่งเป็นตัวแทนคำสอนของพระพุทธเจ้า)คัดค้านโดยชี้ว่าวิธีดังกล่าวจะทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น ข้อเสนอของปุโรหิตก็คือจัดระบบเศรษฐกิจให้ดี ให้ประชาชนมีอาชีพ มีรายได้พออัตภาพ เมื่อพระราชานำไปปฏิบัติ ในเวลาไม่นานบ้านเมืองก็สงบสุข “บ้านเมืองไม่ต้องลงกลอน ลูกฟ้อนบนอกแม่”

ชาวพุทธนั้นไม่พึงเป็นผู้ฆ่าหรือสนับสนุนการฆ่า ไม่ว่าในกรณีใด ๆ เพราะเชื่อว่ามีวิธีการที่แก้ปัญหาได้ดีกว่าการฆ่า ดังนั้นจึงไม่ควรสนับสนุนให้รัฐทำการประหัตประหารผู้ใด เพราะการทำเช่นนั้นก็เท่ากับทำในนามของตน (แต่แม้จะทำในนามของผู้อื่น ก็ไม่สมควรเช่นกัน)

การประหารชีวิตนั้นไม่ได้ช่วยป้องปรามหรือยับยั้งอาชญากรรมเลย การศึกษาวิจัยทั่วโลกพบว่าหลายประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้ว คดีฆ่ากันตายลดลงอย่างเห็นได้ชัด เช่นเดียวกันในสหรัฐอเมริกา พบว่ารัฐที่ยังมีโทษประหารชีวิตไม่ได้มีอัตราการเกิดฆาตกรรมต่ำกว่ารัฐที่ไม่มีโทษดังกล่าวเลย

การเพิ่มโทษให้หนักขึ้นนั้นไม่ใช่เป็นสาเหตุให้คนทำผิดกฎหมายน้อยลง การมีมาตรการต่าง ๆ ที่ทำให้ผู้กระทำผิดมีโอกาสมากขึ้นในการถูกจับกุมและถูกตัดสินลงโทษต่างหากที่ทำให้อาชญากรรมลดลง ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่ไทยควรยกเลิกโทษประหารชีวิต และหันมาเสริมสร้างกระบวนการยุติธรรมให้มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งปรับปรุงสภาพเศรษฐกิจสังคมเพื่อส่งเสริมให้คนทำความดีและลดแรงจูงใจที่จะทำความชั่ว วิธีนี้ไม่เพียงลดจำนวนอาชญากรเท่านั้น หากยังทำให้ผู้คนมีชีวิตที่ผาสุกและบ้านเมืองสุขสงบอย่างแท้จริง

 

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved