หน้ารวมบทความ
   บทความ > สารโกมล > ขุมทรัพย์ใกล้ตัว
กลับหน้าแรก

สารโกมล มกราคม-กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖
ขุมทรัพย์ใกล้ตัว

พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่ให้ข้อคิดดีมาก ลุงหมานเป็นชาวบ้านที่พัทลุง แกยากจนแต่เป็นคนมีน้ำใจ ชอบทำบุญทำกุศล ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น แต่ว่าอยู่อย่างยากจน  ระยะหลังแกฝันติดต่อกันหลายวันว่าที่อำเภอแก้งคร้อจังหวัดชัยภูมิ มีโรงเจแห่งหนึ่ง ใกล้ ๆ กันมีต้นไทรสูงใหญ่ ถ้าขุดลงไปสักประมาณ ๑-๒ เมตรก็จะเจอขุมทรัพย์ มีสมบัติมากมายที่สามารถจะเลี้ยงชีวิตแกไปได้อย่างสบายจนตาย แกฝันอย่างนี้หลายครั้งหลายคราว ทีแรกก็ไม่ได้นึกอะไร แต่พอฝันอย่างนี้ถี่ ๆ เข้า แกก็เลยคิดว่าเทวดาคงจะดลใจแก ตัวแกเองก็ไม่ได้โลภอะไร แต่ว่าพอฝันอย่างนี้บ่อยเข้าก็เอะใจ วันหนึ่งแกก็เลยเก็บเสื้อผ้าออกเดินทาง

บ้านแกนั้นอยู่ไกลจากตัวอำเภอในพัทลุง กว่าจะออกมาถึงตัวอำเภอได้ก็ลำบากพอควรเพราะว่าเส้นทางคมนาคมไม่ดี พอถึงตัวอำเภอแล้วก็เข้าตัวจังหวัด จากตัวจังหวัดก็เข้ากรุงเทพฯ จากกรุงเทพฯ ก็มาที่ชัยภูมิ แล้วก็ต่อมาที่อำเภอแก้งคร้อ แกไม่ค่อยมีเงินก็ใช้วิธีโบกรถบ้าง บางทีก็เดิน ก็ใช้เวลาเดินทางหลายวันทีเดียวกว่าจะมาถึงแก้งคร้อ พอมาถึงแก้งคร้อแกสอบถามชาวบ้าน ก็พบว่ามีโรงเจอยู่ไม่ไกล  พอไปถึงนั่นก็เห็นต้นไทร ทุกอย่างเหมือนกับที่เห็นในฝันทั้งหมด ยกเว้นคือมีตำรวจยืนอยู่ใกล้ ๆ ต้นไทร

ตำรวจนั้นยืนอยู่ตรงนั้นนานเป็นวัน ๆ ลุงหมานก็ไม่กล้าเข้าไปขุดหาสมบัติ แกรออยู่ตรงนั้นประมาณสามวัน แต่ตำรวจก็ยังผลัดเวรกันมาเฝ้าเหมือนเดิม ลุงหมานคิดว่าไม่น่าจะได้เรื่องได้ราวจึงไปหาตำรวจแล้วเล่าเรื่องความฝันให้ฟัง เพราะคิดว่าคงไม่มีขุมทรัพย์อย่างที่แกคิด ตำรวจได้ฟังลุงแกเล่าแล้วก็หัวเราะ ก่อนที่จะบอกไปว่า “ลุงอย่าเชื่อเรื่องไร้สาระแบบนี้เลย ผมเองก็ฝันเหมือนกัน ฝันมาหลายวันแล้วด้วย ฝันว่าเห็นผู้ชายคนหนึ่งเป็นตาลุงแก่ ๆ ชื่อลุงหมาน อยู่ที่พัทลุง  ในฝันบอกว่าใต้พื้นบ้านของลุงหมานมีขุมทรัพย์อยู่มากมายเลย ลุงลองคิดดูสิว่าถ้าผมเชื่อตามความฝันแล้วก็ต้องเดินทางไปถึงพัทลุง รอนแรมไปถึงบ้านของลุงหมานเลยเหรอ จะเอาอะไรกับความฝัน ไร้สาระ” พอลุงหมานได้ฟังแบบนี้แกก็เอะใจขึ้นมาทันที แกตัดสินใจว่าจะไม่ขุดขุมทรัพย์ใต้ต้นไทรแล้ว กลับบ้านดีกว่า พอถึงบ้านแกก็ขุดดินใต้ถุนบ้านทันทีตามที่ตำรวจคนนั้นเล่าความฝันให้ฟัง ปรากฏว่าพบขุมทรัพย์จำนวนมาก

จริง ๆ แล้วขุมทรัพย์อยู่ใต้ที่นอนของแกนั่นแหละ แต่แกนึกว่ามันอยู่ใต้ต้นไทรที่แก้งคร้อ แต่การที่แกไปที่นั่นแม้ว่าจะลำบากแค่ไหนก็มีประโยชน์ ถึงแม้จะไม่เจอขุมทรัพย์ก็ตาม มีประโยชน์อย่างไร มีประโยชน์ตรงที่ทำให้แกรู้ว่าแท้จริงแล้วขุมทรัพย์มันอยู่ใต้ถุนบ้านของแกนี้เอง

พวกเราเองก็เหมือนกัน เราอุตส่าห์เดินทางจากที่ไกล ๆ เพื่อแสวงหาความสุข เพื่อแสวงหาความสงบ เมื่อมาถึงก็จะพบว่าที่จริงแล้วความสุข ความสงบ ไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย อยู่ที่ใจเรานั่นแหละ อยู่ติดตัวเราตลอดเวลา  แต่บางทีคนเรากว่าจะพบความจริงข้อนี้ได้ก็ต้องเดินทางไกล ผ่านความยากลำบาก กว่าจะพบว่าที่แท้แล้วของดีมันอยู่กับเราตลอดเวลาอยู่แล้ว ไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย บางคนเกิดที่เมืองไทยแท้ ๆ แต่กลับไปเรียนเมืองนอก ไปเรียนถึงอเมริกา อังกฤษ ถึงได้รู้ว่าความจริงแล้วสิ่งประเสริฐนั้นอยู่ที่บ้านเรานั่นเอง นั่นคือพระพุทธศาสนา ไปรู้จักพระพุทธศาสนาที่อเมริกา ที่อังกฤษ  พระพุทธศาสนาสอนว่าความสุขที่แท้นั้นอยู่ที่ใจ แต่กว่าจะรู้ความจริงข้อนี้ก็ต้องเดินทางไปถึงอเมริกา ในทำนองเดียวกันชาวอเมริกัน ชาวอังกฤษหลายคน มาค้นพบตัวเองก็หลังจากที่เดินทางข้ามทวีปมาเมืองไทย มาพบท่านอาจารย์พุทธทาส มาพบหลวงพ่อชา มาพบหลวงพ่อเทียน แล้วก็พบว่าที่แท้ความสุขและขุมทรัพย์มันมีอยู่กับเราตลอดเวลา ก็คือที่ใจของเรา ไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหน

คนเราบางทีกว่าจะรู้จักของดีในตัวเองก็ต้องใช้เวลา ต้องมีคนมาบอกถึงจะรู้ แต่กว่าจะรู้ก็ต้องเดินทางไกลจนได้มาพบกับกัลยาณมิตร พวกเรานั้นโชคดีตรงที่ไม่ต้องเดินทางข้ามประเทศ ข้ามทวีป เราแค่เดินทางข้ามจังหวัด หลายคนอาจจะรู้สึกว่ามาที่นี่เสียเวลา ใช้เวลานานเหลือเกิน ในสมัยก่อนนั้นกว่าจะมาถึงวัดป่าสุคะโตต้องเดินทางลำบากกว่านี้มาก ใช้เวลาถึงสองชั่วโมงจากแก้งคร้อมาถึงนี่ ถ้าฝนตกก็อาจใช้เวลานานกว่านั้น เพราะทางขาด  แต่เมื่อเดินทางมาถึงแล้วก็จะพบว่าท้จริงแล้วความสุขหรือขุมทรัพย์อันประเสริฐอยู่กับเราตลอดเวลา ไม่ต้องเดินทางมาก็ได้ อยู่ที่บ้านก็รู้ได้ แต่จะมีสักกี่คนที่จะรู้ความจริงข้อนี้ เพราะมักมีสิ่งต่าง ๆ ดึงดูดใจเราออกนอกตัว  ที่บ้านเราอาจจะมีทั้งพ่อ แม่ ลูกที่คอยดึงความสนใจออกไปนอกตัว และที่ยิ่งกว่านั้นก็คือโทรทัศน์ เครื่องเล่นดีวีดี โทรศัพท์มือถือ คาราโอเกะ ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ดึงความสนใจของเราไปนอกตัว  ทำให้เกิดความหลงว่านี่แหละคือความสุข

เวลาอยู่บ้านจะมีใครบ้างที่มีเวลาให้กับตัวเอง หันมาดูใจของตัวเอง มาดูลมหายใจ หรือดูอิริยาบถ รับรู้การเคลื่อนไหวของกาย เราไม่ค่อยมีเวลาให้กับตัวเอง บางคนเวลานอนยังไม่ค่อยพอ เพราะว่าถูกสิ่งภายนอกดึงความสนใจออกไป เช่น โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ และสิ่งบันเทิงเริงรมย์ สิ่งเหล่านี้เฝ้าบอกเราว่าอยากมีความสุขก็ต้องมีนั่นมีนี่  ลองเปิดโทรทัศน์ดูจะเห็นแต่โฆษณาที่บอกว่าถ้าเรามีอย่างนั้นอย่างนี้เราถึงจะมีความสุขได้ แต่ละแห่งแต่ละก็ให้คำมั่นสัญญากับเราว่าถ้าเรามีสิ่งนี้ ถ้าเราเสพสิ่งนี้เราจะมีความสุข อย่างเช่นบริษัทประกันภัยก็บอกว่าถ้าเรามีประกันภัยแล้วชีวิตเราจะมั่นคงทั้งตนเองและครอบครัว แต่นั้นเป็นความจริงแค่เสี้ยวเดียว หรืออาจจะเป็นความลวงด้วยซ้ำ ทำให้เกิดความหลง เพราะว่าพอมีเข้าจริง ๆ ก็ไม่ได้มีความสุขอะไร บางทีเราต้องเดินทางไกลมาถึงที่นี่จึงจะพบว่าแท้จริงแล้วความสุขอยู่ที่ใจของเรานั่นเอง ต้องเดินทางมาถึงที่นี่จึงจะค้นพบตัวเอง แต่ถึงแม้จะเสียเวลาอย่างไรก็ถือว่าคุ้ม เพราะอย่างที่บอกไว้แล้วว่าบางคนต้องใช้เวลาหลายปีถึงจะค้นพบตัวเอง

การค้นพบตัวเองนั้นไม่ใช่การค้นพบรูปร่างหน้าตา แต่เป็นการค้นพบจิตใจ บางคนส่องกระจกวันละไม่รู้กี่ครั้ง มีผลวิจัยออกมาว่าคนเรานั้นส่องกระจกดูหน้าดูตาตัวเองวันละ ๓๐ กว่าครั้ง หรือทุกครึ่งชั่วโมงในขณะที่ตื่นอยู่ก็ว่าได้ แต่แม้ว่าจะส่องกระจกถี่ขนาดนั้นก็ยังไม่รู้จักตัวเอง เวลาทุกข์ก็มักคิดว่าคนอื่นทำให้เราทุกข์ แต่ไม่ได้เห็นเลยว่าที่แท้มันเป็นเพราะความคิดของเรา เป็นเพราะใจที่วางไว้ไม่ถูก คนเราทุกข์เพราะความคิดแท้ ๆ ทุกข์เพราะใจแท้ ๆ แต่กลับไม่รู้ อย่าว่าแต่ไม่รู้สาเหตุแห่งทุกข์เลย บางทีกำลังทุกข์อยู่ก็ยังไม่รู้จักตัวความทุกข์เลย ไม่ต้องพูดถึงสาเหตุแห่งทุกข์ อันนี้เรียกว่านกไม่เห็นฟ้า ปลาไม่เห็นน้ำ หนอนไม่เห็นอาจม

อยู่กับความทุกข์แท้ ๆ ยังไม่รู้จักความทุกข์เลย ก็เพราะว่าพอมีความทุกข์เข้ามาแล้วใจก็จะมัวส่งออกนอก เวลาเราโกรธเราก็ไม่ได้รู้เท่าทันความโกรธ เพราะใจมันพุ่งออกไปข้างนอกเสียแล้ว คือคิดแต่จะเล่นงานหรือทำร้ายคนที่ทำให้เราโกรธหรือโมโห เวลาเกิดความอยาก ความอยากมันเผาลนจิตใจ เราเห็นความอยากหรือเปล่า ก็ไม่เห็น เพราะใจมัวเพ่งอยู่กับโทรศัพท์ รถยนต์ บ้าน หรือแก้วแหวนเงินทองที่เราอยากจะได้ อยากจะครอง ใจมันพุ่งออกนอกหมด ไม่กลับมาเห็นตัวเอง ก็เลยคิดว่าที่เราไม่มีความสุขนั้นเป็นเพราะเรายังไม่ได้สิ่งนั้นสิ่งนี้มา เราจึงวิ่งไล่ล่าตามหา แต่ได้มาเท่าไรก็ไม่มีความสุขเสียที

บางคนนั้นอยู่ที่ไหนก็ไม่มีความสุข กระสับกระส่าย ต้องย้ายไปที่โน่นที่นี่ บางคนเปลี่ยนงานอยู่บ่อย ๆ คิดว่าได้งานที่นี่แล้วจะมีความสุข  ก็ไม่มี แต่จะมีข้อตำหนิรอบตัว เช่น เจ้านายไม่ดี ที่ทำงานคับแคบ งานก็ไม่ถูกใจ พอย้ายไปทำงานที่อื่น แผนกอื่น ตำแหน่งอื่น ก็ไม่ถูกใจอีก ไม่มีความสุข แล้วก็โทษสารพัดว่างานไม่ดี เพื่อนร่วมงานไม่ได้เรื่อง เจ้านายมีปัญหา ไม่เป็นธรรม ก็ย้ายต่อ เปลี่ยนที่เปลี่ยนงานไม่หยุด แต่ไม่เคยพบกับความพอใจสักที อันนี้เพราะเขาลืมมองว่าที่แท้แล้วใจของตนเองต่างหากที่เป็นปัญหา พระพุทธเจ้าอุปมาเหมือนสุนัขขี้เรื้อน เวลาอยู่ใต้ต้นไม้ก็คัน อยู่กลางแจ้งก็คัน ยืน เดิน นั่ง นอน ที่ไหน ก็ไม่สบาย อยู่ที่ไหนก็ไม่มีความสุข  มันก็โทษว่าใต้ต้นไม้ไม่ดี กลางแจ้งไม่ดี อยู่ที่ไหนก็โทษที่นั่นว่าไม่ดี  แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นเพราะตัวมันเองต่างหากที่ขี้เรื้อนผิวเป็นแผล เพราะฉะนั้นเวลาเรามีความทุกข์ ต้องกลับมาดูตัวเอง ไม่ใช่ไปโทษสถานที่  

พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เมื่อมือไม่มีแผล บุคคลจะจับต้องยาพิษก็ได้ ยาพิษนั้นไม่สามารถทำอันตรายได้” แต่ถ้ามือมีแผลเมื่อใดพอไปถูกยาพิษก็เป็นอันตราย มือก็หมายถึงใจเรา ถ้าใจเราไม่มีแผล เจออะไรก็ไม่มีทุกข์ ใครเขาจะว่าเรา เราก็ไม่ทุกข์ ได้เงินเดือนน้อย เจองานหนักก็ไม่ทุกข์ แต่ถ้าใจเราเป็นแผลเหมือนกับมือ อย่าว่าแต่ยาพิษเลย แม้แต่ใบหญ้าซึ่งนิ่มมาก ถ้ามาทิ่มถูกแผลเราก็เจ็บ หลายคนเป็นอย่างนั้นเพราะในใจมีแผล คำพูดซึ่งเป็นแค่ลมปาก พอมันมากระทบหูเข้าใจก็เป็นทุกข์เป็นบ้าเป็นหลัง แล้วก็โทษคนโน้นคนนี้ ซึ่งก็มีส่วนอยู่แต่เป็นปัจจัยภายนอก ส่วนปัจจัยภายในก็คือใจของเรา ใจนั้นเป็นที่มาแห่งความทุกข์ที่รุมเร้าผู้คนจำนวนมาก ที่มันเป็นเช่นนั้นได้เพราะว่าเขาไม่รักษาแผลที่ใจ ไปทำอะไรต่ออะไรข้างนอกจนวุ่นวายไปหมด แต่เมื่อใดก็ตามที่เรากลับมารักษาแผลที่ใจ เอาธรรมะมาเป็นเครื่องรักษาใจ  เช่นเวลาโกรธก็ใช้เมตตาระงับและบรรเทาความโกรธ เวลาอิจฉาใครก็มีมุทิตาจิตให้กับเขา มุทิตาจิตนั้นช่วยระงับดับความอิจฉาริษยาได้ เช่นเดียวกับเมตตาที่สามารถระงับดับความพยาบาทได้ แต่จะมีธรรมะเหล่านี้ได้ก็ต้องมีสติเป็นตัวตั้งต้นก่อน สติเป็นตัวตั้งต้นที่ดีมาก ถ้ามีสติแล้วเจออะไรมาก็รับมือได้

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved