หน้ารวมบทความ
   บทความ > สารโกมล > รักษาใจ อย่าให้ความสุขถูกปล้น
กลับหน้าแรก

สารโกมล กันยายน-ตุลาคม ๒๕๕๖
รักษาใจ อย่าให้ความสุขถูกปล้น

พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

ที่ประเทศญี่ปุ่น มีผู้ชายคนหนึ่งอยู่บ้านคนเดียว ทุกวันเขาก็ไปทำงานที่บริษัท  วันหนึ่งเขาสังเกตว่าในช่วง ๒-๓ เดือนที่ผ่านมามีของในบ้านหายหลายอย่าง โดยเฉพาะอาหารดี ๆ ที่เขาอุตส่าห์ซื้อมาเก็บไว้ในตู้เย็นและในตู้เก็บของ อยู่ดี ๆ ก็หายไป ไม่รู้หายไปไหน เขาก็เลยสงสัยว่ามันต้องมีคนมาขโมย แต่ก็จับไม่ได้สักที เขาจึงติดกล้องวงจรปิดทุกจุดในบ้าน กล้องวงจรปิดสามารถถ่ายทอดสัญญาณมาที่โทรศัพท์มือถือได้ โทรศัพท์มือถือของญี่ปุ่นนั้นพัฒนามาก สามารถที่จะรับสัญญาณภาพจากกล้องวงจรปิดในบ้านได้ 

วันหนึ่งเขาออกไปทำงานตามปกติ พอเปิดภาพดูสักพักก็จะเห็นผู้หญิงคนหนึ่งมายุ่มย่ามในบ้านของเขา แล้วก็เอาของใช้และของกินในบ้านไป เขาก็รีบเรียกตำรวจทันที ตำรวจก็มาที่บ้านและพบว่าประตูบ้านยังปิดแน่นหนา ไม่มีร่องรอยการเปิดเข้าไป  เมื่อตำรวจเข้าไปในบ้าน ทุกอย่างก็ปกติ หน้าต่างไม่มีร่องรอยงัดแงะ แล้วผู้หญิงคนนั้นเข้าไปได้อย่างไร ตำรวจพยายามค้นหาทุกซอกทุกมุมเพราะเชื่อว่ามีคนอยู่ในบ้านแน่นอน ในที่สุดก็เจอผู้หญิงคนนั้นซ่อนอยู่ในตู้เสื้อผ้า  เธอยอมรับว่าเป็นขโมย และที่น่าแปลกก็คือเธอบอกว่าอยู่ในบ้านของผู้ชายคนนั้นมาสองเดือนแล้ว เธอไม่ได้ไปไหนเลย ซ่อนตัวอยู่แต่ในบ้านตลอดเวลาเพราะว่าเป็นคนจรจัด เร่ร่อน เธอเล่าว่าวันหนึ่งเห็นประตูบ้านหลังนี้เปิดอยู่ก็เลยเข้าไป แล้วก็ซ่อนตัวอยู่ในตู้เสื้อผ้า เวลาเจ้าของบ้านออกไปทำงาน เธอก็ออกมาอาบน้ำ กินข้าว พอเจ้าของบ้านกลับมาก็ซ่อนตัวอยู่ในตู้เหมือนเดิม ผู้ชายคนที่เป็นเจ้าของบ้านนึกว่าเขาอยู่คนเดียวในบ้านมาโดยตลอด แต่ที่แท้ก็มีคนอยู่ในบ้านกับเขาด้วย เพราะฉะนั้นพวกเราเวลาอยู่คนเดียวก็ต้องแน่ใจนะว่าอยู่คนเดียว ไม่มีใครอยู่กับเราด้วย

ผู้ชายคนนี้หลงคิดว่าขโมยอยู่นอกบ้าน จึงคิดแต่จะป้องกันไม่ให้คนภายนอกเข้ามา แต่ไม่ได้เฉลียวใจเลยว่าที่จริงแล้วขโมยอยู่ในบ้าน และซุกซ่อนอยู่ใกล้ตัวเขามาตลอด  ที่จริงไม่ใช่แต่ผู้ชายคนนี้  ตัวเราก็มีขโมยอยู่ข้างในเหมือนกัน เวลาเรากินอาหารเข้าไป แทนที่สารอาหารจะเข้าไปเลี้ยงร่างกายเรา มันกลับถูกขโมยไปเลี้ยงพยาธิ หรือไม่ก็ไปเลี้ยงเซลล์มะเร็งจนเติบใหญ่เป็นก้อน อันนี้ก็เป็นการขโมยเหมือนกัน คือขโมยสุขภาพของเราไป ไม่ใช่แค่สิ่งภายนอกเท่านั้นที่ทำให้สุขภาพของเราแย่ บางทีตัวการที่บั่นทอนสุขภาพเราก็อยู่ในร่างกายของเรานี้เอง แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือสิ่งที่ขโมยความสุขไปจากเรา ซึ่งไม่ได้อยู่ข้างนอก ตัวขโมยความสุขจริง ๆ อยู่ข้างใน ไม่ได้อยู่ที่ไหนหรอก อยู่ในใจเรา

เราอย่าไปคิดว่าเป็นเพราะเจ้านาย เป็นเพราะเพื่อนร่วมงาน หรือว่าเป็นเพราะนักการเมือง หรือว่าเพื่อนบ้านที่ทำให้เราไม่มีความสุข หรือทำให้ความสุขของเราลดน้อยถอยลง ที่จริงแล้วความสุขหายไปก็เพราะว่าขโมยที่อยู่ในใจเรานั้นเอง คือกิเลสและอารมณ์ต่าง ๆ ที่ครอบงำใจเรา ถ้าใจเราเปิดให้อารมณ์ต่าง ๆ เข้ามาครองใจ เช่น ความโกรธ ความเศร้าเสียใจ ความหดหู่ ความอิจฉา ความน้อยเนื้อต่ำใจ เราก็ไม่มีความสุข สิ่งเหล่านี้คือตัวการที่ขโมยความสุขไปจากเรา ไม่ใช่คนอื่น ไม่ใช่ใครที่อยู่ข้างนอก

แต่ว่ายังไม่สายที่เราจะไล่ขโมยเหล่านี้ออกไปจากใจของเรา วิธีการก็คือทำใจของเราให้มั่นคง เข้มแข็ง ไม่เปิดให้อารมณ์ต่าง ๆ เข้ามาครอบงำได้ จะทำอย่างนั้นได้ก็ต้องปลูกสติขึ้นมารักษาใจ สติเปรียบเหมือนยามเฝ้าบ้าน เป็นผู้รักษาประตูเมือง บ้านหรือเมืองก็คือใจ  สติจะเป็นยามรักษาใจไม่ให้ ขโมยหรือโจรผู้ร้ายเข้ามาก่อกวนจิตใจ หรือขโมยความสุขไปจากใจเรา ถ้าเรามีสติดีเราจะไม่ปล่อยใจไปตามอารมณ์ ทุกวันนี้เราทุกข์เพราะเราปล่อยใจไปตามอารมณ์ หรือปล่อยให้อารมณ์ต่าง ๆ เข้ามาครอบงำ ไม่รู้จักปล่อย ไม่รู้จักวาง หมกมุ่น ครุ่นคิดอยู่กับสิ่งต่าง ๆ จนเป็นทุกข์ แต่ถ้าเรามีสติเราก็จะรู้ตัวว่าตอนนี้อารมณ์เข้ามาครอบงำใจ หรือกำลังขโมยความสุขไปจากเรา สติช่วยให้เรารู้ทันอารมณ์ที่เกิดขึ้น  เหมือนกับเจ้าของบ้านที่เห็นขโมยกำลังยุ่มย่ามอยู่ในบ้าน ขโมยนั้นพอรู้ว่าเจ้าของบ้านรู้ทัน มันก็จะหนีไปเอง ไม่ยอมอยู่ให้ถูกจับง่าย ๆ

การปฏิบัติธรรมก็คือการสร้างสติหรือธรรมะมารักษาใจ ซึ่งก็ช่วยทำให้เรามีความปกติสุขได้ เวลามีอะไรมากระทบหรือเวลามีเหตุร้ายเกิดขึ้น มันก็กระเทือนได้แต่ภายนอก อาจจะทำให้ทรัพย์สมบัติของหายไป แต่ก็ไม่ทำให้เราทุกข์ใจ  อาจจะทำให้เราเจ็บป่วย แต่มันก็หยุดอยู่แค่กาย ไม่ทำให้ใจเป็นทุกข์ด้วย แม้จะมีคนตำหนิ ต่อว่า คำตำหนิต่อว่านั้นก็เป็นเพียงแค่เสียงที่มากระทบกับหู แต่ว่ามันไม่สามารถทิ่มแทงใจเราได้ ทั้งนี้เพราะว่าเรามีสติคอยเป็นยามรักษาใจของเรา การปฏิบัติธรรมก็คือการเสริมสร้างสติปัญญา รวมทั้งสมาธิและคุณสมบัติอื่น ๆ ในฝ่ายบวกให้เกิดขึ้นในใจเรา เพื่อที่เราจะสามารถมีความสุขได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่สุขกายเท่านั้น แต่สุขใจด้วย แม้ในยามที่กายทุกข์ แต่ว่าใจก็ยังเป็นสุข ในยามที่เจอความพลัดพรากสูญเสียใจก็ไม่หวั่นไหว เพราะรู้ว่ามันเป็นธรรมดา หรือเพราะรู้ว่าถ้าปล่อยใจให้ทุกข์ก็มีแต่จะซ้ำเติมตัวเอง เมื่อจะเสียก็เสียอย่างเดียว จะไม่ยอมเสียสองอย่าง เสียคนรักก็เสียแค่นั้น แต่ว่าใจไม่เสีย สุขภาพไม่เสีย ยังเป็นผู้เป็นคนอยู่ได้ ก็ทำให้เราอยู่ได้อย่างมีความสุข นี่คือสิ่งที่จำเป็นต้องมี

เราอย่าไปคิดว่าจะสามารถป้องกันไม่ให้เหตุร้ายเกิดขึ้นกับเราได้ในทุกเรื่อง บางคนมีความหวังอย่างนั้น พยายามทำบุญทำทาน เข้าวัดเป็นประจำ ด้วยความเชื่อว่าบุญนั้นจะช่วยปกป้องไม่ให้เกิดเหตุเภทภัยได้ ตอนนี้หลายคนก็ไปทำบุญเพราะหวังว่าจะไม่เกิดภัยพิบัติขึ้นในปีนี้เหมือนอย่างปีก่อน บุญนั้นช่วยได้ก็จริง แต่ก็ไม่สามารถที่จะป้องกันเหตุร้ายได้ ๑๐๐ เปอร์เซนต์  ขนาดคนที่มีบุญมากมายอย่างพระอรหันต์หลายท่านหรือแม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยังต้องเจอกับเหตุร้าย แล้วเราเป็นแค่ปุถุชน ไม่ว่าเราจะทำบุญแค่ไหน บุญก็ไม่สามารถจะเป็นทำนบหรือกำแพงป้องกันเหตุร้ายได้ ๑๐๐ เปอร์เซนต์ มันก็คงมีที่ทะลักหรือเล็ดรอดเข้ามาถึงตัวเราบ้าง ตรงนี้แหละที่เราต้องอาศัยใจที่ฉลาดในการป้องกันไม่ให้ความทุกข์มาแผ้วพานหรือมาทำร้ายได้ ก็เหมือนกับการที่เราพยายามป้องกันน้ำท่วม ไม่ว่าจะป้องกันอย่างไรก็ต้องเผื่อใจไว้ว่ามันอาจจะล้นข้ามทำนบมาได้ แต่ไม่ว่ามันจะมาอย่างไรเราก็สามารถรับมือกับมันได้ เพราะว่าเราไม่ได้เตรียมแต่ตัวหรือเตรียมการป้องกันด้วยวัตถุเท่านั้น แต่เรายังป้องกันที่จิตใจของเราด้วย ถ้าเข้าใจตรงนี้ก็จะมีคำตอบว่าทำไมต้องมาปฏิบัติธรรม  คนที่เข้าใจความจริงของชีวิตจะไม่ถามด้วยซ้ำว่าทำไมต้องปฏิบัติธรรม เพราะเขารู้ว่าอนาคตมันก็ไม่แน่

การปฏิบัติธรรมก็เหมือนกับการเตรียมพร้อมอยู่เสมอ  อย่างที่เขาพูดว่า “ยามสงบเราฝึก ยามศึกเรารบ”  ไม่ใช่ว่าต่อเมื่อเกิดสงครามแล้วค่อยมาฝึกกัน ประเทศใดที่ทหารเริ่มมาฝึกซ้อมกันเมื่อเกิดสงครามแล้ว ประเทศนั้นก็คงถูกยึดครองหรือพ่ายแพ้ต่อศัตรูเป็นแน่ ทุกประเทศจึงต้องฝึกในยามสงบ ฝึกอย่างจริงจังเพื่อว่าพอเกิดสงครามจะได้รับมือกับมันได้ทันท่วงที  ชีวิตของคนเราก็ต้องเจอกับสงครามเช่นกัน คือสงครามชีวิต ไม่มากก็น้อย ไม่วันใดก็วันหนึ่ง แต่ขณะที่ชีวิตยังสงบราบเรียบเราก็ต้องฝึกเอาไว้ก่อน

เราฝึกเพื่อพร้อมรับมือกับเหตุร้ายที่เข้ามาในชีวิต  ไม่ใช่สู้กับใคร ไม่ได้สู้กับสิ่งภายนอก สิ่งสำคัญคือสู้กับสิ่งภายใน คือสู้กับกิเลส สู้กับความหลงที่คอยก่อความทุกข์ให้แก่ใจเรา

อย่างที่บอกไปแล้วว่าตัวขโมยความสุขที่แท้จริงนั้นไม่ได้อยู่ข้างนอก แต่อยู่ที่ใจของเรา เราต้องเข้าใจตรงนี้ให้ดี เห็นให้ชัด ศึกษาให้แจ่มแจ้ง แล้วเราก็จะรู้ว่ามันมีวิธีที่จะทำให้ใจของเราสามารถปลอดภัยไร้ปัญหาได้ ไม่ใช่ด้วยการหลบไปหาที่ปลอดภัย เหมือนกับที่ตอนนี้หลายคนกำลังเตรียมหาที่ปลอดภัยจากน้ำท่วมหรือภัยธรรมชาติ  เช่น  มาซื้อที่ที่แก้งคร้อ ชัยภูมิ เพื่อที่จะหนีภัยพิบัติ อาจเป็นเพราะว่าชื่อ “ชัยภูมิ” เป็นชื่อที่มีความหมายดี  แต่ถึงแม้จะได้ที่ปลอดภัยก็อาจจะปลอดภัยแค่บางเรื่อง แต่ว่าอาจเจอภัยอย่างอื่นก็ได้ เช่นมาอยู่จังหวัดชัยภูมิ อาจไม่เจอน้ำท่วม ไม่เจอแผ่นดินไหว ไม่เจอคลื่นยกตัวสูง แต่ว่าก็ต้องเจอภัยอย่างอื่นอย่างแน่นอน 

อาจจะไม่ใช่ภัยพิบัติแต่เป็นภัยธรรมชาติที่ทุกคนต้องเผชิญ นั่นคือความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพรากสูญเสีย สิ่งเหล่านี้ถ้าไม่มีธรรมะรักษาใจก็จะเกิดความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ หนีไม่พ้น แต่ถ้าเราปฏิบัติธรรมโดยมีพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร มีพระรัตนตรัยเป็นสรณะอันประเสริฐก็จะหลุดพ้นจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจได้ หลุดพ้นอย่างไร หลุดพ้นที่ใจ แม้ว่าร่างกายจะเสื่อม แม้ว่าร่างกายจะป่วย แต่ใจไม่ป่วยด้วย อันนี้สำคัญมาก

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved