หน้ารวมบทความ
   บทความ > สารโกมล > อย่าด่วนสรุป
กลับหน้าแรก

สารโกมล มกราคม-ธันวาคม ๒๕๕๗
อย่าด่วนสรุป

พระไพศาล วิสาโล

มีพ่อคนหนึ่งมีความทุกข์มากที่ลูกชายไม่ดีเหมือนลูกคนอื่น แกทุกข์จนถึงขนาดซึมเศร้าไปเลย ต้องไปหาจิตแพทย์ ซึมเศร้าเพราะว่าลูกไม่ใช่คนสมบูรณ์ แกอยากได้ลูกที่สมบูรณ์ หมอก็แนะนำดี หมอบอกว่าลูกที่สมบูรณ์นั้นไม่มีหรอก เช่นเดียวกับพ่อที่สมบูรณ์ก็ไม่มี อย่างคุณก็ไม่ใช่พ่อที่สมบูรณ์ แต่คุณก็ดีพอที่จะเลี้ยงลูกได้ ลูกของคุณก็ไม่ใช่ลูกที่สมบูรณ์ แต่เขาก็ดีพอที่จะเป็นลูกของคุณได้ พอหมอพูดอย่างนี้ พ่อคนนี้ก็ได้คิดเลยว่าเออใช่นะ เป็นเพราะเราชอบเปรียบเทียบกับคนอื่นว่าลูกเขาดีกว่าลูกเรา เราจึงไม่พอใจลูก เพราะคิดว่าลูกไม่ใช่เด็กที่สมบูรณ์เหมือนคนอื่นเขา ที่จริงเขาลืมมองตัวเองว่าอยากจะได้ลูกที่สมบูรณ์ แต่ตัวเองเป็นพ่อที่สมบูรณ์หรือไม่ ซึ่งก็เป็นไปไม่ได้เพราะไม่มีใครที่สมบูรณ์พร้อม ถ้ามองแบบนี้ ความพอใจในสิ่งที่มี ยินดีในสิ่งที่ได้ ก็จะเกิดขึ้น

พ่อแม่ไม่ควรเปรียบเทียบลูกของตนกับลูกของคนอื่น ในทำนองเดียวกันลูกก็ไม่ควรเปรียบเทียบพ่อแม่ของตัวเองกับพ่อแม่ของคนอื่น บางทีก็เปรียบเทียบตัวเองกับพี่น้อง ก็ทุกข์ขึ้นมาทันที ทุกข์เพราะอะไร ทุกข์เพราะคิดว่าพ่อแม่รักเราน้อยกว่าพี่น้อง คนที่เป็นลูกทุกข์เพราะเหตุนี้เยอะ พ่อแม่เป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่พอคิดเปรียบเทียบแบบนี้แล้วก็จะทุกข์ได้ง่ายมาก คนสวยแต่กลับทุกข์ เพราะเปรียบเทียบตัวเองกับดาราหรือนางแบบ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่  อย่างนี้ก็เรียกว่าทุกข์เพราะความคิด เพราะมองไม่เป็น  

ถ้าเราเปรียบเทียบกับคนอื่นให้น้อยลง   พยายามอยู่กับปัจจุบันให้มากขึ้น เวลาใจเผลอคิดถึงเรื่องอดีต เรื่องอนาคต เกิดความเครียด หรือเกิดความกังวลขึ้นมา ก็รู้ทัน พาใจกลับมาอยู่กับปัจจุบันได้  ความทุกข์ก็จะไม่ครอบงำจิตใจได้ง่าย ๆ   อยู่กับปัจจุบันก็คือ ใส่ใจกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ขณะนี้  รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ตอนนี้  เวลาฟังธรรมะ ใจก็อยู่กับการฟังธรรมะ หรือกำลังทำงานอยู่ ใจก็อยู่กับงาน แต่ถ้าใจนึกถึงงานอื่นที่คาอยู่ ก็จะเกิดความกังวลหนักอกหนักใจขึ้นมาทันที แต่ถ้ารู้ทัน สติก็จะพาใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน พอใจอยู่กับปัจจุบัน ความทุกข์ ความกังวล ความเครียดก็จะลดลงไปได้มาก

พวกเราเป็นอย่างนี้หรือไม่ เวลาทำงานก็นึกถึงลูกที่บ้าน แต่เวลาอยู่กับลูกที่บ้านก็กลับนึกถึงงาน เวลานอนก็นึกถึงงานจนนอนไม่หลับ แต่เวลาทำงานกลับง่วงนอน ถ้าทำงานแต่ใจคิดถึงลูก เกิดอะไรขึ้น เกิดความกังวล ไม่มีสมาธิกับงาน ไม่อยากทำงาน กลายเป็นทุกข์กับงาน ครั้นเวลาอยู่กับลูก แทนที่จะมีความสุขกับลูก เปล่า กลับคิดถึงงาน ก็ทำให้กังวล หนักใจ บางทีระบายความเครียดใส่ลูกโดยไม่รู้ตัวก็มี ลูกพูดผิดหูนิดหน่อย ลูกไม่ฟังนิดหน่อย ก็ตวาดใส่ลูก ที่จริงไม่ได้โกรธลูกหรอก แต่ว่าเครียดเพราะนึกถึงงานที่ยังกองสุมอยู่  

มันจะง่ายขึ้นถ้าเราพาใจมาอยู่กับปัจจุบัน เวลาทำงานใจก็อยู่กับงาน อย่าเพิ่งนึกถึงลูก เพราะนึกไปก็ไม่มีประโยชน์ เราทำอะไรไม่ได้ มีแต่จะทำให้กังวลเปล่า ๆ พออยู่กับลูกใจก็อยู่กับลูกด้วย ไม่ใช่อยู่แต่ตัวเท่านั้น วางงานไว้ก่อน  เวลานอนก็นอน ตื่นขึ้นมาจะได้มีเรี่ยวมีแรง มีกำลังวังชา มีความสดชื่น ทำงานได้โดยที่ไม่ต้องง่วงเหงาหาวนอน ชีวิตมันจะง่ายขึ้นและมีความโปร่งเบามากขึ้น เพียงแต่เราเอาใจอยู่กับปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็รู้ทันความคิดที่ปรุงแต่งไปในทางลบด้วย เห็นอะไรอยู่ตรงหน้าก็อย่าเพิ่งด่วนสรุป  ถึงแม้ว่าสิ่งที่เราเห็นจะชวนให้คิดคล้อยไปอย่างนั้นก็ตาม

หมอคนหนึ่งขยันทำงานมาก  เขาเล่าว่ามีเด็กอายุประมาณ ๕-๖ ขวบป่วยหนัก พ่อจึงพามารักษาตัวที่โรงพยาบาล เขาก็เอาใจใส่ดูแลอย่างดี  หมอบอกกับพ่อของเด็กว่าทุกเช้าเวลาหมอมาตรวจให้อยู่พบหมอด้วย จะได้ซักถามอาการของลูกจากพ่อได้  อีกทั้งจะได้แนะนำพ่อว่าควรดูแลลูกอย่างไร ผ่านไปหลายวันเช้าวันหนึ่งหมอมาตรวจเด็ก แต่ไม่เห็นพ่อเลยก็ไม่พอใจ วันรุ่งขึ้นก็เหมือนเดิม ไม่เห็นพ่อ หมอไม่พอใจมากที่พ่อไม่มีความรับผิดชอบ ทั้ง ๆ ที่ลูกป่วยหนัก ทำไมไม่อยู่ดูแลลูก ตอนเย็นหมอเจอพ่อของเด็ก จึงต่อว่าพ่อว่าทำไมคุณไม่มีความรับผิดชอบ ทำไมไม่อยู่ดูแลลูก หมออุตส่าห์ย้ำแล้วว่าเวลาหมอมาตรวจให้อยู่ด้วย  พ่อก็ยกมือไหว้ขอโทษหมอ และบอกว่า “ข้าวที่ผมเอามาจากหมู่บ้านหมดแล้ว ผมไม่มีข้าวกิน ก็เลยต้องไปขอข้าวจากวัดที่อยู่ใกล้ ๆ โรงพยาบาล กว่าจะได้กินก็ต้องรอพระฉันเสร็จก่อน พอกินเสร็จก็ต้องล้างถ้วยล้างชามให้วัดด้วย ก็เลยมาไม่ทันหมอ”

หมอได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกผิดขึ้นมาทันทีที่ไปว่าเขา  ที่จริงเขาน่าสงสาร เพราะยากจน ไม่มีเงินแม้กระทั่งจะซื้อข้าวกิน   สาเหตุที่หมอไปต่อว่าเขาเพราะด่วนสรุป ยังไม่ทันถามเขาก็ต่อว่าเขาไปแล้วว่าไม่มีความรับผิดชอบ ไม่เอาใจใส่ลูก  หลายคนก็เป็นแบบนี้ใช่ไหม ต่อว่าเขาทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้ความจริง  แต่ด่วนสรุปแล้วว่าเขาแย่อย่างนั้น แย่อย่างนี้ ถ้าเราลองคิดเผื่อสักหน่อยว่าเขาอาจจะมีเหตุผลบางอย่างที่ทำเช่นนั้น  เราก็คงไม่ด่วนตำหนิใครไปก่อน

ธรรมชาติของคนเรานั้นพอเห็นอะไรแล้วจะไม่เห็นแต่สิ่งที่อยู่ข้างหน้าอย่างเดียว  แต่ยังคิดถึงเบื้องหลังด้วย หรือชอบคาดการณ์ไปล่วงหน้าด้วย  มีคนหนึ่งเล่าว่าเขาอยู่บ้านจัดสรร ต่อมามีเพื่อนบ้านย้ายมาอยู่ติดกัน  ผ่านมาได้แค่ ๒ วันก็ปรากฏว่าเกิดพายุพัดกระหน่ำ ทำให้ไฟดับทั้งหมู่บ้าน  สักพักเพื่อนบ้านก็มากดกริ่งที่หน้าบ้าน ถามเขาว่ามีไฟฉายไหม  ได้ยินเช่นนั้นเขาก็นึกในใจว่า คุณเพิ่งมาอยู่ได้ไม่กี่วันก็มารบกวนฉันแล้ว ทำไมไม่เตรียมไฟฉายติดบ้านเอาไว้บ้าง  จึงตอบอย่างห้วน ๆ ว่า “ไม่มี”  เพื่อนบ้านคนนั้นก็เลยหยิบไฟฉายจากกระเป๋ายื่นมาให้ แล้วพูดว่า “งั้นเอาอันนี้ไปใช้ก่อนดีไหมครับ เผื่อจะเป็นประโยชน์” เห็นเช่นนี้เขาก็รู้สึกผิดขึ้นมาทันที เพราะหลงตำหนิเพื่อนบ้าน แท้จริงแล้วเพื่อนบ้านคนนี้มีน้ำใจ ห่วงใยว่าเขาจะไม่มีไฟฉายใช้ จึงอุตส่าห์ฝ่าฝนเอาไฟฉายมาให้ใช้

เดี๋ยวนี้คนในเมืองคิดแบบนี้กันมาก เวลาใครมาถามแบบนี้ก็คิดว่าเขาจะมาขอ แต่ที่จริงแล้วเขาอาจมีน้ำใจช่วยเหลือก็ได้ เพราะฉะนั้นอย่าด่วนสรุป และถึงแม้ว่าเราจะมีความคิดหรือสรุปล่วงหน้าแล้วก็ให้รู้จักทักท้วงความคิดเหล่านั้นบ้าง อย่าเชื่อความคิดของตัวเองไปเสียหมด ให้ตระหนักว่ามันเป็นแค่ความคิด ไม่ใช่ความจริง ความจริงอาจจะไม่เป็นอย่างที่เราคิดก็ได้ ถ้าเราเผื่อใจ หรือทักท้วงความคิดของตัวเองบ้าง ก็จะช่วยให้เราไม่เผลอทำอะไรผิดพลาด จนเกิดความเสียหายขึ้นมา นอกจากจะช่วยไม่ให้เราสร้างความทุกข์หรือความขัดแย้งให้กับคนอื่นแล้ว ก็ยังป้องกันไม่ให้เราเกิดความเดือดเนื้อร้อนใจในภายหลัง

หลวงพ่อคำเขียนเล่าว่าเมื่อ ๓๐ กว่าปีก่อน ตอนนั้นท่านยังไม่ได้มาประจำที่สุคะโต ท่านเป็นเจ้าอาวาสที่วัดภูเขาทอง วันหนึ่งมีคนพาพระใหม่มาอยู่กับท่าน คนที่พามาบอกว่าพระรูปนี้เป็นน้องชายเขา  ท่านก็แนะนำให้ปฏิบัติธรรม เดินจงกรม สร้างจังหวะ พระรูปนั้นทำได้แค่ ๒-๓ วันก็มาขอสึก บอกหลวงพ่อว่า “ผมไม่ได้มาบวชเพื่อเดินจงกรม แต่มาเพราะพี่ชายบังคับให้มา ผมบวชแล้ว ตอนนี้อยากสึก” หลวงพ่อไม่ยอมสึกให้  บอกว่าให้เดินจงกรมต่อ   ผ่านไปได้แค่ ๒-๓ ชั่วโมง ก็มาหาหลวงพ่อใหม่ จะมาขอสึกอีก หลวงพ่อไม่ยอมและให้ปฏิบัติต่อ ผ่านไปพักใหญ่พระรูปนั้นก็มาอีก ยืนยันเหมือนเดิมว่าจะขอสึก คราวนี้หลวงพ่อจึงถามว่า “อะไรพาให้คุณมาหาผม” พระรูปนั้นตอบว่า “ความคิดครับ”  หลวงพ่อจึงย้อนถามไปว่า “มันคิดแล้วต้องทำตามความคิดทุกอย่างหรือ ถ้าคุณทำตามความคิดทุกอย่าง ไม่แย่หรือ”  แล้วท่านก็แนะนำให้พระรูปนั้นดูความคิดและคอยทักท้วงมันบ้าง  พอได้ยินเช่นนั้นพระรูปนั้นก็เดินจากไปด้วยความไม่พอใจ

วันรุ่งขึ้น พระรูปนั้นพอเห็นหลวงพ่อก็รีบเข้ามาหา แต่แทนที่จะมาขอสึกเหมือนเดิม กลับเข้ามากราบหลวงพ่อ อย่างนอบน้อม และบอกว่า ถ้าหลวงพ่อไม่ทัดทานเขาเมื่อวาน เขาต้องฆ่าคนแน่  เพราะตั้งใจว่าถ้าสึกแล้ว จะไปฆ่าคน ๒ คนให้หายแค้น   เขาวางแผนเอาไว้แล้วว่าจะเอาปืนและรถจากไหน  แต่เมื่อหลวงพ่อแนะให้เขาดูความคิด เขาก็เลยได้สติ และตัดสินใจไม่สึก  ปรากฏว่าพระรูปนั้นบวชต่อนานถึง ๒๐ ปี

นี่เป็นอุทธาหรณ์สอนใจว่าคนเราถ้าทำตามความคิดทุกอย่างแล้ว อาจจะลงเหวหรือไปอบายได้ เพราะความคิดนั้นที่ดีก็มี ที่ไม่ดีก็มี หากไม่รู้จักไตร่ตรองด้วยสติ  ก็อาจถูกความคิดชั่วครอบงำ พาไปสู่หายนะได้ สิ่งที่หลวงพ่อคำเขียนพูดนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก “ถ้าคุณทำตามความคิดทุกอย่าง ไม่แย่หรือ”  เมื่อมีความคิดขึ้นมาก็อย่าเพิ่งหลงเชื่อเสียทุกเรื่อง ให้ใคร่ครวญ ตรวจสอบ ทักท้วง หรือไม่ก็คิดเผื่อไปอีกทางหนึ่งบ้าง ขณะที่คิดไปในทางลบก็ลองคิดทางบวกเผื่อบ้าง เพราะความจริงอาจไม่เป็นอย่างที่เรานึก เช่น เวลามีเสียงเหมือนคนเดินรอบกุฏิก็อย่าเพิ่งปักใจเชื่อว่าเป็นเสียงคนเดิน อย่าเพิ่งสรุปว่าเป็นพวกมิจฉาชีพกำลังคิดร้ายกับเรา ให้ลองคิดเผื่อบ้างว่า อาจจะเป็นเสียงสัตว์ก็ได้ เวลาทักเพื่อนแล้วเขาไม่ตอบ ก็อย่าเพิ่งสรุปว่าเขาไม่ชอบเรา ลองคิดเผื่อว่าอาจมีเหตุบางอย่างที่ทำให้เขาไม่ได้ยินเรา หรือไม่เห็นเรา ให้คิดเผื่อไปอีกทางหนึ่งบ้างว่าเขาอาจจะมีเรื่องกังวลใจอยู่  ถ้าเราคิดแบบนี้ ความเข้าใจผิดก็จะลดน้อยลง และเราเองก็จะมีเรื่องทุกข์น้อยลงด้วย

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved