หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรมยาตรา > เดินอย่างไร ใจไม่ทุกข์
กลับหน้าแรก

๖ เดินอย่างไร ใจไม่ทุกข์

ธรรมยาตราลุ่มน้ำลำปะทาวปีที่ ๑๐
วันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๕๒ เช้า
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

วันนี้เป็นวันที่ ๓ ของการเดินทาง สำหรับหลายคนวันนี้อาจจะรู้สึกว่าลำบากกว่าวันแรกเพราะว่าความเหนื่อย ความเมื่อย ความยอกสะสมจากวันก่อน แต่ถ้าผ่านวันนี้ไปได้จะรู้สึกเดินง่ายขึ้น เพราะร่างกายเราต้องใช้เวลาในการปรับตัวสักสามสี่วัน พอถึงวันที่ ๔ จะเริ่มรู้สึกดีขึ้น ปรับตัวได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตื่นเช้าหรือการเดินฝ่ากลางแดด อันนี้เป็นธรรมดา

อย่าว่าแต่เดินธรรมยาตราเลย ขนาดคนที่อยู่เฉยๆ มาปฏิบัติธรรมที่วัด ไม่ต้องทำอะไรมากแค่อยู่กับตัวเอง เดินไปเดินมา เดินจงกรม หรือนั่งปฏิบัติ ไม่ได้เจอแดด ไม่ได้มีความยากลำบากอะไรเลยก็ยังต้องใช้เวลาปรับตัว เพราะจะรู้สึกง่วง รู้สึกเบื่อ แต่ก็มักจะเป็นแค่สามสี่วันแรก พอขึ้นวันที่สี่จะรู้สึกดีขึ้น สดใสขึ้น ความง่วงความเบื่อจะค่อยๆหายไป อันนี้เขาเรียกว่านิวรณ์ นิวรณ์คืออุปสรรคขัดขวาง การเดินธรรมยาตราก็มีนิวรณ์ และจะมีมากในช่วง ๓ วันแรก เพราะฉะนั้นขอให้อดทน และให้รู้ว่ามันเป็นธรรมดาไม่ใช่เป็นสิ่งผิดแปลกที่เราจะรู้สึกว่าวันนี้เดินลำบากกว่าวันก่อน ทั้งๆ ที่เส้นทางก็สั้นกว่า ๒ วันที่แล้ว อย่างที่บอกไว้แล้วว่า การเดินครั้งนี้ สิ่งสำคัญเราไม่ได้เดินด้วยเท้า แต่เราเดินด้วยใจ เท้าเรายังสู้ไหวถ้าใจเราสู้ ใจเราก็ต้องวางให้เป็น แต่ถ้าใจเราวางไม่เป็น ตัวเราก็จะหมดแรงเอาดื้อๆ

มีผู้ชายคนหนึ่งป่วย ตัวซีด ไม่มีแรง ต้องนอนเปลมาหาคุณหมอ คุณหมอท่านนี้คือคุณหมอประเวศ วะสี ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโลหิต พอเข็นเปลมาถึง คุณหมอก็ตรวจ ซักถามเขาสักพัก ก็หันไปคุยกับแพทย์ที่มาช่วย บอกว่าคนไข้คนนี้อาการไม่หนักหรอก เป็นพยาธิปากขอ เดี๋ยวให้ธาตุเหล็ก ก็จะดีวันดีคืน พูดจบก็หันไปหาคนไข้ ปรากฏว่าคนไข้ลุกขึ้นมาได้เลยและบอกคุณหมอว่า “ถ้ามันหายง่ายอย่างนี้ ผมก็ไม่ต้องใช้ไอ้เปลนี่แล้วล่ะ” ว่าแล้วก็เข็นเปลไปชิดผนัง คนไข้คนนี้เรี่ยวแรงกลับมาทันทีที่รู้ว่าไม่เป็นอะไรมาก คำถามที่น่าถามก็คือ ทำไมเขาถึงไม่มีแรงทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นอะไรมาก คำตอบก็คือเป็นเพราะความกังวล ใจที่กังวลว่าฉันเป็นมะเร็งหรือเปล่า เป็นไตวายหรือเปล่า พอคิดอย่างนี้แล้วไปเชื่อความคิด ก็เลยใจเสีย ไม่มีเรี่ยวแรงทั้งๆ ที่ร่างกายก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่มีพยาธิปากขอเท่านั้น เรื่องนี้เป็นบทเรียนว่าถ้าใจเสีย ร่างกายก็พลอยอ่อนแรงไปด้วย

เพราะฉะนั้นขอให้เราตระหนักว่า จะทำอะไรก็ตามมันอยู่ที่ใจของเรา ใจคือตัวสำคัญเลยว่าจะทำให้เราไปตลอดรอดฝั่งหรือไม่ หลายคนเพียงแค่นึกว่า ต้องเดินอีกตั้ง ๖ วัน ก็ท้อแล้ว เพราะขนาดเดินแค่ ๒ วันยังเหนื่อยอย่างนี้ ถ้าคิดแบบนี้เราจะรู้สึกท้อใจ อย่าเพิ่งไปคิดไกล อย่าไปมองข้ามช็อต ถ้าให้ดีมองเฉพาะแค่วันนี้ เวลาเดินทางไกล ไม่ว่าจะเดินจะกี่วันกี่อาทิตย์หรือกี่เดือนก็ตาม นักเดินทางจะมองแต่เฉพาะว่าวันนี้เราจะต้องทำอะไรบ้าง จะต้องเดินไปที่ไหนบ้าง ที่เหลือเป็นเรื่องของอนาคต อนาคตยังมาไม่ถึงอย่าเพิ่งไปสนใจ เราสนใจแค่วันนี้ หรือาถ้าให้ดี สนใจแค่เช้านี้ โดยเฉพาะคนที่รู้สึกเมื่อยอย่าไปมองไกล แม้มองไปถึงตอนเย็นก็ถือว่ามองไกลแล้ว มองแค่เช้านี้ก็พอ เวลาเดินก็มองแค่ชั่วโมงนี้ว่าเราจะทำให้ดีที่สุด อย่าเพิ่งไปสนใจชั่วโมงหน้า หรือตอนบ่าย ถ้าให้ดีก็ซอยย่อยลงมาจนถึงนาทีนี้และวินาทีนี้ สนใจกับแต่ละก้าวแต่ละก้าว ถ้าเราสนใจกับแต่ละก้าวแต่ละก้าว ทำให้ดีที่สุด ที่เหลือมันจะง่าย

จุดหมายอยู่ที่ปลายเท้า ปลายเท้าของเราคือตัวกำหนดว่าเราจะถึงจุดหมายหรือไม่ ถ้าปลายเท้าเราขยับเมื่อไหร่ ก็ใกล้จุดหมายเมื่อนั้น จุดหมายไม่ได้อยู่ที่บ้านแหล่หญ้าคา จุดหมายอยู่ที่ปลายเท้าของเรา เดินแต่ละก้าว แต่ละก้าว อย่างเรื่องที่เล่าให้ฟังวันแรก นักไต่ลวดระหว่างตึกเวิล์ดเทรดเซ็นเตอร์ หากตกลงมาก็ตาย แต่นักไต่ลวดที่เก่งเขาไม่สนใจจุดหมายข้างหน้า เขาสนใจเฉพาะก้าวแต่ละก้าว ถ้าเราเดินแต่ละก้าว แต่ละก้าวให้ดี ที่เหลือมันดีเอง อย่าไปห่วง อย่าไปมองข้ามช็อต เพราะว่าเวลาเดินเราก็เดินได้ทีละก้าวเท่านั้น ถ้าทีละก้าวหรือก้าวแรกเราดี ก้าวที่สองเราก็ทำได้ดี ก้าวที่สามเราทำได้ดี ร้อยก้าว พันก้าว หรือหมื่นก้าว ก็จะเป็นไปได้ อย่าลืมว่า จำนวนหนึ่งล้าน จำนวนสิบล้าน มันเริ่มต้นที่เลขหนึ่ง มันไม่ได้เริ่มต้นที่ศูนย์ ถ้าเริ่มที่ศูนย์ ก็ไม่มีทางที่จะถึงล้านได้ แต่เมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มต้นที่เลขหนึ่ง สอง สามก็จะตามมาเอง แป๊บเดียวก็เป็นพัน เป็นหมื่นแล้ว เพราะฉะนั้น สนใจแต่ละก้าวให้ดี อย่าไปมองข้ามช็อต อย่าไปมองไกล

มีนักไต่เขาคนหนึ่ง เป็นคนที่ชอบไต่ภูเขาสูง เขาสูงทั้งหลายเขาผ่านมาหมดแล้ว รวมทั้งยอดเขาเอเวอร์เรสต์ด้วย เขาพูดถึงประสบการณ์ของการไต่เขาว่า เวลามองภูเขาจากที่ไกล จะรู้สึกน่ากลัว จนรู้สึกท้อ อยากหันกลังกลับ แต่เขาพบว่าเคล็ดลับการไต่เขาก็คือ แทนที่จะมองไปที่ยอดเขา เขาจะจับจ้องอยู่ที่พื้นใต้ฝ่าเท้า แล้วก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว ทีละก้าว ในที่สุดก็ถึงจุดหมายปลายทาง อันนี้ก็เป็นวิธีการเดียวกับนายฟิลลิปนักไต่ลวดคนที่ว่า คนที่ทำสิ่งยากจนประสบความสำเร็จนั้น สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ฝีมือหรือความเชี่ยวชาญ แต่อยู่ที่การวางใจให้เป็น คืออยู่กับปัจจุบัน อยู่กับแต่ละก้าวให้ดี อยู่กับแต่ละนาทีนี้ให้ดี ชั่วโมงนี้ให้ดี แล้วก็ทำไปเรื่อย ๆ โดยไม่ท้อถอย ในที่สุดก็จะถึงจุดหมายปลายทางเอง

ฉะนั้นตอนเช้า เมื่อเริ่มต้นเดินก็อย่าไปมองไกล จุดหมายของเราอยู่แค่ชั่วโมงหน้าเท่านั้น อันที่จริงจุดหมายของเราอยู่ที่ก้าวแต่ละก้าวเท่านั้น สนใจกับแต่ละก้าวให้ดี แล้วที่เหลือมันมาเอง อย่าไปกังวลกับจุดหมายมาก ไม่เช่นนั้น เราจะเบื่อ เราจะท้อ ใจจะนึกแต่ว่าเมื่อไหร่จะถึง เมื่อไหร่จะถึง ทันทีที่เราเริ่มเดิน ให้อยู่กับปัจจุบันให้ได้ และเปิดใจพร้อมยอมรับทุกอย่างที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแดด ฝุ่น กรวด หินตามทาง ถ้าเราเปิดใจยอมรับทุกอย่างเราจะเดินอย่างมีความสุข แต่ถ้าใจเราบ่น ใจเราโวยวาย ว่าไม่น่าเลย ทางน่าจะสั้นกว่านี้ ทำไมแดดร้อนอย่างนี้ คำว่าไม่น่าเลย ไม่น่าเลย ใจที่ดิ้น ใจที่ปฏิเสธไม่ยอมรับความจริงนี่แหละจะทำให้เราทุกข์มาก

ใจที่ยอมรับกับความจริงไม่ใช่ใจที่ยอมแพ้ แต่หมายความว่า เราพร้อมที่จะเผชิญกับทุกอย่าง ถ้าเรายอมรับมันได้ เราจะมีแรงสู้ เราจะมีแรงเคลื่อน เราจะมีแรงขยับ ใจจะไม่บ่น อย่าลืมว่า เดินอย่างนี้เราต้องเหนื่อยแค่อย่างเดียว อย่าเหนื่อยสองอย่าง คนเดินไม่เป็นจะเหนื่อยสองอย่าง คือเหนื่อยกาย และเหนื่อยใจ แต่คนที่เดินเป็นเขาจะเหนื่อยอย่างเดียวคือเหนื่อยกาย ส่วนใจเขาสบายเพราะเขายอมรับทุกอย่างแล้ว อะไรเกิดขึ้นเขาก็ยอมรับ ไม่บ่น ไม่โวยวาย เขาไม่คิดว่าทำไมมันเป็นอย่างนี้ มันน่าจะเป็นอย่างโน้น มันน่าจะเป็นอย่างนั้น ใจแบบนี้จะกลายเป็นใจที่ชอบวิจารณ์ ชอบวิจารณ์โน่นชอบวิจารณ์นี่ คนที่ชอบวิจารณ์ชอบบ่นจะเป็นคนทุกข์ง่าย ทุกข์เพราะใจของตัวเอง

เมื่อเราอยู่กับปัจจุบัน และยอมรับความจริงแล้ว วิธีหนึ่งที่จะทำให้เราเดินได้สบายก็คือ หางานให้จิตทำ ไม่ใช่หาเรื่องพูดคุย ไม่ใช่หาเรื่องคิดฟุ้งซ่าน แต่ว่าหาที่พักให้กับจิต คนที่ยังไม่คุ้นกับการเจริญสติ รู้สึกตัวกับทุกก้าวที่เดิน ก็อาจจะใช้วิธีการนับก้าว ตามลมหายใจ หรือเอาจิตมากำหนดอยู่ที่เสียงกลอง เราต้องหาที่พักให้กับจิต เพราะว่าถ้าจิตไม่มีที่พัก จิตก็จะแส่ส่ายแล้วในที่สุดก็จะมาจดจ่ออยู่กับความเจ็บความปวดความเมื่อย เพราะว่าความเจ็บความปวดความเมื่อยและความร้อนมันมีพลังดึงดูดจิต พอจิตพลัดจมเข้าไปในความเจ็บความปวดความเมื่อยความร้อน ก็จะทุกข์ยิ่งขึ้น คราวนี้ไม่ใช่ทุกข์กายอย่างเดียว แต่ทุกข์ใจด้วย ที่เราทุกข์ใจก็เพราะใจเราไม่มีสติ ไม่มีที่เกาะ มันก็เลยเข้าไปจมอยู่กับความทุกข์ทางกาย ไม่ใช่แค่กายทุกข์นะ แต่เราจะรู้สึกว่า “ฉันทุกข์” ด้วย

มันต่างกันนะระหว่าง “กายทุกข์”กับ “ฉันทุกข์” ระหว่าง “เท้าปวด” กับ “ฉันปวด” ระหว่าง “เท้าเจ็บ” กับ “ฉันเจ็บ” มันต่างกัน ถ้าเท้าเจ็บก็คือว่า ใจเห็นเท้าที่เจ็บ ความเจ็บเป็นอีกส่วนหนึ่ง ใจก็ส่วนหนึ่ง แต่ถ้ารู้สึกว่า ฉันเจ็บ นั่นเป็นเพราะใจไปยึด เอาความเจ็บของกายมาเป็นความเจ็บของใจ กายไม่ได้เจ็บอย่างเดียว ใจก็เจ็บด้วย เท่านั้นไม่พอยังปรุงต่อไปว่า “ฉันเจ็บ” แต่ว่าถ้าเรามีสติหรือมีที่พักให้กับจิต ใจก็ไม่ไปฉวยเอาความปวดของกายมาเป็นความปวดของใจ ไม่ปรุง “ตัวกู ของกู” ขึ้นมาเป็นเจ้าของความปวดนั้น

ท่านอาจารย์พุทธทาสบอกว่า เวลานิ้วถูกมีดบาด ความรู้สึกจะต่างกันระหว่าง คนที่รู้สึกว่า “มีดบาดฉัน” กับคนที่รู้สึกว่า “มีดบาดนิ้ว” คือคนที่รู้สึกว่า “มีดบาดฉัน” จะรู้สึกปวดมากกว่าคนที่รู้สึกว่า “มีดบาดนิ้ว นั่นเป็นเพราะมีตัวกูขึ้นมาเป็นผู้ปวด เพราะฉะนั้นเราจึงต้องระวังอย่าให้มีตัวกูขึ้นมาเป็นผู้เจ็บ แต่ตัวกูมันจะกลายเป็นผู้เจ็บทันทีเมื่อเราไม่มีสติ หรือไม่หาที่พักให้กับจิต

การวางใจจึงเป็นเรื่องสำคัญ นอกจากการมีสติแล้ว เราต้องรู้จักปลุกใจด้วย แทนที่จะบอกว่า “ไม่ไหว ไม่ไหว” ต้องบอกว่า “ไหวสิ ไหวสิ ทนได้สบายมาก” นี่คือคาถาที่จะปลุกใจเราให้สู้ “ทนได้สบายมาก ทนได้สบายมาก” ใครที่เหยียบกรวดแล้วร้องในใจว่า “โอ๊ยเจ็บ โอ๊ยเจ็บ” ลองเปลี่ยนใหม่เป็น “เออดี เออดี” ให้ปลุกใจสู้นะ ถ้าไม่ปลุกใจสู้ จิตใจมันจะอ่อนแอ จะแพ้ แล้วก็จะบ่น ตีโพยตีพาย เราจะปลุกใจให้สู้ด้วยการบริกรรมคาถาประจำตัวก็ได้ ถ้า “ทนได้ สบายมาก”มันเชยไป คิดเองก็ได้ ต้องรู้จักปลุกใจด้วยตัวเอง แล้วเราจะเอาชนะสิ่งแวดล้อมได้

มีคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า วันนั้นอากาศร้อนมาก เขาจึงมานั่งหลบร้อนอยู่ในห้องแอร์ สักพักก็ได้ยินเสียงคนเรียก เขารู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา เพราะว่ามันเป็นเสียงเรียกของบุรุษไปรษณีย์ เขาไม่อยากออกไปรับจดหมาย เพราะว่าไม่อยากเจออากาศร้อนอ้าว แต่บุรุษไปรษณีย์รู้ว่ามีคนอยู่ในบ้าน เพราะว่าประตูบ้านข้างในเปิดอยู่ และมีรถจอดด้วย เขาจึงรอเจ้าของบ้านมารับจดหมาย ระหว่างที่รอเขาก็ร้องเพลงลูกทุ่ง เสียงดังไปถึงบ้านอื่นด้วย เจ้าของบ้านเลยต้องออกมารับจดหมาย รับเสร็จเขาก็ถามบุรุษไปรษณีย์ว่า อากาศร้อนอย่างนี้ยังมีอารมณ์ร้องเพลงอีกหรือ บุรุษไปรษณีย์ยิ้มแล้วก็ตอบ “โลกร้อน แต่ใจเย็น มันก็เย็นครับ ร้องเพลงเป็นความสุขของผมอย่างหนึ่ง” พูดจบเขาก็ไปส่งจดหมายต่อ

การร้องเพลงของบุรุษไปรษณีย์คนนี้จะเรียกว่าเป็นการหางานให้จิตทำก็ได้ หรือจะเรียกว่าเป็นการปลุกจิตก็ได้ ทำให้ใจเย็น พอใจเย็น อากาศร้อนก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ว่าเราไม่จำเป็นต้องร้องเพลงก็ได้ ถ้าจะร้องก็ร้องในใจ หรือว่าเราจะบริกรรมคาถาก็ได้ให้ใจสู้ ใจสู้ ทำอย่างนี้จะช่วยให้เรามีเรี่ยวมีแรงขึ้นมา

อีกอย่างที่อยากจะฝากไว้ก็คือ ให้เราลองมองในแง่ที่เป็นแง่บวกบ้าง เวลาใจเป็นทุกข์ เราจะมองอะไรติดลบหมดเลย อย่างนั้นก็ไม่ดี อย่างนี้ก็ไม่ดี คนจัดก็ไม่ดี เพื่อนร่วมกลุ่มก็ไม่ดี แล้วก็โทษดินฟ้าอากาศ ใจจะเป็นลบมาก เราต้องทำใจให้เป็นบวก แทนที่จะบอกว่า ไกลเหลือเกิน เราลองนึกเสียใหม่ว่า ดีนะที่ไม่ไกลกว่านี้

มีคณะธรรมยาตราบางกลุ่ม เขาเดินไม่ใช่แค่สามอาทิตย์ อย่างคณะธรรมยาตรารอบทะเลสาบสงขลา หรือบางคณะเขาเดินเป็นเดือนเรียกว่า ธรรมโฆษณ์ยาตรา เขาจัดขึ้นในโอกาสร้อยปีท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ ปี๒๕๔๙ เขาเดินจากสวนโมกข์มาที่เสถียรธรรมสถาน ตรงแจ้งวัฒนะ รามอินทรา กรุงเทพฯ ระยะทาง ๗๐๐ กว่ากิโลเมตร เขาเดินวันละ ๓๐ กิโล ใช้เวลาเป็นเดือน บางวันก็ ๒๐ กว่ากิโล และก็แบกหนังสือธรรมโฆษณ์คนละเล่ม เล่มหนึ่งก็ประมาณกิโลเศษ เดินทุกวันวันละ ๒๐-๓๐ กิโล แต่เราสบายมาก วันนี้เดินไม่ถึง ๑๐ กิโลด้วยซ้ำ ลองนึกถึงคนเหล่านั้นบ้างว่าเราเดินสบายกว่าเขา เวลาแดดร้อนก็นึกว่า เออ ดีนะที่เราไม่มาเดินเดือนเมษายน ถ้าเดินเดือนเมษายนจะร้อนมาก เราเดินเดือนธันวาคม ยังมีลมเย็นๆ อีก เวลาปวดก็ให้นึกว่า ปวดเท้ายังดีกว่าปวดฟัน ปวดฟันมันปวดทั้งวันทั้งคืนเลย นี่เราปวดเฉพาะเวลาเดิน ที่จริงมันปวดเฉพาะเวลาเท้าเหยียบพื้น เวลายกเท้าออกจากพื้นก็ไม่ปวดใช่ไหม ปวดก็ไม่ได้ปวดตลอดเวลา เจ็บก็ไม่ได้เจ็บตลอดเวลา เจ็บแล้วก็หาย ถ้าปวดฟันจะรู้สึกปวดระบมทั้งวันทั้งคืนจนนอนไม่หลับ แต่นี่เรายังมีเวลาพัก พอพักก็หายปวด มองแบบนี้บ้าง จะได้ไม่ลงโทษตัวเอง จะได้ไม่โวยวายใส่ดินฟ้า อากาศ

มีผู้หญิงคนหนึ่งอายุประมาณ ๒๐ ปลาย ๆ เป็นโรคธาลัสซีเมีย เป็นมาตั้งแต่เกิด คนที่เป็นโรคนี้จะอายุสั้น หมอบอกว่าเธอคงอยู่ไม่เกิน ๒๐ ปีหรอก ตอนนี้อายุเกือบ ๓๐ ปีแล้ว แต่ตัวเล็กแกร็นมาก ต้องถ่ายเลือดเป็นประจำ กระดูกก็เปราะมาก ขาหักเป็นประจำ ใส่เฝือกมา ๑๔ ครั้ง เวลามีคนถามเธอว่า กลัวขาหักไหม เธอบอกว่าขาหักก็ดีเหมือนกัน ได้หยุดเรียนมาอยู่บ้าน อ่านหนังสือ ให้ยายเล่านิทานให้ฟัง เธอจะไม่โทษชะตากรรม ไม่โทษโน่นโทษนี่ ว่า ทำไมถึงเกิดมาเป็นอย่างนี้ ทำไมต้องเป็นฉัน เธอมองเป็นดีไปหมด พี่สาวของเธอก็เหมือนกัน เป็นโรคเดียวกัน แต่ก็ยังมองแง่ดี เธอพูดอีกว่า “เลือดเราอาจจะจาง จะแย่หน่อย แต่เราก็ยังมีตาเอาไว้มองสิ่งที่สวย ๆ มีจมูกไว้ดมกลิ่นหอม ๆ มีปากไว้กินอาหารอร่อย ๆ แล้วก็มีร่างกายที่ยังพอทำอะไรได้อีกหลายอย่าง แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่เราจะมีความสุข”

เธอมองขนาดนี้ว่า ถึงแม้จะป่วย ไม่รู้จะตายเมื่อไหร่ แต่เธอก็ยังมีสิ่งดีๆ อยู่กับตัว แทนที่จะบ่น โวยวาย เธอกลับมองทุกอย่างเป็นบวกและยอมรับความจริงว่าฉันเป็นโรคนี้ เพราะฉะนั้นจะทุกข์ทำไม สู้หาความสุขในทุกขณะไม่ดีกว่าหรือ

เดินธรรมยาตรานี้อย่าไปคิดว่าลำบากเหลือเกิน ยังมีสิ่งดีๆ อยู่รอบตัว มีธรรมชาติที่สวยงามอยู่สองข้างทาง ถ้ามองอะไรไม่ออกเลย ก็ให้มองว่าดีที่ไม่แย่ไปกว่านี้ ดีนะที่เราไม่เดินไกลเหมือนคนอื่นเขา ดีที่เส้นทางไม่ร้อนเหมือนกับฤดูอื่น อันนี้เป็นวิธีที่จะช่วยทำให้เราสามารถรับมือกับสิ่งต่างๆ ได้

ในสมัยพุทธกาลมีพระรูปหนึ่งชื่อพระปุณณะ ท่านมาทูลลาพระพุทธเจ้า ขอไปเมืองสุนาปรันตะ พระพุทธเจ้าท้วงว่าคนสุนาปรันตะดุร้ายนะ ถ้าเขาด่าว่าท่าน ท่านจะคิดอย่างไร ท่านปุณณะตอบว่า เขาด่าว่าก็ดีกว่าเขาทุบตี พระพุทธเจ้าถามต่อว่า ถ้าเขาทุบตีท่าน ท่านจะคิดอย่างไรพระปุณณะตอบว่า เขาทุบตีก็ดีกว่าเขาเอาก้อนหินมาขว้าง แล้วถ้าเขาเอาก้อนหินมาขว้าง ท่านจะคิดอย่างไร พระปุณณะตอบว่า เขาเอาก้อนหินมาขว้างก็ดีกว่าเขาเอาไม้มาฟาด พระพุทธเจ้าถามว่า ถ้าเขาเอาไม้มาฟาด ท่านจะคิดอย่างไร พระปุณณะตอบว่า เขาเอาไม้มาฟาดก็ดีกว่าเขาเอาของแหลมมาแทง พระพุทธเจ้าจึงถามต่อว่าแล้วถ้าเขาเอาของแหลมมาแทง ท่านจะคิดอย่างไร พระปุณณะตอบว่า เขาเอาของแหลมมาแทงก็ดีกว่าเขาฆ่าให้ตาย ทีนี้พระพุทธเจ้าถามคำถามสุดท้ายว่า ถ้าเขาฆ่าท่านให้ตาย ท่านจะคิดอย่างไร พระปุณณะตอบว่า คนบางคนอยากจะตายเขาต้องไปหามีด หรือจ้างคนมาฆ่า แต่นี่ข้าพระองค์ไม่ต้องทำอะไรเลย สรุปก็คือพระปุณณะท่านมองว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับท่านล้วนดีทั้งนั้น คือดีที่ไม่แย่ไปกว่านี้

เราลองมองแบบนี้บ้าง ถ้าเรามองอย่างนี้ได้ เวลาอะไรเกิดขึ้นกับเรา เราจะยิ้มได้ เงินหายก็ดีกว่าโทรศัพท์หาย หายสิบบาทก็ดีกว่าหายร้อยบาท หายพันบาทก็ดีกว่าหายหมื่นบาท มีบางคนโดนโกง ๖๐ ล้าน วันแรกก็เสียศูนย์เลย เศร้าเสียใจโมโห ผ่านไปสองสามวันได้สติขึ้นมา ยิ้มได้ เพื่อนถามว่าทำไมถึงยิ้มได้ เขาตอบว่า ถึงแม้เงินหายแต่เขายังมีบ้านอยู่สบาย ยังมีอาหารอร่อยๆ กิน เลยไม่รู้ว่าจะทุกข์ไปทำไม เขาสามารถปล่อยวางได้เพราะเขามองในแง่ดีหรือมองในแง่บวก ดังนั้นเราอย่ามัวเสียใจกับสิ่งที่เสียไป ขอให้สนใจสิ่งที่เรามีดีกว่า เรายังมีสิ่งดี ๆ อีกเยอะ เหมือนกันคนที่เป็นธาลัสซีเมีย ถึงแม้เลือดไม่ดี แต่ยังมีตา หู จมูก ลิ้น กายรับรู้สิ่งดีๆ งามๆ ที่ทำให้เกิดความสุขได้ นี่เป็นวิธีการมองแง่บวกที่เราต้องรู้จักนำมาใช้

วันนี้ได้บอกวิธีการหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการอยู่กับปัจจุบัน ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ทำชั่วโมงนี้ นาทีนี้ให้ดีที่สุด จนกระทั่งอยู่กับแต่ละก้าว ก้าวแต่ละก้าวให้ดี ให้ยอมรับความจริง ไม่บ่นไม่โวยวายว่าทำไมไม่เป็นอย่างโน้น ทำไมไม่เป็นอย่างนั้น หาที่พักให้กับจิต หรือหางานให้จิตทำ รวมทั้งรู้จักปลุกใจให้ ถ้าเจ็บ ก็อย่าร้อง “โอ๊ย เจ็บ” ให้อุทานว่า “เออ ดี” เสียบ้าง ฝึกใจ ฝึกกายของเรา รวมทั้งมองอะไรให้เป็นบวก หรือรู้จักมองเห็นสิ่งดีๆที่อยู่กับเรา หรือมองให้เห็นว่าดีที่ไม่แย่ไปกว่านี้ แต่ถ้าพูดอย่างนี้ไม่มีประโยชน์หรอก ต้องนำไปปฏิบัติแล้วจึงจะรู้เองว่า เราทำได้ และมันช่วยได้มาก วันนี้เป็นวันที่เราจะได้ฝึก เอาวิธีการเหล่านี้ไปฝึกด้วยตัวเอง ถ้าฝึกจนเห็นผล วิธีการเหล่านี้จะอยู่กับเราไปนานเลย จึงขอแนะให้เราลองฝึกใช้กับตัวเองตั้งแต่วันนี้เลย

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved