หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรมยาตรา > ธรรมยาตราคือชีวิต
กลับหน้าแรก

๑๖ ธรรมยาตราคือชีวิต

ธรรมยาตราลุ่มน้ำลำปะทาวปีที่ ๑๐
วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ เช้า
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของธรรมยาตรา กว่าจะมาถึงตรงนี้ก็ใช้เวลาถึง ๘ วัน ระยะทางเกือบ ๙๐ กิโล หรืออาจจะเกินแล้วก็ได้ ที่จริงไม่ใช่เป็นระยะทางที่ยาวไกล ถ้าเราขับรถจากกรุงเทพฯ ก็ถึงก่อนสระบุรี ชั่วโมงเศษเท่านั้นเอง แต่พอเป็นการเดินแล้วเป็นอีกหนึ่งเรื่องเลย เชื่อว่าส่วนใหญ่ไม่เคยเดินไกลถึงขนาดนี้ แต่เราก็มาถึงจนได้ ทั้งๆ ที่หลายคนก็ไม่มีความเชื่อมั่น หรืออาจจะนึกไม่ถึงว่าตัวเองจะทำได้ อันนี้เป็นผลจากความเพียรของเรา เกิดจากการที่เราเดินไม่หยุด เราเดินทุกวัน

ทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากก้าวแรก ไม่ว่าจะเป็นก้าวแรกจากวัดป่าชัยภูมิ หรือก้าวแรกที่วัดหินหนีบ หรือที่ไหนก็ตามที่เราออกเดินเป็นจุดแรก อย่างที่ได้บอกไว้แล้วว่าเส้นทางที่ยาวไกลนั้นมันเริ่มต้นที่ก้าวแรก ถ้าไม่มีก้าวแรก มันก็ไม่เกิดอะไรขึ้น จำนวน ๑ ล้าน ๑๐ล้าน หรือ ๑๐๐ล้าน ล้วนเริ่มต้นจาก ๑ ไม่ใช่จาก ๐ จำนวน ๑ กับ ๐ ต่างกันมากนะ ไม่ใช่ต่างกันแค่เอา ๐ ลบ ๑ แล้วต่างกันแค่ ๑ ที่จริงมันต่างกันเป็นอนันต์ ระหว่างสิ่งที่มีกับสิ่งที่ไม่มี

แต่ละก้าวแต่ละก้าว เมื่อเราทำให้ดี มันก็พามาถึงจุดนี้ได้ ถ้าเราทำแต่ละก้าว แต่ละชั่วโมง แต่ละเช้า แต่ละบ่ายให้ดี รวมทั้งทำแต่ละวันให้ดีที่สุด ไม่ต้องคิดไกล คิดแค่ทำแต่ละนาทีแต่ละนาที แต่ละขณะแต่ละขณะให้ดีที่สุด แม้ว่าจะทุกข์จะเจ็บปวดอย่างไรก็ตาม ขอให้ถามตัวเองว่า ก้าวต่อไปทำได้ไหม ถามตัวเองแค่นั้นพอ ถ้าทำได้ ก็ก้าวต่อไปอีกก้าว แล้วถามตัวเองอีกว่า ก้าวต่อไปทำได้ไหม ถ้าเชื่อว่าทำได้ก็ก้าวไป แล้วก้าวที่๔ ก้าวที่ ๕ ก็จะตามมา ไม่ใช่ว่ายังไม่ทันจะเดินก้าวแรกเลยก็นึกถึงวันสุดท้ายแล้ว ว่าจะเดินได้อย่างไร แค่นี้ก็หมดแรงแล้ว ทำให้ไม่เดินต่อ หรือไม่เริ่มต้นเดินด้วยซ้ำ

ในชีวิตเราคงมีทั้งงานใหญ่งานยากที่เพียงแค่คิดถึงมันก็ท้อแล้ว แต่ก่อนจะท้อ อยากให้เราถามตัวเราเองว่า งานเสี้ยวแรกส่วนแรกเราทำได้ไหม ถ้างานเสี้ยวแรกส่วนแรกเราทำได้ก็ทำเลย เวลาจะเขียนหนังสือ หนังสือจะหนากี่ร้อยหน้าก็ตาม ถามตัวเองก่อนว่าหน้าแรกนี่เขียนได้ไหม ถ้าหน้าแรกมันยาวไปก็ถามตัวเองว่าบรรทัดแรกเขียนได้ไหม ถ้าเขียนได้ก็เขียนไปเลย เดี๋ยวบรรทัดที่ ๒ บรรทัดที่ ๓ ก็จะตามมา แล้วหน้าที่ ๒ ที่ ๓ ก็จะตามมา ไม่ใช่ว่าไม่ทันเขียนเลยก็นึกถึงหน้าสุดท้ายหรือหน้าที่ ๕๐๐ แล้ว คิดแบบนี้ก็หมดแรง อันนี้เรียกว่าไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน

คนเรามักทำอะไรไม่ได้ก็เพราะมัวกังวลกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ทั้งที่ปัจจุบันแต่ละขณะเป็นเรื่องง่ายมาก ความสำเร็จหรือจุดหมายบรรลุได้ก็เพราะเราเคลื่อนแต่ละก้าวแต่ละก้าวเท่านั้นเอง อย่างที่บอกแล้วว่าจุดหมายไม่ว่าไกลแค่ไหนอยู่ที่ปลายเท้าของเรา ว่าจะเขยื้อนขยับหรือเปล่า ตัวกำหนดอยู่ที่ตรงนั้น

เราทำมาจนได้ถึงขณะนี้ ก็ขอให้ทบทวนว่า ทำไมเราถึงทำสำเร็จได้ทั้งๆ ที่หลายคนคิดว่าตัวเองไม่น่าจะทำได้ อุปสรรคมากมาย ความเจ็บปวด ความเมื่อย ความยากลำบาก อาหารการกินไม่สะดวก ห้องน้ำขาดแคลน อากาศไม่เป็นใจ แต่เพราะใจเราสู้ ถ้าใจไม่สู้เสียแล้วมันก็ไปไม่ไหว ใจสู้ส่วนหนึ่งก็เพราะมีเพื่อน เพื่อนเขาเขยื้อนขยับไปข้างหน้า ก็พาให้ใจเราสู้ ที่เคยไม่ไหว พอปลุกใจว่าไหวมันก็ไปได้ ซ้ายทนได้ ขวาสบายมาก ถ้าเรานึกในใจแบบนี้มันก็ทำได้

คนส่วนใหญ่พอบอกว่าไม่ไหวไม่ไหว มันก็เลยไม่ไหวจริงๆ ทั้งๆ ที่เราทำได้ มีช้างตัวใหญ่ๆ หลายตัวที่ถูกล่ามด้วยเชือก หรือโซ่เส้นเล็กๆ ช้างตัวใหญ่ขนาดนั้น ถ้าสะบัดอย่างแรงมันก็ขาดได้ แต่ทำไมช้างถึงยอมให้โซ่เส้นเล็กๆ ล่ามไว้ได้ ก็เพราะว่าเขาถูกล่ามตั้งแต่เล็ก ตั้งแต่เล็กเขาก็พยายามสะบัด แต่ก็สะบัดไม่ได้ เลยคิดว่าไม่มีทางแล้วที่จะทำได้ แต่เขาลืมไปว่าตัวเองโตขึ้นทุกขณะทุกขณะ โตขึ้นทุกวันทุกวัน ๒-๓ ปีก่อนอาจจะสะบัดโซ่หรือเชือกให้ขาดไม่ได้ แต่ถึงตอนนี้มีเรี่ยวแรงพอที่จะทำอย่างนั้นได้ แต่ช้างไม่รู้ เพราะช้างเลิกทำ เลิกสะบัดตั้งแต่เมื่อ ๒-๓ ปีที่แล้ว พอโตขึ้นก็ยังคิดว่าฉันยังทำไม่ได้อยู่

เราเองก็ไม่ต่างจากช้างตัวใหญ่ เราเติบโตขึ้นมามากแล้ว สิ่งที่เราเคยคิดว่าทำไม่ได้ ตอนนี้เราอาจทำได้แล้ว เพียงแต่เรายังไม่ยอมเริ่ม ต้องเริ่ม ทีละนิด ทีละนิด เหมือนกินพิซซ่า กินขนมเค้กก็กินทีละคำ ทีละคำ ไม่สามารถกินทั้งปอนด์เข้าปากได้ แม้ว่าจะอร่อยแค่ไหนก็ตาม ต้องกินทีละคำ ทีละคำ งานก็ต้องทำทีละขณะ ทีละขณะ ทีละขณะ เดี๋ยวก็เสร็จเอง

การรู้จักทำใจของเราให้เข้มแข็งให้มีพลังจึงสำคัญมาก บางทีเขาก็เรียกว่าคิดบวก คิดบวกในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงฝันหวานถึงอนาคตข้างหน้าว่าจะสดใส แต่ต้องคิดตั้งแต่ตอนนี้ว่า ขณะนี้เวลานี้มันมีอะไรบ้างที่เป็นแง่บวกแง่ดี อย่างเมื่อวานมีนักเรียนคนหนึ่งบอกว่า ถ้าเราคิดลบ เราก็จะรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าหินมันแข็ง นั่งไม่สะดวก แต่ถ้าเราคิดบวกก็จะเห็นได้ว่า มันเรียบ และแห้ง มันทำให้เรานั่งได้สะดวกขึ้น มองบวกคือมองเห็นสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า หรือมองที่ปัจจุบันเลย

ทำนองเดียวกันอุปสรรคหรือความยากลำบาก เราก็มองแบบคิดบวกได้ ถ้าคิดบวก ความยากลำบากก็คือสิ่งที่สร้างภูมิความต้านทานความทุกข์ของเรา เหมือนกับต้นไม้ ภูเขา ๒ลูกที่เราเห็นอยู่นี้ไม่เหมือนกัน ลูกที่อยู่ข้างหน้าเราตอนที่อยู่ที่ผาศรีวิไลคือภูหลง ป่าดิบ เขียวตลอดปีก็จริง แต่เมื่อใดก็ตามที่ถูกไฟต้นไม้ก็ตายได้ง่ายๆ ไม่เหมือนกับต้นไม้ที่อยู่ผาศรีวิไลหรือที่ภูจิกลูกนี้ ส่วนใหญ่เป็นต้นไม้ต้นเล็กๆ ไม่สง่า ราคาไม่มีเท่ากับต้นไม้ใหญ่ที่ภูหลง แต่เขาทนไฟได้มาก เจอไฟกี่ครั้งกี่ครั้งก็ไม่ตาย ตรงข้ามกับต้นไม้ในป่าดิบ เจอไฟทีเดียวก็อาจตายเลย ทั้งๆ ที่ต้นใหญ่กว่า สวยกว่า ทำไมต้นไม้ที่ภูจิกถึงทนมาก ก็เพราะมีเปลือกที่ทนไฟ เปลือกที่ทนไฟได้นี้มาจากไหน ก็มาจากการที่มันโดนไฟบ่อยๆ ตั้งแต่บรรพบุรุษจึงเกิดภูมิต้านทาน เปลือกจะแข็งทนไฟมาก ทั้งๆ ที่ดูอ่อนแอบอบบาง แต่ไฟไม่สามารถเผาให้มันตายได้ง่ายๆ นี่คือความแตกต่างระหว่างต้นไม้บนเขา๒ ลูก ป่าดิบไม่เคยเจอไฟเท่าไหร่เพราะว่ามันชื้นมากมาเป็นหลายพันหลายหมื่นปีแล้ว แต่เมื่อเปลี่ยนยุคสมัย สมัยนี้มีคนมาถาง จุดไฟเป็นประจำ ทำให้เกิดทุ่งหญ้าโล่งกว้าง ความชื้นจึงน้อยลง อากาศไหลผ่านสะดวก ไฟก็มาทุกปีทุกปี ต้นไม้จึงตายทีละหลายสิบไร่ แต่ป่าภูจิกยังคงทนอยู่ได้ แม้ว่าจะไม่สวยไม่รก เพราะเขาเจอไฟอยู่บ่อยๆ จึงทนทานเสมอ

เราต้องมองอุปสรรคความยากลำบากว่าเป็นเครื่องส่งเสริมให้อดทน เป็นตัวเพิ่มพูนภูมิต้านทานต่อความทุกข์ต่อความยากลำบาก ในที่สุดแล้วมันยังทำให้เรารู้จักตัวเราเองดีขึ้น หลายคนอาจจะได้เห็นตัวเองชัดก็ช่วงเดินนี่เอง บางทีจุดหมายของการเดินทางไกล ไม่ได้อยู่ที่การพาตัวไปให้ถึงจุดหมายอันเป็นสถานที่เท่านั้น แต่ว่าประโยชน์ที่สำคัญที่สุดก็คือทำให้เราได้เข้าถึงตัวเอง ถึงที่หมายยังไม่สำคัญเท่ากับเข้าถึงตัวเอง คือรู้จักตัวเอง การจะค้นพบตัวเองได้ต้องอาศัยการเดินทางเหมือนกัน

จะว่าไปแล้วการเดินทางที่สำคัญที่สุด คือการเดินทางเพื่อค้นพบตัวเอง ซึ่งอาจจะเป็นการเดินทางที่ยาวไกลมาก อาจจะพูดได้ว่าร้อยกิโลก็ยังสั้นไปสำหรับการรู้จักตัวเอง บางคนต้องเดินทางหลายพันกิโลเมตรกว่าจะค้นพบตัวเอง อย่างฝรั่งที่เดินทางมาท่องเที่ยวในเอเชีย บางคนมาพบตัวเองที่ประเทศญี่ปุ่น บางคนมาพบตัวเองที่ภาคอีสาน บางคนมาพบตัวเองที่อินเดีย นี่คือสิ่งที่มีค่ามากกว่าการได้พบสถานที่แปลกๆเช่น ทัชมาฮาล เกียวโต โตเกียว หรือ เขาใหญ่ ตะรุเตา การค้นพบตัวเองเป็นเส้นทางที่ยาวไกล แต่ถ้าเราสามารถพบตัวเองได้ในเส้นทาง ๙๐ กิโลก็ถือว่าคุ้มค่า เพราะมันจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอด

อย่าลืมว่าเรายังต้องเดินทางกันอีกไกล ธรรมยาตราไม่ได้จบสิ้นแค่วันนี้ ขอให้เราเดินต่อไป เพราะว่าความหมายของธรรมยาตราคือ ยาตราเข้าหาธรรม หรือเดินเพื่อธรรมะ เดินด้วยธรรมะ หรือว่าเดินบนวิถีทางแห่งธรรมะ เราต้องเดินบนทางเส้นนี้ต่อไปอย่าให้จบสิ้นแค่วันนี้ จะเรียกว่าธรรมยาตราคือชีวิตก็ได้เพราะเราต้องเดินกันทั้งชีวิต เดินเพื่อธรรมชาติก็ดี เดินเพื่อเข้าถึงธรรมะภายในใจของเราก็ดี เพื่อยกใจของเราให้สูงขึ้นก็ดี เราต้องทำต่อไป ขอให้เอาวันนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า เราต้องยกใจขึ้นสูงด้วย ไม่ใช่แค่พาตัวมาอยู่บนที่สูงคือยอดเขาเท่านั้น

ใจที่สูงคือใจที่สามารถมองเห็นโลกได้กว้าง เมื่อวานเราได้เห็นทัศนียภาพอันกว้างไกล ถ้าเราอยู่ข้างล่างเราก็เห็นแต่อะไรที่แคบๆ ทัศนวิสัยไม่กว้าง เห็นอะไรได้ไม่เกิน ๑๐๐เมตร ๒๐๐เมตร แต่อยู่ข้างบนเราเห็นได้ไกล ใจที่สูงคือใจที่เห็นอะไรได้ไกล มองการณ์ไกล รวมถึงนึกถึงประโยชน์ส่วนรวมอย่างกว้างไกล ไม่ได้คิดอะไรสั้น ๆ แคบๆ หรือแม้แต่เวลาจะนึกถึงประโยชน์ส่วนตัวก็จะมองอะไรได้ไกล ไม่ใช่มองติดอยู่แค่ความสะดวกสบายเบื้องต้น คนจำนวนมากคิดสั้น คิดแต่เพียงแค่ความสะดวกสบายวันนี้ แต่เขาลืมนึกไปว่าอาจจะต้องเจอความทุกข์ยากข้างหน้า เหมือนคนที่กินเหล้าสูบบุหรี่เมาหัวราน้ำ เขาคิดแต่สนองความพอใจส่วนตัวชั่วครู่ แต่เขาลืมมองไปไกลๆ ว่าอีก ๒๐-๓๐ ปีข้างหน้าเขาอาจจะเป็นมะเร็ง เขาอาจจะเป็นโรคปอด หรือคนที่เอาแต่เที่ยว เอาแต่เล่น ช็อปปิ้ง เที่ยวห้าง ไม่ได้คิดไปไกลๆ ว่า หากหนีเรียนบ่อยๆ อนาคตจะเป็นอย่างไร

คนที่ชอบซื้อของเงินผ่อนก็เช่นกัน เงินผ่อนเดี๋ยวนี้หาง่าย ใคร ๆ จึงซื้อข้าวของไม่ยั้ง ไม่ได้คิดถึงวันข้างหน้าจะหาเงินที่ไหนมาจ่าย สนใจแต่ความสะดวกสบายหรือความโก้เก๋วันนี้ อันนี้คือมองสั้น ไม่ได้มองไกล เพราะว่าใจอยู่ในที่ต่ำ คือติดอยู่กับความสะดวกสบายเฉพาะหน้า แต่ถ้าเรายกใจขึ้นสูงก็จะเห็นอะไรได้ไกลๆ แล้วจะเห็นว่ามีอะไรที่อยู่ข้างหน้าบ้าง ไม่เพียงเห็นทัศนียภาพที่สวยงามอย่างกว้างไกลเท่านั้น หากยังเห็นชีวิตได้กว้างไกลมากขึ้น รวมทั้งเห็นว่าคนเราเมื่อถึงที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเจริญรุ่งเรืองร่ำรวยแค่ไหน ในที่สุดก็ต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย ต้องพลัดพรากจากคนรัก มองไกลๆ แบบนี้บ้างมันจะได้ไม่ประมาทกับชีวิต ทำให้ใช้เวลาแต่ละนาทีอย่างมีค่า

ถ้าตระหนักเช่นนี้ก็จะเห็นว่าธรรมะเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะว่าเป็นเครื่องรักษาใจของเราไม่ให้ทุกข์เพราะความพลัดพรากสูญเสีย ทำให้เราสามารถรับมือกับความเจ็บความป่วย หรืออุปสรรคในวันข้างหน้าได้ อันนี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องเจริญมรณสติ เราเจริญมรณสติเพื่อให้ตระหนักถึงชีวิตของตัวเองในอนาคตว่าในที่สุดก็ต้องคืนสู่แผ่นดินกันทุกคน ไม่ว่ารวย ไม่ว่าจน ในที่สุดก็ตายเหมือนกัน ดังนั้นจึงควรตั้งตัวอยู่ในความไม่ประมาท เข้าหาธรรม ฝึกฝนจิตใจ ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ปฏิบัติต่อคนแต่ละคนโดยเฉพาะคนที่เรารักด้วยความอ่อนโยน ด้วยความใส่ใจ ถ้าทำผิดทำพลาดไปก็ควรขอขมา ขออภัย อย่าผัดผ่อนเพราะเวลาไม่คอยท่า อันนี้คือสิ่งที่อยากจะให้เราใคร่ครวญจากการเดินธรรมยาตรา เพื่อเอาบทเรียนไปใช้กับการดำเนินชีวิตของเรา อย่างน้อยๆ ก็จะได้ทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมทั้งโลกใบนี้

เราไม่จำเป็นต้องมาพิทักษ์หรือฟื้นฟูธรรมชาติบนภูแลนคาหรือลุ่มน้ำลำปะทาวก็ได้ ทำที่ชุมชนของเราที่สุโขทัย นครสวรรค์ นครศรีธรรมราช ขอนแก่นก็ได้เช่นกัน ธรรมชาติที่นั่นก็ยังเรียกร้องเราอยู่ แล้วอย่าลืมบ้านของเรา เราเริ่มต้นฟื้นฟูธรรมชาติได้ด้วยการทำที่บ้านของเราให้ดี ให้เขียว มีนักร้องคนหนึ่งชื่อแอม เสาวลักษณ์ พวกเราอาจจะเคยได้ยิน เป็นนักร้องรุ่น ๒๐ ปีที่แล้ว เธอเล่าว่าเจอเพื่อนคนหนึ่ง เพื่อนคนนี้เพิ่งกลับจากการปลูกป่า เธอรู้สึกตื่นเต้นและดีใจมากที่ได้ปลูกป่า แล้วเธอก็เล่าให้แอมฟังว่า ป่าสำคัญมากนะ เราต้องช่วยกันปลูกป่า เพราะช่วยลดโลกร้อน ให้ร่มเงา ปกป้องหน้าดิน ทำให้เกิดฝน อีกทั้งช่วยลดน้ำท่วม แล้วเธอก็พูดถึงดาบตำรวจวิชัยที่ปลูกต้นไม้มา ๒๐ แล้ว เธอเล่าอย่างเบิกบานกระตือรือร้นมาก แอมก็เลยถามเพื่อนว่า “ดีจังเลยตอนนี้เธอปลูกต้นไม้ที่บ้านเยอะเลยซีท่า” พอได้ยินเช่นนี้ เพื่อนทำหน้าเซ็งทันทีแล้วตอบว่า “โอ๊ย ใครจะไปกวาดใบไม้ไหว ร่วงอยู่ได้ เลยตัดทิ้งไปแล้ว”

คงไม่ใช่เพื่อนของแอมคนเดียวที่เป็นอย่างนี้ คงมีแบบนี้อีกหลายคน คือ รักป่าที่เขาใหญ่ รักป่าที่เชียงดาว แต่ไม่ชอบต้นไม้ในบ้านของตัว ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น อาจจะเป็นเพราะว่าป่าที่เชียงดาว ป่าที่เขาใหญ่ อาจจะรวมถึงภูหลงด้วย เขาปลูกแล้วเขาก็ไป ไม่ต้องรดน้ำไม่ต้องคอยดูแล แต่ต้นไม้ที่บ้านต้องคอยดูแล มิหนำซ้ำพอต้นไม้โตขึ้นก็ต้องมีภาระอย่างอื่นตามมา เช่น ทิ้งใบร่วงหล่น ทำให้ต้องกวาดทุกวัน หรือกิ่งไม้อาจจะตกลงมากระทบหลังคา

คนเรามักเป็นอย่างนี้ คือารักสิ่งที่อยู่ไกล แต่ระอาสิ่งที่อยู่ใกล้ รักต้นไม้ที่เขาใหญ่ ดอยอินทนนท์ ห้วยขาแข้ง แต่ว่าระอาต้นไม้ในบ้าน อันนี้อาจจะไม่ใช่เฉพาะต้นไม้เท่านั้น สิ่งที่อยู่ใกล้เรามันมีหลายอย่าง เช่น ข้าวของเครื่องใช้ เราเป็นอย่างนี้หรือเปล่า คือรู้สึกว่า ของที่เรามีมันไม่เท่ห์ไม่ทันสมัยเท่ากับของที่เพื่อนมี หลายคนรู้สึกว่าโทรศัพท์ของตัวไม่ดีเท่ากับโทรศัพท์ของเพื่อน โทรศัพท์ของเพื่อนมีเสน่ห์กว่า อาจจะรวมถึงคนด้วยก็ได้ บ่อยครั้งเราดีกับคนที่อยู่นอกบ้าน คนที่อยู่ไกลตัว แต่คนอยู่ใกล้ตัวเช่น พ่อแม่พี่น้อง เรากลับไม่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่ เพราะว่าใกล้ชิดเกินไป มีเรื่องกระทบกันอยู่บ่อยๆ ไม่เหมือนคนที่อยู่ไกลไม่ค่อยมีเรื่องกระทบกัน เขามีแต่พูดเพราะๆ ทำอะไรผิดก็ขอโทษขอโพยกัน แต่กับคนที่บ้าน คำว่าขอโทษ เราเอ่ยปากยากมาก แม้แต่คำว่า รักก็พูดยาก เราพูดคำว่าขอบคุณ ขอโทษกับคนไกลได้ง่าย แต่กับคนใกล้ เราพูดยากเหลือเกิน เป็นเพราะอะไร ลองไปใคร่ครวญดู

แต่ที่จริงการเริ่มต้นทำดีกับคนใกล้ตัวนั่นแหละเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุด และก็ควรทำด้วย จะสร้างสังคมให้ดี จะสร้างธรรมชาติให้เขียวขจี ก็ต้องเริ่มต้นที่บ้านของเรา ปลูกต้นไม้ที่บ้านให้ดี ดูแลต้นไม้ที่บ้านให้ดี รักต้นไม้ที่บ้านให้ดี รวมทั้งดูแลคนในบ้านและคนใกล้ตัวด้วย แล้วก็อย่าลืมดูแลจิตใจของตัว เราเป็นมิตรกับคนอื่น แต่ไม่ค่อยเป็นมิตรกับตัวเอง ทะเลาะกับตัวเอง อยู่กับตัวเองไม่ได้ อยู่กับตัวเองเมื่อไหร่จะรู้สึกกระสับกระส่าย ต้องออกไปเที่ยวห้าง ออกไปพูดไปคุยกับคนโน้นคนนี้ วัยรุ่นสมัยนี้อยู่คนเดียวไม่ได้ ถ้าว่างต้องเปิดอินเตอร์เน็ต ต้องดูโทรทัศน์ หรือไม่ก็โทรศัพท์ถึงเพื่อนเป็นชั่วโมง ๓ ชั่วโมงก็มี เพราะว่าเขาเหงา ความเหงาของคนสมัยนี้ถึงที่สุดแล้วก็เพราะว่าเป็นมิตรกับตัวเองไม่ได้ ทำสงครามกับตัวเองตลอดเวลา

ดังนั้นเมื่อเรามองออกไปนอกตัวแล้ว อย่าลืมกลับมาใส่ใจในสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรา ไม่ว่าจะในบ้าน ในที่ทำงาน หรือว่าในใจของเราเอง ทำชีวิตให้ได้สมดุล ถ้าเราทำอย่างนี้ได้ก็เท่ากับว่าธรรมยาตรายังไม่สิ้นสุด เรายังเดินต่อไป แต่เป็นธรรมยาตราของแต่ละคน แต่ละคนต้องมีเส้นทางชีวิตของตัวเอง ต้องมีธรรมยาตราของตัวเอง บางครั้งในบางจุดเราก็ต้องเดินคนเดียว ไม่มีใครจะมาเดินด้วย บางครั้งก็มีเพื่อนร่วมทางมาเดินด้วย ทำให้เรารู้สึกอบอุ่น แต่บางครั้งก็ต้องเดินคนเดียว แต่ถ้าเรามีตัวเองเป็นเพื่อน มีใจเป็นเพื่อนแล้วก็ไม่มีคำว่าเหงา ไม่มีคำว่าเหงาสำหรับคนที่เป็นมิตรกับตัวเอง ดังนั้นใครที่เหงาก็อย่าไปมัวแต่หาเพื่อนนอกตัว ลองมาคืนดีและเป็นมิตรกับตัวเองแล้วเราจะหายเหงา

ใกล้สว่างแล้ว เช้านี้เราต้องเดินทางอีก เส้นทางก็ไม่ไกลแล้ว แต่ก็อย่าประมาท ตราบใดที่ยังไม่ถึงที่หมาย ไม่ถึงภูหลง ก็ยังไม่เรียกว่าการเดินทางของเราสิ้นสุด แม้มันจะสั้นไม่กี่กิโลก็ต้อง ต้องมีสติ ทำอย่างที่เราได้ทำมา หรือทำให้ดีกว่าเดิม เพราะว่าบ่อยครั้งพอใกล้ถึงที่หมายแล้วเราเริ่มประมาท เริ่มปล่อยตัว เริ่มพูดคุยกัน เริ่มไม่เป็นระเบียบ อันนี้แสดงให้เห็นถึงความประมาท ขอให้เราตั้งใจเดินต่อไป อย่าประมาท เหมือนกับแข่งฟุตบอล ฟุตบอลนัดสำคัญๆ บางทีก็ตัดสินชี้ขาดกันตอนนาทีสุดท้าย บางครั้งเกมพลันในนาทีที่ ๘๙ หรือ ๙๐ หรือทดเวลาไปแล้วก็มี เช่น นาทีที่ ๙๒ บางครั้งฉันเป็นฝ่ายนำอยู่ ๑ ต่อ ๐ตลอด ๙๐ นาที แต่พอทดเวลา ๓ นาที นาทีที่๙๒ กลับโดนอีกฝ่ายยิงเข้าไป ๒ ประตู แพ้ไปเลย อุตส่าห์เป็นฝ่ายนำมาตลอด ๙๐ นาที อันนี้จะเรียกว่าแพ้เพราะประมาทก็ได้ เพราะคิดว่าตลอด ๙๐ นาทีอีกฝ่ายทำอะไรฉันไม่ได้ ยิงไม่ได้เสียที ไม่สามารถแก้คืนได้ คิดแบบนี้ทำให้ประมาท ก็เลยพลาดฝ่ายตรงข้ามสามารถยิงคืนและยิงนำได้ในนาทีที่ ๙๒

ตราบใดที่เสียงนกหวีดยังไม่บอกหมดเวลาก็ไม่มีอะไรที่แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเราชนะ คำว่าชนะร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่มีถ้ายังไม่หมดเวลา ธรรมยาตราก็เหมือนกัน แม้ทางข้างหน้าจะสั้นแต่ว่าถ้าเรายังไม่ถึง ก็ยังบอกไม่ได้ว่าถึงแน่ ให้ตัวถึงวัดป่ามหาวัน หรือภูหลงก่อน ถึงค่อยบอกว่าการเดินทางนี้สิ้นสุด เพราะฉะนั้นก็ขอให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เดินอย่างมีสติ จนกระทั่งก้าวสุดท้ายที่ถึงวัดป่ามหาวัน

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved