หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรมชาติ > ดับไฟในป่า ดับไฟในใจ
กลับหน้าแรก

ดับไฟในป่า ดับไฟในใจ
พระไพศาล วิสาโล

ไฟไหม้ป่าครั้งนี้ ทำให้เราได้เห็นธรรมชาติของไฟชัดเจนมากยิ่งขึ้น แม้ว่าไฟเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยกันมาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะไฟที่ใช้หุงหาอาหารในครัว แต่ว่าไฟในครัวนั้นแตกต่างจากไฟที่เผาผลาญทำลายป่ามาก เพราะไฟในครัวเป็นไฟที่เราสามารถควบคุมได้ เมื่อไรจะให้ติด เมื่อไรจะให้ดับ ส่วนไฟป่านั้นอยู่เหนือการควบคุมของคน และดูเหมือนมันจะมีวิธีการ มีกลอุบายต่างๆ นานา ราวกับว่ามันเป็นสิ่งที่มีชีวิตจิตใจ

ไฟป่ามีลักษณะหลายอย่างเหมือนสิ่งมีชีวิต  สัตว์และต้นไม้ทั้งหลายมีวิธีการนานาชนิดในการเอาตัวรอด มีวิธีแพร่กระจายขยายตัว มีวิธีป้องกันตนเอง รวมทั้งสู้กับภัยที่มาคุกคาม ไม่ต่างจากต้นไม้บางชนิดที่มียาพิษอยู่ในใบ ดอก หรือผล หรือบางชนิดก็มีหนามแหลม ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์มากัดกินใบของมัน บางชนิดก็ล่อให้มดเข้าไปทำรัง เพื่อช่วยคุ้มภัย คอยไล่สัตว์ต่างๆไม่ให้เข้ามากันกินใบหรือผล
 
ไฟป่าก็เช่นกัน เมื่อเกิดเปลวไฟขึ้น มันจะพยายามเอาตัวรอด พยายามแพร่กระจายออกไปให้ได้มากที่สุด กระจายทุกทิศทุกทาง มันไม่ได้กระจายไปตามพื้นดินเท่านั้น แต่ขึ้นฟ้าและลงดิน  เช่น ลามขึ้นไปบนยอดไม้ เราพยายามดับไฟตามพื้นดิน มันก็หนีขึ้นไปข้างบน ขึ้นไปติดบนยอดไม้ แล้วก็ปล่อยลูกไฟข้ามหัวเรา ปลิวไปติดต้นไม้อื่น  กระจายจากยอดหนึ่งสู่อีกยอดหนึ่ง ต้นแล้วต้นเล่า บ่อยครั้งก็ปลิวไปไกลถึงอีกมุมหนึ่งของป่า เหมือนต้นยางที่ขยายพันธุ์ด้วยการปล่อยลูกยางให้ร่อนไปกับสายลม  พวกเราที่พยายามดับไฟ ได้แต่ยืนมองตาปริบๆ บางครั้งก็ต้องปีนขึ้นไปดับ  แต่ก็ทำได้ไม่บ่อย ส่วนใหญ่จะปีนขึ้นไปดับไม่ได้ เพราะต้นไม้สูงมาก

นอกจากลามพื้น และปลิวไปตามแรงลมแล้ว ไฟยังดำดินได้ด้วย บางครั้งเราดับไฟที่สุมขอนหรือสุมโคนจนหมดแล้ว ไม่มีเปลวไฟหลงเหลือให้เห็น แต่ทำไมดินยังร้อนระอุอยู่  ลองขุดลงไปก็เจอถ่านแดงๆ อยู่ใต้ดิน แถมกำลังแผ่ออกไปไกล

ไฟมันรู้จักซุกซ่อน พรางตัวเก่งมาก ไม่ใช่แค่ลอยไปตามอากาศ แต่ยังซอกซอนอยู่ใต้ดินด้วย  มันกระจายไปตามราก โดยเฉพาะรากแขนง  มันคุไหม้เป็นถ่านโดยไม่มีเปลวให้เห็น  เป็นการพรางตัวที่ได้ผล ทำให้เราตายใจว่าดับไฟหมดแล้ว   ขณะที่เราสอดส่องมองหาเปลวไฟในขอนไม้หรือโคนไม้  มันก็ดำดินลอดใต้เท้าเราไป  พอได้จังหวะ มันก็ลุกเป็นเปลวขึ้นใหม่ข้างหลังเรา  แล้วก็ไหม้ต่อไปอีกหลายสิบเมตร หรือไกลกว่านั้น บางครั้งเราคิดว่าดับสนิทแล้ว พอถอนตัวออกไป ตกดึก มันก็โผล่พ้นดินแล้วก็ลามไหม้ต่อไป แล้วลุกเป็นเปลวสูง นี่เป็นความฉลาดของไฟ

ต้นไม้ใหญ่ๆ ที่ติดไฟยาก เช่นต้นตะเคียน ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็ง  มันก็ยังโค่นลงได้ อย่างที่เราเห็นเมื่อวาน ตะเคียนต้นใหญ่ยังสดอยู่ มันก็โค่นลงมา โดยการไหม้ที่โคนต้น เล่นงานตรงจุดสำคัญของต้นไม้  ไม่ว่าต้นไม้จะสูงใหญ่แค่ไหน ถ้าโคนถูกทำลาย ก็ต้องล้มครืนลงมา  นอกจากเผาโคนต้นแล้ว ไฟยังกระจายไปตามราก  เล่นงานตรงนั้นเป็นหลัก  เพราะต้นไม้เนื้อแข็งมีจุดอ่อนอยู่ที่ราก  ถ้าไฟเผาลำต้นได้ยาก มันก็เผารากแทน ไหม้รากจนกลายเป็นถ่าน พอโคนทรุดต้นไม้ทั้งต้นก็พังครืนลงมา แล้วไฟก็ค่อยๆ ไหม้จนหมดทั้งต้น

ถ้าเราศึกษาดูก็พบว่าไฟมีอุบาย มีความฉลาด ไม่ต่างกับกิเลสในใจเรา กิเลสนั้นสามารถเข้าครองจิตครองใจของเรา เล่นงานเราได้ แม้แต่ในเวลาที่เรากำลังพยายามเล่นงานมันอยู่  เช่น ขณะที่กำลังปฏิบัติธรรม เจริญสติ สร้างความรู้สึกตัว แต่แทนที่จะเกิดความรู้สึกตัวมากขึ้น กลับเกิดความหลงตัวลืมตน  เกิดความโลภ เกิดทิฐิมานะมากขึ้น  หลายคนตั้งใจมาปฏิบัติธรรม ขยันยกมือสร้างจังหวะ แต่แทนที่ความรู้ตัวจะพิ่มขึ้น ความหลงกลับมาแทน แทนที่เราจะสร้างจังหวะเพื่อขับไล่ความหลง แต่กลับเปิดช่องให้ความหลงมาเล่นงานเราแทน ยกแต่มือ แต่ใจฟุ้งซ่านฝันกลางวัน  บ่อยครั้งกิเลสก็หลอกให้เราทำชั่วโดยคิดว่าเป็นความดี หรืออ้างเหตุผลสวยงามเพื่อให้เราทำชั่ว

แต่ถ้าเราใช้ไฟเป็น เราก็สามารถเอาไฟมาเล่นงานไฟได้เหมือนกัน อย่างเช่นวันแรกๆ ที่ไฟไหม้ป่าทางด้านไทเลย เปลวไฟสูงมากและไหม้เร็วมากๆ ไม่สามารถใช้น้ำดับไฟได้ แต่ชาวบ้านสามารถสยบมันได้ด้วยการจุดไฟดัก  เพื่อให้ไปปะทะกับไฟที่กำลังโหมกระพืออย่างบ้าคลั่ง วิธีการของชาวบ้านคือจุดหญ้าแห้งริมทางเดินให้ลุกเป็นไฟ ไฟจะลุกเป็นแนวเป็นแผงแล้วค่อยๆ เคลื่อนเข้าหาไฟป่า ไฟที่ชาวบ้านจุดนั้นเปลวสูงแค่เมตรครึ่ง ส่วนไฟที่กำลังโหมเข้ามานั้นสูงถึง ๖-๗ เมตร บางช่วงก็ ๑๐ เมตร  ขนาดเราอยู่ห่างออกมา ๒๐๐-๓๐๐ เมตร ยังรู้สึกร้อนเลย  แต่ว่าพอไฟกองเล็กเคลื่อนเข้าไปปะทะกับไฟป่า มันก็ดับไฟกองใหญ่ได้ ที่ดับได้เพราะว่าไม่มีเชื้อให้มันลุกไหม้แล้ว  ที่เชื้อหมดก็เพราะโดนไฟที่ชาวบ้านจุดเผาผลาญไปก่อนแล้ว

ตอนที่เห็นภาพนั้นรู้สึกทึ่งมาก ที่เปลวไฟเล็กๆ สามารถสยบเปลวไฟสูงใหญ่ได้  เหมือนเดวิดสู้กับโกไลแอธเลย   เดวิดเป็นแค่คนเลี้ยงแกะตัวเล็กๆ แต่สามารถฆ่ายักษ์ใหญ่อย่างโกไลแอธได้อย่างรวดเร็ว ไฟที่ชาวบ้านจุดไล่ไฟป่านี่ก็เหมือนกัน ไม่ถึง ๕ นาที ก็สามารถสยบไฟป่าที่โหมมาเป็นกองทัพได้อย่างราบคาบ

นี่เป็นวิธีใช้ไฟดับไฟ ท่านอาจารย์พุทธทาสเรียกว่าจุดไฟบ้านรับไฟป่า เป็นวิธีการแบบเกลือจิ้มเกลือ หนามยอกเอาหนามบ่ง นี้เป็นเทคนิคอย่างหนึ่งที่ต้องรู้เอาไว้เวลาจะดับไฟป่า  ไฟไม่ใช่เลวร้ายอย่างเดียว มันมีประโยชน์ด้วย ถ้าเรารู้จักใช้และควบคุมมันให้เป็น

การสู้กับกิเลสตัณหาก็เช่นเดียวกัน บางครั้งก็ต้องใช้ตัณหาละตัณหา ใช้มานะละมานะ สมัยพุทธกาลมีพระหลายรูปที่บรรลุธรรมโดยมีกิเลสเป็นจุดเริ่มต้น เช่น พระรูปหนึ่ง มาบวชเพราะว่าอยากสบาย เดิมเป็นขอทาน อดอยากแร้นแค้น เมื่อบวชแล้วก็มีอาหารฉัน มีปัจจัยสี่ครบถ้วน แต่พออยู่ไปนานๆ ก็เบื่อคิดอยากสึก เวลาเบื่ออยากสึกก็เข้าไปในป่า ไปดูเสื้อผ้าสมัยเป็นขอทานที่แขวนไว้กับต้นไม้ พอเห็นเสื้อผ้าที่ขาดกระรุ่งกระริ่ง ก็ระลึกได้ถึงความลำบากตอนเป็นขอทานได้  ได้คิดว่าสึกไปก็ลำบากอีก อย่ากระนั้นเลย อย่าสึกดีกว่า   

ทุกครั้งที่คิดอยากสึก ท่านจะก็กลับไปดูเสื้อผ้าในป่า เห็นเสื้อผ้าขาดกระรุ่งกระริ่ง ความกระสันจะสึกก็ฝ่อไปอีก  เวลาที่เข้าป่า เพื่อนพระเห็นก็ถามว่าไปไหน ท่านก็ตอบไปว่าไปหาอาจารย์ ไปหาอาจารย์อยู่หลายครั้ง  ภายหลังความอยากสึกก็ลดลง  ท่านหันมาสนใจปฏิบัติธรรมมากขึ้น ในที่สุดก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์

หลังจากนั้นท่านก็ไม่ได้เข้าป่าอีก เพื่อนพระถามว่า เดี๋ยวนี้ท่านไม่ไปหาอาจารย์แล้วเหรอ ท่านตอบว่าข้าพเจ้าไม่ต้องพึ่งพาอาจารย์แล้ว เพื่อนพระก็กล่าวหาว่าท่านอวดอุตริมนุสธรรม ไปทูลฟ้องพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงเรียกมาสอบถาม ก็ทราบว่าพระรูปนั้นบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้ว อย่างนี้เรียกว่า ละตัณหาด้วยตัณหา การกลัวความยากลำบาก  เป็นตัณหาแบบหนึ่ง เพราะเป็นอีกด้านของความความอยากสบาย

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ ลูกชายของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ไปฟังธรรมของพระพุทธเจ้าเพราะพ่อจ้างให้ไปฟัง  ลูกชายอยากได้เงินจึงไปฟังธรรม ทีแรกก็ไม่ได้ตั้งใจฟัง แค่ได้ชื่อว่าไปฟังก็พอแล้ว จะได้กลับมาเอาเงินจากพ่อ  แต่ตอนหลังพ่อบอกว่าไปฟังธรรมแล้วก็ให้จำมาบอกด้วยว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไรบ้าง ลูกชายจึงต้องตั้งใจฟังมากขึ้น กะว่าจะจำให้ได้แค่ไม่กี่ประโยคก็พอแล้ว  แต่พระพุทธเจ้าทรงบันดาลให้เขาจำเท่าไรก็จำไม่ได้สักที จึงต้องตั้งใจมากยิ่งขึ้น พอตั้งใจฟังมากขึ้น  ก็เข้าใจเนื้อหา ปัญญาก็เกิด บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันในที่สุด  ครั้นกลับมาถึงบ้าน พ่อจะให้เงิน ลูกชายก็ปฏิเสธ บอกว่าไม่เอาแล้ว เพราะได้สิ่งที่มีค่ามากกว่า นี้เป็นตัวอย่างของการใช้ตัณหาละตัณหา

อย่างไรก็ตามจะใช้ตัณหาละตัณหา หรือใช้กิเลสละกิเลส ก็ต้องระวัง หาไม่มันจะกลับมาทำร้ายเราได้ เช่นเดียวกับการใช้ไฟดับไฟ ต้องใช้ให้เป็น เพราะถ้าใช้ไม่เป็น ไฟก็อาจกลับเล่นงานเราได้  เช่น  เวลาจะจุดไฟต้านต้องดูทางลมด้วย เพราะหากลมเปลี่ยนทิศ ไฟที่จุดก็อาจกลับมาเผาป่าให้วอดวายมากขึ้นก็ได้

เมื่อเราเรียนรู้จากไฟแล้ว ก็ให้กลับมาดูตัวเองด้วย เมื่อรู้จักธรรมชาติของไฟแล้ว ก็ให้กลับมาเห็นธรรมชาติของกิเลสในใจของเราด้วย  เวลาเราดับไฟ ก็อย่าดับแต่ไฟภายนอกอย่างเดียว ใช้โอกาสนี้ดับไฟในใจเราด้วย  เหมือนกับเวลาที่ปลูกป่า อาตมาพูดอยู่เสมอว่า เวลาเราปลูกป่า อย่าเพียงแค่ปลูกต้นไม้ที่อยู่ในมือเท่านั้น แต่ให้ปลูกต้นไม้ในใจเราด้วย ดังเช่นคำขวัญที่ติดไว้ที่กุฏิ ๑๑ ว่า "ฟื้นฟูป่า ฟื้นฟูใจ" ให้การปลูกป่าเป็นการปฏิบัติธรรมไปด้วย

เวลาเราดับไฟในป่าก็เช่นเดียวกัน เราควรดับไฟในใจไปด้วย  บางคนดับไฟป่าแล้ว แต่ไฟในใจกลับโหมแรง คือ เกิดความโกรธ ความหงุดหงิดมากขึ้น   บางคนดับไปก็บ่นไป หรือโกรธที่มันไม่ยอมดับเสียที บางทีก็โกรธเพื่อนที่ไม่ขยันเหมือนเรา  หรือโกรธเพื่อนที่ดับไม่ทันใจ  ถ้าปล่อยใจแบบนี้ก็เท่ากับปล่อยให้ไฟลุกในใจ   ถ้าเราฉลาดเราควรดับไฟในใจด้วย  โดยหมั่นดูใจของตนเสมอ  ขณะที่ดับไฟ ก็ทำด้วยความมีสติ ด้วยความรู้สึกตัว ให้การดับไฟเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง 

ถึงแม้ว่า ๕ วันที่ผ่านมา เราไม่มีเวลาปฏิบัติธรรมในรูปแบบ ก็ขอให้การดับไฟเป็นการปฏิบัติธรรมไปในตัว ถือเป็นโอกาสที่จะได้ดับกิเลสในใจเราด้วย ถ้าเราดับไฟป่าแล้วกิเลสในใจเราเพิ่มมากขึ้น มีความโกรธ ความหงุดหงิด ท้อถอยมากขึ้น  อย่างนี้เรียกว่าไม่ได้ดับไฟในใจเลย เสียประโยชน์ที่ควรจะได้ นักปฏิบัติธรรมนั้นจะต้องรู้จักฉวยโอกาส ใช้ทุกเหตุการณ์ให้เกิดประโยชน์ทางธรรม  จึงควรรู้จักฉวยโอกาสขณะดับไฟในป่า ก็ให้ไฟในใจเราเบาบางลงด้วย  ในเมื่อทำประโยชน์ให้ป่าแล้ว ก็ควรทำประโยชน์ให้ตัวเองด้วย ด้วยการทำควบคู่กันไป ทั้งดับไฟป่า และดับไฟในใจเรา

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved