หน้ารวมบทความ
   บทความ > สันติภาพ สันติวิธี > ความจำเป็นต้องมีกลไกแก้ไขวิกฤตการณ์ความขัดแย้งในสังคมไทย
กลับหน้าแรก

 

ความจำเป็นต้องมีกลไกแก้ไขวิกฤตการณ์ความขัดแย้งในสังคมไทย
ข้อพิจารณาเชิงวัฒนธรรม
พระไพศาล วิสาโล

เอกสารประกอบการสัมมนาทางวิชาการ
ร่วมฉลองทศวรรษโลกเพื่อการพัฒนาวัฒนธรรม
เรื่อง “มิติใหม่ของการศึกษาวัฒนธรรมไทยทางกระแสโลก : สถานภาพและสิ่งท้าทาย”
จัดโดย ศูนย์ศึกษาการพัฒนาสังคม และฝ่ายวิจัย คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติ
29-30 กันยายน 2535 ณ ห้องประชุมสารนิเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ลักษณะไทย

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้เคยตรัสถึงเอกลักษณ์ของคนไทยไว้ ๓ ประการคือ ความรักอิสรเสรี ความใฝ่ในอวิหิงสา และการรู้จักประสานประโยชน์ ลักษณะ ๓ ประการนี้ หากนำมาเทียบเคียงกับสภาพสังคมไทยปัจจุบัน ในสายตาของหลายคนอาจมองว่า เป็นเพียงมายาคติ (myth) โดยอาจตั้งคำถามอีกด้วยซ้ำว่า เอกลักษณ์หรือความเป็นไทยนั้นมีจริงละหรือ ที่เบาลงมาหน่อยอาจมองว่า ลักษณะ ๓ ประการดังกล่าวเป็นเรื่องฉันทาคติ หรือไม่ก็มองว่าเป็นอุดมคติที่พึงประสงค์สำหรับคนไทยเสียมากกว่า

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาพระมติของสมเด็จฯ พระองค์นี้ในบริบทหรือยุคสมัยของพระองค์ท่าน บางทีอาจเป็นการยากที่เราจะมีข้อสรุปต่างไปจากพระองค์ การที่สยามสามารถหลีกพ้นจากการเป็นอาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตกได้ โดยการใช้ความพยายามทุกวิถีทางยกเว้นการทำสงครามรบพุ่งอย่างประเทศเพื่อนบ้านนั้น มิใช่หลักฐานประการเดียวที่บ่งชี้ให้เห็นถึง การพยายามประสานประโยชน์ของคนไทย เพื่อดำรงความอิสรเสรีไว้โดยไม่ใช้วิธีรุนแรง มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านโครงสร้างที่เป็นการพลิกประวิติศาสตร์อีกมากมายหลายประการที่แทบจะกล่าวได้ว่า ไม่มีการสูญเสียเลือดเนื้ออย่างในหลายประเทศ อาทิ การเลิกทาส เป็นต้น สำหรับการปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ที่เป็นการรวบอำนาจสู่ศูนย์กลางนั้น แม้มีการต่อต้านจนเกิดกบฏในหัวเมืองหลายแห่ง แต่ก็มีการสูญเสียไม่มากนัก ยังการดึงอำนาจจากขุนนางมาสู่สถาบันกษัตริย์ และการเปลี่ยนแบบแผนการสืบสันตติวงศ์ก็เป็นไปโดยสงบ แม้ว่าจะมีความขัดแย้งกันจนเกิดวิกฤตการณ์วังหน้าก็ตาม จากรัชกาลที่ ๕ หากมองย้อนขึ้นไปถึงรัชกาลต้นๆ ของกรุงรัตนโกสินทร์ การผลัดแผ่นดินแต่ละครั้งก็เป็นไปอย่างสันติ แม้จะมีเหตุชวนวิตกเมื่อสิ้นรัชกาลที่ ๒ และ ๔ ก็ตาม ครั้นมองลงมาถึงรัชกาลที่ ๗ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน ปี ๒๔๗๕ แต่การสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตก็มิได้เกิดขึ้นเลย

การที่สังคมไทยผ่านการเปลี่ยนแปลง รอดพ้นจากการคุกคาม รวมทั้งวิกฤตการณ์นานาประการมาได้อย่างสงบราบรื่นตลอดช่วงเวลายาวนานกว่า ๑๐๐ ปีนั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องอุบัติเหตุ หรือเป็นเพราะความสามารถเฉพาะตัวของคนบางคนหรือบางรุ่น ยิ่งมาเปรียบเทียบกับสภาพการณ์ของประเทศเพื่อนบ้านในเวลาเดียวกันแล้ว ลักษณะความพิเศษของสังคมไทยก็มีความโดดเด่นชัดเจนขึ้น สอดคล้องกับคำตรัสดังกล่าวของสมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

อิสรเสรีที่คนไทยปรารถนาอาจต่างจากแนวคิดเรื่อ liberty ของฝรั่ง เช่นเดียวกันเวลาจะประสานประโยชน์ คนไทยอาจใช้วิธีการที่คนตะวันตกไม่คุ้นเคย และการไม่เบียดเบียนของคนไทยอาจมีระดับความรุนแรงแฝงอยู่ก็ได้สุดแท้แต่จะนิยามความรุนแรงไปในลักษณะใด แต่ถ้าเราไม่มองด้วยสายตาที่มุ่งความสัมบูรณ์ (absolute) หากพิจารณาในเชิงสัมพัทธ์ (relative) โดยคำนึงถึงบริบทแวดล้อม อันได้แก่ยุคสมัยและเงื่อนไขข้อจำกัดของสังคมเวลานั้นแล้ว ก็น่าจะเห็นได้ว่า พระมติของสมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพบ่งบอกลักษณะเด่นของคนไทยได้ตามสมควร

แต่ลักษณะและนิสัยความโน้มเอียงนั้น ไม่ใช่สิ่งคงตัวหยุดนิ่ง หากแปรเปลี่ยนเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ไม่ว่าจะมีปัจจัยอะไรเป็นตัวกำหนดลักษณะประจำชาติ จะเป็นการปลูกฝังสั่งสมในครอบครัว การหล่อหลอมกล่อมเกลาของสภาพแวดล้อมทางสังคม หรือการกำหนดของดินฟ้าอากาศก็แล้วแต่ ทั้งหมดนี้ก็อยู่ในวิสัยที่จะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แม้แต่การสืบทอดทางสายเลือด(ยีน)ก็ไม่เว้นเช่นกัน

ความรุนแรงในสังคมไทย

การสังหารหมู่ประชาชนกลางกรุงเทพมหานคร ๓ ครั้ง ๓ ครา (หากไม่นับกรณีจลาจลที่พลับพลาชัยในปี ๒๕๑๗)อย่างไร้มนุษยธรรมและหลักนิติธรรม เป็นสัญญาณเตือนภัยที่บ่งบอกอะไรหลายอย่างเกี่ยวกับสังคมไทย มันกำลังบอกว่าความอดกลั้นและผ่อนปรนในสังคมไทยได้ลดลงไปมาก การประสานประโยชน์ถูกเมินเฉยยิ่งขึ้นทุกที และสังคมไทยกำลังเข้าสู่วังวนแห่งความรุนแรงทุกขณะ

ดูจากตัวเลขผู้ล้มตายในเหตุการณ์ ๒๕๑๖,๒๕๑๙ และ ๒๕๓๕ แม้จะมีจำนวนมาก แต่ก็ยังเทียบไม่ได้กับการปราบปรามอั้งยี่ ๒ ครั้งที่ จ.สมุทรสาคร ในสมัยรัชกาลที่ ๓ (พ.ศ. ๒๓๙๐) ซึ่งมีคนตายถึง ๔๐๐ คนและ ๓๐๐ คน ในเวลาห่างกันเพียงเดือนเดียว กระนั้นก็ตามเมื่อพิจารณาลักษณะพื้นฐานหรือธรรมชาติของเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว เหตุการณ์นองเลือดในกรุงเทพมหานครเป็นปัญหาร้ายแรงมากกว่า กบฏอั้งยี่เป็นเหตุการณ์ชั่วครั้งชั่วคราวที่เกิดขึ้นในระดับพื้นผิวของสังคมไทยคือขึ้นอยู่กับตัวบุคคลและกลุ่มบุคคลค่อนข้างมาก การรู้จักวิธีปกครองราษฎร เลือกใช้ไม้แข็ง (กำลังอาวุธและมาตรการทางกฎหมาย) และไม้นวม(การผ่อนปรนทางเศรษฐกิจ) อย่างถูกจังหวะสามารถยุติปัญหาดังกล่าวได้ในที่สุด แต่ความรุนแรงกลางกรุงทั้ง ๓ ครั้งนั้น หาใช่อุบัติเหตุทางการเมือง ที่วันดีคืนดีก็เกิดขึ้นและเงียบหายไป (อย่างกรณีจลาจลพลับพลาชัย ซึ่งคล้ายกับกบฏอั้งยี่ดังกล่าวในหลายแง่) แต่เป็นปัญหาที่มีรากเหง้าฝังลึกในโครงสร้างสังคมไทย และสามารถที่จะเกิดขึ้นได้อีกตราบใดที่โครงสร้างดังกล่าวยังไม่ได้ถูกแก้ไขให้ดีขึ้น

การรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ระบบราชการทั้งทหารและพลเรือน ในขณะที่การพัฒนาเศรษฐกิจได้สร้างความเติบใหญ่ให้แก่ชนนั้นกลาง ซึ่งต้องการเข้าไปมีส่วนในการปกครองประเทศ ได้นำไปสู่การยื้อยุดแย่งชิงอำนาจ ซึ่งเป็นปัจจัยให้เกิดวัฏจักรทางการเมือง ที่เรียกว่าวงจรอุบาทว์อันได้แก่ การปฏิวัติรัฐประหาร การร่างรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง การจัดตั้งรัฐบาลที่ให้อำนาจข้าราชการประจำ ตามมาด้วยการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบรัฐบาลตามหลักประชาธิปไตยและลงท้ายด้วยการรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง แต่เหตุการณ์ปี ๒๕๑๖ และ๒๕๓๕ เป็นสัญญาณบอกว่าการชุมนุมคัดค้านรัฐบาลที่มาโดยไม่ถูกต้องตามวิถีทางประชาธิปไตย และการปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรงนั้นได้ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของวงจรอุบาทว์ของการเมืองไทยไปแล้ว

การผนวกปัจจัยตัวใหม่เข้าไปวงจรอุบาทว์ เป็นผลพวงจากการพัฒนาโครงสร้างทางอำนาจและเศรษฐกิจดังกล่าวให้มั่นคงแผ่ขยายไปทั่วทุกส่วนของสังคมไทย โดยเนื้อแท้แล้วเหตุการณ์พฤษภาคม ๒๕๓๕ มิใช่เป็นเพียงการต่อสู้ทางอำนาจระหว่างข้าราชการประจำ (โดยได้รับความร่วมมือจากนักธุรกิจการเมืองจำนวนหนึ่ง) และชนชั้นกลางเท่านั้น หากยังเป็นผลจากช่องว่างที่ถ่างกว้างขึ้นเรื่อย ระหว่างชาวนาชาวไร่ในชนบทกับชนชั้นกลางในเมือง ในขณะที่ชนชั้นกลางมีความมั่งคั่งขึ้น และมีผลประโยชน์ผูกติดกับระบอบการเมืองมากขึ้น เกิดความต้องการมีสิทธิมีส่วนในทางการเมืองนั้น คนชนบทซึ่งยากจนลงทุกที ได้ยอมตนเข้าสู่ระบบอุปถัมภ์แบบใหม่ภายใต้อิทธิพลของนายทุนท้องถิ่น ซึ่งมีผลประโยชน์ผูกพันกับนักธุรกิจหรือพ่อค้าที่ผันตัวเองมาเป็นนักการเมืองระดับชาติ ความสัมพันธ์ที่ผูกพันกันเป็นสายด้วยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เอื้อให้การซื้อสิทธิขายเสียงในชนบทเป็นไปได้ง่ายขึ้น เปิดทางให้นักธุรกิจการเมืองเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรได้เป็นจำนวนมาก และมีอิทธิพลในการจัดตั้งรัฐบาล ผลก็คือเกิดความไร้เสถียรภาพทางการเมือง เพราะความที่นักการเมืองเหล่านี้หวังประโยชน์ระยะสั้นสำหรับตนเอง การฉ้อราษฎร์บังหลวงจึงเกิดขึ้นอย่างชุกชุมและโจ่งแจ้งเป็นข้ออ้างอย่างดีให้ทหารทำการรัฐประหาร ล้มล้างระบอบประชาธิปไตย แม้จะมีการเลือกตั้งขึ้นใหม่นักธุรกิจการเมืองเหล่านี้ก็สนับสนุนอย่างแข็งขันให้ผู้นำรัฐประหารขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ เท่ากับเป็นการจุดชนวนให้เกิดการประท้วงต่อต้านอย่างกว้างขวาง และลงเอยด้วยการปราบปรามประชาชนผู้คัดค้าน

การเติบโตของชนชั้นกลางที่มีสำนึกในทางการเมืองก็ดี ความมั่งคั่งของนายทุนท้องถิ่นจนกลายเป็นผู้อุปถัมภ์ชนิดใหม่ในสังคมชนบทก็ดี ความร่ำรวยของพ่อค้านักธุรกิจจะเข้ามาสู่วงการเมืองระดับชาติก็ดี ตลอดจนความยากจนของชนบทจะซึ่งกลายเป็นเนื้อนาอย่างดีสำหรับพฤติกรรมซื้อสิทธิขายเสียงก็ดี ล้วนมีสาเหตุมาจากปัจจัยหลักตัวเดียวกัน นั่นคือโครงสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจที่เน้นภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ แต่เอาเปรียบภาคเกษตรกรรม ตลอด ๓ ทศวรรษที่ผ่านมา โครงสร้างทางเศรษฐกิจเช่นนี้ ทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมทวิภาคเด่นชัดขึ้น นอกจากจะเกิดช่องว่างระหว่างทางเศรษฐกิจระหว่างคนรวย(รวมทั้งชนชั้นกลาง) กับคนยากจนแล้ว ยังก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างคนเมืองและคนชนบทในด้านสำนึกทางการเมืองและความคาดหวังต่อระบอบประชาธิปไตย นำไปสู่ความตึงเครียดระหว่างประชาชนในเมืองที่ต้องการความบริสุทธิ์ยุติธรรมในวงการเมือง และนักธุรกิจการเมืองที่หว่านเงินซื้อเสียงจนมีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร ยิ่งมีข้าราชการประจำมาข้องเกี่ยวเพื่อแสวงหาอำนาจทางการเมืองด้วยแล้ว ความขัดแย้งก็มีแต่จะลุกลามกลายเป็นการเผชิญหน้า และการใช้ความรุนแรงในที่สุด ดังเหตุการณ์พฤษภาคมเป็นประจักษ์พยานอย่างดี (มองในแง่นี้แล้ว การบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมากและการสูญเสียทรัพย์สินมากมายมหาศาลก็คือราคาที่คนกรุงเทพฯ ต้องจ่ายภายหลังจากที่ได้รับประโยชน์อย่างมากมายจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม)

หากว่าคนไทยมีนิสัยไม่นิยมความรุนแรง รู้จักผ่อนปรนเพื่อประสานประโยชน์ดังคำตรัสของสมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สิ่งนั้นอาจกำลังกลายเป็นอดีตไปแล้วก็ได้ ทั้งนี้เพราะความรุนแรงทางโครงสร้างที่เกิดขึ้นในสมัยหลังๆ สถาปนามั่นคงยิ่งขึ้นทุกที ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชนผุดขึ้นไปทั่วและง่ายที่จะปะทุเป็นความรุนแรง เหตุการณ์พฤษภาคม ๒๕๓๕ เป็นเพียงภาพขยายของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมระดับต่างๆ แม้ไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าว ก็ยังยากที่จะกล่าวได้ว่าสังคมไทยมีความสงบสันติ เพราะยังมีความรุนแรงอื่นๆอีกมากที่ปะทุแล้ว และรอเวลาปะทุในหลายส่วนของสังคม แม้จะมีขนาดย่อมกว่า แต่ก็ล้วนมีรากเหง้ามาจากสาเหตุเดียวกัน

ความขัดแย้งอย่างหนึ่งที่กำลังกลายเป็นปรากฏการณ์ของสังคมไทย และง่ายที่จะพัฒนาไปสู่ความรุนแรง ได้แก่การประท้วงคัดค้านของประชาชน คนยากคนจนทั้งในเมืองและชนบท ในรอบ ๕- ๖ ปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นชัดเจนมากในทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมีประเด็นที่หลากหลายแตกต่างกันไป ที่ดันชัดได้แก่ การต่อสู้เพื่อพิทักษ์ท้องถิ่น เช่น การคัดค้านกระเช้าลอยฟ้าดอยสุเทพ(เชียงใหม่) การคัดค้านเขื่อนน้ำโจน(กาญจนบุรี) เขื่อนปากมูล(อุบลราชธานี) เขื่อนแก่งกรุง(สุราษฎร์ธานี) การต่อต้านการทำลายป่าดงใหญ่(บุรีรัมย์) และเร็วๆ นี้ได้แก่การคัดค้านโครงการ คจก.(กว่าสิบจังหวัดในอีสาน) การต่อต้านการระเบิดเกาะสีชัง(ชลบุรี) แม้ในกรุงเทพฯ การรวมตัวต่อต้านทางด่วนของชาวบ้านครัวก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของความไม่พอใจในโครงการของรัฐบาล

มีการประท้วงอีกมากที่เกี่ยวกับอาชีพและการทำมาหากินของชาวบ้าน เช่นการประท้วงของชาวสวนยางในจังหวัดนครศรีธรรมราช ชาวไร่สับปะรดใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และชาวไร่ยาสูบในภาคเหนือ รวมถึงการประท้วงของกรรมกรในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง

การประท้วงคัดค้านของชาวบ้านมักพัฒนาไปสู่การชุมนุมและการเดินขบวน แม้ส่วนใหญ่จะเป็นไปโดยสันติ แต่บ่อยครั้งก็เกิดการเผชิญหน้า ทำให้ความรุนแรงเกิดขึ้นตามมา เมื่อชาวบ้านห้วยแก้ว อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ลุกขึ้นคัดค้านนายทุนที่ทำลายป่าชุมชน ผู้นำก็ถูกลอบสังหาร ก่อนหน้านั้นไม่กี่เดือน มีการประท้วงการทำนาเกลือซึ่งสร้างความเสียหายแก่ลำน้ำเสียวในอำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม ขณะที่กำลังจะสลายตัว ผู้ประท้วงได้ถูกตำรวจทุบตี มีผู้บาดเจ็บจำนวนมากแม้จะไม่มีใครล้มตาย ยังการคัดค้านเขื่อนปากมูลและการต่อต้านคำสั่งของรัฐในกรณี คจก.ก็ลงเอยด้วยการปะทะกับเจ้าหน้าที่และม็อบจัดตั้ง หรือมิฉะนั้นก็ลุกลามจนเกิดการเผาทำลายทรัพย์สิน เช่น การทำลายแปลงยูคาลิปตัสและเผาเรือนเพาะชำที่อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์ และเหตุการณ์ล่าสุดก็คือ การเผาสถานีตำรวจตำบลแม่แฝก อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ หลังจากที่มีการชุมนุมประท้วงตำรวจทั้งโรงพักที่สงสัยว่ามีส่วนพัวพันกับการตายของหญิงผู้หนึ่งในหมู่บ้าน

เหตุการณ์ที่ยกมาเป็นตัวอย่างนี้ มิใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดดๆ หากล้วนสัมพันธ์เชื่อมโยงเพราะเป็นสภาพอาการที่มาจากต้นเค้าเดียวกัน อันได้แก่ โครงสร้างอำนาจไว้กับรัฐ ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการวางแผนหรือกำหนดนโยบายหรือตัดสินใจในเรื่องที่มีผลกระทบกับชุมชนโดยตรง (เช่นโครงการ คจก.) โครงการเป็นอันมากเมื่อตัดสินใจแล้วลงมือปฏิบัติโดยไม่ฟังเสียง หรือแม้แต่ถามความเห็นของประชาชนท้องถิ่น (เช่น โครงการท่าเรือน้ำลึก เกาะสีชัง) หาไม่ก็เปิดโอกาสให้คนที่มีกำลังในทางเศรษฐกิจเอาเปรียบชาวบ้าน (เช่น กรณีเช่าที่ป่าชุมชมที่ห้วยแก้ว) โดยที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจก็สนองประโยชน์แก่ภาคอุตสาหกรรมและบริการอย่างเต็มที่ไม่คำนึงถึงปัญหาที่จะเกิดกับเกษตรกร (เช่น การทำนาเกลือที่อีสาน)

กลไกไม่ทำงาน

ความจริงแล้ว ในระบอบประชาธิปไตย การประท้วงคัดค้านเป็นเรื่องปกติวิสัย และไม่น่าจะก่อผลเสียหายอะไรมากนัก แต่ในสังคมไทย แนวโน้มทั่วไปก็คือ เมื่อมีความขัดแย้งขึ้นมาระหว่างประชาชนกับคู่กรณี เป็นต้องพัฒนาไปสู่การลุกขึ้นประท้วงเสมอไป แทนที่จะยุติที่โต๊ะเจรจาเสียแต่ต้นมือ ทั้งนี้ก็เพราะการเจรจาไม่เคยได้ผล เนื่องจากประชาชนไม่มีอำนาจต่อรองคู่กรณีที่มีอำนาจในมือ ไม่ว่านายทุนหรือเจ้าหน้าที่รัฐในระดับท้องถิ่น จึงไม่สนใจที่จะเจรจาด้วย เป็นเหตุให้ชาวบ้านต้องใช้วิธีชุมนุมและเดินขบวน เพื่อสร้างแรงกดดัน และให้เป็นข่าวต่อสาธารณชนบ่อยครั้งการที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นไม่สนองตอบต่อปัญหาของชาวบ้านกลับโอนเอียงเข้าข้าง “คนผิด” ในสายตาของชาวบ้าน ก็เป็นเหตุให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่บ้านเมืองกับชาวบ้านขึ้นมาแทนที่ หรือไม่ก็มีการเดินขบวนโดยมีทำเนียบรัฐบาลเป็นที่หมาย

หน้าที่หลักของหน่วยงานรัฐระดับท้องถิ่นคือการเป็นกลไกแก้ไขความขัดแย้งโดยสงบ แต่ในความเป็นจริงของสังคมไทย กลไกแก้ไขความขัดแย้งดังกล่าวกับไม่ทำงาน ไม่ว่าฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ (บางทีก็รวมผู้พิพากษาด้วย) ซ้ำยังทำให้ความขัดแย้งลุกลามขยายใหญ่โต จนกระทั่งความรุนแรงอุบัติขึ้น โดยที่บ่อยครั้งมีจุดเริ่มมาจากฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐและผู้มีอำนาจ หากเป็นเช่นนี้เรื่อยไป ต่อไปประชาชนอาจต้องเข้าหาทางออกที่รุนแรงยิ่งกว่าเป็นการตอบโต้

กลไกระดับท้องถิ่นเป็นฉันใด กลไกระดับชาติก็ฉันนั้น รัฐบาลและรัฐสภา ว่าโดยหลักการแล้วมีขึ้นเพื่อประสานชนกลุ่มต่างๆ ซึ่งมีผลประโยชน์แตกต่างกันหรือขัดแย้งกัน ให้ดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข มีการจัดสรรผลประโยชน์แก่ประชากรในภาคส่วนต่างๆ อย่างเที่ยงธรรม และเมื่อมีความขัดแย้งกันขึ้นมาก็สามารถแก้ไขให้ลุล่วงไปได้โดยสันติ แต่บ่อยครั้งรัฐบาลนั้นเองกลับเป็นตัวสร้างปัญหาให้ลุกลามขยายความขัดแย้งจนเกิดเป็นความรุนแรงขึ้น โดยที่รัฐสภาแทนที่จะเป็นตัวแทนของคนทุกภาคส่วนของสังคมเองเป็นกลไกสนองตอบต่อปัญหาความเดือดร้อนของผู้คน และเป็นเวทีให้ผู้มีผลประโยชน์ขัดแย้งกันมาเจรจาหาทางออกที่เป็นคุณแก่ทุกฝ่าย การณ์กลับกลายเป็นว่ารัฐสภาเป็นปากเสียงของคนเพียง ๒-๓ กลุ่ม ที่มีอำนาจและอิทธิพลในสังคม ดังนั้น ย่อมไม่แปลกที่เมื่อประชาชนเกิดความไม่พอใจในการบริหารบ้านเมืองของรัฐบาล ท้องถนนจึงกลายเป็นเวทีเรียกร้องของประชาชนไปแทนที่จะพึ่งพารัฐสภาให้เป็นปากเสียงแทน การชุมนุมเรียกร้องของประชาชนหลายแสนคน และการนองเลือดในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นตัวอย่างชี้ชัดว่า รัฐบาลและรัฐสภาไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกลไกแก้ไขความขัดแย้งในสังคม มิหนำซ้ำกลับเป็นตัวโหมกระพือความขัดแย้งให้รุนแรงขึ้น จนเกิดการบาดเจ็บล้มตายเป็นอันมาก (และทั้งๆ ที่ความเคียดแค้นยังคุกรุ่นในจิตใจของคนจำนวนมหาศาล เหล่า ส.ส. ซึ่งมีเสียงข้างมากในสภาก็ยังไม่คิดแก้ปัญหา ระงับดับความร้อนแรงในสังคม กลับพยายามผลักดันคนของพวกตนซึ่งเคยร่วมรัฐบาลที่มีส่วนในการปราบปรามประชาชนให้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเท่ากับยั่วยุปลุกเร้าให้เกิดการเผชิญหน้าอย่างรุนแรงขึ้นอีก)

นอกจากรัฐบาลและรัฐสภาแล้ว สังคมปัจจุบันยังมีกลไกหลายอย่างที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อแก้ไขความขัดแย้งต่างๆ ในสังคม สื่อมวลชนเป็นกลไกอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งโดยหลักการแล้วควรเป็นเครื่องมือให้กลุ่มชนที่มีความขัดแย้งกันสามารถใช้เป็นเวทีในการต่อสู้กันด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริงแต่ก็อีกเช่นกัน เหตุการณ์พฤษภาคม ๒๕๓๕ ชี้ว่า สื่อมวลชน โดยเฉพาะโทรทัศน์และวิทยุกลับบิดเบือนข้อเท็จจริง และเป็นปากเสียงของคนเพียงกลุ่มเดียว เท่ากับเป็นการกดดันให้คนอีกกลุ่มหนึ่งมีความรู้สึกต่อต้านรัฐบาลมากขึ้น และวิธีต่อต้านคัดค้านรัฐบาลที่พวกเขาสามารถจะทำได้ก็คือการออกไปสมทบกับผู้ชุมนุมอีกมากมายที่รออยู่แล้วบนท้องถนน

สังคมปัจจุบันเป็นสังคมแห่งความหลากหลาย ผู้คนมีความคิดเห็นและผลประโยชน์แตกต่างกันอย่างยากที่จะมีความเห็นเป็นเอกฉันท์กันได้ ความแตกต่างและความขัดแย้งกันนั้นจะไม่กลายเป็นความแตกแยกและการกระทบกระทั่งกันก็ต่อเมื่อสังคมโดยรวมเปิดโอกาสให้ผู้คนที่มีความไม่พอใจในสภาพที่เป็นอยู่หรือรู้สึกว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถใช้กลไกต่างๆ ในสังคมเพื่อเป็นเครื่องมือในการสะท้อนปัญหา และขจัดปัดเป่าความเดือดร้อนของตนให้หมดไป แต่หากว่ากลไกต่างๆ ในท้องถิ่นและในระดับชาติไม่ทำงาน ไม่สนองตอบต่อปัญหาความเดือดร้อนของผู้คน โดยเฉพาะคนเล็กคนน้อยผู้ไร้อำนาจ ก็เท่ากับบีบให้ประชาชนเหล่านั้นจำต้องใช้วิธีการของตนที่ยังหลงเหลืออยู่นั่นคือ การชุมนุมประท้วง การเดินขบวน เพื่อสร้างแรงกดกันให้กลไกดังกล่าวเกิดความตื่นตัว และลงมือทำงานตามหน้าที่

ตราบใดที่โครงสร้างแห่งความรุนแรงยังดำรงอยู่ในระบบเศรษฐกิจการเมือง ในขณะที่ความเสื่อมศรัทธา ขาดความเชื่อมั่นสถาบันตำรวจ สถาบันปกครองท้องถิ่น (และอาจรวมไปถึงรัฐบาลและรัฐสภา) ยังไม่ได้รับการแก้ไข การชุมนุมประท้วงและการลุกขึ้นต่อสู้ของประชาชน ชาวนาชาวไร่ มีแต่จะเพิ่มพูนขึ้น ยิ่งปัจจุบันปัญหาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติมีความรุนแรงขึ้น ป่าถูกทำลาย น้ำหดหาย ภาวะแห้งแล้งระบาดไปทั่ว ดินขาดความอุดมให้ผลผลิตน้อยลง ขณะที่ราคาพืชผลไม่กระเตื้องขึ้น ความอดอยากยากไร้ก็ย่อมเพิ่มพูน และการต่อสู้แย่งชิงทรัพยากรจะแหลมคมขึ้น โดยเฉพาะการแย่งชิงน้ำ จะก่อให้เกิดขั้วความขัดแย้งระหว่างชนกลุ่มต่างๆ มากมาย ในอนาคตอันใกล้เช่น ระหว่างเกษตรกรกับโรงงานอุตสาหกรรม ชาวนาชาวไร่กับสนามกอล์ฟ ชาวนาชาวไร่กับฝนในเมือง ชาวนากับชาวประมงน้ำกร่อย ชาวนาข้าวกับชาวนากุ้ง และชาวนาข้าวกับชาวนาเกลือ ฯลฯ

ชนวนแห่งความขัดแย้งมิได้มีอยู่แต่ในท้องถิ่นชนบทเท่านั้น ในกรุงเทพมหานครเองไม่มีหลักประกันเลยว่าเหตุการณ์ตุลาคม ๒๕๑๖ และพฤษภาคม ๒๕๓๕จะมีเกิดขึ้นอีก เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองยังไม่เปลี่ยนแปลง ความรุนแรงจึงพร้อมที่จะอุบัติหากว่าวงจรอุบาทว์ได้หมุนวนจนครบรอบ โดยเริ่มต้นจากการที่นักธุรกิจการเมืองแห่เข้าไปมีอิทธิพลในสภาและรัฐบาล

คุณค่าของสถาบันดั้งเดิมที่เป็นกลางทางการเมือง

เราจะเตรียมการเพื่อป้องกันความรุนแรงอย่างกรณีพฤษภาอำมหิต มิให้เกิดขึ้นได้อย่างไร การพยายามขจัดการซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้ง เป็นหนทางหนึ่ง แต่ปัญหานี้จะขจัดได้อย่างแท้จริงต้องลงไปถึงรากถึงโคน คือ แก้ไขปัญหาช่องว่างระหว่างคนเมืองกับคนชนบท อันเป็นผลมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่สมดุล การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นมีส่วนช่วยให้กลไกระดับท้องถิ่นมีความฉับไวในการตอบสนองความต้องการของชาวชนบท และทำให้ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งขึ้น นอกจากนี้ยังมีการคิดค้นมาตรการอื่นๆ อีกมาก เช่น การเสนอสภากระจก การมีผู้ตรวจการรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภาเป็นตัวแทนของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและชอบธรรม การเปิดให้มหาชนเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์ก็เป็นการกระจายอำนาจออกจากรัฐอีกลักษณะหนึ่ง ซึ่งช่วยให้ประชาชนมีเสรีภาพทางด้านข้อมูลข่าวสารมากขึ้น

อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมือง และการปฏิรูปสถาบันต่างๆ เพื่อให้เป็นกลไกแก้ไขความขัดแย้งที่มีประสิทธิภาพนั้น เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและเป็นกระบวนการที่อาจยืดเยื้อยาวนาน สาเหตุส่วนหนึ่งเพราะ หากมองในแง่วัฒนธรรมแล้ว สถาบันและกลไกเหล่านี้มิได้เป็นสิ่งที่มีอยู่ในวัฒนธรรมเดิมของไทย หากถูก “นำเข้า” มาในสังคมไทยเมื่อ ๒-๓ ชั่วคนที่แล้วนี้เอง ไม่ว่าจะเป็นระบบตำรวจ ระบบตุลาการ รัฐสภา การปกครองแบบรัฐบาล ระบบสื่อสารมวลชน รวมทั้งสถาบันทหารที่มีลักษณะประจำการ ระบบและสถาบันเหล่านี้อย่างมากก็มีอายุแต่ ๑๐๐ ปี แต่ก่อนนั้นการปกครอง การดูแลรักษาความสงบ การพิจารณาคดีความตลอดจนการให้การศึกษาและการดูแลรักษาสุขภาพเป็นเรื่องที่ชุมชนจัดทำขึ้นเอง จนเมื่อศตวรรษที่แล้ว กิจการเหล่านี้ได้ถูกดึงออกจากหมู่บ้านและรวมมาอยู่ในความรับผิดชอบของรัฐที่ส่วนกลาง โดยแบ่งไปตามกระทรวงทบวงกรมต่างๆ

ขณะที่กลไกอย่างเก่าเสื่อมสลายไปที่ละน้อย กลไกอย่างใหม่ที่นำเข้ามาก็ปรากฏว่ายังไม่สามารถทำงานได้ดีเท่าที่ควร (บางส่วนก็กลายเป็นระบบเจ้าขุนมูลนายอย่างใหม่) โดยเฉพาะในเรื่องการแก้ไขความขัดแย้งโดยสงบ เหตุการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาชี้ชัดว่า ยามวิกฤติกลไกอย่างใหม่ก็ไม่ทำงานเอาเลย รัฐบาลและรัฐสภาไม่สามารถนำความสงบมาสู่ประเทศได้ กลไกหรือสถาบันที่สามารถนำความสงบมาสู่แผ่นดินกลับได้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันดั้งเดิมที่แม้บทบาทจะลดไปมาก แต่กลับมีคุณูปการอย่างยิ่งในยามวิกฤตการณ์อย่างที่สถาบันแบบใหม่ไม่อาจกระทำได้

ที่กล่าวเช่นนี้มิได้หมายความว่า ให้ล้มเลิกสถาบันอย่างใหม่และกลับไปฟื้นฟูสถาบันดั้งเดิมอย่างครั้งโบราณ ในที่นี้ต้องการชี้ถึงความสำคัญทางการเมืองของสถาบันดั้งเดิมของไทย โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังเป็นระยะผ่านของสังคม ขณะที่กลไกอย่างใหม่ยังไม่เข้มแข็งและกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทย การให้ความสำคัญแก่สถาบันดั้งเดิมในฐานะที่เป็นปัจจัยเสริมสถาบันอย่างใหม่ ก็ยังเป็นเรื่องจำเป็นอยู่ และสิ่งที่สถาบันดั้งเดิมสามารถเข้ามาเสริมได้อย่างมากคือ การแก้ไขวิกฤตการณ์ในสังคม

สถาบันที่เป็นกลางทางการเมืองเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกสังคม เพราะไม่มีสถาบันใดที่จะสามารถแก้ไขความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชนได้ดีกว่าสถาบันที่ไม่เป็นฝักฝ่ายทางการเมือง โดยเฉพาะในภาวะที่คู่ขัดแย้งมีความเป็นปฏิปักษ์กันอย่างรุนแรง จนลุกลามถึงขั้นเป็นวิกฤตการณ์ในสังคม ปราศจากซึ่งสถาบันที่เป็นกลางทางการเมืองเสียแล้ว ความขัดแย้งในสังคมอาจลุกลามไปเป็นสงครามกลางเมืองได้ ขอให้ดูตัวอย่างจากประเทศศรีลังกาและพม่า ซึ่งยังมีลักษณะสังคมและวัฒนธรรมใกล้เคียงกับประเทศไทย ครั้นเกิดความบาดหมางขึ้นในชาติ ก็นำไปสู่การประหัตประหารคนในชาติเดียวกัน โดยที่สถาบันอย่างใหม่ที่น่าจะเป็นกลางได้ เช่น สถาบันตุลาการก็ถูกการเมืองเข้าไปพัวพันจนขาดความเชื่อถือในหมู่ประชาชน ทั้งที่ในกรณีศรีลังกา สถาบันนี้เคยได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเอเชีย

สังคมไทยอาจจะมีข้อได้เปรียบกว่าลังกา พม่า ตรงที่สถาบันที่เป็นกลางมิได้มีแค่สถาบันพระมหากษัตริย์ หากยังมีสถาบันสงฆ์ จริงอยู่ประเทศทั้งสองก็มีสถาบันนี้เช่นกัน แต่ปัจจุบันได้ถูกดึงไปเป็นฝักฝ่ายทางการเมือง จนไม่มีความเป็นกลางในสายตาของคนทั่วไปอีกแล้ว ที่ศรีลังกานั้นการเมืองระบบพรรคมีอิทธิพลมาก จนไม่เพียงแต่จะลงไปถึงหมู่บ้าน แยกสลายชาวบ้านออกเป็นฝักฝ่ายเท่านั้น แม้แต่วัดวาอารามก็กลายเป็นฐานให้แก่พรรคต่างๆ ทั้งพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน จนแทบเรียกได้ว่า ต่างชูธงพรรคประชันกันอย่างโจ่งแจ้งเปิดเผยเลยทีเดียว ยังพระที่ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ก็มีอยู่ให้เห็นเนืองๆ

ศักยภาพของสถาบันสงฆ์ในการระงับความขัดแย้ง

ความเป็นกลางทางการเมืองของสถาบันสงฆ์ไทย เป็นเรื่องที่มีมาช้านานกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทย ในอดีตวัดถูกยกให้เป็นเขตอภัยทานอันศักดิ์สิทธิ์ ที่ผู้เป็นปฏิปักษ์หรือสามารถคุกคามราชบัลลังก์สามารถเข้ามาหลบลี้หนีภัยได้โดยพระราชอาชญาก็ไม่สามารถล่วงล้ำเข้าไปได้ มีหลายครั้งที่บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ได้อาศัยผ้ากาสาวพัสตร์คุ้มภัยในยามที่มีการผลัดแผ่นดิน อาทิ พระเทียรราชาได้ลาผนวชเมื่อสิ้นแผ่นดินพระไชยราชา และเมื่อพระเทียรราชาขึ้นครองราชย์เป็นพระมหาจักรพรรดิได้ไม่กี่ปี พระศรีศิลปะ พระอนุชาของพระยอดฟ้ากษัตริย์องค์ก่อน ก็ลาผนวชเพื่อหนีภัยจากพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ ยังพระเจ้าอุทุมพร ก็ลาผนวชเพื่อเปิดทางให้พระเชษฐา คือเจ้าฟ้าเอกทัศน์ขึ้นครองราชย์ เช่นเดียวกับพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงครององค์ในเพศบรรพชิตตลอดรัชสมัยของพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ในอดีตเป็นที่รู้กันว่าเมื่อมาอยู่วัด ก็ปลอดพ้นจากภยันตรายจากบ้านเมือง มีหนทางเดียวเท่านั้นที่ฝ่ายตรงข้ามจะทำร้ายได้คือ การล่อให้ลาสิกขาดังพระเจ้าปราสาททองใช้อุบายลวงจนพระศรีศิลปะ(พระอนุชาพระเจ้าทรงธรรม) ลาสิกขามายังราชสำนักและถูกสำเร็จโทษในที่สุด

มองในแง่ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม สถาบันสงฆ์ไทยมีความเป็นกลางทางการเมืองนานกว่าสถาบันใดๆ สถาบันพระมหากษัตริย์เพิ่งมามีสถานะที่เป็นกลางภายหลังจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบราชาธิปไตยมาเป็นระบอบรัฐธรรมนูญ ขณะที่ความเป็นกลางและบทบาทในทางสมานไมตรีของสถาบันสงฆ์สามารถสืบย้อนไปถึงสมัยพุทธกาล โดยมีพระพุทธองค์เป็นแบบอย่างโดยเฉพาะในคราวที่ทรงห้ามพระญาติไม่ให้ทำสงครามกันด้วยเหตุเพียงเพราะการแย่งชิงน้ำและการถือวรรณะ

ในฐานะที่เป็นสถาบันดั้งเดิมที่มีความเป็นกลางทางการเมืองมาช้านาน และมีบทบาทสำคัญในการผดุงสังคมให้ร่มเย็นผาสุก โน้มนำให้ผู้คนมีเมตตาจิตต่อกัน รู้จักให้อภัย ไม่อาฆาตจองเวรต่อกัน สถาบันสงฆ์จึงมีศักยภาพและความชอบธรรมอย่างมากในการเข้ามาระงับเหตุในยามที่เกิดวิกฤตการณ์ความขัดแย้งในสังคมไทย แทนที่จะปล่อยให้เกิดการฆ่าฟันกันแล้วจึงค่อยมาระงับความเศร้าโศกของผู้คน อย่างน้อยสถาบันสงฆ์น่าจะมีบทบาทในทางเตือนสติให้ผู้คนมีเมตตาต่อกันก่อนที่จะมีการประจันหน้าถึงขั้นแตกหัก

เหตุการณ์พฤษภาอำมหิตผ่านไปโดยที่สถาบันสงฆ์แทบจะไม่มีบทบาทใดๆ เลยในการระงับเหตุด้วยจุดยืนที่เป็นกลาง จึงเป็นความอับจนของสังคมไทยในปัจจุบันก็ว่าได้ แต่ยังไม่สายเกินไปที่สถาบันสำคัญนี้จะทำการทบทวนเพื่อแสวงหาบทบาทที่เหมาะสมและสร้างสรรค์ หากว่าวิกฤตการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวหวนกลับมาอีกครั้งในอนาคต

แต่การที่สถาบันสงฆ์จะมีบทบาทในทางสมานไมตรี หรือระงับวิกฤตการณ์ความขัดแย้งก็มิใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย ความขัดแย้งในสังคมไทยนับวันจะมีความสลับซับซ้อนและมีเหตุปัจจัยต่างๆ มาพัวพันมากมาย สามารถวินิจฉัยได้หลายแง่หลายมุม ใช่ว่าจะทำความเข้าใจและตัดสินเป็นดำเป็นขาวกันได้ง่ายๆ ก็หาไม่ การเข้ามามีบทบาทในลักษณะดังกล่าว นอกจากจะต้องมีเจตนาดีและมีความตั้งใจที่จะไม่โอนเอียงเข้าข้างฝ่ายใดแล้ว ยังจำต้องมีข้อเท็จจริงมากพอ และสามารถเข้าใจจุดยืนหรือทัศนะของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในความขัดแย้งนั้นๆ ขณะเดียวกันก็เข้าใจภูมิหลังและความโน้มเอียงของตน ที่อาจทำให้เกิดอคติทั้งบวกและลบต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยไม่รู้ตัวได้ การเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งโดยไม่รู้จักความตื้นลึกหนาบางของประเด็นปัญหาและคู่ขัดแย้งมักทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี แต่เรื่องเหล่านี้ ถึงแม้สถาบันสงฆ์จะไม่ได้ไปเกี่ยวข้องในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยหรือผู้เตือนสติ ก็ควรจะต้องติดตามความเป็นไปของสังคมและศึกษาหาข้อเท็จจริงอยู่แล้วมิใช่หรือ หาไม่ก็ยากที่จะปรับตัวเพื่อการเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณหรือนำธรรมะให้เข้าถึงจิตใจของผู้คนร่วมสมัยได้

สิ่งที่ควรย้ำก็คือ การระงับหรือคลี่คลายความขัดแย้งนั้น พระสงฆ์ควรกระทำต่อเมื่อสถานการณ์ลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตการณ์ ที่อาจลงเอยด้วยการประหัตประหารทำร้ายกันนั้น ไม่ควรที่ประสงฆ์จะเข้าไปทำหน้าที่นี้ในความขัดแย้งทุกกรณี มิฉะนั้นแล้ว เป็นการง่ายอย่างยิ่งที่สถาบันสงฆ์จะถูกดึงเข้าไปเป็นฝักฝ่ายในทางการเมืองในที่สุด

บทความนี้เขียนด้วยความตระหนักดีถึงข้อจำกัดของสถาบันสงฆ์ในปัจจุบัน สถาบันสงฆ์ทุกวันนี้อ่อนกำลังลงไปมาก ลำพังปัญหาของตนเอง เช่น ปัญหาการศึกษา ปัญหาการบริหาร การปกครองก็เป็นภาระหนักที่ยังไม่เห็นลู่ทางว่าจะสามารถแก้ไขได้ในเร็ววัน แม้กระทั่งความคิดริเริ่มที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวมีมากเพียงใดในวงการคณะสงฆ์ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ และเป็นความจริงที่ว่าทุกวันนี้สถาบันสงฆ์ก็กำลังแบกรับภาระที่สังคมส่วนรวมมอบหมายและคาดหวังอีกหลายอย่าง ทำให้ความพยายามที่จะเจียดไปให้กับการแก้ไขปัญหาของตนต้องลดน้อยลงไปอีก อย่างไรก็ตาม การเสริมสร้างสถาบันสงฆ์กับการปรับปรุงบทบาทให้สัมพันธ์กับปัญหาสังคมวงกว้าง ก็มิใช่เรื่องที่แยกขาดจากกัน หากมีความเกี่ยวพันกันอย่างใกล้ชิด การเข้าไปมีบทบาทส่งเสริมสันติธรรมในสังคมน่าจะมีส่วนช่วยปรับปรุงเสริมสร้างสถาบันสงฆ์ให้เข้มแข็งขึ้น

บทความนี้พูดถึงคณะสงฆ์โดยรวม เพื่อมุ่งหมายให้กินความกว้าง แม้จะตระหนักว่าคณะสงฆ์ในฐานะที่เป็นสมุหนามนั้น มีอิทธิพลต่อศรัทธาและความเชื่อของประชาชนคนไทยทั่วไปน้อยกว่าอิทธิพลของพระภิกษุที่เห็นเป็นรูปๆ ด้วยซ้ำ ขอให้ดูแถลงการณ์ที่ออกในนามคณะสงฆ์ว่า มีอิทธิพลหรือผลต่อประชาชนทั่วไปมากน้อยเพียงใด เมื่อเทียบกับคำเทศนาหรือคำชี้แนะของพระภิกษุแต่ละรูปที่ประชาชนเคารพนับถือ คนทั่วไปนั้นมีความผูกพันทางจิตใจและใกล้ชิดกับพระที่เป็นปัจเจกบุคคลมากกว่าคณะสงฆ์ที่เป็นนามธรรมและดูห่างเหิน แม้พระหลายรูปจะมีตำแหน่งในคณะสงฆ์ เช่น เป็นเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด แต่ที่ประชาชนนับถือท่านนั้นๆ ก็เพราะความเป็นหลวงพ่อ หลวงตา หลวงปู่หรือพระอาจารย์มากกว่าการเป็นตัวแทนคณะสงฆ์ ยามที่ท่านเป็นพระในวัดท่านก็มีสถานะเป็นพระของชาวบ้าน แต่เมื่อท่านสวมบทบาทเป็นเจ้าคณะตำบล ท่านกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบอันกว้างใหญ่ต้องขึ้นต่อเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด สูงขึ้นไปเป็นลำดับและห่างเหินจากประชาชนยิ่งขึ้นทุกที อันที่จริงการเป็นตัวแทนของคณะสงฆ์หรือมีตำแหน่งในลำดับขั้นของการปกครองคณะสงฆ์นั้นไม่จำเป็นต้องหมายถึง การเหินห่างจากประชาชนเสมอไป หากว่าคณะสงฆ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับชาวบ้านแทนที่จะเป็นส่วนขยายของระบบราชการไทยดังในปัจจุบัน การทำคณะสงฆ์ให้กลายเป็นระบบราชการที่รวมศูนย์โดยผูกติดกับระบบราชการของรัฐอย่างแนบแน่น และตอบสนองนโยบายของรัฐแต่ถ่ายเดียว ทำให้คณะสงฆ์มีอิทธิพลต่อประชาชนน้อยเช่นเดียวกับระบบราชการ

ด้วยเหตุนี้ หากพระสงฆ์จะมีบทบาทในการระงับและคลี่คลายวิกฤตการณ์หรือเตือนสติคู่ขัดแย้งควรกระทำในฐานะที่เป็นปัจเจกบุคคล ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว น่าจะมีผลมากกว่าการทำในนามของคณะสงฆ์ คุณสมบัติส่วนบุคคลย่อมมีความหมายต่อความรู้สึกนึกคิดของผู้คนมากกว่าการมีตำแหน่งหน้าที่ในคณะสงฆ์

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ความจริงน่าจะนำเสนอต่อที่ประชุมสงฆ์เป็นหลัก เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระสงฆ์โดยตรง แต่ข้อเสนอในบทความนี้จะเป็นจริงขึ้นได้ก็ต้องอาศัยความร่วมมือของฆราวาสด้วย อย่างน้อยบทความนี้ก็น่าจะมีส่วนช่วยให้ตระหนักว่า การรักษาสถาบันสงฆ์ให้มีความเป็นกลางทางการเมืองเอาไว้ เป็นเรื่องสำคัญที่มีคุณค่าต่อสังคมไทย ความพยายามใดๆ ที่จะดึงสถาบันสงฆ์เข้าไปเป็นฝักฝ่ายในทางการเมือง หรือเข้าร่วมในความขัดแย้งทางสังคมอยู่ร่ำไป แม้อาจมีผลดีในระยะสั้น แต่จะเป็นโทษในระยะยาว

๑๓ กันยายน ๒๕๓๕

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved