หน้ารวมบทความ
   บทความ > คอลัมน์จิตวิวัฒน์ > เยียวยาด้วยเมตตา
กลับหน้าแรก

มติชนรายวัน วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๑

เยียวยาด้วยเมตตา
พระไพศาล วิสาโล

มีหญิงสาวผู้หนึ่ง ร่ำรวยและสวย ใส่เสื้อผ้าราคาแพง แต่ว่าหน้าตาหม่นหมอง เธอมีความทุกข์ใจมากจนต้องไปหาจิตแพทย์ เธอเล่าว่า เธอไม่มีความสุขเลย รู้สึกว่าชีวิตว่างเปล่า ไร้คุณค่า จนเกิดความคิดอยากฆ่าตัวตาย จิตแพทย์คนนี้แทนที่จะให้ยาเหมือนกับหมอทั่ว ๆ ไป เขากลับบอกผู้หญิงคนนี้ว่า อยากจะให้คุณฟังเรื่องราวของคนคนหนึ่ง คุณสนใจไหม เธอก็พยักหน้า

หมอจึงเรียกแม่บ้านผู้หนึ่งที่กำลังทำความสะอาดอยู่ บอกว่าคุณป้าช่วยมาเล่าเรื่องของคุณป้าให้คุณผู้หญิงคนนี้ฟังหน่อย แม่บ้านจึงวางไม้กวาดแล้วเล่าว่า เมื่อปีที่แล้วเธอสูญเสียสามี เขาตายด้วยโรคมาลาเรีย หลังจากนั้น ๓ เดือนลูกชายคนเดียวของเธอก็ตายเพราะถูกรถชน   เธอไม่เหลือใครแล้ว เธอรู้สึกหมดอาลัยตายอยากกับชีวิต เธอกินไม่ได้ นอนไม่หลับ และไม่สามารถยิ้มได้อีกต่อไป  แล้ววันหนึ่งเธอก็คิดถึงการฆ่าตัวตาย

แต่เย็นวันหนึ่งขณะที่เธอเดินกลับจากที่ทำงาน มีลูกแมวผอมโซตัวหนึ่งตามเธอมาจนถึงบ้านของเธอ เธอเห็นว่าข้างนอกหนาว สงสารแมว จึงอุ้มมันมันเข้ามาในบ้าน แล้วก็เอานมให้กิน แมวเลียนมจนหมดจาน มันมีความสุขมาก เข้ามาพันแข้งพันขาเธอ เธอเห็นแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ เป็นยิ้มแรกของเธอในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา ตอนนั้นเองที่เธอฉุกคิดขึ้นมาว่า ถ้าการช่วยลูกแมวทำให้ฉันยิ้มได้ การช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนก็น่าจะทำให้ฉันมีความสุขได้

วันรุ่งขึ้นเธอก็อบขนมปังไปให้เพื่อนบ้านของเธอที่กำลังป่วย เพื่อนบ้านมีความสุข เธอก็พลอยมีความสุขไปด้วย นับแต่นั้นมาทุกวันเธอพยายามทำสิ่งดี ๆ ให้แก่ผู้อื่น ช่วยเหลือคนที่ทุกข์ยากเดือดร้อน  เธอรู้สึกมีความสุขมากขึ้น เพราะเห็นคนอื่นมีความสุข  เดี๋ยวนี้เธอกินได้นอนหลับและยิ้มได้ 

จากคนที่บอกว่าชีวิตของเธอไม่เหลืออะไรจนอยากฆ่าตัวตาย ตอนนี้กลับมีความสุขอย่างมาก  เธอมีความสุขเพราะอะไร เธอมีความสุขเพราะช่วยให้ผู้อื่นมีความสุข

การช่วยผู้อื่นเป็นวิธีเยียวยาความโศกเศร้าที่ดีมาก  เพราะเมื่อเราลงมือหรือแม้แต่คิดช่วยผู้อื่น เมตตากรุณาก็ถูกปลุกขึ้นในใจเรา  เมตตากรุณาเมื่อเกิดขึ้น มันช่วยขับไล่ความเศร้า ความหดหู่ออกไปจากใจได้  นอกจากนั้นการออกไปช่วยคนที่เดือดร้อน ทำให้เราได้คิดว่า คนอื่นที่ลำบากกว่าเรามีอีกเยอะ  เวลาเรามีความทุกข์ เรามักคิดว่าความทุกข์ของฉันมันยิ่งใหญ่ร้ายแรงเหลือเกิน ไม่มีใครทุกข์เท่าฉัน แต่พอเราออกไปเจอผู้เจอคนที่เดือดร้อน เราจะพบว่าคนที่ทุกข์กว่าฉันมีอีกเยอะ  ความทุกข์ของฉันกลายเป็นเรื่องเล็กน้อย อาจจะรู้สึกโชคดีด้วยซ้ำที่ไม่ทุกข์มากเหมือนคนอื่น

เรื่องนี้ยังไม่จบ  หลังจากที่ได้ฟังแม่บ้านเล่าเรื่องของเธอ  หญิงสาวคนนั้นก็ร้องไห้ เธอบอกว่าเธอมีทุกอย่างที่เงินซื้อได้ แต่สิ่งที่เงินซื้อไม่ได้ เธอไม่มีเลยสักอย่าง

ที่เธอพูดว่าเธอไม่มีเลยสักอย่างที่เงินซื้อไม่ได้ เธอหมายถึงความสุขด้วย เงินซื้อความสุขไม่ได้ มันแค่เช่าได้เท่านั้น เงินแค่เช่าความสุข แต่อะไรที่เราเช่ามาล้วนอยู่กับเราเพียงชั่วคราว ไม่นานก็ต้องคืนเขาไป อย่างผู้หญิงคนนี้มีเงินเยอะ ความสุขก็มีชั่วคราว แต่ไม่นานความสุขก็จางไป เพราะว่าเบื่อสิ่งที่มี ความสุขจากวัตถุนั้น เสน่ห์ของมันคือเกิดขึ้นเร็ว แต่ข้อเสียคือจืดจางเร็ว พอหายไป ชีวิตก็รู้สึกว่างเปล่า แต่พอได้ไปช่วยผู้อื่น ความสุขก็จะเกิดขึ้น เป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง เป็นความสุขที่ได้ช่วยผู้อื่น ซึ่งต่างจากความสุขจากการเสพ ความสุขแบบนี้คนไม่เคยตระหนักว่าสามารถจะเกิดขึ้นได้จากการไปช่วยผู้อื่น

อาตมารู้จักผู้หญิงคนหนึ่งชื่ออรทัย ชะฟู ตอนเธอเป็นเด็กชีวิตลำบากมาก เรียกว่าปากกัดตีนถีบ หาเงินส่งเสียตัวเองเรียนหนังสือจนจบมหาวิทยาลัย เธอเก่งมากในเรื่องการทำมาค้าขาย ขายทุกอย่างไม่ว่าล็อตเตอรี่ เหล้า สินค้าแบรนด์เนม  เมื่อจบแล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาหาเงิน เธอฉลาดมากในการหาเงินและเก็บเงิน ฐานะจึงดีขึ้นตั้งแต่อายุแค่ ๒๐ กว่า แต่วันหนึ่งเธอพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งปอด  แต่เธอก็ใจสู้ ดิ้นรน ทำทุกอย่างเพื่อรักษามะเร็ง ไม่ว่า  เคมีบำบัด ฉายแสง และผ่าตัด รวมทั้งคุมอาหาร ออกกำลังกาย ปรากฏว่ามะเร็งหายไป เธอก็ดีใจ

ต่อมาเธอก็ตั้งตัวเองเป็นผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโรคมะเร็ง แนะนำใครต่อใครเรื่องการเยียวยามะเร็ง แต่ผ่านไป ๗ ปี ปรากฏว่ามะเร็งปอดกลับมาใหม่ คราวนี้หนักกว่าเดิม หมอบอกว่าเธออยู่ได้ไม่เกิน ๒ ปี เธอรู้สึกห่อเหี่ยว หมดอาลัยตายอยาก แต่เธอก็พยายามตั้งหลักใหม่ พยายามปรับจิตปรับใจ และเปลี่ยนวิถีชีวิต โชคดีที่เธอมีเพื่อนดี  ความรักความใส่ใจของเพื่อนทำให้เธอเห็นคุณค่าของความรัก เธอเกิดความคิดที่จะให้ความรักและความสุขแก่ผู้อื่น  เธอจึงตั้งใจว่าจะใช้ชีวิตนี้ให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น

วันหนึ่งเธอไปที่โรงพยาบาลและบอกเจ้าหน้าที่ว่าอยากทำงานช่วยเหลือผู้ป่วย  เขาจึงให้เธอไปทำงานกับเด็กป่วย  หลังจากที่เธอเป็นจิตอาสาเยี่ยมเด็กป่วยไม่นาน เธอก็พบว่ามีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นในจิตใจเธอ เธอมีความสุข รู้สึกมีชีวิตชีวาจึงไปเยี่ยมเด็กเป็นประจำ กลายเป็นจิตอาสาที่โรงพยาบาลคุ้นเคยมาก

ที่อัศจรรย์ก็คือ ไม่นานมะเร็งปอดก็หายไป เธอประหลาดใจมาก เธอไม่ได้ทำอะไรกับมะเร็งนั้นเลย เพราะว่ารู้ว่าคงทำอะไรไม่ได้ เพียงแต่คุมอาหาร กินอาหารสุขภาพอย่างที่เธอเคยกิน

ผ่านมา ๑๐ ปีแล้ว มะเร็งไม่ได้กลับมาอีก  เธอคิดว่านี้เป็นผลจากการเป็นจิตอาสา  เธอถึงกับบอกว่า “จิตอาสาคือคีโมขนานเอก”  คีโมหรือเคมีบำบัดอะไรก็ไม่วิเศษเท่ากับการเป็นจิตอาสา ซึ่งหมายถึงการช่วยเหลือผู้อื่นด้วยจิตเมตตา  

การเป็นจิตอาสาเยียวยาร่างกายเธอให้หายจากมะเร็งได้อย่างไร อาตมาคิดว่าเป็นเพราะว่าการช่วยเหลือผู้อื่นทำให้ตัวเองมีความสุข พอมีความสุขก็มีสารหลายตัวหลั่งออกมา โดยเฉพาะสารสื่อประสาท เช่น โดพามีน เอ็นโดฟิน เซโรโทนิน ซึ่งคงช่วยให้ภูมิคุ้มกันร่างกายดีขึ้น  เมื่อภูมิคุ้มกันร่างกายดีขึ้น มันก็ไปจัดการกับเซลล์มะเร็ง จนกระทั่งหดหายไปในที่สุด

การช่วยผู้อื่นในที่สุดกลับกลายเป็นการช่วยตัวเอง  ความข้อนี้แม้กระทั่งพระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสว่า “ผู้ให้ความสุขย่อมได้รับความสุข”  หากให้ด้วยเจตนาดี ให้ด้วยความจริงใจ เพื่อประโยชน์ของผู้อื่น ไม่ใช่เพื่อตนเอง  การให้นั้นจะช่วยให้ใจเป็นสุข และความสุขใจก็สามารถเยียวยากายให้ดีขึ้นได้

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved