หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรมยาตรา > ทำชีวิตให้ช้าลง
กลับหน้าแรก

๑๐ ทำชีวิตให้ช้าลง

ธรรมยาตราลุ่มน้ำลำปะทาวปีที่ ๑๐
วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๒ เช้า
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

เราตื่นแต่เช้ามืดทุกวัน สำหรับคนที่ตื่นสายก็ต้องปรับตัวหน่อย แต่ปรับตัวได้ไม่ยาก คนเรามีเวลาที่เท่ากันในแต่ละวันคือ ๒๔ ชั่วโมง แต่ว่าเราสามารถเพิ่มเวลาให้กับตัวเราเองได้ในแต่ละวัน วิธีหนึ่งคือตื่นให้เช้าขึ้น เมื่อเราตื่นเช้าขึ้น เราก็มีเวลาให้กับตัวเอง มีเวลาที่จะทำสิ่งดีงามได้มากขึ้น อันนี้รวมถึงการนอนดึกด้วย นอนดึกตื่นเช้า เป็นวิธีการเพิ่มเวลาให้กับตัวเอง

เช้ามืดยังเป็นเวลาที่ใจสงบ และพร้อมที่จะเปิดรับสิ่งต่างๆ มากมาย เพราะว่าใจยังไม่ฟุ้งซ่าน พอฟุ้งซ่านแล้วมันก็เหมือนกับแก้วน้ำที่มีน้ำอยู่ครึ่งหนึ่งแล้ว จะรับน้ำใหม่ได้น้อยลง ตอนนี้ใจเราอาจจะเหมือนกับแก้วน้ำที่ยังว่างอยู่ พร้อมที่จะรับรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้มากขึ้น เวลาอย่างนี้แหละที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ พระองค์ได้ตรัสรู้เป็นลำดับตั้งแต่ยามหนึ่ง ยามสอง จน จนกระทั่งเป็นพระพุทธเจ้าในยามสามนี้เอง คือก่อนฟ้าสาง

พวกเราเคยสังเกตหรือเปล่าเวลาตื่นเช้ามืด เราจะได้เห็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งซึ่งดูเหมือนธรรมดาในความรู้สึกของหลายคน แต่คนที่ตื่นแต่เช้ามืด จะเห็นปรากฏการณ์นั้นว่าไม่ธรรมดาคือ ช่วงเวลาก่อนฟ้าสาง ได้เห็นแสงเงินแสงทองจับขอบฟ้า ท้องฟ้าสวยมากสำหรับคนที่ได้เห็น ถ้าใครที่ตื่นมาช่วงนั้นจะพบว่า ตอนท้องฟ้ายามอรุณรุ่งสวยงามเพราะว่ามีการแปรเปลี่ยน จากมืดกลายเป็นสว่าง ความสว่างจะมีค่าสำหรับคนที่เคยผ่านความมืดมาก่อน

มันก็เหมือนกับความสะดวกสบาย มันจะมีค่าหรือมีรสชาติมากขึ้นสำหรับคนที่ผ่านความทุกข์ยากมาก่อน ความสำเร็จจะมีคุณค่าและหอมหวานสำหรับคนที่พากเพียรฟันฝ่าความยากลำบากจนพบความสำเร็จ อะไรที่ได้มาด้วยความยากลำบากจะมีค่า มีความหมายสำหรับเรา ขณะเดียวกันมันก็จะทำให้เราเห็นคุณค่าและความหมายของตัวเราเองด้วย เราจะได้เห็นว่า เรามีความเพียร มีความสามารถ รวมทั้งเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง คนจำนวนมากไม่เข้าใจคุณค่าของความยากลำบาก เขาคิดว่าอะไรก็ตามที่ได้มาอย่างสะดวกสบายเป็นของดีเป็นของประเสริฐ เขาไม่เห็นว่าความยากลำบากนั้นมีข้อดีหรือมีประโยชน์อย่างไรบ้าง ถ้าเรายอมหรือกล้าที่จะลำบาก กล้าที่จะทำสิ่งที่ยาก เราจะได้รับรางวัลที่มีค่า ไม่ว่าจะเป็นสิ่งภายนอกหรือสิ่งมีค่าภายในก็ตาม

วันนี้เราเดินมาเป็นวันที่ ๕ นับว่าใกล้จุดหมายปลายทางเข้าไปทุกขณะ แต่ก็ขอย้ำเหมือนเดิม ว่า จะถึงหรือไม่ถึง อันนี้ไม่สำคัญเท่ากับว่าเราได้พากเพียรเต็มที่หรือไม่ เหมือนกับพระมหาชนกที่ลอยคออยู่กลางทะเล แล้วพยายามว่ายเข้าฝั่ง ว่าย ๗ วัน ๗ คืนก็ยังไม่ถึง แต่ท่านก็ไม่เลิกว่าย เพราะถึงฝั่งหรือไม่ถึงฝั่ง สำหรับท่านไม่สำคัญเท่ากับที่ได้เพียรพยายามอย่างเต็มที่ นางมณีเมขลาซึ่งเป็นผู้ดูแลท้องทะเลบอกว่าว่าว่ายทำไม ๗ วัน ๗ คืน ในเมื่อมองไม่เห็นฝั่งเลย กว่าจะถึงฝั่งก็ตายเสียก่อน นางมณีเมขลาพูดอย่างนี้เพราะอยากรู้ว่าพระมหาชนกคิดอย่างไร ถึงว่ายน้ำทั้งๆ ที่มองไม่เห็นฝั่งเลย พระมหาชนกก็ตอบว่า คนเราเมื่อทำความเพียรเต็มที่ แม้จะตายก็ได้ชื่อว่าไม่เป็นหนี้ ญาติ เทวดา มารดาและบิดาย่อมไม่ติเตียน คนเราเมื่อทำการทั้งหลายด้วยความเพียร จะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม ผลแห่งการงานนั้นย่อมประจักษ์แก่ตน

บ่อยครั้งความพยายามมีค่ามากกว่าความสำเร็จด้วยซ้ำ หมายความว่า เมื่อพยายามแล้ว แม้จะไม่สำเร็จ ก็ยังดีกว่าสำเร็จโดยไม่พยายาม หรือได้มาเปล่าๆ หรือได้ด้วยการโกง เดี๋ยวนี้คนเราเน้นความสำเร็จมากไป จึงพร้อมจะทำทุกวิถีทาง แม้ไม่ถูกต้อง อย่างนักเรียนต้องการได้เกรดดี ๆ หลายคนก็ใช้วิธีโกง หลายคนไปขอเกรดจากอาจารย์ดื้อ ๆ บางคนหนักกว่านั้น ถึงกับยอมขายตัวแลกเกรดก็มี ส่วนคนที่ทำงานก็อยากรวยเร็ว โกงบ้าง หวังพึ่งการพนันบ้าง สาเหตุที่การพนัน และล็อตเตอรี่แพร่ระบาดทั่วประเทศก็เพราะผู้คนต้องการรวยเร็วๆ โดยไม่ต้องเหนื่อย จตุคามรามเทพเป็นที่นิยมอยู่พักใหญ่ ก็เพราะคนอยากรวยทางลัด อยากรวยเร็วโดยไม่ต้องพยายาม ตอนนี้แม้จตุคามรามเทพตกแล้ว แต่ก็จะมีสินค้าตัวใหม่ขึ้นมาเพื่อสนองความอยากรวยโดยไม่เหนื่อยของคนไทย คนไทยเดี๋ยวนี้ยกย่องคนรวยมากกว่าคนเก่ง เดี๋ยวนี้ไปถึงขั้นว่า ถ้ารวยด้วยการโกงก็ถือว่าเก่ง ใครโกงได้ก็ภูมิใจ คุยอวดว่าฉันไปโกงเขามา แต่เขาไม่รู้หรอกว่าการทำเช่นนั้นกำลังทำร้ายตัวเอง และทำร้ายส่วนรวม

ในทางตรงข้าม เมื่อเราทำอะไรก็ตาม เราไม่ได้ปักใจว่าจะต้องสำเร็จให้ได้แต่เราจะเพียรเต็มที่ เพราะเมื่อเราเพียรในสิ่งที่ถูกต้องอย่างเต็มที่และสอดคล้องกับเหตุผลแล้ว ก็ย่อมเข้าใกล้ความสำเร็จทุกขณะ แต่จะถึงหรือไม่ถึง จะสำเร็จหรือไม่ มันขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยมากมาย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราคนเดียว อย่างบางคนตั้งใจว่าจะเดินไปให้ถึงวัดป่าภูตาดทองในวันที่ ๘ แต่จู่ๆ เกิดล้มป่วยกะทันหัน หรือได้รับโทรศัพท์จากทางบ้านว่าญาติผู้ใหญ่กำลังป่วยหนัก ก็ต้องรีบลับบ้าน เดินต่อไม่ได้ อันนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องที่น่าเสียหายอะไร แต่ประเด็นคือว่าความสำเร็จหรือการบรรลุจุดหมายปลายทางได้ มันขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยหลายอย่างมากมาย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราคนเดียว ขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ ขึ้นอยู่กับผู้คนที่เกี่ยวข้อง ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์บ้านเมือง เป็นต้น เพราะฉะนั้นจึงมีภาษิตจีนบอกว่า “ความพยายามเป็นของมนุษย์ ความสำเร็จเป็นของฟ้า” ฟ้าในที่นี้ไม่ได้หมายถึงโชคชะตา แต่หมายถึงเหตุปัจจัยต่างๆ มากมายที่อยู่เหนือการควบคุมของเรา

เพราะฉะนั้นขอให้เราตั้งใจ ทำความเพียรให้เต็มที่ ซึ่งก็คือการอยู่กับปัจจุบันนั่นเอง คือทำวันนี้ให้ดีที่สุด ทำเช้านี้ให้ดีที่สุด ทำนาทีนี้ วินาทีนี้ให้ดีที่สุด ความสำเร็จเป็นเรื่องอนาคต เราจะไม่ปักใจอยู่ตรงนั้น จะไม่กังวลว่าจะฉันเพลที่ไหน จะไม่กังวลว่าจะค้างแรมตรงไหน เมื่อไหร่จะถึง แต่ว่าจะเทใจให้กับการเดิน อยากจะให้เราเทใจให้กับการเดินแต่ละก้าว เทใจคือใส่ใจ อย่าไปคิดว่าแต่ละก้าวไม่มีความหมาย

อย่างที่บอกไว้เมื่อวานว่า จำนวนหนึ่งล้านมันต้องเริ่มต้นที่เลข ๑ ไม่ใช่ ๐ ถ้าเริ่มที่ ๐ มันก็ไม่เกิดอะไรขึ้นแต่ถ้าเริ่มที่ ๑ มันก็มี ๒ มี ๓ ตามมา แต่ละก้าวๆ อย่าถือว่าเล็กน้อย เส้นทางหลายร้อยกิโลหรือพันกิโลสำเร็จได้ก็เพราะแต่ละก้าวๆ นี่แหละ เหมือนกับแม่น้ำ ทะเล มหาสมุทร ก็เกิดจากน้ำแต่ละหยดๆ น้ำแต่ละหยดมาจากไหน ก็มาจากต้นน้ำ ถ้าเราไปดูต้นน้ำหรือน้ำซับ เราจะเห็นเลยว่าน้ำออกมาจากดินทีละหยดๆ ถ้าไปดูวัดป่ามหาวันข้างบนมีน้ำซับแอ่งเล็กๆ มากมาย นั่นคือต้นน้ำที่ก่อให้เกิดลำห้วย แม่น้ำสายใหญ่ๆ ก็มาจากหยดน้ำหยดเล็กๆ ทีละหยด ๆ ดังนั้นเราจึงอย่าประมาทสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำในแต่ละวันๆ หากทำไม่หยุดก็กลายเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้

พวกเราทราบหรือเปล่าว่าสัตว์อะไรที่รวมกันแล้ว มีน้ำหนักมากกว่าสัตว์ชนิดใดๆ ในโลก รวมทั้งคนด้วย ปัจจุบันมีคน ๖,๐๐๐ ล้านคน เฉลี่ยแล้วหนักคนละ ๕๐ กิโล ก็ ๓ แสนล้านกิโล ไม่ใช่ช้าง ไม่ใช่ปลาวาฬ แต่คือมด มดเมื่อรวมกันทั้งโลกมีน้ำหนักมากกว่าสิ่งมีชีวิตใดๆ ในโลก เห็นไหมว่าตัวน้อยๆ ตัวเล็กๆ พอรวมกันแล้วก็มีพลังมหาศาล สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ยังทำให้เกิดความสวยงาม เกิดความประหลาดมหัศจรรย์ขึ้นมาได้

เมื่อวานอาตมาพูดถึงมอหินขาวว่า มีจุดหนึ่งตรงบริเวณใกล้หน้าผา ที่ทำให้นึกถึงภูหลวง เพราะว่าเป็นจุดที่ลมแรง และมีความชื้นน้อย อากาศแห้ง แต่ว่ามีดอกไม้และต้นไม้หลายชนิดที่สวยงาม แต่เป็นความสวยงามที่ไม่ได้แสดงออกด้วยการประกาศความยิ่งใหญ่ตระการตา แต่ว่าเกิดจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ มาร่วมประกอบส่วนขึ้นมา จนกลายเป็นความงามขึ้นมาได้ท่ามกลางความยากลำบาก

พวกเรามีใครเคยขึ้นภูหลวงบ้าง ภูหลวงได้ชื่อว่าเป็นราชินีแห่งอุทยานและอาจจะรวมถึงเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าด้วย อุทยานทั้งหลายที่ล่ำลือกันว่าสวยงาม ถ้าจัดชั้นแล้วก็ยังถือว่าต่ำกว่าภูหลวง แต่ว่าใครที่เคยได้ไปเห็นของจริงโดยเฉพาะจุดที่เขาถือว่าเป็นอัญมณีจะผิดหวังมากเลย หลายคนวาดภาพไว้ว่ามันจะต้องสวยงามยิ่งใหญ่ตระการตา แต่ปรากฏว่ามันเป็นจุดที่แห้งแล้งกันดาร ลมแรงเพราะอยู่ติดหน้าผา ดินก็เลว น้ำก็น้อย แต่ปรากฏว่าตรงนั้นเป็นจุดที่ธรรมชาติสวยงามมาก เป็นความสวยงามแบบกะจิริด เป็นความสวยงามที่ไม่ได้แสดงออกด้วยความยิ่งใหญ่ แต่แสดงออกด้วยความสมถะอ่อนน้อม ต้นไม้ที่นั่นต้นเล็กๆ และใช้น้ำน้อยมาก เรียกว่าอยู่กันอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว กล้วยไม้บางชนิด จิ๋วขนาดเท่าข้อนิ้วเท่านั้น และดอกก็ต้องจ้องมองถึงจะเห็น แค่น้ำหยดเดียวเขาก็อยู่ได้นาน

เมื่อเห็นที่นั่นแล้วเราจะรู้สึกเลยว่า ความเจียมเนื้อเจียมตัว ความสมถะอ่อนน้อมก็สามารถสร้างสรรค์ความงดงามขึ้นได้ ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ตระการตา อย่างทุ่งดอกกระเจียว ทุ่งดอกทานตะวัน ทุ่งดอกบัวตองที่ใหญ่ๆ กินอาณาเขตบริเวณมากมาย หรือ ทิวทัศน์บางแห่ง เช่น แกรนด์แคนยอน น้ำตกไนแองการา ซึ่งยิ่งใหญ่ตระการตามาก จนกระทั่งเราอาจจะคิดว่าความสวยงามนั้นต้องประกาศด้วยการแสดงความยิ่งใหญ่ แต่ว่าที่ภูหลวง ธรรมชาติแต่ละชนิดๆ ล้วนแล้วแต่เล็กน้อย ไม่มีต้นไม้ใหญ่ แต่ก็ทำให้เกิดความสวยงามได้ กล้วยไม้ที่สุดยอดอยู่ที่นั่นทั้งนั้น ไม่ว่า รองเท้านารี สิงโตกลอกตา เอื้องครั่งแสด ที่นั่นมีกล้วยไม้ประมาณสองร้อยกว่าชนิดทั้ง ๆ ที่กันดารแห้งแล้ง

สิ่งหนึ่งที่เราจะสังเกตได้ที่ภูหลวงก็คือความร่วมมือกันระหว่างธรรมชาติ ทั้งนี้เพราะสิ่งมีชีวิตแต่ละอย่างเขารู้ว่าพื้นที่แถววนั้นกันดารมาก เพราะฉะนั้นเขาจะไม่แข่งขันกันแบบเอาเป็นเอาตาย แต่จะร่วมมือกัน อย่างเช่น ไลเคนซึ่งมีเยอะมาก ไลเคนคือความร่วมมือกันระหว่างสาหร่ายหรือตะไคร่น้ำกับรา นอกจากนั้นไลเคนยังไปช่วยต้นไม้อีกหลายชนิด ช่วยดูดซับความชื้นเพื่อให้ต้นไม้ที่เขาอาศัยอยู่ได้เจริญเติบโต ขณะเดียวกันต้นไม้เหล่านั้นก็เป็นที่พักอาศัยให้กับไลเคน แม้กระทั่งก้อนหินก็ยังร่วมมือกับดอกไม้นานาชนิด เราจะเห็นต้นไม้เล็กๆ ขึ้นบนก้อนหิน อันนี้เกิดขึ้นได้ส่วนหนึ่งก็เพราะต่างปรับตัวเข้าหากัน ไม่มีใครไม่ต้องการจะอวดตัวว่ายิ่งใหญ่เหมือนกับต้นไม้บางชนิดที่เห็นโดดเด่นแต่ไกล แต่ว่าเขาพร้อมจะปรับตัวพึ่งพาอาศัยกัน จะอยู่บนก้อนหินก็ได้ จะอยู่บนคาคบก็ได้ ที่ภูหลวงจะเห็นความร่วมมือกันในธรรมชาติ ได้ชัดเจนมาก

ก็เหมือนกับเมื่อสองวันก่อนอาตมาได้พูดถึงชาวบ้านที่เอื้อเฟื้อกัน มีอาหารอะไรก็เอามาแบ่งปันกัน เพราะว่าชีวิตชาวบ้านในหมู่บ้านสมัยก่อนลำบากมาก ถึงแม้ดินฟ้าอากาศจะดีแต่ก็เอาแน่เอานอนไม่ได้อันตรายก็มีอยู่รอบตัว เทคโนโลยีก็มีน้อย ชาวบ้านจึงต้องร่วมมือกัน ทำให้เกิดความงดงามขึ้นมาได้

ถ้าเราลองสังเกตธรรมชาติแบบนี้บ้างเราจะได้คติธรรม ได้ข้อคิด หรือเกิดปัญญาขึ้นมา แต่จะเห็นอย่างนี้ได้ก็ต่อเมื่อเรายอมที่จะเสียเวลาเดิน เดินช้าๆ และคอยสังเกต เดี๋ยวนี้เวลาเราไปเที่ยวธรรมชาติ เรามักจะเอาความสะดวกสบายเป็นหลัก บางทีก็อยู่บนรถทัวร์ อยู่ในห้องติดแอร์ ยิ่งเดินทางด้วยความเร็วก็ยิ่งไม่ค่อยได้เห็นอะไร อาตมาสังเกตว่าสมัยนี้ถ้าให้ไปเดินตามป่า เดินช้าๆ ก็ไม่เอากันแล้ว ถ้าจะเดินก็ต้องเอาหูเสียบ MP3 เพื่อฟังเพลงฆ่าเวลา เดี๋ยวนี้เราทำอะไรหลายอย่างพร้อมกัน เราก็เลยไม่ได้อะไรสักอย่าง ไม่ได้ความละเอียดลออ

เวลาเดินธรรมยาตรามีบางคนถามว่าทำไมไม่นั่งรถ เหตุผลมีหลายประการ ประการแรกมันเป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของเราว่าธรรมชาติเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การรักษา ใครๆ ก็พูดคำนี้ได้รวมทั้งคนที่อยู่ในห้องแอร์ด้วย แต่ถ้าเราพูดประโยคนี้โดยพร้อมที่จะลำบาก ด้วยการมาเดินตากแดด และยิ่งทำด้วยความสำรวม ด้วยความสงบ ก็ยิ่งทำให้คำพูดของเรามีน้ำหนักมากขึ้น ถ้าเราพูดอยู่ในห้องแอร์หรืออยู่ในรถติดแอร์ มันไม่มีน้ำหนักเลยเพราะใครๆ ก็พูดได้ พูดเรื่องสันติภาพโลกในห้องแอร์ ใคร ๆ ก็พูดได้ แต่ถ้าพูดในขณะที่กำลังอดอาหารอยู่ นั่นแสดงว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นมันเป็นเรื่องจริงจังสำหรับเขามาก คำพูดอย่างนี้แหละถึงจะมีน้ำหนัก

เหตุผลอีกประการหนึ่งที่เราเดิน ก็เพื่อทำให้เราใช้ชีวิตช้าลง และเพื่อเราจะได้มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ รอบตัวอย่างละเอียดลออมากขึ้น เวลาเรานั่งรถ ยิ่งนั่งเครื่องบินด้วยแล้ว เราแทบจะตัดขาดจากสิ่งแวดล้อมเลย แต่ถ้าเราลงมาเดินเราจะได้เห็นผู้คน ได้พูดคุยกับชาวบ้าน ไต่ถามทุกข์สุขของเขา รวมทั้งได้สังเกตและเพ่งพินิจธรรมชาติด้วย ธรรมชาติเป็นครูของเราอย่างดี ถ้าเราสังเกต เราจะเห็นธรรมชาติสอนเรามากมาย ถ้าเราเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ หรือว่าอยู่นิ่งๆ

พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราพิจารณาธรรมชาติเสมือนครูของเรา เช่น ให้ไปอย่างเบาเหมือนกับนกที่มีเพียงแค่ปีก ๒ ข้างก็สามารถไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ อันนี้ท่านสอนพระให้มีสัมภาระน้อย เราลองสังเกตธรรมชาติ เขาจะสอนเราหลายอย่าง เช่น ต้นไม้ เวลาเดินกลางแดดเราเคยนึกสงสัยบ้างหรือเปล่า เราเดินแค่ ๒ ชั่วโมงก็เหนื่อยแล้ว แต่ต้นไม้นี่เขียวตลอดเลย ขนาดอยู่กลางแดด รับแดดเข้าไปเต็มๆ ก็ยังเขียวได้ มีต้นไม้บางต้นบอบบางแต่เขียว แถมผลิดอกสวยงาม

มีปีหนึ่งเราเดินตอนบ่าย แดดแรงมาก ปีนี้ไม่รู้เป็นอย่างไรแดดแรงน้อยกว่าปีก่อนๆ ไม่รู้เป็นเพราะเราเดินหันหลังให้พระอาทิตย์หรือเปล่า แต่ก่อนเราเดินหันหน้ารับพระอาทิตย์ตลอดเลย หน้าเราพอรับพระอาทิตย์แล้วมันเหี่ยว ต้องเบือนหน้าหนีพระอาทิตย์ แต่ดอกไม้กลับหันหน้าเข้าหาพระอาทิตย์ ปีนั้นมีช่วงหนึ่งที่เดินบนทางดินฝุ่นจับหนามาก สองข้างทางมีแต่หญ้าเหลืองแห้ง พวกเราเดินไปก็รู้สึกห่อเหี่ยวไปด้วย แต่พอมาถึงจุดหนึ่งระหว่างห้วยลาดผักหนามกับซับสมบูรณ์ มีต้นประทัดจีนขึ้นอยู่ริมทาง ต้นเล็กๆ ดอกแดงสด แถมหันดอกให้กับพระอาทิตย์ พวกเราหลายคนพอเห็นแล้วรู้สึกเลยว่าดอกไม้ในใจเราเบ่งบานเลย เพราะเกิดกำลังใจว่าขนาดดอกเล็กๆ เขายังสู้แดดได้ และไม่ได้สู้แดดแบบฝืนทน แต่สู้แดดแบบร่าเริงแจ่มใส เราเสียอีกกลับห่อเหี่ยวเมื่อเจอแดด ทั้ง ๆ ที่เรียกตัวเองว่านักปฏิบัติธรรม พอเจอดอกประทัดจีนบาน ดอกไม้ในใจก็บาน หน้าก็บานด้วย เลยยิ้มกันใหญ่

แต่มีบางคนมองไม่เห็นดอกประทัดจีน เพราะมัวแต่กลุ้มใจ เอาแต่บ่นว่า ร้อนเหลือเกิน เมื่อไหร่จะถึง ถ้าคิดแบบนี้ก็ไม่เห็นหรอกแม้สองข้างทางจะสวยงามเพียงใดเพราะใจไม่ว่างแล้ว ใจอัดแน่นด้วยความทุกข์ เราจะเห็นภาพสวยงามชุ่มชื่นใจอย่างนี้ได้ก็ต่อเมื่อเราเปิดใจ แล้วเราก็จะเห็นธรรมชาติ เห็นความจริงที่เขาสอนและแสดงให้เราเห็น

นอกจากต้นไม้ทนต่อแดด สามารถเขียวสะพรั่งได้ตลอดวันแล้ว ต้นไม้ยังทำได้ยิ่งกว่านั้นอีก คือเปลี่ยนแดดให้กลายเป็นร่มเงา เปลี่ยนแดดให้กลายเป็นใบไม้ เปลี่ยนแดดให้กลายเป็นดอกไม้ที่สวยงามได้ ไม่มีแดดก็ไม่มีสีเขียว ไม่มีแดดก็ไม่มีดอกไม้ นี้เป็นความเก่งกาจของต้นไม้ นอกจากจะทนต่อแดดแล้ว ยังสามารถเปลี่ยนแดดมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ด้วย พวกเราก็ได้รับประโยชน์จากความสามารถของต้นไม้ ถ้าต้นไม้ไม่มีความสามารถที่จะเปลี่ยนแดดร้อนให้กลายเป็นร่มเงาที่เย็น ดอกไม้ที่สวยงาม หรือผลไม้ที่หอมหวานได้ เราก็คงจะไม่สามารถอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ เขาสอนเรามากเลยนะ คือสอนเรื่องความเสียสละ เพราะว่าเขายอมทนแดดเพื่อให้ร่มเงาแก่เรา ให้ร่มเงาแก่สัตว์เล็กสัตว์น้อย เราจะมองว่าเขาฉลาดก็ได้ที่เปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดี

คนเราถ้ารู้จักเปลี่ยนทุกข์ให้กลายเป็นสุข เปลี่ยนอุปสรรคให้กลายเป็นกำลังบำรุงใจเราก็จะไม่ด้อยกว่าต้นไม้เลย เปลี่ยนทุกข์ให้กลายเป็นสุขให้ได้ เปลี่ยนเคราะห์ให้กลายเป็นโชคให้ได้ ไม่ใช่แค่ใบเท่านั้นที่ทำอย่างนี้ได้ รากต้นไม้ก็ทำอย่างนี้ได้เหมือนกัน เราเอาขยะ เอาขี้หมา เอาซากเอาศพเน่าทิ้งลงไปที่โคนต้น ประเดี๋ยวรากก็จัดการเอง เปลี่ยนของที่เน่าเหม็นให้กลายเป็นดอกไม้ที่สวยงามหรือผลไม้ที่อร่อยได้

พวกเรา เคยไปเมืองจีนไหม ปุ๋ยที่เอามาทำสวน จนได้ผักใบงามๆ ผลไม้ลูกใหญ่ๆ ล้วนมาจากขี้ทั้งนั้น ที่เมืองจีนส้วมจะมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร คือไม่มีประตู มีแต่ฝาคั่นเป็นช่องๆ เวลาจะถ่ายเราก็หันหน้า ส่วนอุจจาระก็จะหล่นลงไปในราง แล้วชาวบ้านจะกวาดเก็บอุจจาระเหล่านี้มาทำปุ๋ย สวนผลไม้ สวนผักชอบปุ๋ยแบบนี้มาก อันนี้คือความสามารถของต้นไม้ ทั้งใบทั้งรากสามารถเปลี่ยนขยะปฏิกูลให้กลายเป็นของดีขึ้นมาได้

เวลาเราเดิน หากเราเดินช้าๆ จะช่วยให้ชีวิตเราเร่งรีบน้อยลง ชีวิตคนเราสมัยนี้เร่งรีบมาก เราเร่งรีบเพื่อจะได้ไปทำอีกอย่างหนึ่ง พอทำงานชิ้นที่ ๒ เราก็เร่งรีบอีกเพื่อไปทำงานชิ้นที่ ๓ กับชิ้นที่ ๓ เราก็เร่งรีบอีก กลายเป็นว่าเราเร่งรีบเพื่อจะไปเร่งรีบอีกอย่างหนึ่ง ไม่ได้มีเป้าหมายอะไรนอกจากนี้ ผลก็คือเรา กลายเป็นคนไม่มีเวลาว่าง แม้แต่ไปเที่ยวธรรมชาติก็รีบๆ คนสมัยนี้มีเครื่องทุ่นแรงทุ่นเวลามากมาย เพื่อทำอะไรให้เร็วๆ ให้เสร็จไวๆ แต่สุดท้ายก็ไม่มีเวลาว่างเลย ไม่มีเวลาแม้แต่จะพักผ่อน หรือมีเวลาให้กับพ่อแม่ลูกหลาน ตรงกันข้ามกับชาวบ้าน ชาวบ้านไม่ค่อยมีเครื่องทุ่นแรงทุ่นเวลา จะทำอะไรแต่ละอย่างๆ ใช้เวลามาก ไม่ว่า การเดินทาง การหุงหาอาหาร การตักน้ำ แต่ทำไมเขามีเวลาว่างเยอะ ลองสังเกตก็จะเห็นว่า เขามีเวลานอนเล่น กลับถึงบ้านเขาก็มีเวลาอยู่กับลูกกับหลาน ส่วนคนเมืองกลับไม่มีเวลาว่างทั้ง ๆ ที่รีบทุกอย่าง แปลกไหม ยิ่งรีบ กลับไม่มีเวลาว่าง ส่วนคนไม่รีบ กลับมีเวลาว่าง เราลองสังเกตดู

มาเดินธรรมยาตรา เราบ่นว่าใช้เวลาเดินเยอะเหลือเกิน ถ้านั่งรถครู่เดียวก็ถึงแล้ว แต่สิ่งที่เราสูญเสียไปกับการเร่งรีบนี้มีเยอะมาก เราเคยคิดบ้างหรือเปล่า การเร่งรีบดูเหมือนจะทำให้ประหยัดเวลา แต่นับวันเวลาว่างเรากลับมีน้อยลง การเร่งรีบยังทำให้เราสูญเสียหลายอย่าง เช่น สูญเสียความสงบใจ สูญเสียโอกาสที่จะเพ่งพินิจธรรมชาติตามรายทาง รวมทั้งสูญเสียโอกาสที่จะได้ใกล้ชิดกับผู้คน ไม่มีโอกาสพูดคุยกับผู้คน เดี๋ยวนี้เวลาไปเที่ยวต่างประเทศ เรารู้จักแต่สถานที่ โดยเฉพาะย่านช็อปปิ้ง แต่เราแทบไม่รู้จักกับผู้คนที่เป็นเจ้าของประเทศเลย เพราะเราไปกันแบบรีบๆ เลยไม่ได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์หรือเรียนรู้จากผู้คน เวลาไปต่างประเทศก็อยู่โรงแรม พอย่างท้าวออกจากโรงแรมก็ขึ้นรถทัวร์ ถึงสถานที่ท่องเที่ยวก็ลงรถ เที่ยวๆ เสร็จกลับมาขึ้นรถทัวร์ กลับมาพักโรงแรม เราถ่ายรูปเพื่อบอกใครว่าได้ไปสถานที่โน้นสถานที่นี้ แต่เรารู้จักคนที่เป็นเจ้าของประเทศบ้างหรือเปล่า

การขาดปฏิสัมพันธ์แบบนี้เป็นความขาดทุนอย่างหนึ่ง เพราะการมีปฏิสัมพันธ์กันทำให้เกิดความเข้าอกเข้าใจกัน รวมทั้งได้ซาบซึ้งกับน้ำใจของผู้คน เวลาเราเอาท้องฝากไว้กับคนอื่น มันจะทำให้เราเห็นน้ำใจของผู้คนมากขึ้น อย่างขบวนธรรมยาตรานี้ จะเรียกว่าเราเอาปากท้องฝากไว้กับชาวบ้าน กับผู้คนสองข้างทางก็ได้ เมื่อไรก็ตามที่เราทำอย่างนี้ เราจะเห็นน้ำใจของผู้คน คนที่นั่งรถ คนที่ทำอะไรเร็วๆ ไปถึงที่หมายเร็วๆ หรือนั่งรถทัวร์ จะไม่มีโอกาสได้สัมผัสน้ำใจแบบนี้เลย ประสบการณ์แบบนี้เป็นสิ่งมีค่า และอาจตราตรึงใจเราได้ไม่น้อยกว่าการได้เห็นสถานที่แปลกๆ ก็ได้

การได้เห็นสถานที่แปลกๆ ส่วนใหญ่ก็แค่ประทับไว้ในภาพถ่าย อาจถ่ายเป็นพันรูปแต่ไม่ได้กลับมาดูเลยก็ได้ หรืออาจจะดูแค่วันสองวันแล้วก็ลืมไป แต่สิ่งที่จะประทับอยู่ในใจเรานานก็คือเมตตาของผู้คน โดยเฉพาะเวลาตกระกำลำบากเราจะซาบซึ้งน้ำใจของเขามาก เวลาประสบความยากลำบากในต่างแดนแล้วมีคนช่วยเรา เราจะจำหน้าเขาได้ไม่ลืม ทุกวันนี้อาตมายังจำหน้าคนหลายคนที่ช่วยอาตมาตอนมีปัญหาได้ หากเราอยู่แต่ในบ้านเราจะไม่รู้สึกแบบนี้ เพราะเวลาเราอยู่บ้าน เราจะรู้สึกว่าเรามีทุกอย่าง เราเป็นใหญ่ในบ้าน ทุกอย่างเรียบร้อยเลิศเลอเพอร์เฟ็ค สบาย เราจะรู้สึกว่าเราเป็นคนสำคัญ ทุกอย่างอยู่ในอำนาจของเรา แต่พอเราไปต่างแดน ตัวเราจะเล็กลง เพราะเราไม่ใช่เจ้าบ้าน ยิ่งเราตกระกำลำบาก เราจะได้พบกับน้ำใจผู้คน และหากเราไปช้า ๆ เราจะได้เรียนรู้จากผู้คน ได้มีโอกาสพูดคุยกับเขา ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้น แม้จะต่างชาติ ต่างภาษา หรือต่างศาสนาก็ตาม

การเดินจึงมีหลายมิติมาก การท่องเที่ยวด้วยการเดินไปช้าๆ ทำให้ได้เห็นธรรมชาติ ได้อาศัยธรรมชาติเป็นครู และได้รู้จักผู้คนต่างชาติต่างภาษาที่อาจจะไม่ได้เจอกันอีกเลย เจอกันเพียงครั้งเดียว แต่อาจซาบซึ้งน้ำใจของเขาไปตลอดชีวิตเลยก็ได้

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved