หน้ารวมบทความ
   บทความ > คอลัมน์จิตวิวัฒน์ > ทำไมต้องเจรจากับโจร
กลับหน้าแรก

มติชนรายวัน วันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๗

ทำไมต้องเจรจากับโจร
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

ย้อนหลังไปเมื่อ ๒๕ ปีที่แล้ว  ประเทศแอฟริกาใต้ตกอยู่ในภาวะวิกฤต  บ้านเมืองแตกแยกอย่างหนัก มีการปะทะกันด้วยกำลังอาวุธปีละหลายร้อยครั้ง เป็นผลจากนโยบายเหยียดผิวของรัฐบาลที่สืบเนื่องมาหลายสิบปี  คนดำและคนเอเชียถูกลิดรอนสิทธิเยี่ยงพลเมืองชั้นสอง ไม่สามารถใช้สถานที่สาธารณะร่วมกับคนขาวได้ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล และชายหาด  อีกทั้งยังถูกกีดกันไม่ให้พักอาศัยในเมืองเดียวกับคนขาว  คนขาวซึ่งมีไม่ถึง ๑ ใน ๕ ของประชากรกลายเป็นเจ้าของประเทศทั้งโดยพฤตินัยและนิตินัย เนื่องจากคนผิวสีทั้งหลายไม่มีสิทธิเลือกตั้ง  การเหยียดผิวอย่างเป็นระบบดังกล่าวปลุกเร้าให้คนผิวดำลุกขึ้นประท้วง และเมื่อถูกปราบปรามอย่างหนัก จึงหลบใต้ดินและจับอาวุธขึ้นสู้อย่างไม่ยอมลดราวาศอก  ส่วนรัฐบาลคนขาวก็ยิ่งใช้ความรุนแรงหนักขึ้น กดขี่ปราบปรามประชาชนอย่างโหดเหี้ยม  ซ้ำยังสนับสนุนชนเผ่าซูลูให้บดขยี้กองกำลังของคนดำอีกทางหนึ่งด้วย การปะทะกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าส่งผลให้คนบริสุทธิ์ล้มตายเป็นอันมาก

ปี ๒๕๓๑  แอฟริกาใต้ใกล้เกิดสงครามกลางเมือง ขณะเดียวกันเศรษฐกิจก็ย่ำแย่ เนื่องจากถูกประชาคมโลกคว่ำบาตร แทบไม่มีประเทศใดคบค้าสมาคมด้วย แม้กระทั่งในด้านกีฬาและวัฒนธรรม   ตอนนั้นเนลสัน แมนเดลา ผู้นำคนดำ ถูกจำคุกมาแล้ว ๒๕ ปี  เขาเห็นว่าการเจรจาเท่านั้นที่สามารถพาแอฟริกาใต้หลีกเลี่ยงสงครามกลางเมืองได้ จึงพยายามหาช่องทางเจรจากับรัฐบาล หลังจากใช้เวลา ๒ ปี เจรจากับเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงถึง ๑๒ ครั้ง ก็สามารถเข้าไปสนทนาตัวต่อตัวกับประธานาธิบดีโบทาและเดอเคลิร์กได้ทั้ง ๆ ที่ยังเป็นนักโทษอยู่

ผู้นำหลายคนในพรรค ANC (African National Congress)ไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าวของแมนเดลา เพราะเขาเจรจากับฝ่ายรัฐโดยลำพัง ไม่สามารถปรึกษาพูดคุยกับผู้นำคนอื่น ๆ ได้เลย  (เนื่องจากเป็นนักโทษอุกฤษฏ์  ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกเกือบสิ้นเชิง)  จึงย่อมอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบ  หลายคนกลัวว่านี้เป็นแผนของรัฐบาลที่ต้องการตอกลิ่มระหว่างแมนเดลากับ ANC  บางคนถึงกับระแวงว่าแมนเดลากำลังขายตัว  ใช่แต่เท่านั้นเสียงค้านยังมาจากฝ่ายหัวรุนแรงในพรรคที่เห็นว่า มีแต่การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธเท่านั้นที่จะนำชัยชนะมาสู่คนดำอย่างแท้จริง  คนเหล่านี้มองว่าความรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ควรหวั่นวิตก เพราะมันคือการปฏิวัติที่กำลังเคลื่อนตัว  

อย่างไรก็ตาม แมนเดลากลับมองว่า “ประเทศใดก็ตาม แม้ในยามสงคราม ก็ยังมีเวลาสำหรับการเจรจา” แมนเดลาจึงเดินหน้าต่อไป และสามารถเปลี่ยนความคิดของผู้นำส่วนใหญ่ของ ANC ได้  การริเริ่มของแมนเดลานอกจากจะเปิดลู่ทางให้มีการเจรจาระหว่างผู้แทนรัฐบาลกับผู้นำANC คนอื่น ๆ (ที่อยู่นอกคุก)แล้ว ยังนำไปสู่ข้อตกลงหลายประการที่ผ่อนคลายความรุนแรง อาทิ การปลดปล่อยนักโทษการเมืองทั้งหมด   รวมทั้งการคืนอิสรภาพให้แก่เมนเดลา ซึ่งเป็นผู้นำสำคัญคนสุดท้ายที่ได้ออกจากคุก    การเลือกตั้งทั่วประเทศในปี ๒๕๓๗  ได้ทำให้อำนาจจากคนขาวถูกส่งผ่านมายังคนดำได้อย่างสันติ โดยปราศจากการนองเลือด  นับแต่นั้นแอฟริกาใต้ก็เริ่มมีเสถียรภาพทางการเมืองและมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง จนได้รับความไว้วางใจให้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกเมื่อ ๔ ปีที่แล้ว

ทั้ง ๆ ที่ต้องเจรจาแต่ลำพังในคุกท่ามกลางเสียงคัดค้านของมิตรสหายและพลพรรค แต่การที่แมนเดลาสามารถผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ในแอฟริกาใต้ได้โดยสันติวิธี  แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์อันยาวไกลของเขา รวมทั้งความมั่นคงในหลักการ ไม่เห็นแก่ผลประโยชน์เฉพาะตน และความกล้าที่จะทำตามความเชื่อของตนแม้คนอื่นจะเห็นต่าง 

ทั้งหมดนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความเป็นรัฐบุรุษของแมนเดลา หากยังบ่งชี้ถึงความความหนักแน่นและถี่ถ้วนรอบคอบในทางจริยธรรมของเขา  แม้จะไม่สยบยอมต่อรัฐบาลที่ชั่วร้ายโหดเหี้ยม แต่เขาพร้อมจะเจรจาด้วยหากสามารถป้องกันสงครามกลางเมืองหรือหลีกเลี่ยงการนองเลือดได้   น่าคิดว่า หากเขายึดติดกับความถูกต้องอย่างหัวชนฝาถึงขั้นชูธงว่า “ไม่เจรจากับโจร” หรือ “ต้องแตกหักกับคนชั่ว”   ผู้คนจะต้องล้มตายกันอีกมากมาย และแอฟริกาใต้คงลุกเป็นไฟอย่างที่นักสังเกตการณ์ทั่วโลกเคยคาดการณ์เอาไว้

การประกาศว่า “ไม่เจรจากับโจร”  “ต้องแตกหักกับคนชั่ว”  แม้เป็นหลักการที่ดูดี บ่งชี้ถึงความยึดมั่นในความถูกต้อง ไม่ปรารถนาข้องแวะกับคนชั่วร้าย  แต่หากยึดมั่นมากเกินไป ก็อาจส่งผลเสียได้   ลองนึกถึงเหตุการณ์โจรจับผู้บริสุทธิ์เป็นตัวประกัน  ขณะที่ถูกล้อมด้วยตำรวจซึ่งมีอาวุธครบมือ  โจรต้องการเจรจากับตำรวจ แต่หากตำรวจประกาศว่าไม่เจรจากับโจร ต้องแตกหักกับคนชั่ว อะไรจะเกิดขึ้นกับตัวประกัน  แม้ตัวประกันจะตายด้วยน้ำมือของโจร ตำรวจก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้เลย

การยึดมั่นในความถูกต้องนั้นจะมีประโยชน์อย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อไม่ทำให้ผู้อื่นต้องเดือดร้อนด้วย โดยเฉพาะถึงขั้นสูญเสียชีวิตและอวัยวะ  หากยึดมั่นในความถูกต้องแล้ว คนอื่นที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องมีอันเป็นไป มันจะเป็นความถูกต้องได้อย่างไร

จะว่าไปแล้วการยึดมั่นในความถูกต้องดังกล่าว แม้ไม่มีใครเดือดร้อนเลย มีแต่ตนเองเท่านั้นที่เดือดร้อน ในบางกรณีก็ใช่ว่าจะสมควรทำ เช่น  ถูกโจรเอาปืนจ่อหัวในซอยเปลี่ยวเพื่อปล้นทรัพย์   ควรหรือที่จะ “แตกหักกับคนชั่ว”  ถ้าทำเช่นนั้นก็ต้องไม่ยอมยื่นเงินให้เขาตามคำขู่  แต่ต้องขัดขืนต่อสู้  ผลที่เกิดขึ้นคืออะไรก็คงเดาได้ไม่ยาก ผู้มีสติปัญญาย่อมไม่ทำเช่นนั้นอย่างแน่นอน   ถ้าไม่ยอมทำตามคำขู่ของโจร สิ่งที่ควรทำก็คือพยายามเจรจากับโจรเพื่อผ่อนหนักให้เป็นเบา หรืออาจเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดีได้

คนที่กล้าประกาศอย่างหนักแน่นว่า ไม่เจรจากับโจร  ต้องแตกหักกับคนชั่วนั้น  มักเป็นเพราะคิดว่าตนอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบ  และสามารถมีชัยเหนือโจรและคนชั่วได้โดยไม่ต้องเจรจา   ในทัศนะของเขา การเจรจาจะทำให้เขาได้รับชัยชนะไม่เด็ดขาด บรรลุเป้าหมายไม่เต็มร้อย หรือทำให้ชัยชนะที่สมบูรณ์ถูกชะลอออกไป  อย่างไรก็ตามน่าคิดต่อไปว่า หากยืนกรานต่อสู้ต่อไป โดยไม่ยอมเจรจา แต่ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายมากขึ้น (จะเป็นฝ่ายไหนก็ไม่สำคัญ เพราะทุกคนล้วนเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่าทั้งสิ้น ยิ่งเป็นผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งด้วยแล้ว ก็ยิ่งไม่สมควรตาย) การกระทำเช่นนั้นจะเรียกว่าเป็นความถูกต้องได้หรือไม่   ถ้ายึดมั่นในความถูกต้องอย่างแท้จริง ก็ควรคิดถึงผลกระทบอันเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นกับคนอื่นจากการกระทำของตนด้วยทั้งทางตรงและทางอ้อม  ไม่ควรคิดถึงแต่ชัยชนะของตนเท่านั้น  

ถ้าคิดถึงแต่ชัยชนะของตนหรือผลได้ที่จะเกิดขึ้นกับตน ก็ชวนให้คิดต่อไปว่า แท้จริงแล้ว ที่ทำไปทั้งหมดนั้นเป็นเพราะยึดมั่นในความถูกต้องหรือยึดมั่นในชัยชนะของตนกันแน่ พูดอีกอย่าง  เขาทำเพื่อธรรมหรือเพื่ออัตตาตัวตนกันแน่  นี้เป็นคำถามที่ทุกฝ่ายในความขัดแย้งควรไตร่ตรองมองให้ลึกหากมีจิตใจใฝ่ความถูกต้องอย่างแท้จริง       

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved