หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรมะ >
น้อมธรรมตามรอยในหลวง
กลับหน้าแรก

น้อมธรรมตามรอยในหลวง
พระไพศาล วิสาโล
ธรรมบรรยายหลังทำวัตรเย็น วันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๙

อาตมาได้พิจารณาถึงเหตุการณ์เมื่อ ๒-๓ วันที่ผ่านมา อดคิดไม่ได้ว่ามันมีอะไรหลายอย่างพานพ้องกับเหตุการณ์วันเดียวกันเมื่อ ๔๓ ปีก่อน มันเป็นความพ้องกันโดยบังเอิญในบางแง่ พวกเราหลายคนคงจะจำได้ โดยเฉพาะคนที่อายุ ๖๐ หรือ ๕๐ กว่าปีขึ้นไป เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ได้เกิดเหตุการณ์นองเลือดขึ้นกลางกรุงเทพ ฯ โดยเฉพาะที่ถนนราชดำเนิน มีคนล้มตายบาดเจ็บเป็นอันมาก จนถึงเย็นวันที่ ๑๖ ตุลาคม เหตุการณ์จึงสงบ เพราะว่าจอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร และพันเอกณรงค์ กิตติขจร ลี้ภัยไปต่างประเทศ บ้านเมืองจึงคืนสู่ความสงบ และคืนนั้นในหลวงก็มีพระราชดำรัสทางโทรทัศน์ เข้าใจว่าเป็นการถ่ายทอดสด ประโยคแรกที่พระองค์ตรัสก็คือ “วันนี้เป็นวันมหาวิปโยค” อาตมาจำได้ชัด ตอนนั้นอายุ ๑๖ ปี ขณะที่ตรัสประโยคนี้พระพักตร์ของพระองค์เศร้าหมองมาก เพราะมีผู้คนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก

เหตุการณ์เมื่อ ๒-๓ วันที่ผ่านมา แม้จะไม่มีผู้ใดกล่าวประโยคนี้อย่างที่พระองค์มีพระราชดำรัสเมื่อ ๔๓ ปีก่อน แต่หัวใจของคนไทยทุกคนก็รู้ว่า นี้คือวันมหาวิปโยค ถึงแม้เหตุการณ์ทั้งสองจะแตกต่างกันมาก เหตุการณ์แรกเมี่อ ๔๓ ปีที่แล้ว มีคนตายเกือบร้อยคน บาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก มีการเผาสถานที่ราชการหลายแห่ง บ้านเมืองเกิดจลาจลวุ่นวาย แต่ช่วง ๒-๓ วันที่ผ่านมา ไม่ได้มีคนล้มตายมากขนาดนั้น มีเพียงบุคคลเดียวที่จากไป แต่เป็นคนสำคัญของชาติ คือในหลวงของเรา
แม้จากไปเพียงคนเดียว หรือพระองค์เดียว แต่ผู้คนก็เศร้าโศกเสียใจกันมาก โดยเฉพาะเมื่อวานตอนเย็นวันที่ ๑๔ ตุลา อาตมาดูการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์  พิธีเคลื่อนพระบรมศพจากโรงพยาบาลศิริราช มายังพระบรมมหาราชวัง สองฝั่งตลอดเส้นทางจากศิริราช สนามหลวงจนถึงพระบรมมหาราชวัง มีผู้คนชุมนุมนับหมื่นนับแสน แต่งชุดดำบ้าง ขาวบ้าง หลายคนน้ำตานองหน้า ไม่มีเสียงดัง ไม่มีเสียงดนตรี มีแต่เสียงรถ แต่ในใจของผู้คนร่ำไห้ โดยเฉพาะที่สนามหลวงหน้าพระบรมมหาราชวัง

สนามหลวงเมื่อ ๔๓ ปีก่อนมีสภาพเหมือนกับสมรภูมิสงคราม เสียงดังทั้งรถถัง ทั้งปืน หลายคนคงนึกนึกภาพออก มันตรงข้ามกับเหตุการณ์เมื่อวานที่เงียบสงบ จนวังเวง แต่ว่าในใจของผู้คนมีแต่ความ หนักอึ้งและเบาโหวงในเวลาเดียวกัน  หนักอึ้งเพราะความเศร้าโศกกดทับ ขณะเดียวกันก็เบาโหวงเพราะว่าบางอย่างที่มีความสำคัญอย่างยิ่งได้สูญหายไปจากจิตใจ จึงพูดได้เต็มปากว่า เมื่อวานต่อเนื่องมาถึงวันนี้เป็น “วันมหาวิปโยค” ถึงแม้ไม่มีใครเอ่ยคำนี้ออกมาเหมือนที่ในหลวงเคยตรัสไว้เมื่อ ๔๓ ปีก่อนก็ตาม

แม้ว่าเหตุการณ์ทั้งสองไม่เหมือนกันเลย แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือความเศร้าโศกเสียใจของผู้คน  อย่างไรก็ตามอาตมาคิดว่าความเศร้าโศกเสียใจหรือความวิปโยคของคนไทยในช่วง ๒-๓ วันที่ผ่านมา อาจใช้เวลาเยียวยานานกว่าเมื่อ ๔๓ ปีที่แล้ว เมื่อปี ๒๕๑๖ นั้นแม้มีคนตายเกือบร้อย แต่หลายคนก็รู้สึกว่าเป็นการสูญเสียที่คุ้มค่า เพราะประชาชนได้ชัยชนะคือประชาธิปไตย ส่วนครอบครัวของผู้สูญเสียชีวิตก็ทำใจได้ เพราะรู้สึกว่าคนรักของเขาไม่ได้ตายเปล่า อีกทั้งได้รับการยกย่องเป็นวีรชน ได้รับพระราชทานเพลิงศพอย่างสมเกียรติที่สนามหลวงในปีถัดมา เพราะฉะนั้นความเศร้าโศกเสียใจจึงได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็วพอสมควร แม้จะไม่ได้สมานสนิทก็ตาม แต่ความวิปโยคในช่วงเวลา ๒-๓ วันที่ผ่านมาคงใช้เวลาเยียวยานานพอสมควร เหตุผลสำคัญคือว่า ในหลวงจากไปชั่วนิจนิรันดร์ โดยไม่มีอะไรทดแทนและชดเชยได้ จึงเป็นความสูญเสียอย่างถาวร ซึ่งต้องใช้เวลาในการเยียวยา

แม้เวลาจะมีส่วนช่วย แต่ถ้าเราอยากเยียวยาจิตใจเราจากความโศกเศร้า สิ่งหนึ่งที่จะช่วยได้ก็คือ การนึกถึงน้ำพระทัยและความดีของพระองค์ เวลานึกถึงแล้วจิตใจเราจะเกิดเป็นกุศลขึ้นมา เกิดปีติ เกิดแรงบันดาลใจ ความเศร้าเป็นอกุศลธรรม แต่ปีติ แรงบันดาลใจ เป็นกุศลธรรม สามารถช่วยบรรเทาความเศร้าโศกได้ และถ้าหากว่าเราไม่ได้แค่นึกถึง แต่ลงมือทำด้วย ความโศกเศร้าก็จะบรรเทาลงมาก สิ่งที่จะช่วยเยียวยาความเศร้าโศกที่ดีที่สุดก็คือการดำเนินรอยตามพระองค์ หรือทำตามพระปณิธานของพระองค์

อย่างไรก็ตาม เราย่อมทราบดีอยู่แล้วว่า การเดินตามพระองค์ไม่ใช่เรื่องง่าย จะทำได้ก็ต้องมีเหตุปัจจัยที่สำคัญ คือใจ  การบำเพ็ญตามพระกรณีกิจแม้เพียงแค่หนึ่งในร้อยของพระองค์ ต้องอาศัยใจเป็นสำคัญ  อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ มีใจประเสริฐสุด สำเร็จได้ด้วยใจ” จะทำได้อย่างในหลวงเพียงเศษเสี้ยว ก็ต้องมีใจอย่างพระองค์ หรือว่าพูดอีกอย่างว่า มีธรรมะในใจอย่างที่พระองค์มี  ถ้ามีธรรมะดังกล่าวในใจแล้ว การพูดการกระทำก็ออกมาได้ง่ายขึ้น

ธรรมะหรือความดีงามของพระองค์มีมากมาย แต่ถ้าสรุปอย่างสั้น ๆ ก็รวมลงที่ธรรมะ ๑๐ ข้อ ที่เรียกว่า ทศพิธราชธรรม แม้เป็นธรรมะสำหรับผู้ปกครอง แต่ก็เป็นธรรมะที่เราควรน้อมนำมาใส่จิตใจของเราด้วย

สองข้อแรกเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยและทำเป็นประจำอยู่แล้วคือ ทานและศีล ทาน คือการให้ สละสิ่งของ รวมถึงสละเวลา

ศีล หมายถึงการรักษากายและวาจาของตนให้เป็นปกติ ไม่เบียดเบียนใคร หมายถึงศีล ๕ เป็นอย่างน้อย

ข้อที่ ๓ ปริจจาคะ คือบริจาค ไม่ใช่บริจาคเงินทอง แต่มากกว่านั้น คือ สละความสุขสบายส่วนตัวเพื่อประโยชน์ส่วนรวม อันนี้เราเห็นได้ชัดจากพระกรณียกิจของพระองค์ ว่าที่จริงพระองค์สามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบายได้ เพราะพระองค์ทรงเป็นพระราชามหากษัตริย์ แต่พระองค์ทรงบำเพ็ญกรณียกิจต่างๆ มากมาย  ไม่ใช่แค่เปิดงานอย่างผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง แต่เสด็จพระราชดำเนินไปถึงชนบท ถิ่นทุรกันดาร  สมัยก่อนเส้นทางลำบากมาก บางแห่งมีถนน แต่หลายแห่งก็ไม่มีถนน เต็มไปด้วยภูเขา เช่น ภาคเหนือ ภาคอีสาน พระองค์ก็เสด็จไป ทรงพระดำเนินด้วยเท้าก็บ่อย อันนี้เราเห็นตัวอย่างได้จากภาพยนต์หรือวิดีโอ จะเห็นได้ว่าพระองค์ทรงโดดเด่นในคุณธรรมข้อนี้ ทรงเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อพสกนิกร

หลายคนตั้งใจรักษาศีล แต่ถ้าหากต้องละทิ้งความสุขส่วนตัว เช่นมาอยู่วัด ก็กลัวลำบาก เลยปฏิเสธ ไม่ยอมมา  จะให้ทานหรือรักษาศีลที่บ้านก็ยังไหว แต่จะให้มาวัดไม่เอา เพราะมันลำบาก บางคนอยากช่วยเหลือคนชนบท แต่พอรู้ว่ามีความลำบากรออยู่ ก็ปฏิเสธทันที อย่างนี้เรียกว่ายังไม่มีปริจจาคะ ยังหวงแหนความสุขส่วนตัว ซึ่งในหลวงของเราไม่มีอันนี้

ข้อที่ ๔  อาชชวะ คือความซื่อตรง มีความหมายคล้าย ๆ สัจจะ อันนี้เป็นลักษณะเด่นอีกประการหนึ่งของพระมหากษัตริย์ ดังคำกล่าวว่า “กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ” ในหลวงของเราตั้งแต่ครองราชย์ใหม่ ๆ ได้มีปฐมพระราชดำรัสว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” นี้เป็นเสมือนคำสัญญาซึ่งพระองค์ทรงรักษาตลอดพระชนม์ชีพ ถ้าเราทำได้แม้เพียงส่วนเสี้ยวของพระองค์คือมีความซื่อตรง มีความสัตย์จริง พูดคำไหนเป็นคำนั้น ก็ถือว่าเราได้บำเพ็ญธรรมข้อนี้แล้ว

ข้อที่ ๕ มัททวะ คือความอ่อนโยน ไม่เย่อหยิ่ง ไม่เจ้ายศเจ้าอย่างหรือถือตัว  อันนี้ก็เป็นธรรมะที่เราเห็นได้จากพระองค์ เวลาเสด็จพระราชดำเนินไปที่ไหนโดยเฉพาะชนบท บางทีก็ประทับนั่งในกระท่อมมีพระราชดำรัสกับชาวบ้าน ไม่มีอาสนะ ไม่มีเบาะรองรับ บางทีก็ประทับนั่งอยู่บนถนน ทอดพระเนตรแผนที่ ท่ามกลางข้าราชบริพาร นี้คือมัททวะ  พลตำรวจเอกวสิษฐ เดชกุญชร เคยเล่าว่า เวลาพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปยังชนบทถิ่นทุรกันดาร บ่อยครั้งพระองค์ก็ทรงขับรถพระที่นั่งเอง ไม่ได้มีมหาดเล็กขับให้ พอถึงที่หมายพระองค์ก็ทรงงานเลย ตรัสสนทนากับชาวบ้าน เสด็จไปดูสถานที่ต่างๆ บางแห่งก็ต้องทรงพระดำเนินเป็นระยะทางไกล ๆ พอเสร็จภารกิจก็ทรงขับรถกลับ มหาดเล็กหรือเจ้าหน้าที่นั่งอยู่ข้างหลัง บางทีก็ได้หลับพักเหนื่อยไปด้วย แต่ในหลวงไม่ได้พัก อันนี้แสดงถึงความไม่ถือตนของพระองค์ ไม่เจ้ายศเจ้าอย่าง

บางคนไม่ได้เป็นใหญ่เป็นโต เป็นแค่พ่อแม่ ก็ถือตัวกับลูกแล้ว บางคนเป็นครูก็แสดงความเจ้ายศเจ้าอย่างกับนักเรียน บางคนเป็นครูใหญ่ ผู้อำนวยการโรงเรียน ก็แสดงอำนาจบาตรใหญ่กับครูน้อยหรือภารโรง   บางคนเป็นแค่นายอำเภอหรือปลัดอำเภอก็มีพิธีรีตองมากมายกับชาวบ้าน อันนี้เรียกว่าขาด มัททวะ ถ้าหากประชาชนและข้าราชการมีมัททวะ ก็สามารถทำประโยชน์ได้มากมาย และก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ราบรื่นได้ มัททวะไม่ได้หมายถึงการคลุกคลีตีโมง แต่หมายถึงการไม่เจ้ายศเจ้าอย่าง เมื่อถึงเวลาที่จะต้องทำการงานก็ไม่ติดที่พิธีรีตอง  ไม่ให้พิธีรีตองมาเป็นเครื่องขัดขวางโดยเฉพาะการใกล้ชิดพสกนิกรของพระองค์

ธรรมะ ๕ ข้อแรก ให้สังเกตว่าเป็นธรรมะฝ่ายบวก  เน้นที่การทำสิ่งดี ๆ ให้มากขึ้น ส่วน ๕ ข้อหลังเน้นธรรมะฝ่ายลบ หมายถึงการควบคุมสิ่งไม่ดี ไม่ให้มีอิทธิพลต่อจิตใจ หรือละเว้นการกระทำที่ไม่ดี

ข้อที่ ๖ ตปะ หรือตบะ คือการข่มใจ  ไม่หลงใหลหมกมุ่นในความสุขสำราญหรือการปรนเปรอตนพูดง่าย ๆ คือ ข่มใจไม่ให้เพลิดเพลินหลงใหลในวัตถุรวมทั้งสิ่งเย้ายวนใจ ธรรมดาของผู้ที่เป็นใหญ่มีอำนาจมักมีคนมาปรนเปรอ  ทั้งวัตถุและคำสรรเสริญ ผู้ใหญ่ที่ทรงธรรมจำเป็นต้องมีตบะ รู้จักข่มใจไม่ให้เพลิดเพลินกับสิ่งเหล่านี้ หาไม่แล้วก็จะเสียผู้เสียคน ไม่เป็นอันทำงาน หรือใช้อำนาจในทางมิชอบได้

ลองถามตัวเราเองว่า เราเป็นอย่างนี้บ้างหรือเปล่า หรือว่าพอมีความเราสุขสบาย เราก็เพลินหลงใหลไปกับมัน  ลองถามตัวเราเองว่าเราติดสบายหรือเปล่า จะไปนอนที่ไหนก็ต้องมีห้องติดแอร์ มีคนคอยบริการ  พอมาอยู่วัดก็เลยอยู่ไม่ได้ อย่างนี้แล้วเราจะดำเนินตามรอยพระองค์ได้อย่างไร  เราต้องรู้จักข่มใจไม่เพลิดเพลินกับความสุข  ความสะดวกสบายมีก็ดี แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามีแล้วติดมันก็จะหน่วงเหนี่ยวให้เราทำความดีได้ยาก ไม่ว่าการปฏิบัติธรรมหรือการช่วยเหลือผู้อื่น

ข้อที่ ๗ ขันติ คือความอดทน ข้อนี้ดูเผิน ๆ คล้ายกับข้อที่ ๖ คือ ตบะหรือความข่มใจ  แต่ที่จริงแตกต่างกัน ตบะนั้นเป็นการข่มใจต่อสิ่งที่น่ายินดีหรือให้ความสุขแก่เรา  ส่วนขันตินั้นคือความอดทนต่อสิ่งที่ไม่น่ายินดีหรือสิ่งที่เป็นลบ เช่น อดทนต่องานที่ตรากตรำ  ยากลำบากอย่างไรก็ไม่ท้อถอย แม้ถูกด่าทอต่อว่าถากถางอย่างไรก็ไม่เสียกำลังใจ ยังทำงานต่อไปได้  ถามตัวเราเองว่าเรามีธรรมะข้อนี้ไหม ถ้าไม่มีก็ควรสร้างขึ้นมา

ข้อที่ ๘ อักโกธะ คือ ความไม่โกรธ อันนี้ยากหน่อย แต่ถ้าเราฝึกสองข้อหลังที่กล่าวมาได้ คือ ตบะกับขันติ ก็จะทำให้เรามีจิตใจเข้มแข็ง เจออะไรก็ไม่รู้สึกขัดอกขัดใจง่าย ๆ คนที่ติดสบายพอเจอสถานที่ไม่สบายก็รู้สึกขัดใจแล้ว ทำไมไม่มีแอร์ ไม่มีพัดลม  ไม่มีน้ำแข็ง ถ้าไม่มีขันติ  พอเจอความยากลำบาก เจออุปสรรค ก็เกิดความขุ่นเคืองใจแล้วกลายเป็นความโกรธในที่สุด

อักโกธะ หรือความไม่โกรธนั้น เราฝึกได้ด้วยการหมั่นรู้ทันความโกรธ ไม่ต้องข่มความโกรธ แค่รู้ทัน ความโกรธก็บรรเทาเบาบาง เมื่อไม่มีความโกรธแล้วก็บำเพ็ญข้อต่อไปได้ง่าย

ข้อที่ ๙ อวิหิงสา คือการไม่เบียดเบียน อักโกธะกับอวิหิงสาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้มีอำนาจ เริ่มจากพ่อแม่ พ่อแม่มีอำนาจเหนือลูก หัวหน้ามีอำนาจเหนือลูกน้อง ผู้บังคับบัญชามีอำนาจเหนือผู้ใต้บังคับบัญชา พอมีอำนาจก็มักจะระบายความโกรธและเบียดเบียนเขาได้ง่าย เช่น ถากถางด้วยคำพูด บางทีก็ถึงกับใช้กำลัง เช่น ตบหัว  บางคนทำอย่างนี้กับลูก หรือกับลูกน้องเป็นอาจิณ เราควรเรียนจากในหลวงในข้อนี้ด้วย

ข้อสุดท้ายเป็นบทสรุปของธรรมะ ๙ ข้อก่อนหน้านี้ ได้แก่  อวิโรธนะ คือความไม่คลาดเคลื่อนในธรรม หรือตั้งมั่นในธรรมนั่นเอง เริ่มตั้งแต่ในใจ คือไม่ยินดียินร้าย เจอสิ่งสบาย เช่น โลกธรรมฝ่ายบวก ได้ลาภ ได้ยศ ได้รับคำสรรเสริญ หรือสุข ก็ไม่ยินดีกับมันจนกระทั่งลุ่มหลงประมาท หรือยอมผิดศีลผิดธรรมเพื่อให้ได้มันมา   การทำความชั่ว เช่น คอรัปชั่นเกิดขึ้นได้ก็เพราะจิตใจไม่มั่นคงในธรรม เจอสิ่งล่อเร้าเย้ายวน เช่น กามสุข เงินทอง หรือมีโอกาสที่จะคดโกง ใจก็โอนเอนแล้ว ในทำนองเดียวกันพอเจอคำต่อว่าด่าทอ หรือเจอโลกธรรมฝ่ายลบ  แม้กระทั่งเวลาเจออาหารไม่อร่อยก็เกิดความยินร้าย แล้วปล่อยใจให้ความยินร้ายครอบงำ อย่างนี้เรียกว่าคลาดเคลื่อนจากธรรมแล้ว

แต่ถ้าเราหมั่นเจริญสติ การเจริญอวิโรธะก็ทำได้ง่าย สติทำให้เราวางใจเป็นกลางต่อสิ่งต่าง ๆ ไม่ยินดีในอารมณ์ที่น่าพอใจ ไม่ยินร้ายในอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ อารมณ์ในที่นี้คือ รูปรส กลิ่น เสียง สัมผัส และรวมไปถึงความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นในใจ มีความโกรธเกิดขึ้นในใจก็ไม่รู้สึกยินร้ายอยากผลักไส แค่รู้เฉย ๆ เรียกว่ารู้ซื่อ ๆ มีความยินดีเกิดขึ้นในใจ ก็ไม่ได้หลงใหลเคลิ้มคล้อยไปกับมัน รู้เฉย ๆ เช่นกัน

ถ้าเราน้อมนำเอาธรรมะ ๑๐ นี้มาใช้ ชีวิตเราจะมีความสุขและเจริญงอกงาม ทำให้การดำเนินตามรอยพระยุคลบาทเป็นไปได้ง่าย หรือเป็นไปโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าไม่น้อมนำธรรมะเหล่านี้มาไว้ในใจเรา ทำอย่างไรก็ไม่สามารถดำเนินตามพระองค์ได้ จะเดินตามได้ ใจก็ต้องเริ่มก่อน ถ้าใจไม่เริ่ม เท้าก็ไม่เดินหรอก

บางคนอาจจะคิดว่า ธรรมทั้ง ๑๐ เป็นเรื่องของพระราชาหรือผู้ปกครอง เราไม่ใช่พระราชา ทศพิธราชธรรมไม่เกี่ยวกับเรา จริงอยู่เราไม่ใช่ราชา ไม่ใช่พระมหากษัตริย์ แต่แทบทุกคนก็ต้องมีคนในปกครอง อย่างน้อยก็ลูก กว้างออกไปก็ลูกน้อง ผู้ใต้บังคับบัญชา ที่สำคัญก็คือเราต้องครองตนให้ได้ด้วย บางคนไม่มีลูก ไม่มีลูกน้อง แต่เราก็ต้องรู้จักครองตน ครองใจไม่ให้กิเลสครอบงำ

ทศพิธราชธรรม เป็นธรรมที่เราเอามาใช้ครองใจไม่ให้กิเลสเข้ามาครอบงำ ไม่ให้มันฉวยโอกาสเข้ามาบงการเราให้ทำสิ่งชั่วร้าย ผิดศีลผิดธรรม ซึ่งสุดท้ายก็จะนำความทุกข์มาให้เรา

เพราะฉะนั้นในเวลาเช่นนี้ นอกจากความเศร้าโศกเสียใจแล้ว ขอให้เราระลึกถึงคุณความดีของพระองค์ มุ่งมั่นที่จะทำความดี เจริญรอยตามพระองค์ สิ่งแรกที่เราทำได้เลยคือ น้อมนำธรรมะที่พระองค์ทรงปฏิบัติ มาใช้กับตัวเราตั้งแต่เดี๋ยวนี้ วันนี้  ไม่ว่าทาน ศีล ปริจจาคะ อาชชวะ มัททวะ ตบะ ขันติ อักโกธะ อวิหิงสา และอวิโรธนะ อย่างน้อย ๆ ก็พยายามทำ ๕ ข้อแรกให้ได้ แล้ว ๕ ข้อหลังก็จะทำได้ง่ายขึ้น

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster