หน้ารวมบทความ
   บทความ > สารโกมล > บ่มเพาะความรู้ กล่อมเกลาความรู้สึก
กลับหน้าแรก

สารโกมล มกราคม ๒๕๕๔
บ่มเพาะความรู้ กล่อมเกลาความรู้สึก

พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

อะไรทำให้ผู้คนยังติดในกามสุขทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันเป็นโทษ ก็เพราะใจเขายังไม่เคยได้เสพหรือได้สัมผัสกับความสุขที่มันประณีต คนเรานั้นต้องการความสุขหล่อเลี้ยงใจ ถ้าขาดความสุข โหยหาความสุข อะไรอยู่ข้างหน้าก็คว้าทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นความสุขที่หยาบหรือประณีต อะไรอยู่ใกล้ก็ขอเสพก่อน

พระพุทธเจ้าทรงอุปมาว่า เหมือนกับคนที่เดินมากลางแดด อากาศร้อนคอแห้งหิวกระหายมาก ถ้าหากเจอน้ำเต็มแก้ว มีสีสดใส แม้จะมีคนบอกว่าน้ำนี้มีพิษกินแล้วทำให้ตายได้ คนที่หิวกระหายไม่ได้กินน้ำมา 2-3 วันแล้ว เขาจะฟังหรือไม่ เขาจะปฏิเสธน้ำแก้วนี้หรือไม่ ถึงอย่างไรเขาก็จะยังกินน้ำแก้วนั้นอยู่ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันอันตราย ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะเขากระหายน้ำมาก ยังไงก็ขอดับกระหายก่อน ส่วนจะเป็นอันตรายอย่างไรค่อยว่ากันทีหลัง แต่ตอนนี้ฉันหิวมาก ความรู้สึกหิวมันมีพลัง มันไม่ยอมทำตามความรู้ ความรู้บอกว่าอย่ากินๆ แต่ความรู้สึกบอกว่าไม่ไหว หิวน้ำเหลือเกิน ถึงอย่างไรก็ต้องกินแล้ว พระพุทธเจ้าทรงอุปมาเรื่องนี้เพื่อชี้ว่า คนเราเข้าหากามก็เพราะโหยหาความสุข แม้จะรู้ว่ากามนี้มีโทษ แต่ถ้าใจยังโหยหาความสุข ก็ต้องเข้าหากามอยู่นั่นเอง ทำนองเดียวกันแม้พระจะสอนว่า บุหรี่หรือเหล้ามีโทษ แต่ตราบใดที่เขายังไม่พบหรือไม่สามารถจะหาความสุขอย่างอื่นได้ เขาก็ต้องพึ่งความสุขจากอบายมุขเหล่านี้

ย้อนกลับไปที่คนเดินกลางแดดที่กำลังหิวน้ำ ถ้าเกิดมีน้ำอยู่ 2 แก้ว แก้วหนึ่งน้ำสีสวยรสอร่อยแต่เจือยาพิษ อีกแก้วหนึ่งเป็นน้ำฝนน้ำบริสุทธิ์ ไม่มีสี ไม่มีรส แต่ว่าไม่อันตราย ถ้ามีน้ำอยู่ ๒ แก้ววางใกล้ ๆ กัน ก็เป็นไปได้ว่าคนที่หิวกระหายจะเลือกกินน้ำแก้วที่ 2 แต่ถ้าไม่มีแก้วที่ 2 ให้เห็นเลย ก็ยากที่จะปฏิเสธน้ำแก้วเดียวที่มีอยู่แม้จะอันตรายก็ตาม ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า คนเราไม่อาจละกามสุขได้ จนกว่าได้สัมผัสหรือเข้าถึงความสุขที่ประณีตกว่า เป็นความสุขที่ไม่ต้องพึ่งกามหรือเป็นความสุขที่เว้นจากกาม เรียกว่า เนกขัมมสุข

นี้ก็หมายความว่าเพียงแค่ความรู้อย่างเดียวไม่พอ ต้องอาศัยความรู้สึกด้วย คือการได้เสพได้สัมผัสกับความสุขที่ประณีตแล้วรู้สึกได้ชัดเลยว่า มันประเสริฐกว่ากามสุขเยอะเลย อันนี้พระองค์พูดจากประสบการณ์ของตัวเอง เพราะพระองค์เคยตรัสว่า เมื่อครั้งที่ยังเป็นพระโพธิสัตว์หรือยังไม่ทันตรัสรู้ แม้พระองค์จะเห็นประโยชน์ของความสงบ เห็นประโยชน์ของเนกขัมมะ คือความปลอดจากกาม แต่ว่าใจยังไม่น้อมตาม ไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งมั่นในเนกขัมมะ นั่นเป็นเพราะว่ายังไม่เห็นโทษของกามสุข อีกทั้งยังไม่ได้สัมผัสกับอานิสงส์ของเนกขัมมะ คือยังเข้าไม่ถึงเนกขัมมสุขนั่นเอง

ที่ตรัสเช่นนี้หมายความว่า การเห็นประโยชน์ของเนกขัมมะนั้นตราบใดยังเป็นแค่ความรู้ เป็นแค่ความคิด แต่ถ้าใจยังไม่สัมผัสกับความสุขจากภาวะที่ปลอดกาม ก็เป็นไปได้ยากที่ใจจะโน้มหาเนกขัมมะอย่างแท้จริง เพราะความรู้สึกยังไม่ไปด้วย ที่พระองค์ตรัสว่า ใจยังไม่แล่นไป ใจยังไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งมั่น ก็แสดงว่าความรู้สึกยังไม่ได้ไปในทางเดียวกับความรู้ เพราะยังไม่เจ็บปวด ยังไม่เจอความเจ็บแสบของกามสุข แล้วก็ยังไม่ได้สัมผัสกับรสชาติของเนกขัมมสุข ต่อเมื่อพระองค์ได้สัมผัสกับรสชาติของเนกขัมมสุข แล้วก็ได้เห็นโทษของกามสุขจริงๆ เห็นโทษในที่นี้หมายถึงเจอความเจ็บปวดหรือเป็นทุกข์ด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่คิดเอา เมื่อนั้นแหละใจก็เลื่อมใส ตั้งมั่นในเนกขัมมะ นั่นก็คือความรู้กับความรู้สึกไปในทางเดียวกันแล้ว

ในการปฏิบัติธรรม ในการดำเนินชีวิตพรหมจรรย์ หรือว่าในการดำเนินชีวิตที่ประเสริฐในทางพระพุทธศาสนา ความรู้อย่างเดียวยังไม่พอ คือรู้ว่าอะไรดีอะไรไม่ดี รู้ว่าสติสัมปชัญญะนี้ดี รู้ว่าสมาธิภาวนานี้ดี รู้ว่ากามเป็นโทษ แต่ถ้าใจยังไม่สัมผัสกับความสุขที่ประณีตจริงๆ รวมทั้งไม่ได้เจอโทษของกามสุข ยังไม่สัมผัสกับความทุกข์จากกามสุขจริงๆ ก็ยากที่จะประคองชีวิตพรหมจรรย์ไปได้อย่างต่อเนื่อง ใจก็ยังหวนหารสชาติเอร็ดอร่อยของกามสุขอยู่นั่นเอง หรือว่าอาจจะรู้แต่ไม่กระตือรือร้นที่จะทำอะไรเพื่อที่จะฝึกหัดขัดเกลาตัวเอง

ประสบการณ์ที่เราเห็นกันประจำคือ คนจะเข้าวัดก็ต่อเมื่อมีความทุกข์ ถ้าไม่มีความทุกข์ มีความสุขสบายดีก็ยากจะมาปฏิบัติธรรม ทั้งๆ ที่รู้นะ อ่านหนังสือมาก็รู้ว่าปฏิบัติธรรมนี้ดี เจริญสมาธิภาวนานี้ดี แต่ไม่สนใจ ใจยังไม่โน้มตาม ใจยังไม่ใฝ่ไปทางนั้น เพราะยังไม่เจอความเจ็บแสบ ไม่เจอความทุกข์ด้วยตัวเอง ต่อเมื่อเจอความทุกข์ เช่น อกหัก ล้มละลาย หรือมีความเครียดอย่างแรง ประสบความล้มเหลวในธุรกิจการงาน เครียดมาก จนไม่สบาย ทีนี้แหละถึงจะซมซานเข้าหาธรรมะ อย่างนี้เรียกว่าความรู้สึกผลักดันให้ต้องเลือกทางนี้ เพราะเห็นแล้วว่าวิธีอื่นไม่ได้ผล ไปเที่ยวก็แล้ว กินเหล้าก็แล้ว ยังไม่หายทุกข์ แถมยังได้ความทุกข์หรือรู้สึกถึงความทุกข์จากการใช้วิธีการเหล่านั้น ก็เลยต้องมาเข้าวัดปฏิบัติธรรม อันนี้เรียกว่ามาด้วยความรู้สึกล้วนๆ อาจจะมีความรู้ด้วย แต่ความรู้ไม่มีพลังพอเท่ากับความรู้สึก

คนเราส่วนใหญ่อยู่ด้วยความรู้สึกนะ เวลาจะทำอะไร แม้จะทำความดี ก็อาศัยความรู้สึกเป็นตัวผลักดัน คือเจอทุกข์เต็มที่ หรืออาจจะเคยสัมผัส ได้เสพความสุขจากความสงบ ก็เลยมีแรงจูงใจหรือแรงดึงให้เข้าหาความสงบใจ แต่ส่วนใหญ่อาศัยแรงผลักไม่ใช่แรงดึง แรงผลักก็คือความเจ็บปวด ความทุกข์ ความล้มเหลว ความเจ็บปวด เหล่านี้คือแรงผลัก ส่วนที่เข้าหาธรรมด้วยแรงดึงนั้นมีน้อย แรงดึงหรือแรงจูงใจได้แก่ความสุข หรือการเห็นประโยชน์ของมัน แบบนี้มีน้อย แต่ถ้าเราสามารถปลีกเวลามาปฏิบัติธรรมแล้วได้สัมผัสกับความสงบ จิตได้ซึมซับรับเอาความสงบเย็นอันเป็นความสุขที่ประณีตกว่ากาม ก็จะทำให้ใจโน้มเข้าหาหรือรู้สึกแนบแน่นกับพรหมจรรย์มากขึ้น พรหมจรรย์ในที่นี้ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการทิ้งครอบครัวมาเป็นพระอย่างเดียว เป็นฆราวาสถือศีล 5 ปฏิบัติธรรมก็เป็นพรหมจรรย์ได้ เพราะพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนามีความหมายกว้าง ไม่ได้หมายถึงเมถุนวิรัติหรือการไม่ข้องแวะกับเพศรสอย่างเดียว ศีล 5 ก็ถือเป็นพรหมจรรย์ได้ ความพอใจในคู่ครองของตนที่เรียกว่าสทารสันโดษก็เป็นพรหมจรรย์ได้ การช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์เอาใจใส่ส่วนรวมก็ถือว่าเป็นพรหมจรรย์ได้ เพราะพรหมจรรย์แปลว่าชีวิตอันประเสริฐหรือการปฏิบัติที่ประเสริฐ

หากเราปรารถนาชีวิตที่ดีงาม ก็ต้องเข้าใจถึงอิทธิพลของความรู้สึก ความรู้สึกนี้รวมไปถึงเวทนาและอารมณ์ด้วยนะ ความรู้สึกสุข ทุกข์ และความชอบ ความไม่ชอบ ความอยาก ความไม่อยาก ทั้งหมดนี้มีความสำคัญ ถึงแม้คนเราจะมีความรู้แค่ไหน แต่ก็มักจะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของความรู้สึกซึ่งมีทั้งดีและไม่ดี ถ้าเป็นความรู้สึกที่ไม่ได้รับการอบรม ไม่เคยสัมผัสกับสิ่งที่ประณีต ความสงบ ก็อดไม่ได้ที่จะต้องไปข้องแวะกับความสุขหยาบๆ ที่เรียกว่ากามสุข

กามสุขนั้นมีหลายแบบ ประณีตก็มี หยาบก็มี กามสุขแบบหยาบ ๆ ก็เช่น เหล้า บุหรี่ ยาเสพติด หรือการเที่ยวผู้หญิง เที่ยวกลางคืน นี้เรียกว่ากามสุขแบบหยาบๆ แบบประณีตก็เช่น การมีความสุขจากการฟังเพลงที่แต่งอย่างประณีต หรือชื่นชมธรรมชาติที่งดงาม นี้เป็นกามสุขที่ประณีต แต่ว่าก็ยังจัดว่ามีโทษอยู่ เช่น ไม่จิรังยั่งยืน ยังเจือด้วยทุกข์ แต่ถ้าเรารู้จักและเห็นโทษของมัน ไม่ว่าเห็นในระดับความคิด จากการอ่านการฟัง หรือได้สัมผัสด้วยตัวเอง แต่ถ้าเราได้สัมผัสกับความสุขที่ประณีตจากการทำความดี จากการได้สัมผัสกับความสงบในจิตใจ จากการได้เจริญสมาธิภาวนา ก็จะช่วยกล่อมเกลาความรู้สึกของเราให้ประณีต ทำให้การหวนหาอาลัยหรือเสียดายกามสุขลดลง ถ้าไม่มีสิ่งนี้จิตใจของเราก็ยังไม่ปลอดภัย ยังอดไม่ได้ที่จะข้องแวะกามสุข ซึ่งทำให้การดำเนินชีวิตพรหมจรรย์ของเราสะดุด แม้แต่การพอใจในคู่ครองของตน ไม่ข้องแวะหญิงหรือชายอื่น ที่เรียกว่าสทารสันโดษก็ยังทำไม่ได้ เพราะอดไม่ได้ที่จะนึกถึงความสุขแปลกๆ ใหม่ๆ กับคนอื่น หรืออะไรที่ผิดทำนองคลองธรรม

ถ้าเราตระหนักเรื่องนี้ก็ต้องพยายามอบรมความรู้สึกของเราให้เจริญงอกงามด้วย ที่จริงการปฏิบัติเจริญสมาธิภาวนาก็เพื่อสิ่งนี้แหละ เพราะการเจริญสมาธิภาวนานั้นใช้ความรู้น้อย ไม่ค่อยใช้ความคิดเท่าไหร่ อันที่จริงต้องวางความคิดไปเลยด้วยซ้ำ การเจริญสมาธิภาวนาคือการอบรมจิตใจหรืออารมณ์ความรู้สึกโดยตรงเลย ทีแรกก็ให้สัมผัสกับความสงบจากสมถกรรมฐาน สมถกรรมฐานคือกรรมฐานที่ทำให้ใจสงบเย็นเป็นสุข หลังจากนั้นก็จะอบรมด้วยวิปัสนากรรมฐานจนกระทั่งจิตเกิดปัญญาขึ้นมา เป็นความรู้สึกที่ประสานกับความรู้อย่างชัดเจน คือความรู้ว่าขันธ์ 5 เป็นไตรลักษณ์ ความรู้ว่ารูปและนาม กายและใจไม่ใช่เรา

สำหรับหลายคนความรู้อย่างนี้ยังเป็นแค่ความรู้ในหัวสมอง หรือไม่ก็เห็นแบบประพิมประพาย แต่ใจยังไม่น้อมตาม เพราะใจยังมีความหวงแหน ยังมีความหวังลึกๆ ว่า กายนี้สุข ใจนี้สุข ยังอยากเป็นเจ้าเข้าเจ้าของกายและใจ เพราะยังหลงว่ามีตัวตนอยู่ พอนึกว่าตัวตนไม่มี ใจมันเสียววาบเลยนะ มันยอมไม่ได้ว่าตัวตนไม่มี มันขัดขืน มันต่อสู้ มันต้องพยายามพิสูจน์ให้ได้ว่าตัวตนมี ถ้ากายและใจไม่ใช่ตัวตน มันก็ไปยึดอย่างอื่นมาเป็นตัวตน ไปยึดเอาทรัพย์สมบัติเป็นตัวตน หรือไปยึดเอานิพพานเป็นตัวตนก็ได้ ใจมันไม่ยอม เพราะมันจะรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง ความรู้ของคนเราไปไกลแล้ว คือรู้ว่าตัวตนไม่มี แต่ใจยังไม่ยอม ความรู้สึกมันยังไม่ยอม

การปฏิบัติธรรมคือการกล่อมเกลาความรู้สึกจนยอมรับว่าตัวตนไม่มี และเห็นชัดว่าถ้ายึดถือตัวตนเมื่อไหร่จะทุกข์มากเลย ใจที่เจอความเจ็บแสบรุ่มร้อนจากความยึดติดในตัวตนจะปล่อยวางได้ง่าย และยิ่งเห็นว่าแม้แต่จิตก็เต็มไปด้วยทุกข์มาก ทุกข์ถาวรเลย หวังให้มันสุขไม่ได้เลย พอหวังให้มันสุขไม่ได้ จิตก็ยอมจำนน ยอมแพ้ ยอมรับความจริงได้ ทีนี้ความรู้สึกกับความรู้ก็จะไปด้วยกันได้ ความรู้กับความรู้สึกกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือกอดคอพาไปสู่ความหลุดพ้นได้ในที่สุด

การปฏิบัติของเราจะต้องให้ความสำคัญกับความรู้สึกให้มาก กล่อมเกลาความรู้สึกรวมทั้งอารมณ์ให้สอดคล้องไปกับความรู้และเหตุผลที่เรามีอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้ภาวนามยปัญญาหรือปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัติจึงสำคัญ สุตมยปัญญาคือปัญญาที่เกิดจากการฟังการอ่านนั้นก็ดีอยู่ จินตามยปัญญาคือปัญญาเกิดจากการคิดก็ดีอยู่ แต่มันยังอยู่ในฝ่ายของความรู้ เราต้องอาศัยความรู้สึกที่ได้รับการกล่อมเกลาด้วยภาวนามยปัญญา ถึงจะทำให้เกิดปัญญาที่แท้จริงได้

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved