หน้ารวมบทความ
   บทความ > ปาจารยสาร > สันติภาพและธรรมาธรรมะสงครามในศตวรรษที่ ๒๑
กลับหน้าแรก

ปาจารยสาร พฤศจิกายน ๒๕๔๑ - กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒

สันติภาพและธรรมาธรรมะสงครามในศตวรรษที่ ๒๑*
พระไพศาล วิสาโล

*หมายเหตุ ปรับปรุงจากเค้าโครงปาฐกถาเนื่องในการเปิดสวนสันติภาพ กรุงเทพมหานคร
จัดโดยมูลนิธิปรีดีพนมยงค์ เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๑

๑๖ สิงหาคม เมื่อ ๕๓ ปีที่แล้วท่านปรีดี พนมยงค์ ในฐานะผู้สำเร็จราชการแผ่นดินได้ออก “ประกาศสันติภาพ” เพื่อบอกประชาชนชาวไทยและชาวโลกว่าการประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกาของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นโมฆะ เป็นการยืนยันทั้งโดยนิตินัยและพฤตินัยว่าประเทศไทยได้คืนสู่สภาวะอันสันติอีกครั้งหนึ่ง สงครามเป็นอันยุติอย่างแท้จริง ๕๓ ปีผ่านไป บัดนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญสงครามอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้เป็นสงครามที่ต่างจากสมัยของท่านปรีดี เพราะมิใช่สงครามที่ใช้อาวุธหากเป็นสงครามเศรษฐกิจ ใช่แต่เท่านั้น ในสงครามครั้งหลังนี้ไทยมิได้เป็นฝ่ายชนะดังครั้งก่อน หากเป็นฝ่ายแพ้

วิกฤตการณ์ในเมืองไทยปัจจุบัน มองในแง่หนึ่งก็คือการแพ้สงครามเศรษฐกิจนั่นเอง แม้จะไม่มีต่างชาติมาปกครอง ไม่มีกองกำลังต่างด้าวมาตั้งในเมืองไทย แต่หลายคนก็ถือว่านี้เป็นการเสียบ้านเสียเมือง บางคนเรียกว่าเป็นการ “เสียกรุงครั้งที่๓” เพราะต่างชาติได้เข้ามายึดครองกิจการต่างๆของคนไทยรวมทั้งควบคุมเศรษฐกิจไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน “ต่างชาติ” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงรัฐบาลต่างชาติ แต่หมายถึงบรรษัทต่างชาติ ทั้งที่อยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลังวิกฤตการณ์ในปัจจุบัน

ความแตกต่างอีกประการหนึ่งระหว่างสงครามในสมัยท่านปรีดีกับปัจจุบันก็คือ สงครามในเวลานี้มิใช่สงครามระหว่างรัฐกับรัฐ หากเป็นสงครามระหว่างเศรษฐกิจกับเศรษฐกิจ ทั้งในระดับภูมิภาค (อาเซียนเอเชียตะวันออก) ระดับประเทศ ระดับบรรษัท และระดับภาค (อุตสาหกรรม-เกษตรกรรม เมือง-ชนบท)

พลานุภาพของพลังเศรษฐกิจ

ไม่เคยมีครั้งใดที่พลังเศรษฐกิจจะมีพลานุภาพเท่าเวลานี้ มันสามารถผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายทั้งในระดับกว้างและลึก กลายเป็นตัวกำหนดความเป็นไปต่างๆทั่วทั้งโลก มันได้เชื่อมโลกทั้งโลกให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่ว่าจะมีอุดมการณ์ ศาสนา ผิวสี หรือนโยบายทางการเมืองต่างกันเพียงใด ประเทศต่างๆทั่วโลกล้วนถูกผลักให้เข้าไปอยู่ในตลาดเดียวกัน

เศรษฐกิจกลายเป็นเป้าหมายหรือเข็มมุ่งของทุกประเทศ และเป็นตัวตัดสินชะตากรรมของรัฐบาลทุกรัฐบาล ใช่แต่เท่านั้น มันยังกลายเป็นเป้าหมายของทุกชีวิต และกำหนดความสัมพันธ์ของคนในทุกระดับ สามารถทำให้ครอบครัวและชุมชนเหินห่างหรือถึงกับแตกสลาย สามารถเปลี่ยนแปลงประเพณีและวัฒนธรรมอีกทั้งยังเป็นพลังที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและศิลปะ

ไม่มีอะไรเป็นแรงจูงใจที่ทรงพลังเท่ากับเศรษฐกิจ แม้แต่การเข้าวัดของผู้คนเวลานี้ ส่วนใหญ่ก็เพราะหวังลาภ หวังรวย เวลาจะทำอะไรก็ต้องถามก่อนว่าจะได้อะไร โครงการใดจะเป็นที่ยอมรับหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่า มันก่อให้เกิดผลได้ในทางเศรษฐกิจหรือไม่ สร้างงาน ส่งเสริมรายได้ หรือนำเงินตราเข้าประเทศหรือเปล่า พูดง่ายๆคือเศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดว่าอะไรควร ไม่ควร กล่าวโดยสรุป มันได้เปลี่ยนแปลงทั้งโลกทัศน์ของผู้คน ความสัมพันธ์ในสังคม และชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนทั้งโลกเศรษฐกิจในการควบคุมของสังคม

สมัยก่อนเศรษฐกิจไม่ทรงอำนาจมากเท่านี้ เพราะถูกควบคุม เหนี่ยวรั้ง กำกับด้วยวัฒนธรรม ประเพณี หรือพูดอีกอย่างหนี่งคือถูกสังคมควบคุมไว้เพื่อให้อยู่ในขอบเขต ในอดีตคนที่มีอาชีพพ่อค้าถูกจัดให้อยู่ในระดับล่างๆของสังคม ในประเทศจีน พ่อค้าจัดอยู่ในวรรณะต่ำสุดเพราะยังชีพโดยไม่ผลิตอะไรเลย เช่นเดียวกับในญี่ปุ่น ในอินเดีย วรรณะแพศย์อยู่ต่ำกว่าใครหมดยกเว้นวรรณะศูทร ในยุโรปคนที่มีอาชีพค้าดอกเบี้ยจะถูกประนามโดยศาสนจักรคาทอลิก การเก็งกำไร (จากการพนัน) ถูกห้าม ในสังคมพุทธแบบเถรวาท การแสวงหาทรัพย์ต้องถูกกำกับโดยศีลธรรม การค้าอาวุธ มนุษย์หรือสัตว์ถือว่าเป็นมิจฉาวณิชชา ส่วนการค้าขายสินค้าประเภทอื่นก็ถูกควบคุมด้วยความเชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ อีกทั้งยังถูกชุมชนควบคุมอีกชั้นหนึ่ง ทำให้การค้าขายหรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจมิได้มุ่งกำไรหรือประโยชน์ส่วนตัวเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องคำนึงถึงผู้อื่นด้วย ท่านพุทธทาสภิกขุเล่าว่า คนไชยาแต่ก่อนเวลาจะทำนาก็นึกในใจว่า “นกกินเป็นบุญ คนกินเป็นทาน”

วัฒนธรรมดั้งเดิมจะกำหนดแบบแผนให้คนรวยต้องปฏิบัติ เช่นเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่คนจน หาไม่จะถูกประนาม คำถามคือเหตุใดสังคมแต่ก่อนจึงพยายามควบคุมพลังทางเศรษฐกิจสูง ให้อยู่ในขอบเขต คำตอบก็คือเพื่อไม่ให้ผู้มีพลังทางเศรษฐกิจสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น พูดอีกแง่ก็เพื่อไม่ให้ความเห็นแก่ตัวกำเริบจนทำลายความสัมพันธ์ในสังคม ขณะเดียวกันก็เพื่อให้เศรษฐกิจก่อประโยชน์สร้างสรรค์มากที่สุด ทั้งต่อชีวิตและสังคม เศรษฐกิจเป็นอิสระจากสังคม

แต่ในช่วง ๒-๓ ศตวรรษหลัง เศรษฐกิจพยายามอย่างยิ่งที่จะดิ้นรนเป็นอิสระจากศาสนา ในขณะที่วิทยาศาสตร์ค่อยๆทำให้พระเจ้า นรก และสวรรค์หายไป เศรษฐกิจก็เริ่มทำตัวให้เป็น “ศาสตร์” จึงเหินห่างจาก “ธรรม” และศาสนาเป็นลำดับ แทนที่จะอิงจริยธรรม เศรษฐกิจก็หันมาอิงกับ “กฎธรรมชาติ” (ที่ชื่อว่ากฎอุปสงค์อุปทาน)

ความเห็นแก่ตัวและความโลภจึงถูก “ปลดปล่อย” จากกฎเกณฑ์ ศาสนา มาเป็นพลังขับเคลื่อนให้กับเศรษฐกิจ จนเกิดความเชื่อแพร่หลายว่า หากปล่อยให้ทุกตนแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนอย่างเสรี จะเกิดผลดีกับส่วนรวมโดยอำนาจของ “มือที่มองไม่เห็น”
ในขณะที่ความโลภ ซึ่งเคยถูกรังเกียจ กลับกลายเป็นที่ยอมรับหรือถึงกับยกย่องว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับโลกปัจจุบัน ผู้คนก็เริ่มเหินห่างกันมากขึ้น เงินตราที่แพร่หลายไปพร้อมกับระบบตลาด ทำให้ผู้คนพึ่งพากันเองน้อยลง เพราะสามารถใช้เงินว่าจ้างแรงงาน แทนที่จะใช้วิธีไหว้วานหรือ “ลงแขก” พร้อมกันนั้นผู้คนก็เป็นอิสระจากชุมชนมากขึ้น จะทำตัวให้น่าหมั่นไส้ ก็ยังอยู่รอดได้ เพราสามารถใช้เงินซื้อหาสิ่งจำเป็นจากที่อื่นมาได้ เนื่องจากชุมชุนเริ่ม “เปิด” มากขึ้นเพราะการทะลุทะลวงของระบบตลาด ผลคือชุมชนอ่อนกำลัง ความสัมพันธ์จางคลายลง ทำให้สังคมคุมเศรษฐกิจได้น้อยลง

เศรษฐกิจเป็นอิสระจากรัฐ

ในอดีต นอกจากสังคมแล้ว รัฐยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เป็นตัวกำกับเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบัน เศรษฐกิจไม่เพียงแต่จะเป็นอิสระจากสังคมมากขึ้นเท่านั้น หากยังหลุดจากการควบคุมของรัฐเป็นลำดับ และอยู่ใต้การอุปถัมภ์ของรัฐน้อยลง นายทุนมีความเข้มแข็งมากขึ้นจนแทบไม่ต้องพึ่งพานักการเมือง (หรือทหาร) อีกแล้ว หากมาควบคุมหรือชักใยนักการเมืองเสียเอง ปัจจุบันเศรษฐกิจทั้งเรียกร้องและผลักดันให้รัฐเลิกแทรกแซงตลาด เพื่อปล่อยให้ตลาดทำงานของมันเอง ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานี้คือ การลดบทบาทของรัฐในด้านการผลิต วิสาหกิจกำลังถูกแปรรูปทั่วโลก ขณะเดียวกันก็มีการยกเลิกและผ่อนคลายระเบียบข้อบังคับที่รัฐเคยใช้เป็นเครื่องมือกำกับเศรษฐกิจ

นอกจากนั้นปัจจัยทางเศรษฐกิจนานาชนิดก็กำลังเคลื่อนไหว “ลอด” รัฐและ “ข้าม” รัฐ โดยที่รัฐควบคุมได้น้อยลงทุกที ไม่ว่าจะเป็นสินค้า ทุน ข้อมูล แรงงาน

เศรษฐกิจครอบงำสังคม

เมื่อเศรษฐกิจเป็นอิสระจากสังคมแล้ว ขั้นต่อมาก็คือการครอบงำสังคม ทรัพยากรที่จำเป็นต่อการยังชีพของชุมชน ถูกดึงมาใช้สนองพลังทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นป่า น้ำ แร่ธาตุ แม้แต่ผู้คนก็ถูกแปรให้เป็น “ทรัพยากร” อีกประเภทหนึ่งคือแรงงาน ส่วนวัฒนธรรมประเพณีก็ถูกเอามาขาย การพึ่งพาตนเองของชุมชนถูกทำลาย ผู้คนถูกดึงเข้าสู่เมืองเพื่อเป็นแรงงาน ชาวนา ชาวไร่ถูกกระตุ้นและกดดันให้ผลิตเพื่อขาย จนต้องพึ่งพาตลาดในที่สุด ทั้งในฐานะผู้ผลิตและผู้บริโภค แม้แต่ศาสนาและการศึกษาก็กลายมาเป็นเครื่องมือรับใช้เศรษฐกิจ เช่น “ผลิต” คนให้มาตอบสนองตลาด แรงงานยิ่งกว่าชุมชน ส่วนวัดก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบทุนนิยมบริโภค โดยอาศัย “ไสยพาณิชย์” หลักธรรมสำคัญถูกละเลย เหลือเพียงรูปแบบและพิธีกรรมซึ่งถูกแปรเป็นสินค้าอีกรูปแบบหนึ่ง โลกทัศน์ของผู้คนจึงหลุดลอยจากศาสนาและวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม กลับมีเงินเป็นศูนย์กลาง เงินกลายเป็นเป้าหมายของชีวิต เป็นสื่อกลางความสัมพันธ์ในทุกระดับ และเป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้ (จะทำอะไรก็นึกถึงเงินก่อนอย่างอื่น) ผลประโยชน์ส่วนตัวกลายเป็นเรื่องหลักในทุกมิติของชีวิตไม่เฉพาะการค้าขายเท่านั้น

การครอบงำสังคมมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะการแย่งชิงทรัพยากรในรูปแบบใหม่ ได้แก่การแย่งชิงทรัพยากรพันธุกรรม เพื่อแปรเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร อุตสาหกรรม และการแพทย์ ตัวชูโรงในเรื่องนี้คือบรรษัทข้ามชาติ ซึ่งกำลังมุ่งทำลายผลผลิตพื้นบ้าน (เช่นพันธุ์พืช) เพื่อให้คนหันมาพึ่งพาสินค้าของบรรษัทเหล่านี้ แบบแผนการบริโภคกำลังถูกเปลี่ยนน้ำอัดลมและฟาสต์ฟูดกำลังถูกยัดเยียดให้มาแทนที่ แม้แต่วัฒนธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่นก็ตกเป็นเหยื่อการคุกคามของบรรษัทข้ามชาติ (นายโมริตะ เจ้าของโซนีเคยกล่าวว่า วัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นกำแพงการค้าที่กีดขวางสินค้าในโลกยุคโลกานุวัตร) บรรษัทเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะขยายอิทธิพลเข้ามายังทุกซอกทุกมุมของชุมชนท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังพยายามรุกเข้ามาถึงกระเพาะและจิตสำนึกของเรา (ผู้บริหารโค้กมีนโยบายจะขยาย “ส่วนแบ่งในกระเพาะ” ของคนทั่วโลก เขาไม่พอใจที่ในท้องของแต่ละคนโดยเฉลี่ยมีโค้กเพียง ๒ ออนซ์ต่อวันเท่านั้น ทั้งๆที่สามารถบรรจุของเหลวได้ถึงวันละ ๖๔ ออนซ์

เศรษฐกิจเอารัฐเป็นเครื่องมือ

ในเวลาเดียวกับที่ครอบงำทางสังคม เศรษฐกิจก็กำลังใช้รัฐเป็นเครื่องมือเพื่อเพิ่มพลังให้แก่ตัวมัน ที่เห็นชัดเจนก็คือการใช้รัฐยัดเยียดตลาดเสรี ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก โดยมีสูตรสำเร็จอยู่ ๓ ประการ คือแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ยกเลิกระเบียบข้อบังคับ และเปิดเสรีทางการเงินและการค้า

แม้ว่าจะมีการพร่ำถึงตลาดเสรี แต่ในความเป็นจริงตลาดไม่ได้เสรีจริง เพราะรัฐถูกใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนภาคเศรษฐกิจเพียงบางภาคเท่านั้น งบประมาณของรัฐเป็นอันมากถูกใช้ไปในการสร้างสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นประโยชน์แก่บางภาค รวมทั้งส่งเสริมการวิจัยและประกันความเสี่ยง มีการให้อภิสิทธิ์ เช่น ลดภาษี ตั้งเขตปลอดภาษี รวมทั้งจัดการศึกษาที่สนองภาคธุรกิจยิ่งกว่าภาคอื่น มีการออกระเบียบที่เอื้ออำนวยภาคธุรกิจ ขณะเดียวกันก็ควบคุมผู้ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อ “ตลาดเสรี” และภาคธุรกิจ เช่นสหภาพแรงงาน รัฐมิได้มีท่าทีว่าจะเล็กลงอย่างที่มักพูดกัน แต่ยังใหญ่อยู่เหมือนเดิม หรือยิ่งกว่า จุดหมายคือเพื่อรับใช้เศรษฐกิจนั่นเอง (“The Myth of the Minimalist State: Free Market Ambiguities” The Corner House, March 1998)

เศรษฐกิจและรัฐกำลังครอบงำสังคม

เวลานี้ผู้คนทั้งโลกกำลังเป็นทาสเศรษฐกิจเพราะถือเศรษฐกิจเป็นใหญ่ มุ่งแต่กำไรและผลประโยชน์ ใฝ่เสพและใฝ่บริโภคจนเป็นเหยื่อของลัทธิบริโภคนิยม ทุกอย่างในร่างกายถูกแปรให้เป็นสินค้า ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะ ตัวอ่อน ทารกในครรภ์ หรือแม้แต่ยีนก็ถูกแย่งเพื่อจดสิทธิบัตรผูกขาดแต่ผู้เดียว ขณะเดียวกันสังคมก็อ่อนแอเป็นลำดับ เพราะทรัพยากรธรรมชาติถูกแย่งชิง ความเป็นอยู่แบบดั้งเดิมถูกทำลาย สายสัมพันธ์ในสังคมกำลังขาดวิ่น สังคมเต็มไปด้วยปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด โรคประสาท ส่วนช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนก็ถ่างกว้างมากขึ้น วัฒนธรรมและศาสนาไม่สามารถเป็นที่พึ่งทางใจได้

สังคมทุกสังคมกำลังสูญเสียอิสรภาพ เป็นเบี้ยล่างของตลาด และตลาดที่กำลังควบคุมชะตากรรมของทุกสังคมก็คือตลาดเงินตราระหว่างประเทศ ซึ่งมีอิทธิพลมหาศาล วิกฤตเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบันเป็นผลจากการที่สังคมไปอิงอยู่กับตลาดเงินตราระหว่างประเทศ จนถูกพลังทางเศรษฐกิจที่ไร้สติ ไร้ศีลธรรมเข้าครอบงำ และฉุดกระชากลากจูงไปตามอำนาจของมัน สถานการณ์ในปัจจุบันชี้ให้เห็นถึงอันตรายของพลังทางเศรษฐกิจที่ไร้การควบคุมกำกับในทุกระดับ ขณะเดียวกันก็เป็นกระจกสะท้อนความอ่อนแอของสังคมเนื่องจากพื้นฐานถูกทำลาย และถูกตัดขาดจากทุนเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้ว (ทุนทางสังคม) จนพึ่งตัวเองไม่ได้

สงครามระหว่างเศรษฐกิจกับสังคม

วิกฤตการณ์ปัจจุบันบ่งชี้ว่า สังคมไทยกำลังพ่ายแพ้พลังเศรษฐกิจ แต่การต่อสู้ขับเคี่ยวยังไม่ยุติเท่านี้ การต่อสู้ยังจะมีต่อไปและแหลมคมรุนแรงขึ้นเรื่อยๆในศตวรรษหน้า การต่อสู้ระหว่างเศรษฐกิจกับสังคมจะเป็นสัประยุทธ์ที่สำคัญอย่างยิ่ง ฝ่ายที่จะมีบทบาทมากก็คือบรรษัทข้ามชาติซึ่งกำลังโตวันโตคืน จนมีอำนาจทางเศรษฐกิจยิ่งกว่าประเทศบางประเทศเสียอีก ปัจจุบันบรรษัทข้ามชาติอันดับต้นๆ ๒๐๐ บรรษัท หากเอาสินทรัพย์ทั้งหมดมารวมกัน จะมียอดรวมสูงกว่าผลผลิตมวลรวมประชาชาติของ ๑๘๒ ประเทศเสียอีก เคยมีการจัดอันดับหน่วยเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก ๑๐๐ อันดับแรก ปรากฏว่าในจำนวนนี้ ๕๐ อันดับต้นคือบรรษัทข้ามชาติ เมื่อปี ๒๕๓๙ เศรษฐกิจไทยใหญ่เป็นอันดับที่๓๐ ของโลก แต่มี ๕ บรรษัทที่มีสินทรัพย์มากกว่าผลผลิตมวลรวมของไทย ได้แก่ มิตซูบิชิ มิตซุย สุมิโตโม จีเอ็ม และมารูเบนิ ๒ ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ ปัจจุบันเศรษฐีแสนล้านจำนวน ๓๕๘ คนมีทรัพย์สินรวมกันเท่ากับคนเกือบครึ่งโลก (๒,๕๐๐ ล้านคน) ไม่ต้องสงสัยเลยว่าความมั่งคั่งของคนเหล่านี้ได้มาจากการเป็นเจ้าของหรือเป็นผู้บริหารบรรษัทข้ามชาติ (Ward Morehouse “Consumption, Civil Action and Corporate Power” Development, Vol. 41 No. 1 March 1998)

อิทธิพลของพลังทางเศรษฐกิจยังเห็นได้จากอำนาจของตลาดเงินตราระหว่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีเงินทุนหมุนเวียนวันละ ๑.๕ ล้านล้านเหรียญ หรือเท่ากับ ๑๐ เท่าของผลผลิตมวลรวมของไทยทั้งปี ภายใต้การชักใยของนักการค้าเงินตราเพียงหยิบมือ สามารถโจมตีเงินบาทจนทรุดฮวบไปทั้งประเทศ และก่อผลกระทบต่อประเทศต่างๆอีกมากมายตามมา แม้แต่ประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ ก็ใช่ว่าจะรอดพ้นจากอิทธิพลของมัน มันสามารถถูกใช้เพื่อต่อต้านการปฏิรูปในสหรัฐ หนือกดดันให้รัฐบาลสวีเดนต้องลดงบประมาณด้านสวัสดิการ มันสามารถกระแทกกระทั้นสังคม โดยการกดดันให้รัฐลดการใช้จ่าย ขึ้นภาษีหรือขึ้นราคาสินค้า แม้จะพูดกันเสมอว่าตลาดเงินตราระหว่างประเทศช่วยให้เกิดการเคลื่อนย้ายทุนอย่างเสรี ส่งเสริมให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ที่ไม่ค่อยพูดกันก็คือ ตลาดดังกล่าวได้ทำให้เกิดบ่อนขนาดมหึมาระดับโลก อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือของแก๊งอาชญากรรม (ที่หากินกับยาเสพติด ของเถื่อน ผู้หญิงและเด็ก) ทุกวันนี้ตลาดดังกล่าวช่วยให้แก๊งระดับโลกเหล่านี้สามารถโอนเงินไปนอกประเทศได้เสรี รวมทั้งเก็บเงินไว้ในบัญชีธนาคารลับชนิดที่รัฐยื่นมือไปไม่ถึง

กล่าวโดยสรุป พลังเศรษฐกิจกำลังบดขยี้สังคมอย่างเข้มข้นรุนแรง ทั้งนี้เนื่องจากบรรษัทข้ามชาติมีพลานุภาพเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว (ในปี ๒๕๓๘ บรรษัทข้ามชาติ ๕๐๐ อันดับแรก มีกำไรเพิ่มขึ้นถึงร้องละ ๖๕ ขณะที่ประเทศต่างๆหากมีรายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๐ ก็ถือว่ามหัศจรรย์แล้ว) ใช่แต่เท่านั้น บรรษัทข้ามชาติเหล่านี้ยังมีอิสระเสรีอย่างไม่เคยมีมาก่อน ปลอดพ้นจากการควบคุมของศาสนาประเพณีและรัฐแถมยังมีรัฐเป็นเครื่องมือสำคัญ โดยอาศัยกระแสโลกานุวัตรเป็นพาหะแพร่อิทธิพล (Martin & Schumann, The Global Trap, Zed Books, 1997 บทที่ ๓)

สันติภาพในศตวรรษที่ ๒๑

การสัประยุทธ์ระหว่างเศรษฐกิจกับสังคมในแง่หนึ่งก็คือการต่อสู้ระหว่างความเห็นแก่ตัวกับความเห็นแก่ส่วนรวม เพราะคุณค่าที่อยู่เบื้องหลังพลังเศรษฐกิจปัจจุบันคือวัตถุนิยม ส่วนคุณค่าที่เป็นพื้นฐานของทุกสังคมและร้อยรัดสังคมให้อยู่ได้คือคุณธรรม การต่อสู้ระหว่างสังคมกับเศรษฐกิจ จึงเป็นการต่อสู้ระหว่างธรรมะกับอธรรม เรียกอีกอย่างก็คือ “ธรรมาธรรมะสงคราม”

สันติภาพไม่อาจเกิดขึ้นได้ ถ้าเศรษฐกิจครอบงำสังคมจนเป็นทาส สันติภาพจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสังคมเข้ามาครอบงำกำกับเศรษฐกิจ (ธรรมะชนะอธรรม) นั่นหมายความว่า สังคมจะต้องเข้มแข็ง เพื่อต้านทานพลังเศรษฐกิจที่ไร้คุณธรรม เศรษฐกิจที่ไร้คุณธรรมหรือไร้สตินั้น มีอันตรายไม่น้อยกว่ารัฐเผด็จการที่ไร้ศีลธรรม ชัยอนันต์ สมุทวณิช ได้ชี้ว่าสาเหตุที่ตะวันตกสามารถชนะนาซีและคอมมิวนิสต์ได้ ไม่ใช่เพราะมีเทคโนโลยีสูงกว่า หรือเพราะระบบทุนนิยมเสรีมีประสิทธิภาพกว่า ตรงกันข้ามตะวันตกมีชัยชนะได้เพราะสามารถควบคุมทุนนิยมเสรีมิให้ไปทำลายสังคมจนอ่อนแอต่างหาก “สิ่งเดียวที่จะเหนี่ยวรั้งทุนนิยมเสรีให้เป็นพลังที่มีสติได้ก็คือ การหวลกลับไปคำนึงถึงคุณค่าและจริยธรรมทางศาสนา ตลอดจนแบบอย่างวิถีชีวิตของชุมชนชนบทที่เรียบง่าย” คือข้อสรุปของชัยอนันต์

คุณค่าและจริยธรรมทางศาสนาจะมีพลังพอที่จะทำเช่นนั้นได้ ปัจจัยสำคัญก็คือสังคมต้องเข้มแข็ง ทั้งนี้ก็เพราะสังคมนั้นเป็นฐานที่มั่นหรือแหล่งฟูมฟักศาสนาและจริยธรรม ถ้าสังคมอ่อนแอ ศาสนาและจริยธรรมก็พลอยอ่อนแอตามไปด้วย สิ่งที่ตามมาก็คือการแพร่ระบาดของทุนนิยมและบริโภคนิยม เพราะเมื่อใดก็ตามที่ศาสนาและวัฒนธรรมไม่สามารถเป็นที่พึ่งของคนได้ ทุนนิยมและบริโภคนิยมก็จะกลายเป็นที่พึ่งของคนแทน (โดยอาจมีไสยศาสตร์เข้าไปผสมโรงด้วย)

มนุษย์ทุกคนย่อมต้องการแสวงหาความสุขทางจิตใจ ความสุขระดับพื้นฐานได้แก่ ความรัก ความเข้าใจ การมีโอกาสสร้างสรรค์สิ่งดีงาม และมีอิสระเสรี เป็นต้น คุณค่าเหล่านี้ สังคม ชุมชน และครอบครัวที่เข้มแข็งสามารถให้ได้ แต่เมื่อสังคมอ่อนแอ ก็ไม่อาจได้รับสิ่งเหล่านี้ ผลก็คือเข้าหาทุนนิยมและบริโภคนิยมแทนเพราะมันมีสิ่งดึงดูดใจ เช่น ความสนุกสนาน ความสะดวกสบาย อำนาจ สถานภาพ และเสรีภาพ (ในการบริโภค) คุณค่าเหล่านี้เป็นคุณค่าเทียม แต่ปลอบประโลมใจได้ชั่วคราว คนเลยเข้าหาและหลงใหล แต่ก็ไม่ทำให้พอใจอย่างแท้จริงเสียที จึงไล่ตามมันไม่จบสิ้น กลายเป็นสิ่งเสพติดไปสร้างสังคมให้เข้มแข็ง

สังคมจะควบคุมเศรษฐกิจได้ก็ต่อเมื่อสังคมมีความเข้มแข็ง วิธีการที่จะทำให้สังคมเข้มแข็งก็คือ

1. ทำสังคมให้กระชับแน่นขึ้น ได้แก่การพยายามยึงโยงผู้ป่วยเข้าหากัน ขยายความสัมพันธ์ในแนวราบ โดยการรวมกลุ่มช่วยเหลือกัน (ทั้งในละแวกบ้าน ในหมู่บ้าน อำเภอ จังหวัด ลุ่มน้ำ) รับผิดชอบกิจการสาธารณะร่วมกัน (เช่นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พิทักษ์ป่าชุมชน ทำกลุ่มออมทรัพย์ ตั้งชมรมการเกษตร ส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น) ขณะเดียวกันก็โยงกันเป็นเครือข่ายกว้างขวาง กลุ่มเหล่านี้ไม่ควรพี่งเงินตราเป็นสำคัญ หากควรพึ่งทุนทางสังคม โดยอิงระบบคุณค่าที่ยึดถือร่วมกัน สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกันให้เกิดขึ้น เพื่อเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันอย่างแท้จริง กล่างอีกนัยหนึ่งคือการแปรพลังของสังคมให้เป็นพลังทางศีลธรรม

2. ควบคุมเศรษฐกิจด้วยสังคม แนวความคิดเรื่องเศรษฐกิจชุมชน สัจจะออมทรัพย์ เศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวคิดที่มุ่งให้เศรษฐกิจตอบสนองชุมชนและสังคม เป้าหมายมิใช่เพื่อกำไร แต่เพื่อความผาสุกในชีวิตและความกลมกลืนในสังคม นอกจากนั้นสังคมควรควบคุมเศรษฐกิจในแง่อื่นด้วย เช่น กดดันเรียกร้องให้ธุรกิจต่างๆรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมให้มากขึ้น (ชัยอนันต์ สมุทวณิช สยามสู่ศตวรรษที่ ๒๑ (กรุงเทพ ฯ ๒๕๓๖) หน้า ๘๕)

3. ให้ชีวิตเรามีคุณค่าทางสังคมเป็นแกนนำ หมายความว่าเมื่อจะทำอะไรก็ตาม เราไม่พึ่งมุ่งเอาเงินหรือผลประโยชน์ทางวัตถุเป็นตัวตั้ง หากควรมุ่งประโยชน์ที่จะเกิดแก่คุณภาพชีวิตและส่วนรวมเป็นหลัก เช่น สุขภาพ ความสุขทางใจ มิตรภาพ ความสามัคคี อีกทั้งพึงให้เวลาแก่ชีวิตและกิจกรรมทางสังคม (เช่นสานสัมพันธ์ในครอบครัว หรือทำกิจกรรมส่วนรวม) มากกว่าการหาเงินทำกำไร ใช่แต่เท่านั้น แม้แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจเราก็ควรคำนึงถึงคุณค่าทางสังคมด้วย มิได้คิดแต่กำไร ขาดทุนเป็นด้านหลัก ถ้าเป็นผู้ผลิตก็ควรคิดถึงผลกระทบต่อสังคมส่วนรวมด้วย เวลาทำอาชีพการงานก็พยายามเอื้อเฟื้อสังคมไปในตัว เช่น ลงทุนในกิจการที่มีประโยชน์ ส่วนผู้บริโภค ก็พึงซื้อของที่มีผลกระทบต่อสังคมน้อย ตระหนักถึงคุณค่าที่แท้หรือผลประโยชน์ที่ยั่งยืนกว่า ยิ่งกว่าคุณค่าเทียมหรือมุ่งสนองกิเลสอย่างเดียว พร้อมกันนั้นก็พึงมีวินัยในการใช้เงิน จะได้ไม่พลัดตกเป็นทาสของบริโภคนิยมจนเห็นเงินเป็นใหญ่

4. ทำชีวิตด้านในให้เข้มแข็ง พึงรู้จักแสวงหาความสุขอันประณีต (จากความสัมพันธ์ ธรรมชาติ) รวมทั้งความสุขจากภายใน ยิ่งจิตเป็นอิสระจากวัตถุได้มากเท่าไร ชีวิตด้านในก็สงบเย็นและมั่นคงมากเท่านั้น

5.
ปัญหาของคนปัจจุบันก็คือหาความสุขจากตัวเองไม่ได้ เลยต้องพึ่งวัตถุ สำคัญไปว่าความสุขนั้นจะได้มาก็ด้วยการเสพและการครอบครองทรัพย์สินเท่านั้น ทั้งๆที่ความสุขที่แท้จริงนั้นได้จากการให้ การละ และความพอใจสิ่งที่ตนมี ทุกวันนี้ผู้คนพากันเอาอัตลักษณ์ไปผูกติดกับวัตถุหรือยี่ห้อ เพราะไม่สามารถแสวงหาความมั่นคงจากภายในได้

การแสวงหาสันติภาพภายใน ให้คุณธรรมชนะความเห็นแก่ตัว จะช่วยให้สังคมเข้มแข็งขึ้น ข้อ ๑ และข้อ ๒ เป็นเรื่องปัจจัยภายนอก ส่วนข้อ ๓ และ ๔ เป็นเรื่องปัจจัยภายใน ซึ่งต้องทำควบคุมคู่กันไปทั้งในระดับสังคมและระดับปัจเจกบุคคล

ลงท้าย

ในพระไตรปิฎก มีการกล่าวถึงธรรมาธรรมะสงครามระหว่างเทพกับอสูร ฝ่ายแรกเชิดชูเมตตาธรรม ฝ่ายหลังเป็นตัวแทนของโทสะ ในที่สุดลงเอยด่วยชัยชนะของเมตตาธรรม แต่ในปัจจุบัน ธรรมาธรรมะสงครามเป็นเรื่องของการต่อสู้ระหว่างโลภะอันมาพร้อมกับพลังทางเศรษฐกิจ กับสันโดษอันมีชุมชนและสังคมเป็นฐานที่มั่นคง ตราบใดที่ฝ่ายแรกเป็นผู้มีชัยชนะ สันติภาพทั้งในใจและในสังคม จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้ จนกว่าสังคมจะควบคุมเศรษฐกิจให้กอปรด้วยคุณธรรมได้ สงความครั้งนี้จะลงเอยอย่างไรขึ้นอยู่กับพวกเราและอนุชนรุ่นหลัง ขอให้ “สวนสันติภาพ” ไม่เพียงเป็นอนุสรณ์ของสันติภาพที่ประกาศโดยท่านปรีดี พนมยงค์ ซึ่งจะมีอายุครบหนึ่งศตวรรษใน ๒ ปีหน้าเท่านั้น หากยังเป็นส่วนหนึ่งของการสานสันติภาพในใจเราและในสังคมของเรา โดยการเอื้อเฟื้อผู้คนให้มาพบปะและร่วมมือกัน เพื่อสร้างประชาสังคมให้เข้มแข็งยิ่งๆขึ้นไปในศตวรรษที่กำลังจะมาถึง

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved