หน้ารวมบทความ
   บทความ > คอลัมน์จิตวิวัฒน์ > ดับไฟในใจก่อนไหม้ลามทั้งประเทศ
กลับหน้าแรก
 

จิตวิวัฒน์ พฤศจิกายน ๒๕๔๗
ดับไฟในใจก่อนไหม้ลามทั้งประเทศ

พระไพศาล วิสาโล
_________________________

ความตายของผู้ชุมนุมประท้วง ๘๕ คนในกรณีตากใบ มิใช่เป็นเพียงความสูญเสียของครอบครัวและญาติพี่น้องเท่านั้น หากยังเป็นความสูญเสียของชาติไทยอีกด้วย

ใช่หรือไม่ว่าผู้ตายล้วนเป็นคนไทย ครอบครัวและญาติพี่น้องของเขาเหล่านั้นก็เป็นคนไทยเช่นเดียวกับเรา หากเขาเหล่านั้นตายเพราะน้ำท่วม แผ่นดินไหว ก็นับเป็นความสูญเสียที่มากพออยู่แล้ว ยิ่งเขาเหล่านั้นต้องมาตายในเหตุการณ์ที่คนไทยจับอาวุธทำร้ายกันเอง ยิ่งเป็นความสูญเสียที่มหาศาลเกินจะกล่าว

สิ่งที่ชาติสูญเสียมิใช่ชีวิตผู้คนเท่านั้น หากยังรวมถึงความไว้เนื้อเชื่อใจและสมานฉันท์ระหว่างคนในชาติ และระหว่างประชาชนจำนวนไม่น้อยกับรัฐ ชาตินั้นอยู่ได้ด้วยสายไยแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจและสมานฉันท์ เมื่อสูญเสียสิ่งนี้ไปความเป็นชาติก็สั่นคลอน และนี้คือความสูญเสียที่ร้ายแรงกว่าภาพลักษณ์ของชาติที่เสื่อมโทรมไปในสายตาของนานาชาติเสียอีก

ความตายของบุคคลเหล่านี้อาจทำให้หลายคน “สะใจ” แต่ก็พึงระลึกว่านี้คือความสะใจที่แลกมาด้วยราคาที่แพงอย่างยิ่ง ลองตั้งสติ ทำใจให้เป็นกลาง และพิจารณาถึงผลเสียจากเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างถี่ถ้วน เราคงสะใจไม่ออกเพราะผลเสียนั้นมหาศาลนักชนิดที่อาจส่งผลไปถึงลูกหลานของเราในอนาคต

ไม่ว่าเราจะโกรธแค้นผู้ที่ลอบสังหารพระ ตำรวจ ทหาร ผู้พิพากษา ครู และผู้บริสุทธิ์จำนวนมากมายเพียงใดก็ตาม เราไม่ควรที่จะโกรธแค้นคนมุสลิมทั้งภาคใต้หรือทั้งประเทศ ความคิดแบบเหวี่ยงแหเหมารวมนั้นเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ใช่หรือไม่ว่าเป็นเพราะความคิดเช่นนี้ นักเรียนอาชีวะจึงฆ่าและทำร้ายคนบริสุทธิ์เพียงเพราะว่าอยู่สถาบันเดียวกับคู่อริ หากเราไม่เห็นด้วยที่นักเรียนอาชีวะเหมารวมนักเรียนต่างสถาบันว่าเป็นศัตรูที่ต้องขจัด เหตุใดเราผู้เป็นชาวพุทธจึงเหมารวมคนมุสลิมทั้งหลายว่าเป็นปฏิปักษ์ที่ควรได้รับโทษทัณฑ์ให้สาสมใจ

เราไม่ควรเอาการกระทำของคนส่วนน้อยมาเป็นเหตุให้โกรธแค้นคนส่วนใหญ่ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ขณะเดียวกันก็ไม่ควรเอาการกระทำของอาชญากรที่ฆ่าผู้บริสุทธิ์มาเป็นเหตุผลสำหรับกระทำทารุณกรรม(หรือสะใจในการทำทารุณกรรม)กับผู้ชุมนุมประท้วง ถึงแม้การกระทำของผู้ชุมนุมที่ตากใบ (หรือที่อื่น ๆ ) จะไม่ถูกใจเรา แต่ก็ไม่ควรลืมว่าเขาไม่ใช่อาชญากร เขามีสิทธิที่จะชุมนุมประท้วงตามรัฐธรรมนูญตราบใดที่เป็นไปโดยสันติวิธี หากเขาก่อความวุ่นวาย เขาสมควรได้รับโทษทัณฑ์ แต่นั่นไม่ใช่หมายถึงการทำให้เขาตายหรือพิการ หากเขาตาย(ไม่ว่าด้วยสาเหตุอะไร)เพียงเพราะว่าร่วมชุมนุมประท้วง นั่นคือเรื่องที่เราควรเสียใจ มิใช่ดีใจหรือสะใจ หากเราไม่อยากให้ลูกหลานของเรากลายเป็นศพเพียงเพราะประท้วงรัฐบาล เราก็ไม่ควรยินดีที่คนทั้ง ๘๕ คนเป็นศพเพียงเพราะประท้วงเจ้าหน้าที่รัฐ (แม้เราอาจไม่เห็นด้วยกับการประท้วงของเขาก็ตาม)

เรามีสิทธิไม่เห็นด้วยกับใครต่อใคร แต่ไม่ควรกล่าวหาว่าเขา “ไม่ใช่ไทย” เพียงเพราะเขาทำสิ่งที่ไม่ถูกใจเรา หรือทำสิ่งที่เราไม่เห็นด้วย และที่ต้องหลีกเลี่ยงอย่างยิ่งก็คือการหาว่าเขาไม่ใช่ไทยเพียงเพราะเขานับถือศาสนาหรือพูดภาษาต่างจากเรา เป็นมุสลิมและพูดยาวีก็มีสิทธิเป็นไทย เขาเหล่านี้ต้องการตายที่เมืองไทยและรักแผ่นดินไทยไม่น้อยไปกว่าบรรพบุรุษของพวกเราหลายคนที่เป็นเจ๊กมาจากจีนและพูดไทยไม่ได้

สำหรับผู้ที่เป็นชาวพุทธ พึงตระหนักว่าเวรมิอาจระงับได้ด้วยการจองเวร ความรุนแรงมีแต่จะก่อเวรกรรมมิรู้จบ การใช้กำลังนั้นถึงที่สุดแล้วย่อมมิอาจแก้ปัญหาได้ มันทำได้อย่างมากก็แค่ขจัดคนชั่วร้ายออกไป แต่ไม่สามารถขจัดความชั่วร้ายไปได้ ความชั่วร้ายนั้นมิได้หายไปไหนหากเติบโตและฟูฟ่องในใจของผู้ที่ใช้ความรุนแรง ปาณาติบาตเป็นสิ่งที่พุทธศาสนาปฏิเสธในทุกกรณีก็เพราะมันทำลายความดีงามในใจของผู้กระทำ ทำให้ความเป็นมนุษย์เสื่อมถอย และเข้าใกล้ความเป็นดิรัจฉาน

บาปกรรมนั้นมิได้เกิดขึ้นแก่ผู้ฆ่าเท่านั้น ผู้ที่สนับสนุนหรือยินดีในการฆ่าก็ถือว่าทำบาปเช่นกัน ดังมีพุทธพจน์ว่า ผู้ฆ่า ผู้สรรเสริญการฆ่า และผู้ยินดีการฆ่า ย่อมมีนรกเป็นที่สุด ด้วยเหตุนี้ชาวพุทธจึงพึงดูแลจิตใจของตนเองให้ดี อย่าได้ยินดีกับการตายของผู้ใด จะทำเช่นนั้นได้ต้องระมัดระวังอย่าให้ความโกรธครองใจ พึงระลึกถึงคำสอนของพระพุทธองค์ที่ว่า ผู้ใดโกรธตอบผู้โกรธ ผู้นั้นย่อมโง่และเลวร้ายกว่าเขา เพราะได้ทำลายทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน

ชาวพุทธนั้นต้องมีขันติธรรมและเมตตาธรรมเป็นพื้นฐาน นอกจากอดกลั้นต่ออารมณ์แล้ว ยังควรอดกลั้นต่อความแตกต่างโดยเฉพาะในทางความเชื่อ คนเรานั้นแม้จะเห็นต่างกัน ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ แต่ถ้าขาดขันติธรรมและเมตตาธรรมแล้ว เราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร

สถานการณ์บ้านเมืองยามนี้กำลังทดสอบความเป็นไทยและความเป็นพุทธของเราว่ามีความเข้มแข็งและสามารถพาเราฟันฝ่าวิกฤตไปได้หรือไม่ หรือว่าอ่อนแอและคับแคบจนพาประเทศชาติสู่หายนะ ถึงที่สุดแล้วมันกำลังทดสอบความเป็นมนุษย์ของเราด้วยว่าเรามีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์มากน้อยเพียงใด หรือเรากำลังปล่อยให้ความพยาบาทครอบงำจนปรารถนาเห็นความพินาศเกิดขึ้นแก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

ในยามนี้เชื้อแห่งความรุนแรงกำลังแพร่หลายไปทั่ว ความโกรธเกลียดกำลังแผ่ซ่านและพร้อมจะปะทุเป็นไฟไหม้ลามทั้งประเทศ สิ่งที่น่ากลัวอย่างยิ่งคือประกายไฟจากผู้นำประเทศ จากกลไกรัฐ และจากประชาชนทั่วไป เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่เราจะต้องช่วยกันป้องกันมิให้ผู้นำประเทศและกลไกรัฐจุดประกายไฟขึ้นมาอีก นั่นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้เลยวันนี้ก็คือช่วยกันป้องกันมิให้ประกายไฟเกิดจากประชาชน ทั้งนี้โดยเริ่มต้นที่ตัวเราและคนใกล้ตัว พยายามยับยั้งชั่งใจ อดกลั้นต่อความโกรธเกลียด อย่ายินดีในความตายของผู้ใด และอย่าเห็นคนที่ต่างศาสนาต่างความเชื่อจากเราเป็นศัตรู ศัตรูของเราแต่ละคนมีมากอยู่แล้ว อย่าพยายามผลักไสคนอื่นให้เป็นศัตรู ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้จักชื่อหรือเห็นหน้ากันด้วยซ้ำ

ประเทศชาตินั้นอยู่ได้ด้วยสมานฉันท์และความปรองดองของคนในชาติ หากผู้คนแบ่งฝักฝ่ายและเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน บ้านเมืองก็ย่อมลุกเป็นไฟ เมืองไทยกำลังเสี่ยงต่อการลุกเป็นไฟเหมือนที่ศรีลังกาประสบ หากไฟจะลุกไหม้ทั้งประเทศนั่นก็มิใช่เพราะใครคนใดคนหนึ่ง หากเป็นเพราะประชาชนต่างช่วยกันจุดไฟเผานั่นเอง ไฟนั้นมิได้มาจากไหนหากมาจากกลางใจนี้เอง

วันนี้ถามตัวเราเองว่าไฟกำลังลุกไหม้กลางใจเราหรือไม่ วันนี้การช่วยชาติและช่วยลูกหลานของเราอย่างหนึ่งก็คือการพยายามดับไฟในใจของตนเอง และช่วยให้คนอื่นดับไฟในใจของเขาด้วย หากวันนี้เราไม่ทำ พรุ่งนี้เราอาจเสียใจที่มีส่วนทำให้ไฟไหม้ลามทั้งประเทศ

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved