หน้ารวมบทความ
   บทความ > คอลัมน์จิตวิวัฒน์ > เติมชีวิตจึงมีชีวา
กลับหน้าแรก

มติชนรายวัน วันที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๘

เติมชีวิตจึงมีชีวา
พระไพศาล วิสาโล

“เชสเมมโมเรียล” เป็นบ้านพักคนชราในรัฐนิวยอร์กที่ได้มาตรฐาน  ตอนที่บิล โทมัสไปเป็นผู้อำนวยการใหม่ ๆ เมื่อ ๑๖ ปีก่อน มีคนชราอยู่ประมาณ ๘๐ คน ทั้งหมดอยู่ในภาวะทุพพลภาพ ช่วยตัวเองแทบไม่ได้  ๔ ใน ๕ เป็นอัลไซเมอร์หรือมีความบกพร่องทางการรับรู้  เจ้าหน้าที่จึงต้องให้การดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด  สวัสดิภาพและความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้น ๆ ของที่นั่น

บิลเป็นหมอหนุ่มวัย ๓๐ ต้น ๆ ที่คุ้นเคยกับโรคภัยไข้เจ็บของคนชราเป็นอย่างดี เพราะโรงพยาบาลเก่าของเขานั้นมีคนชราเข้ามารับการรักษาอยู่เป็นประจำ  แต่ทันทีที่ย้ายไปทำงานที่นั่น เขารู้สึกได้ถึงความผิดปกติที่อยู่รอบตัว   ผู้คนดูซึมเซา ห่อเหี่ยว ไร้ชีวิตชีวา  ทีแรกเขาคิดว่าเป็นเพราะความผิดปกติในร่างกาย จึงสั่งตรวจสุขภาพคนชราทุกคนอย่างจริงจัง  ทั้งสแกน ตรวจเลือด และเปลี่ยนยา แต่ผ่านไปหลายสัปดาห์เขาก็ยังไม่พบสาเหตุ

จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้ข้อสรุปว่า ตัวการที่ทำให้ผู้คนที่นั่นไร้ชีวิตชีวามี ๓ ประการ ได้แก่ ความเบื่อหน่าย ความอ้างว้าง และความรู้สึกสิ้นเรี่ยวสิ้นแรง   วิธีเดียวที่จะจัดการกับสาเหตุดังกล่าวก็คือ การเติมชีวิตเข้าไปในบ้านพักคนชรา เขาจึงเสนอให้เอาพรรณไม้สีเขียวมาใส่ไว้ในทุกห้อง  รื้อสนามหญ้าแล้วปลูกผักปลูกดอกไม้แทนที่  เท่านั้นยังไม่พอเขายังเสนอให้เอาสัตว์เข้าไปเลี้ยงในนั้น  ไม่ใช่แค่หมาหรือแมวตัวเดียว แต่หลายตัว รวมทั้งนกนานาชนิดด้วย

ข้อเสนอประการหลังสร้างความตกใจให้แก่หลายคนรวมทั้งกรรมการบ้านพัก เกือบทั้งหมดไม่เห็นด้วยเลยเพราะสัตว์อาจนำเชื้อโรคมาสู่คนชราได้  อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องการเลี้ยงดูสัตว์   ซึ่งมีรายละเอียดจิปาถะ เช่น การให้อาหาร  ทำความสะอาด แล้วยังต้องเก็บกวาดมูลสัตว์อีก   เป็นการเพิ่มภาระแก่เจ้าหน้าที่  ยังไม่ต้องพูดถึงกฎของรัฐที่อนุญาตให้บ้านพักคนชรามีหมาหรือแมวแค่ตัวเดียวเท่านั้น             อย่างไรก็ตามบิลยืนยันข้อเสนอของตัว  เขาถึงกับไปเจรจากับเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อให้ผ่อนคลายระเบียบดังกล่าวจนได้ไฟเขียว   สุดท้ายกรรมการบ้านพักก็ยินยอมตามข้อเสนอของเขา

วันแรกที่เริ่มโครงการนี้  เกิดความโกลาหล เพราะนอกจากหมา ๔ ตัว แมว ๒ ตัว กระต่ายและไก่ฝูงหนึ่งแล้ว ยังมีนกแก้วนับร้อยเข้ามาพร้อมกัน การดูแลสัตว์เหล่านี้ให้เป็นระเบียบเรียบร้อยไม่ใช่เรื่องง่ายเลย   บางครั้งก็มีการเกี่ยงกันว่าใครจะเป็นคนเก็บกวาดขี้ที่หมาถ่ายไว้บนพื้นห้อง  เจ้าหน้าที่หลายคนบอกว่างานของตนคือดูแลคนชรา ไม่ใช่ดูแลสัตว์ อย่างไรก็ตามไม่นานปัญหาดังกล่าวก็ค่อย ๆ หมดไป   สาเหตุสำคัญก็เพราะทุกคนสังเกตว่า บรรยากาศของที่นั่นแปรเปลี่ยนไป  คนชราทั้งหลายเริ่มตื่นตัวและมีชีวิตชีวา

คนชราบางคนซึ่งไม่พูดไม่จากับใครมานาน จนใคร ๆ คิดว่าพูดไม่ได้แล้ว เริ่มพูดขึ้นมา  บางคนซึ่งเอาแต่นั่งนิ่ง ไม่ยอมไปไหน และไม่สุงสิงกับใคร  วันหนึ่งก็เดินมาหาเจ้าหน้าที่แล้วบอกว่า “ผมจะพาหมาไปเดินเล่น”  บางคนก็มารายงานให้เจ้าหน้าที่ว่า “วันนี้นกไม่กินอะไรเลย” หรือมาเล่าว่า “นกร้องทั้งวัน”  มีหญิงชราคนหนึ่ง ทีแรกก็นั่งดูเจ้าหน้าที่เดินไปเดินมา  วันหนึ่งเจ้าหน้าที่ถามเธอว่าสนใจตามเขาไปเลี้ยงนกไหม  เธอพยักหน้าแล้วเดินตามไป  ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ให้น้ำนก เธอก็ถือของช่วย  วันต่อมาเธอก็ขมีขมันดูแลนกตัวนั้นเอง

บิลเล่าถึงชายชราผู้หนึ่ง ซึ่งสูญเสียภรรยาที่อยู่ด้วยกันมานานถึง ๖๐ ปี  หลังจากนั้นเขาก็หมดอาลัยตายอยากกับชีวิต กินอะไรก็ไม่ลง   วันหนึ่งเขาขับรถพุ่งลงคู ตำรวจสันนิษฐานว่าเขาพยายามฆ่าตัวตาย  ลูก ๆ จึงส่งมาที่เชสเมมโมเรียล  ตลอดสามเดือนที่อยู่ที่นั่น เขาหงอยเหงาเซื่องซึม ไร้ชีวิตชีวา  ไม่ว่าให้ยาอะไรก็ไม่ช่วย รวมทั้งยาระงับโรคซึมเศร้า  สุดท้ายเขาก็หยุดเดิน เก็บตัวอยู่แต่บนเตียง  ไม่ทำอะไร และไม่ยอมกินอะไรเลย  เห็นได้ชัดว่าเขาไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว

แล้ววันหนึ่งเจ้าหน้าที่ก็เอานกแก้วมาให้เขาคู่หนึ่ง  เขาไม่ปฏิเสธ แต่ก็นั่งดูนกแก้วเฉย ๆ  ดูเหมือนว่าเขาไม่สนใจมันเลย  แต่เมื่อเจ้าหน้าที่มาให้อาหารนก เขาก็เล่าให้ฟังว่า นกเป็นอย่างไร และมันชอบอะไรบ้าง  เป็นครั้งแรกที่เขาแสดงให้เห็นถึงความสนใจสิ่งนอกตัว  แทนที่จะจมอยู่กับตัวเอง

ไม่นานเขาก็เริ่มกิน สวมเสื้อผ้าเอง และเดินออกจากห้อง  เขาตรงไปหาเจ้าหน้าที่และบอกว่า หมาควรเดินเล่นทุกบ่าย  เขาขออาสาพาหมาไปเดินเล่นเอง  สามเดือนหลังจากนั้นเขาก็กลับเป็นปกติ  และกลับบ้านได้

ไม่เพียงพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป  สุขภาพของคนชราเหล่านั้นก็ดีขึ้นด้วย  การวิจัยตลอดสองปีที่จัดทำโครงการดังกล่าว พบว่ายาที่ให้แก่คนชราในเชสเมมโมเรียลลดลงเหลือแค่ครึ่งหนึ่งของยาที่ให้แก่คนชราในที่อื่น  โดยเฉพาะยากระตุ้น เช่น ฮาลดอล ลดลงอย่างฮวบฮาบ  ค่ายาลดลงเหลือแค่ ๓๘ เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับบ้านพักคนชราแห่งอื่น  ขณะเดียวกันจำนวนคนตายก็ลดลง ๑๕ เปอร์เซ็นต์

ประสบการณ์ที่เชสเมมโมเรียลชี้ชัดว่าธรรมชาติ ไม่ว่าสัตว์และต้นไม้ มีผลต่อจิตใจของคนชรามาก  มันได้นำชีวิตชีวามาแทนที่ความเบื่อหน่าย  ขจัดความอ้างว้างเพราะทำให้รู้สึกว่ามีเพื่อนคู่ใจ  ช่วยดึงจิตให้ออกจากกรงที่ขังตัวเอง  เป็นเครื่องยืนยันถึงสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งที่มนุษย์มีกับธรรมชาติ

อย่างไรก็ตามเพียงแค่ชื่นชมธรรมชาติเท่านั้นยังไม่เพียงพอ สิ่งสำคัญกว่านั้นก็คือการมีปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติด้วย  เคยมีการทดลองที่บ้านพักคนชราแห่งหนึ่งในรัฐคอนเน็คติกัต  ทุกคนได้รับต้นไม้หนึ่งต้น  ต่างกันตรงที่ว่า  คนชราครึ่งหนึ่งได้รับมอบหมายให้รดน้ำต้นไม้เอง รวมทั้งฟังคำบรรยายเกี่ยวกับอานิสงส์ของการดูแลรับผิดชอบตนเอง   อีกครึ่งหนึ่ง มีคนรดน้ำต้นไม้ให้ รวมทั้งฟังคำบรรยายว่าเจ้าหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ของเขาอย่างไรบ้าง    ผ่านไปหนึ่งปีครึ่ง  นักวิจัยพบว่า คนชรากลุ่มแรกมีความกระฉับกระเฉงกว่า ตื่นตัวมากกว่า และมีอายุยืนยาวกว่าด้วย

การวิจัยดังกล่าวนอกจากบ่งชี้ถึงคุณประโยชน์ของต้นไม้หรือธรรมชาติแล้ว  ยังแสดงให้เห็นว่า การได้ทำหรือรับผิดชอบอะไรสักอย่างนั้นมีผลดีต่อจิตใจและสุขภาพ  ยิ่งสิ่งนั้นมีชีวิตจิตใจด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้เกิดความสุข  หลายคนมีความสุขที่ได้เลี้ยงแมวจรจัดหมากำพร้า  ทำให้รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า  ทั้งความสุขและความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าล้วนส่งผลให้คนชราที่เคยหมดอาลัยตายอยากกับชีวิต อยากมีชีวิตอยู่ต่อ  รู้ว่าอยู่เพื่ออะไร  และนั่นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นใหม่

คนเราไม่ได้ต้องการแค่ปัจจัยสี่และความปลอดภัยเท่านั้น  แต่ก็ยังต้องการคุณค่าทางจิตใจ อาทิ เช่น สายสัมพันธ์กับผู้อื่นหรือสิ่งอื่น ความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง การได้ทำสิ่งที่มีความหมาย  รวมทั้งความรู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่า  สิ่งเหล่านี้ประมวลกันเป็นเหตุผลในการมีชีวิตอยู่    คนชราและคนป่วยจำนวนไม่น้อย แม้จะได้รับการดูแลทางกายอย่างดี แต่เป็นเพราะขาดคุณค่าทางจิตใจดังกล่าว  จึงไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป แต่หากมิติดังกล่าวได้รับการตอบสนอง  แม้จะทุพพลภาพเพียงใด เขาก็อยู่ด้วยความสุขใจ และอาจจากไปอย่างสงบสุขด้วยเช่นกัน

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved