หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรมยาตรา > สุขง่าย ทุกข์ยาก
กลับหน้าแรก

๗ สุขง่าย ทุกข์ยาก

ธรรมยาตราลุ่มน้ำลำปะทาวปีที่ ๑๐
วันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๕๒ เย็น
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

ขอให้พวกเราเปิดใจกว้างๆ ฟังสิ่งที่จะพูดต่อไปนี้ อย่าเอาสิ่งรบกวนใดๆ จากภายนอกมาทำความรำคาญให้แก่จิตใจของเรา เพราะว่าสถานที่นี้ค่อนข้างเล็กไม่ค่อยอำนวย หลายคนต้องนั่งอยู่ข้างนอกอาจจะมีเสียงรบกวนบ้าง อย่าเอามาเป็นอารมณ์ ให้ใจเราน้อมมาอยู่กับเสียงที่อาตมากำลังพูด

พวกเราส่วนใหญ่ก็ว่าได้เดินมาเป็นวันที่ ๓ แล้ว ตอนนี้ยังสู้อยู่ไหม (สู้ครับ/ค่ะ) สู้อยู่นะ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเปล่งคำว่า “สู้” นั่นคือเรากำลังให้พรแก่ตัวเอง คนญี่ปุ่นเวลาลูกจะลาพ่อแม่ หรือลูกศิษย์จะลาครูบาอาจารย์ ก่อนจะจากกันพ่อแม่จะบอกกับลูกว่า “กัม-บัต-เตะ” ครูก็เช่นกันจะบอกศิษย์อย่างเดียวกันว่า “กัม-บัต-เตะ” แปลว่า “ขอให้สู้ต่อไป ขอให้อย่าท้อถอย ขอให้มีความเพียรต่อไป” คนญี่ปุ่นจะถือว่าเป็นพรอันประเสริฐมาก เพราะว่าเวลาเจอคนรักเขาจะพูดแค่คำนี้ ไม่เหมือนบ้านเราเวลาให้พรจะบอกว่า “ขอให้โชคดีนะ” แต่ว่าสำหรับคนญี่ปุ่น “โชค” เกิดจากความเพียรพยายาม เกิดจากใจที่สู้ ใจที่ไม่ถอย

เมื่อหลายปีก่อนอาตมาได้ไปเดินธรรมยาตราที่ประเทศญี่ปุ่น ๘ วัน จุดหมายปลายทางอยู่ที่เมืองนากาโน ซึ่งเป็นเมืองที่จัดกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว ทั้ง ๆ ที่เป็นเดือนเมษายนแต่ก็ยังหนาว เดินกัน ๘ วัน ระยะทางประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตรหรือ ๙๐ กิโลเมตร ระยะทางใกล้เคียงกับที่เราเดินในครั้งนี้ มีหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์มาทำข่าว มาสัมภาษณ์ คนญี่ปุ่นจึงคุ้นกับพวกเรา พอเราเดินผ่านเขาก็จะเอาขนมปังมาใส่บาตร เมื่อถึงวันสุดท้ายที่เมืองนากาโน ขณะที่กำลังเดินเข้าเมือง มีรถคันหนึ่งแล่นผ่านมา พอมาใกล้พวกเราซึ่งมีอยู่ประมาณ ๑๐ กว่าคนที่กำลังเดินอยู่ ก็มีเด็กคนหนึ่งยื่นหน้าออกมาจากหน้าต่าง ทีแรกคิดว่าเขาจะมาด่าว่าเรา เพราะเคยเจอแบบนี้ในบางประเทศ เมื่อเห็นพระเขาจะตะโกนด่าก็มี เช่น ในประเทศอังกฤษก็เจอบ่อย จนกระทั่งเราเห็นเป็นเรื่องธรรมดา เราก็ยิ้มให้เขา ไม่โกรธเพราะเขาไม่เข้าใจ เด็กคนนี้อายุประมาณ ๙ หรือ ๑๐ ขวบ โผล่หน้าออกมาจากตัวรถแล้วก็ตระโกนว่า “กัม บัต เตะ” เขากำลังให้พรพวกเราว่าให้สู้ต่อไป เราก็เกิดกำลังใจ

เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่เราเปล่งคำว่า “สู้” ไม่ว่าจะมีเสียงหรือไม่มีเสียง ให้รู้ว่าเรากำลังให้พรตัวเอง และจะทำให้เรามีความเพียรต่อไป หลายคนอาจจะรู้สึกว่าเวลา ๓ วันนี้ผ่านไปช้า แต่ว่าหลังจากนี้ไปหลายคนจะรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วขึ้น พรุ่งนี้ก็เดินถึงครึ่งทางแล้ว เผลออีกครู่เดียวจะรู้สึกว่า อ้าว เลิกกันแล้วหรือ มันจะเร็วมากเพราะว่าเราคุ้นแล้วกับการเดิน และเริ่มมีความพอใจ มีความสุขกับการเดิน การเดินจะยากน้อยลงไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะใจเราสู้แม้ว่าร่างกายจะไม่ไหว อย่างที่แม่ชีวิได้อ่านกลอนให้เราฟังเมื่อเช้า เป็นการให้กำลังใจตนเองและเป็นการให้กำลังใจคนอื่นด้วย สรุปสั้นๆ ว่า “กายพ่าย แต่ใจไม่แพ้” แม้จะต้องคลานนั่นก็เป็นเรื่องของกาย แต่ใจเรายังไม่แพ้และยังสู้ต่อไป ถึงหรือไม่ถึงนั้นไม่สำคัญ แต่ขอให้สู้ขอให้ทำความเพียรไม่หยุด

คุณป้าชาวเกาหลีสอบใบขับขี่มา ๗๗๐ ครั้งแล้ว สอบไม่ได้ก็ยังไม่เลิก สอบแทบทุกวัน จนกระทั่งครั้งที่ ๙๕๐ ครั้งถึงสอบได้ ถือได้ว่าเป็นยอดมนุษย์ คือสอบได้หรือไม่ได้ไม่เป็นไร แต่ขอให้สอบ ขอให้สู้ เราจะถึงหรือไม่ถึงก็ขอให้สู้ เราสู้แต่เราไม่ได้อวดใคร ไม่ได้แข่งกับใคร เรากำลังสู้กับตัวเอง แต่ถ้าเราเดินแล้วดูคนนั้นทีคนนี้ที คิดเปรียบเทียบกับเขา อยากจะเก่งกว่าเขา ก็ตั้งใจไว้ผิดแล้ว ถ้าเราคิดแบบนี้เราจะทุกข์ การปฏิบัติธรรมก็ดี การเดินธรรมยาตราก็ดี เราไม่ได้แข่งกับใคร แต่เรากำลังสู้กับกิเลสของตัวเอง เรากำลังสู้กับขีดจำกัดของตัวเอง ขีดจำกัดที่เราคิดว่า “เราทำได้แค่นี้” แต่ที่จริงเราทำได้มากกว่านี้ถ้าใจเราสู้ คนที่เดินถอดรองเท้าเขาก็ไม่ได้เดินเพื่ออวดใคร แต่ถ้าคิดว่าเดินเพื่ออวดใคร อันนี้ก็ไม่ถูก

เราเดินเพื่อฝึกตน ฝึกทำไม ไม่ใช่แค่เพื่อฝึกความอดทนนะ ฝึกความอดทนนั้นก็มีประโยชน์ ไม่ใช่ไม่มีประโยชน์ แต่ว่าจะทำอย่างไรให้เราเดินได้โดยไม่ต้องฝืนใจอดทน จากขั้นที่แย่ที่สุดก็คือไม่สู้หรือ ขี้เกียจ ขั้นที่ดีาคือ สู้และทำด้วยความอดทน แต่ว่าอาจจะทำด้วยความกล้ำกลืนฝืนทน ก็ยังดี ถึงแม้ว่าเดินไปร้องไห้ไปก็ยังดีกว่ายอมแพ้เพราะความขี้เกียจ เพราะความรักสบาย พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถึงแม้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยน้ำตานองหน้าก็ยังดี

อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้มาเดินเพื่อฝึกแค่ความอดทน เราต้องการฝึกให้มากกว่านั้น คือฝึกเพื่อไม่ต้องทน แต่ว่ายังทำไปได้เรื่อยๆ ถึงแม้จะปวดเราก็ปวดแค่กาย แต่ใจไม่ปวด เมื่อใจไม่ปวดเราก็เดินไปได้เรื่อยๆ ยกตัวอย่างไปแล้วเมื่อวันแรก ได้พูดถึงคุณลุงที่เป็นเจ้าอาวาสวัดญี่ปุ่นแห่งแรกในอเมริกา อายุ ๖๐ ปี ตัวไม่ใหญ่มาก ท่านขนหินทั้งวันเพื่อสร้างวัด ในขณะที่ลูกศิษย์ซึ่งเป็นชาวอเมริกัน อายุ ๒๐ กว่าเป็นวัยรุ่น ขนอิฐขนหินสร้างวัดได้ครึ่งวันก็หมดแรงแล้ว แต่อาจารย์กลับขนได้ทั้งวัน ลูกศิษย์ก็เลยถามอาจารย์ว่าทำอย่างไรถึงขนได้ทั้งวัน อาจารย์ก็บอกว่า “ก็ผมพักตลอดเวลา” พักตลอดเวลา แม้กายยังทำงาน แต่ใจนั้นได้พัก ใจไม่ได้กล้ำกลืนฝืนทนเลย บางคนทำไปทั้งวัน ทำด้วยความฝืน ทำด้วยความทน แต่ว่าใจมันเครียด แต่อาจารย์คนนี้ก้าวไปอีกขั้นหนึ่งคือทำทั้งวัน ขยันทำ กายเท่านั้นที่เหนื่อย แต่ใจไม่เหนื่อยเพราะว่าได้พักตลอดเวลาที่ทำ นี่คือเคล็ดลับในการทำงาน เคล็ดลับในการเรียน เคล็ดลับในการดำเนินชีวิต

ทำอย่างไรเราถึงจะเพียรพยายามทำไม่หยุด แต่ว่าใจไม่ทุกข์ ถ้าทำด้วยความอดทนเราอาจจะยังทุกข์อยู่ ใจทุกข์ แต่ต้องฝืนทำด้วยความอดทน ด้วยความพยายาม แต่พอพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง จะทำด้วยใจที่สบาย แม้เดินกลางแดด เดินทางไกล เดินเท้าเปล่า แต่มีเป้าหมายเพื่อฝึกสิ่งนี้ว่า ทำอย่างไรใจเราจึงจะไม่ทุกข์ไปกับกาย ไม่ต้องฝืนใจ ไม่ต้องฝืนทำ ใจที่ไม่ต้องฝืนทนแต่ว่าทำด้วยใจสบายๆ แม้ว่ากายจะเหนื่อย มันแยกกันได้นะ กายเหนื่อยแต่ใจไม่เหนื่อย

พวกเราอาจจะเคยไปเที่ยว บางทีเดินทางไกลหรือขึ้นเขา กายเหนื่อยนะแต่ใจสู้ แต่ว่าเรามักจะสู้เฉพาะเวลาไปเที่ยว แต่เวลาทำอะไรที่เป็นเรื่องเป็นราวใจไม่สู้ แต่นี่เรามาฝึก ทำได้แค่ไหนก็ทำตามความสามารถของตัว ไม่ต้องไปแข่งกับใคร ไม่ใช่เห็นว่าเขาถอดรองเท้าเราก็ถอดบ้าง แต่ละคนก็ต้องดูว่าเราต้องการฝึกอะไร

หลายคนอาจจะเดินธรรมยาตรามาทุกปี จนเหมือนเป็นการเดินเล่นไปแล้ว เขาก็อยากฝึกฝนตนให้มากกว่านี้ ก็เลยถอดรองเท้า เพราะว่าถ้าไม่ถอดแล้วมันจะกลายเป็นการเดินเล่นไป เพราะว่าเมื่อคนเราทำอะไรทุกปี ซ้ำๆ กัน โดยที่ไม่ทำอะไรให้ยากกว่าเดิม มันจะกลายเป็นความเคยชินไป มันจะไม่ได้เป็นการฝึกตน อาตมาเดินมาทุกปี ปีก่อนๆ เวลาเดินต้องเอาผ้าคลุมหัว เรียกว่าเจอแดดไม่ได้เลย เพราะรู้สึกว่าถ้าเจอแดดแล้วจะเป็นไข้ ตอนหลังก็ได้คิดว่า เราเดินมาหลายปีแล้ว น่าจะทำอะไรให้ยากกว่าเดิมเพื่อเป็นการฝึก ไม่ได้ฝึกความอดทน แต่ฝึกเพื่อดูว่าเราจะก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองได้ไหม ขีดจำกัดที่ว่าคือ การแพ้แดด เจอแดดแล้วจะเป็นไข้ ขนาดเดินจากศาลาใหญ่ไปศาลาน้ำ ต้องข้ามสะพานยังต้องหาอะไรมาคลุมหัว แต่เมื่อมาเดินธรรมยาตรา เราก็อยากจะลองดูว่า เราจะทำได้ไหม คืนแรกก็เป็นไข้เพราะเจอแดดทั้งวัน แต่พอวันที่ ๒ ตื่นขึ้นมาก็สู้ใหม่ เดินต่อไป เป็นไข้ได้เพียง ๓ วันเท่านั้นก็เลิก กลายเป็นปรับตัวได้ ตอนหลังก็เลยเดินไม่ต้องคลุมหัว ไม่คลุมหัวมา ๔-๕ ปีแล้ว

พอรู้สึกว่าธรรมยาตราจะกลายเป็นการเดินเล่นไปแล้ว ก็เลยถอดรองเท้าบ้าง ไม่ใช่เพื่อให้เท้าด้าน ถ้าฝึกให้เท้าด้านมันจิ๊บจ๊อยไป ไม่สำคัญหรอก พวกเราไม่ต้องเดินเท้าเปล่าก็ได้ แต่ต้องการฝึกใจ ทำอย่างไรแม้กายปวดแต่ใจไม่ปวด จิตใจไม่เป็นทุกข์ด้วย ทำอย่างไรเราจะอยู่กับความทุกข์และความเจ็บได้
เดินทุกวันก็เจ็บ เมื่อวานนี้ก็เจ็บสุดๆ เลย แต่ว่าสู้ปีที่แล้วไม่ได้ ปีที่แล้วเหมือนเดินบนกระทะที่กำลังตั้งไฟ วันนี้ก็ปวด แต่ก็มาดูใจของเรา ดูใจที่มันบ่น ดูใจที่มันโวยวาย ดูใจที่ต่อว่าคนสร้างถนน ทำไมมาสร้างถนนที่มีแต่หินโผล่ออกมา ปูนมันหายไปไหนหมด เจ็บเหลือเกิน ทำไมไม่สร้างถนนให้ดี ๆ เดินทีละก้าวๆ ก็เจ็บ พอมีสติเห็นใจที่บ่น มันก็เลิกบ่นเลย เมื่อวันแรกก็บ่นอีกแบบหนึ่ง ทำไมเทยางมะตอยเนียนอย่างนั้น ไม่มีเส้นขาวให้เหยียบเลย แถมเนื้อถนนก็แน่นมาก พอเนื้อแน่นความร้อนก็สูงมาก เขาทำถนนดีเราก็บ่น พอเขาทำถนนไม่ดีเราก็บ่นอีก เพราะว่าเราเอาตัวเองเป็นหลัก

คนเราถ้าไม่มีสติ จะเอาตัวเองเป็นหลัก เอาความชอบใจ เอาความถูกใจเป็นหลัก ไม่ได้เอาความถูกต้อง ดังนั้นต้องฝึกให้เห็นใจที่มันบ่น พอเห็นใจมันบ่นแล้วมันก็จะหายบ่น ถ้าเผลอมันก็บ่นอีก ก็ดูมันไปเรื่อย ๆ อันนี้เป็นการฝึกสติ ถ้าฝึกไปเรื่อยๆ เราก็จะสามารถอยู่กับความเจ็บความปวดได้ ในชีวิตของคนเราบางครั้งก็หนีความเจ็บความปวดได้ บางครั้งเราสามารถระงับปวดได้ แต่ก็มีหลายครั้งที่เราไม่สามารถหนีความเจ็บความปวดได้ หรือว่าไม่สามารถไล่ให้มันหายไปอย่างฉับพลันทันทีได้ อย่างเช่นเวลาไม่สบายก็ต้องกินยา แต่กว่ายาจะออกฤทธิ์ก็ต้องใช้เวลา ตอนที่ยายังออกฤทธิ์ไม่ทัน เราจะทำอย่างไร เราจะทุกข์ไปกับกายหรือเปล่า หรือว่ากายทุกข์แต่ใจไม่ทุกข์ ทำอย่างไรใจจึงจะไม่ทุกข์ คืออยู่กับความเจ็บปวดได้

ธรรมชาติคนเราเวลามีความเจ็บปวดก็จะพยายามผลัก พยายามปฏิเสธ พยายามดิ้น สังเกตนะเวลากายร้อน เวลากายเหนื่อย เวลากายปวด กายจะผลักไสความเจ็บปวดออกไป แต่มันไม่ยอมไป สิ่งใดที่ไม่ยอมไปไปเราจะทำอย่างไร เราก็ต้องอยู่กับมันให้ได้ คนเราต้องอยู่กับความผิดหวัง ความไม่สมหวัง อยู่กับความทุกข์ อยู่กับความเจ็บปวดให้ได้ วันนี้อาจจะไม่เจอแต่พรุ่งนี้อาจจะเจอ อย่างน้อยต้องมีสักครั้งหนึ่งในชีวิตที่ต้องเจอ ถ้าไม่เจอตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวก็เจอตอนแก่ หลายคนรักษาตัวให้มีสุขภาพดีมาตลอดแต่สุดท้ายเป็นมะเร็ง เป็นมะเร็งเราก็รู้อยู่แล้วว่ามันปวดมาก ยามักเอาไม่อยู่ แม้จะไปฉีดยา ไปทำเคมีบำบัด หรือฉายแสงก็ยังปวด หลายคนตายไปด้วยความทุกข์ทรมานเพราะความปวด ไม่ว่ารวยแค่ไหนเป็นเศรษฐีพันล้านหรือร้อยล้าน เงินทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวงที่มีไม่ได้ช่วยเราเลย แต่สิ่งที่จะช่วยเราได้ก็คือใจ ใจที่ไม่ใช่อดทนเท่านั้นนะ แต่ใจต้องมีสติด้วย ใจที่มีสติจะทำให้เราอยู่กับความเจ็บปวดได้ ทำอย่างไรเราถึงจะอยู่กับความเจ็บปวดได้อย่างสงบ สันติ ต่างตนต่างอยู่ ความเจ็บปวดก็อยู่ไปแต่ใจไม่ทุกข์ ให้มันรบกวนแต่ร่างกาย ส่วนใจเราสงบเป็นปกติ นี่คืออานิสงส์ของการฝึกจิต เราไม่ได้เดินกลางแดด เดินเท้าเปล่า เพื่อฝึกความอดทนเท่านั้น แต่ฝึกเพื่อให้ใจเป็นอิสระจากความทุกข์ทางกายได้ แล้วใจก็จะเบา

มีบางคนเป็นมะเร็งลำไส้แล้วปวดมากจนยาก็เอาไม่อยู่ แต่ว่าพอตั้งสติได้ เขาเล่าว่า สติดึงจิตมาอยู่ที่หัวไหล่แล้วมาดูกาย กายปวดแต่ใจไม่ปวดเลย สงบมาก แต่พอเผลอสติใจก็ไปรวมเข้ากับกาย จะรู้สึกปวดสุดๆ เลย ต้องตั้งสติใหม่ดึงจิตออกมาดูกาย ความปวดยังอยู่ ไม่ได้หายไปไหน แต่ใจไม่เป็นทุกข์แล้ว
เราอยากทำได้แบบนี้ไหม ถ้าอยากทำได้แบบนี้ก็ต้องฝึก แล้วจะฝึกอย่างไรก็ต้องฝึกจากชีวิต จากประสบการณ์จริงๆ การฝึกมันทำได้หลายแบบ การมาเดินให้แดดเผา เดินให้กรวดทิ่มแทงเท้า ก็เป็นการฝึกอีกแบบหนึ่ง แต่ไม่จำเป็นต้องฝึกแบบนี้ก็ได้ แต่ว่าควรจะฝึก ไหนๆ มาถึงนี่แล้ว แทนที่จะเดินด้วยความทุกข์ทั้งกายและใจ ก็ควรเดินด้วยใจที่ทุกข์น้อยที่สุด

แล้วจะทำอย่างไร ก็ต้องฝึก อาตมาถึงได้แนะว่า เวลาเดินให้เดินอย่างมีสติ พยายามพูดคุยกันให้น้อย การพูดการคุยมันช่วยให้เจ็บน้อยลงก็จริง แต่ช่วยได้ไม่มาก คุยกันนานๆ ก็เหนื่อย แถมยังสร้างความทุกข์ให้คนข้างๆ บางคนอุตส่าห์มาเดินถึงนี่ ก็ยังมาเดินคุยกัน มันได้แค่ความอดทนแต่อย่างอื่นไม่ได้เลย นับว่าเสียดายโอกาสเพราะว่าเราไม่ได้ถูกบังคับให้มาเดิน เมื่อมาเดินทั้งทีก็ควรใช้โอกาสนี้ฝึกใจของเราให้มีสติ ถ้าใจเรามีสติแล้วก็จะได้ประโยชน์คุ้มค่า แต่ถ้าเดินแล้วคุยกันเรื่องหนัง เรื่องการเมือง มันได้ประโยชน์น้อย แถมยังไปรบกวนคนอื่นที่ต้องการความสงบด้วย แต่ถ้าเดินอย่างมีสติจริงๆ แม้คนรอบข้างจะคุยกัน เราก็ใจสงบได้ อย่างที่พูดเมื่อวานว่า ใจก็สงบได้แม้ว่าคนจะคุยกันเพราะเราไม่เอาเสียงเหล่านี้มาเป็นเครื่องกวนอารมณ์

ถ้าเราเดินไปได้เรื่อยๆ แม้บางคนอาจจะยังฝึกไม่ถึงขั้นที่อาตมาว่า แต่สิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นกับเราคือ ทำให้เราเป็นคนสุขง่ายและทุกข์ยาก คนเดี๋ยวนี้มักจะสุขยากแต่ทุกข์ง่าย ทั้งๆ ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย อยู่ที่บ้านมีโทรทัศน์ มีโทรศัพท์มือถือ มีพัดลม มีแอร์ มีอาหารอร่อยๆ กิน แต่ว่าทุกข์ อยู่ที่บ้านไม่ได้ รู้สึกกระสับกระส่าย ต้องออกไปเที่ยวห้าง บางคนอยู่ว่างๆ ไม่เป็น ต้องโทรศัพท์หาเพื่อนคุยเป็นชั่วโมงสองชั่วโมง อาการอยู่เฉยไม่ได้นี้เป็นสิ่งบ่งบอกถึงความทุกข์ใจ คนเราถ้ามีความสุขจะนิ่งได้ ถ้าอยู่เฉยไม่ได้แสดงว่าทุกข์ เสาร์อาทิตย์ก็อยู่นิ่งๆ ไม่เป็น ต้องไปเที่ยวห้าง ต้องไปทำโน่นทำนี่ อันนี้เขาเรียกว่าทุกข์ง่าย สุขยาก

แต่เมื่อมาที่นี่ หลายคนบอกว่ามีความสุขง่ายขึ้น เวลาเดินแค่มีลมพัดมาเบาๆ หรือได้พักใต้เงาไม้ก็มีความสุขแล้ว กำลังเหนื่อยๆ ได้กินน้ำ น้ำเปล่า ๆ ไม่ต้องแช่น้ำแข็ง ไม่ต้องเป็นน้ำอัดลมก็มีความสุขแล้ว ถ้าเป็นแต่ก่อนต้องกินน้ำอัดลม ต้องกินไอศกรีมฮาเก้นดาส แต่ว่าที่นี่เพียงแค่ได้กินน้ำเปล่าดับกระหายก็มีความสุขแล้ว ความสุขหาได้ง่ายเพราะไม่ต้องใช้เงินเลย ได้กินน้ำฝน น้ำประปา ไม่ต้องใส่น้ำแข็ง ได้นอนกลางดินก็หลับได้ ไม่จำเป็นต้องนอนบนเตียงในห้องที่หรูหรา หลายๆ คนได้นอนบนเตียงราคาแพงในห้องที่หรูหราก็ยังไม่หลับ แต่มาที่นี่นอนในเต๊นท์กลับหลับได้สบาย ความสุขนั้นหาได้ง่ายมาก สังเกตหรือเปล่าว่า เราไม่มีโทรศัพท์มือถือ เราไม่ได้ดูโทรทัศน์ คืนนี้เป็นคืนที่ ๔ ก็ยังอยู่ได้ ไม่ตาย ไม่มีวีดีโอเกมส์ให้เล่น ไม่มีคอมพิวเตอร์ให้แชทก็ยังอยู่ได้ ขณะที่อยู่ในเมืองถ้าไม่มีอินเตอร์เน็ท ไม่มีโทรศัพท์มือถือจะตายให้ได้ เคยมีการสอบถามคนในเมือง โดยเฉพาะวัยรุ่นว่าอะไรเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิต มากกว่าครึ่งตอบว่าโทรศัพท์มือถือ ไม่รู้ว่ารวมถึงพวกเราด้วยหรือเปล่า แต่เห็นไหมว่าถึงแม้ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์เราก็ยังอยู่ได้และอยู่ได้สบายด้วย

ลองไตร่ตรองดูว่าสิ่งของเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นที่ชีวิตต้องการจริงๆ หรือเปล่า หลายคนบอกว่าโทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิต แต่มาอยู่ที่นี่จะรู้เลยว่า ถึงไม่มีมันเราก็อยู่ได้ อยู่ที่นี่ไม่ต้องมีอะไรมาก แค่ได้พักใต้ร่มไม้ก็มีความสุขแล้ว มีข้าวกิน แม้ข้าวไม่อร่อย ก็ยังมีความสุขได้ มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอายุ ๑๓ ปี เขาอยากเป็นนักแสดง ก็เลยไปสมัครเข้าค่ายละคร พอไปเห็นค่ายก็รู้สึกผิดหวังมาก เพราะมันอยู่กลางทุ่งเป็นค่ายเหมือนที่เรากางเต็นท์แบบนี้ ที่แย่กว่านั้นคือไม่มีสัญญาณโทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ก็ไม่มีให้ดู รู้สึกผิดหวังมากเพราะฝันไว้อีกแบบหนึ่ง แต่พอเข้าค่ายละครได้สี่ห้าวัน ได้แสดงละครได้เข้ากลุ่มพูดคุยกันในเรื่องการกำกับละคร การเขียนบท เธอก็ลืมความทุกข์ไปเลย ถึงวันสุดท้ายเธอบอกว่ามีความสุขมาก แล้วก็ฉุกคิดขึ้นมาว่าวันแรกเธอมีความทุกข์มากเพราะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ความสะดวกก็ไม่มี ห้องน้ำก็ลำบาก แต่ทำไมพอถึงวันที่ ๕ กลับมีความสุข ทำไมถึงมีความสุข ก็เพราะได้ทำสิ่ที่ชอบ เธอเห็นเลยว่าความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีสิ่งของสิ่งอำนวยความสะดวก ความสุขมันอยู่ที่ใจ อยู่ที่การทำสิ่งดีๆ ที่มีค่าที่น่าภาคภูมิใจ คนเราถ้าเห็นความจริงอย่างนี้จะเป็นคนสุขง่าย ทุกข์ยาก

ทุกข์ยากหมายความว่าเป็นคนที่ไม่ทุกข์ง่ายๆ อยู่ที่นี่ถ้ากินกล้วยใบหนึ่งแล้วรู้สึกอร่อย กินข้าวกับน้ำพริกก็อร่อย อันนี้เรียกว่าสุขง่าย ถ้าสุขง่ายแบบนี้ความทุกข์จะเกิดขึ้นได้ยาก เราอยากจะเป็นไหมคนสุขง่าย ทุกข์ยาก หลายคนบอกว่ามาลำบากทำไม ประการแรกก็เพื่อให้เรารู้ว่าคนเราสามารถมีความสุขโดยไม่มีสิ่งมาอำนวยความสะดวกก็ได้ ของแบบนี้ถ้าไม่ได้ปฏิบัติเองก็ไม่รู้ คิดเอาเองก็ไม่รู้นะ ประการที่สอง ก็เพื่อให้เราหันมาชื่นชมสิ่งที่เรามีอยู่ที่บ้าน หลายคนตอนอยู่บ้านมักมีเรื่องบ่นอยู่เรื่อย อาหารทานไม่อร่อย ที่นอนก็ไม่ค่อยดี ห้องนอนเล็ก ห้องน้ำไม่หรู แต่มาพออยู่อย่างนี้หลายคนจะคิดถึงบ้านและได้รู้ว่าบ้านนั้นคือสวรรค์ ถ้าไม่มาลำบากอย่างนี้ก็ไม่รู้นะว่าสิ่งที่เราเคยมี หรือกำลังมีอยู่นั้นมีค่ามากเพียงใด

คนเราถ้าไม่เคยพลัดพรากจากสิ่งที่เคยมีจะไม่เห็นคุณค่าของสิ่งนั้น คนที่มีมือมีเท้าจะไม่รู้สึกเลยว่ามือเท้านั้นสำคัญเพียงใด จนกว่ามือหรือเท้าจะมีอันเป็นไป เช่น พิการหรือยกแขนไม่ขึ้น เคยเป็นไหมยกแขนไม่ขึ้น แล้วจะรู้เลยว่าการมีมือปกติที่เคลื่อนไหวไปมาปกตินั้นเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่มีค่ามาก แต่ก่อนเราไม่รู้สึกเลยว่ารองเท้าธรรมดานั้นมีค่าเพียงใด เราอยากได้รองเท้าสวยๆ ราคาแพงๆ ได้อย่างไร ยี่ห้อธรรมดาไม่เอาจะเอายี่ห้อที่แพงกว่านั้น แต่มาอยู่ที่นี่เพียงคุณมีรองเท้าแตะคู่หนึ่งคุณก็มีความสุขแล้ว ไม่เชื่อก็ลองถอดรองเท้าดู รองเท้าแตะราคา ๑๐ บาท ๑๕ บาทก็ทำให้มีความสุขได้

คนเราถ้าไม่ขาด ไม่สูญเสีย หรือไม่พลัดพรากห่างไกลจากสิ่งที่เคยมีเราจะไม่รู้เลยว่าสิ่งนั้นมีคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของหรือบุคคล คนที่มีพ่อแม่จะค่อยไม่รู้สึกเลยว่าการที่ได้อยู่กับพ่อแม่ หรือพ่อแม่ยังอยู่กับเรานั้นมีความหมายเพียงใด พอไกลจากท่านหรือท่านเสียชีวิตไปจึงค่อยได้คิดว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่เรามีความสุขที่สุดในชีวิต แต่ตอนนั้นไม่รู้สึกนะว่าเป็นช่วงที่มีความสุขเพราะใจอยากได้อย่างอื่นที่ไม่เคยมี คนเรามักจะแสวงหาสิ่งที่ไม่มี เราคิดว่าถ้าเราได้มันมาเราจะมีความสุข แต่เราลืมมองไปว่าสิ่งที่เรามีอยู่กับตัวตอนนี้ให้ความสุขกับเราแล้ว ไม่ต้องแสวงหาความสุขจากที่ไหนอีก

การที่เรามาลำบากอย่างนี้ อย่างน้อยๆ มันทำให้เราได้เห็นว่าบ้านเอย หอพักเอย เป็นที่ ๆ ให้ความสุขแก่เรา ไม่ต้องดิ้นรนเรียกร้องแสวงหาอะไรมากกว่านี้ก็ได้ เป็นเพราะเราไม่เห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามี เราถึงอยากได้โน่นอยากได้นี่ มีโทรศัพท์มือถือแล้ว ก็ไม่พอใจอยากได้รุ่นใหม่ อยากได้รุ่นที่มีลูกเล่นมากกว่านี้ แต่พอโทรศัพท์หายถึงค่อยรู้ว่ามันมีค่า ราอย่ามาคอยให้มันหายหรือสูญเสียมันไปก่อนแล้วค่อยเห็นคุณค่า ต้องรู้จักชื่นชมมันเสียตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ตั้งแต่มันยังอยู่กับเรา

คนเรามักจะเห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆ อยู่ ๒ ช่วง ช่วงที่ ๑ คือตอนได้มาใหม่ๆ จะทะนุถนอมมากเลยไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า โทรศัพท์ เครื่องเล่น MP3 กล้องถ่ายรูป ตอนได้มาใหม่ๆ ก็ทะนุถนอม แต่พออยู่ไปนานๆ ก็ไม่เห็นคุณค่าแล้ว ไปเห็นคุณค่าอีกทีตอนมันหาย แต่ตอนที่มันอยู่กับเรากลับไม่เห็นคุณค่า บางทีเจอเพื่อนก็ชอบเขา อยากได้เป็นแฟน พอได้เป็นแฟนใหม่ๆ มีความสุขมากเลย พออยู่ไปนานๆ ก็เบื่อแล้ว อยากได้คนใหม่อยากได้กิ๊ก คนเดิมไม่เอาแล้วไม่สวยน่าเบื่อ แต่พอเขาทิ้งเราไปแล้ว ก็มาเสียดาย ได้คิดว่าเขาดีกับเรามาก แต่ก็สายไปแล้ว คนเราจะเริ่มเห็นคุณค่าของคน ของเพื่อน ของแฟนตอนที่ได้มาใหม่ๆ กับอีกตอนหนึ่งคือตอนที่เขาจากเราไป แต่ตอนที่เขาอยู่กับเรานั้นเราไม่ค่อยเห็นคุณค่าเท่าไหร่

การมาลำบากอย่างนี้ มาอยู่แบบขาดแคลนทุกอย่าง จะช่วยให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งที่เราเคยมี ความลำบากจึงมีประโยชน์ คนเราต้องเจอความลำบากบ้าง เพราะความลำบากจะทำให้ได้สติ ลำบากจะทำให้เกิดปัญญา ความลำบากจะทำให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งที่เราเคยมี เพราะฉะนั้นอย่ากลัวความลำบากนะ ต้อนรับ ยิ้มรับ โอบกอดความลำบากเลยก็ได้ พรุ่งนี้ยังมีความลำบากอีกมากที่เราต้องอ้าแขนต้อนรับ ขอให้เตรียมใจไว้

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved