หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรมยาตรา > เดินทวนกระแส
กลับหน้าแรก

๒ เดินทวนกระแส

ธรรมยาตราลุ่มน้ำลำปะทาวปีที่ ๑๐
วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๒ เช้า
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

เช้าวันนี้เป็นเช้าวันแรกของธรรมยาตรา ปกติเช้าวันแรกของธรรมยาตราปีก่อนๆ เราจะทำวัตรในป่าที่วัดป่ามหาวัน แล้วก็จะเดินลงมาจากเขา ทางเดินจะค่อยๆ ลาดลงไป ปีที่แล้วเราเดินมาถึงตัวเมืองชัยภูมิ แต่ครั้งนี้เรามาทำวัตรกันในเมืองเพื่อที่จะเดินขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไปสิ้นสุดที่วัดป่ามหาวันหรือภูหลง ที่ผ่านมาพวกเราหลายคนอาจจะเพียงแค่ได้ยินเรื่องราวของธรรมยาตรา ได้ฟังเรื่องราวของคนนั้นคนนี้ว่าได้เจออะไรมาบ้าง วันนี้เราจะไม่ใช่เป็นเพียงแค่ผู้ฟัง แต่เราจะเป็นผู้เดินด้วย เราจะเดินด้วยเท้าของเราเอง มาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูธรรมชาติบนหลังเขา ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความเพียรและระยะเวลา คงไม่ใช่เพียงแค่ครั้งนี้ และไม่ใช่ครั้งต่อๆ ไป แต่ต้องอีกหลายครั้ง

ธรรมยาตราครั้งนี้ไม่เหมือน ๙ ครั้งก่อน เพราะเราจะไม่ได้เดินจากป่าสู่เมือง แต่เราจะเดินจากเมืองสู่ป่า การเดินครั้งนี้เป็นการเดินทวนกระแส ครั้งก่อนๆ เราเดินมาตามลำห้วย ล่องมาเรื่อย ๆ แต่คราวนี้เราจะเดินทวนกระแสน้ำลำปะทาว การเดินทวนกระแสเป็นเรื่องยากกว่าการเดินตามกระแส เพราะการเดินทวนกระแสน้ำ หมายความว่าเราต้องเดินจากที่ต่ำขึ้นไปที่สูง ไม่เหมือนปีก่อนๆ ที่เราเดินจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ การเดินจากที่ต่ำไปสู่ที่สูง เป็นการเดินสู้แรงโน้มถ่วง จึงต้องใช้เรี่ยวแรง ใช้ความเพียรมากกว่าเดิม อาจจะมีบางจุดที่ทางค่อนข้างชัน แต่ก็เชื่อว่าไม่เหลือกำลังของพวกเรา

เมื่อเดินทวนกระแสน้ำ จากที่ต่ำไปสู่ที่สูง จากเมืองสู่ป่า เราจะต้องเจอกับความยากลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ คนเราโดยธรรมชาติแล้วชอบความสบาย แต่นี้เป็นธรรมชาติของกิเลสไม่ใช่ธรรมชาติที่แท้ในใจเรา ธรรมชาติของกิเลสนั้นชอบอยู่ที่สบาย ชอบไปสู่ที่ต่ำ การเดินจากที่ต่ำสู่ที่สูง จากเมืองสู่ป่าจึงเป็นการทวนกระแสกิเลสด้วย ทวนทั้งกระแสกิเลสและทวนกระแสความเคยชินของเราที่ชอบแสวงหาความสะดวกสบาย การทวนกระแสกิเลสจึงต้องใช้ความเพียรเหมือนกัน ใช้ความพยายาม ความอดทน แต่ก็ไม่เหลือวิสัยของพวกเรา โดยเฉพาะเรามาเดินกันเป็นกลุ่ม ๒๐๐ คนอย่างนี้ รวมทั้งมีเด็กๆ เล็กๆ มาร่วมเดินกับเราด้วย การเดินเป็นกลุ่มใหญ่นี้จะเป็นกำลังใจให้แก่กันและกัน

การเดินทวนกระแสถึงแม้จะยากลำบาก แต่มีรางวัลรออยู่ข้างหน้า เวลาเราเดินทวนกระแสน้ำขอให้สังเกตน้ำเมื่อเราเดินขึ้นไปเรื่อยๆ น้ำที่เคยขุ่น จะเริ่มใส ใครที่เคยไปเที่ยวป่าจะนึกภาพออก ถึงแม้ลำห้วยจะแคบลง แคบลง แต่น้ำจะใสขึ้น ใสขึ้น จนเห็นก้อนหิน เห็นกรวดอยู่ใต้น้ำ อันนี้คือประสบการณ์ของคนที่เดินทวนกระแสน้ำในป่า ธรรมชาติที่เคยเหี่ยวแห้งจะเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้น วันนี้เราอาจจะไม่ค่อยได้เห็นธรรมชาติที่สวยงามเท่าไหร่ อย่างมากก็เห็นแต่ทุ่งนา แต่เมื่อเราเดินขึ้นไปเรื่อย ๆ ต้นไม้สองข้างทางก็จะหนาแน่นมากขึ้น ขณะที่น้ำเริ่มใส อาจจะไม่ใสอย่างที่เห็นในอุทยานส่วนใหญ่ แต่เสียงน้ำตก เสียงน้ำเซาะ น้ำไหลริน เราจะได้ยินชัดขึ้น

อันนี้ก็เหมือนการเดินทวนกระแสกิเลส เมื่อเราทวนกระแสกิเลส ใจที่เคยขุ่น เคยหมอง เคยร้อนรุ่ม ด้วยความอยาก ความโกรธ ความไม่พอใจ หรือหมองมัวเพราะความหลงความลืมตัว ก็จะแปรเปลี่ยนไป ใจเราจะเริ่มใสขึ้น ถึงแม้กายจะเหนื่อย อาหารจะไม่อร่อย ไม่ถูกปาก แต่ใจเราก็จะใสขึ้นเรื่อยๆ เกิดความรู้สึกโปร่งเบา สบาย ถึงแม้ว่ากายจะลำบาก แต่ว่าใจสบาย เป็นการทวนกระแสโลก

กระแสโลกนั้นกายสบาย มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเยอะแยะ ไปไหนมาไหนก็ไม่ต้องเดิน นั่งรถ อยู่ในบ้านก็มีพัดลม มีแอร์ นอนบนเตียงนุ่มสบาย อยากจะกินอะไรก็ได้กิน อาหารก็อร่อย สบายกายมาก แต่ส่วนใหญ่แล้วใจไม่สบาย ใจมีความทุกข์ มีความกังวล หงุดหงิดง่าย และไม่เคยรู้สึกพอใจในสิ่งที่เรามี มันก็แปลกนะ อยู่ในถิ่นที่กายสบาย ใจกลับไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ ใจเป็นทุกข์

คนในกรุงเทพฯ หรือคนในเมืองมีความทุกข์เยอะ ทุกข์จนกระทั่งเป็นโรคจิต โรคประสาท ทุกข์จนฆ่าตัวตายก็มีมากทั้งๆ ที่มีความสะดวกสบายทางกาย แต่เวลาเรามาใช้ชีวิตที่นี่ มันไม่ค่อยสะดวกสบายเท่าไหร่ จะอาบน้ำก็ต้องเดินไกล การนอนก็ไม่สะดวก น้ำแข็งก็ไม่มี อาหารก็ไม่อร่อย ไปไหนมาไหนก็ต้องเดินเอา แต่ว่าใจนั้นสบาย เราอาจจะได้พบกับตัวเองว่าแม้กายลำบากแต่ใจกลับสบาย

บนเส้นทางเดินตลอด ๘ วันของเรา เราจะได้เห็นชาวบ้านที่แม้อยู่อย่างลำบาก แต่เขากลับยิ้มแย้มแจ่มใส หลายคนเขาอาจจะไม่มีข้าวกินเหมือนเรา บางคนมาเลี้ยงต้อนรับเราเขาต้องออกเงินกันคนละ ๒๐ บาท ๓๐ บาท สำหรับเขามันเป็นเงินที่มาก แต่เขาก็พร้อมจะสละเงินเพื่อต้อนรับคณะธรรมยาตรา เป็นอย่างนี้มาหลายปีแล้ว และปีนี้ก็คงจะเป็นอย่างนั้นอีก เพราะว่าเป็นความพึงพอใจ เป็นน้ำใจของเขาที่ต้องการต้อนรับพวกเรา โดยเฉพาะพวกเราที่อุตส่าห์มาเยี่ยมเยียนเขาด้วยการเดินเท้า ไม่ใช่นั่งรถมา มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการจาริก การแสวงบุญ ชาวบ้านเขาไม่ค่อยคุ้นกับคำว่าธรรมยาตรา แต่ถ้าพูดถึงการจาริกแสวงบุญ หรือการมาทำบุญ เขาคุ้นเคยดีและพร้อมจะเสียสละ อันนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่เราจะพบได้

ขอให้เราสังเกตว่าถึงแม้เขาจะอยู่ลำบาก แต่ว่าใจเขาสบาย ใจเขามีความสุขกว่าคนจำนวนมากในเมืองที่กายสบายแต่ใจไม่เป็นสุข อาตมาเชื่อว่าพวกเราจะได้รับประสบการณ์เช่นนี้ด้วย ลองดูสิว่าเราจะค้นพบความสุขท่ามกลางความไม่สะดวกสบายได้อย่างไร อันนี้เป็นเคล็ดลับของการมีความสุขในชีวิต คือการที่เราสามารถค้นพบและเข้าถึงความสุขใจท่ามกลางความไม่สะดวกสบายทางกาย คนเราถ้าไม่สามารถค้นพบเคล็ดลับในการเข้าถึงความสุขแบบนี้ได้ ชาตินี้ทั้งชาติจะไม่มีความสุขเลย เพราะว่าชีวิตนี้ใช่ว่าจะปูไปด้วยกลีบกุหลาบหรือความสะดวกสบายอย่างเดียว ชีวิตนี้เต็มไปด้วยความไม่สะดวกมากมาย รวมทั้งความไม่สมหวัง ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก อย่างที่เราสวดมนต์เมื่อเช้านี้

ทุกข์คืออะไร ทุกข์คือการประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น นี่คือความจริงของชีวิตที่ทุกคนต้องเผชิญ ไม่ว่าจะร่ำรวย ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่หากว่าเราสามารถค้นพบความสุขใจท่ามกลางความไม่สะดวกสบาย ท่ามกลางความลำบาก เราก็จะยิ้มแย้มแช่มชื่นได้ตลอดเวลา อาจจะไม่ยิ้มให้เห็นทางใบหน้า แต่ว่าในใจก็ยิ้มแย้มได้

เพราะฉะนั้นการทวนกระแสกิเลสจึงเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเราทวนกระแสกิเลสได้ก็เป็นการทวนกระแสสังคมด้วย กระแสสังคมตอนนี้ คือกระแสบริโภคนิยม บริโภคนิยมคือความเชื่อว่าคุณจะสุขได้ถ้าคุณมีกิน มีเสพ มีบริโภคเยอะๆ หรือมีครอบครองมากๆ ความเชื่อว่าความสุขจะเกิดขึ้นจากความสะดวกสบาย แต่ความจริงแล้วหาใช่เช่นนั้นไม่ ความสุขกับความสะดวกสบายไม่ใช่สิ่งเดียวกัน บางครั้งกลับตรงข้ามกันด้วยซ้ำ

ท่ามกลางความสะดวกสบายทางกาย หลายคนมีความทุกข์ ทุกข์เพราะว่ายังมีไม่พอ ยังอยากได้ไม่จบไม่สิ้น แถมยังทำให้คนอื่นทุกข์ด้วย ทำให้สิ่งแวดล้อมแย่ลงไปด้วย เพราะทำให้เกิดขยะ เกิดมลภาวะ เนื่องจากการกินการบริโภคของเรา ทำให้เกิดขยะในทุกขั้นตอน เริ่มจากขั้นตอนการผลิต เช่นโรงงานอุตสาหกรรมหรือโรงไฟฟ้า กว่าจะมีไฟฟ้าให้เราใช้ กว่าจะผลิตสิ่งอำนวยสะดวกให้เราใช้สอย มันไปสร้างมลภาวะให้กับผู้คนมาก ยกตัวอย่างเช่น มาบตาพุดที่กำลังเป็นข่าว มาบตาพุดคือนิคมอุตสาหกรรม กลั่นน้ำมัน ผลิตเม็ดพลาสติก และสิ่งต่าง ๆ มากมายให้เราได้ใช้ แต่ว่าคนที่มาบตาพุดกลับลำบากเพราะมลภาวะ เป็นมะเร็งกันมากมาย เป็นข่าวเมื่อสองสามวันก่อนว่า ก๊าซพิษหรือว่าสารพิษระเหยออกมา ปลาในแม่น้ำในทะเลก็ตายกันเป็นแพ นี่แค่เป็นตัวอย่างเล็กๆ ท่ามกลางปัญหามากมายที่เกิดขึ้นทั้งโลก

เราไม่ค่อยตระหนักว่าความสะดวกสบายของเราได้สร้างความทุกข์มากมาย นอกจากความทุกข์ที่ใจของเราแล้ว ก็ยังอาจไปสร้างความทุกข์ให้กับคนอื่นได้ด้วย ถ้าหากว่าเราไม่รู้จักควบคุมหรือไม่รู้จักทวนกระแสกิเลสบ้าง เพราะฉะนั้นการเดินธรรมยาตราจึงไม่ใช่แค่เดินทวนกระแสน้ำอย่างเดียว แต่ยังเป็นการเดินทวนกระแสกิเลส และทวนกระแสบริโภคนิยมด้วย เราตามกิเลส ตามกระแสบริโภคนิยมมามากแล้ว ลองทวนดูบ้าง

เส้นทางในวันนี้เป็นเส้นทางที่เดินง่ายแต่ยาวไกล เส้นทางที่เราเดินที่จริงเหมาะกับการนั่งรถ หรือขับรถ ถ้าขับรถบนเส้นทางนี้จะไปได้เร็ว แต่ว่าอาจจะไม่สะดวกกับการเดินเท้าเท่าไหร่ เราลองสังเกตดูก็แล้วกัน แต่ก่อนเวลานั่งรถเราไม่เคยสังเกตเลยว่า ถ้าลงเดินบนถนนมันให้ความรู้สึกแตกต่างกันอย่างไร มันสบายเมื่อนั่งรถ แต่ว่าไม่สะดวกเลยเวลาเราเดิน ยิ่งถ้าใครเดินเท้าเปล่าด้วยก็จะรู้เลยว่า เหมือนกำลังเดินอยู่บนกระทะร้อน ๆ โดยเฉพาะตอนบ่ายๆ เหมือนกับเดินอยู่บนกระทะที่กำลังร้อน และแดดก็แรง แต่เรามีวิธีการเดิน ถ้าเราเดินเป็นแล้ว เราก็จะมีความทุกข์น้อย อาจจะมีความสุขความสงบถึงแม้แดดจะแรงด้วยซ้ำ

วิธีนี้คือการเดินด้วยสติ เดินด้วยสติเป็นเรื่องสำคัญมาก ส่วนใหญ่เดินกันไม่เป็น ถึงแม้ว่าเราเดินได้ แต่เราเดินไม่เป็น เดินได้กับเดินเป็นไม่เหมือนกัน เดินได้คือเดินไปเรื่อยๆ แต่เดินไม่เป็นคือเดินไปนานๆ แล้วก็ทุกข์ ทุกข์ทั้งกายทุกข์ทั้งใจ แต่ถ้าเราเดินเป็นเราจะเดินได้นาน จะไม่เมื่อยมาก และจะไม่ทุกข์มาก เดินให้เป็นคือเดินด้วยสติ

เดินด้วยสติหมายความว่าอะไร หมายความว่าเวลาเราเดิน ใจกับกายไปด้วยกัน ปกติเวลาเราเดิน ตัวเดินแต่ใจไม่รู้ไปไหน ลืมไปเลยว่ากำลังเดินอยู่ก็มี แต่ถ้าเราเดินอย่างมีสติ เราก็จะรู้ตัวตลอดเวลาที่เดิน ใจรับรู้อยู่กับการเดิน เรียกว่าใจเดินไปพร้อมกับกายด้วยก็ได้ ถ้าใจเราไม่วอกแวกเราจะไม่ทุกข์เท่าไหร่ คนส่วนใหญ่ที่เป็นทุกข์เวลาเดิน เขาไม่ได้ทุกข์กาย แต่ทุกข์ใจต่างหาก ทุกข์ใจเพราะอะไร เพราะใจไปเร่งรัดอยากจะให้ถึงไวๆ ตัวอยู่ที่นี่แต่ใจไปข้างหน้าแล้ว ใจอยากจะให้ถึงไวๆ เมื่อไหร่ก็ตามที่ใจมัวไปอยู่กับจุดหมายปลายทาง เราจะหงุดหงิดง่าย โดยเฉพาะวันนี้ ถ้าใจเราคอยเร่งเร้าอยากให้ถึงไวๆ ใจบ่นว่าเมื่อไหร่จะถึง ๆ ใจที่ช่างบ่นนี่แหละ จะทำให้เราเป็นทุกข์กับการเดิน ทุกข์กายไม่เท่าไหร่ แต่ทุกข์ใจต่างหากที่ทำให้เราร้อนรุ่มกับการเดิน แต่ถ้าเรามีสติ ใจอยู่กับการเดิน ตัวอยู่ตรงนี้ใจก็อยู่ตรงนี้ ไม่ได้ไปรออยู่ข้างหน้า เราจะไม่ค่อยทุกข์ ไม่หงุดหงิด ถึงก็ต่อเมื่อมันถึง อย่าไปเร่งให้มันถึง

การควบคุมจิตเป็นเรื่องสำคัญมากในการเดิน ใหม่ๆ อาจจะไม่ค่อยมีสติเท่าไหร่ แต่ก็มีวิธีการที่จะช่วยให้เราเดินอย่างมีสติได้ บางคนใช้วิธีนับก้าว มีเด็กนักเรียนหลายคนที่มาวันแรกสองวันแรกเขาจะทรมานใจมาก มันไกลเหลือเกิน เขาไม่เคยเดิน ๔ กิโล บางคนเกิดมาสิบกว่าปีไม่เคยเดิน ๔ กิโล เดินแค่ ๒๐๐ เมตรก็ถือว่าไกลแล้ว แต่นี่มาเดินตั้ง ๙ กิโล ๑๐ กิโล แต่พออาตมาแนะให้เขาลองนับก้าวดู นับไปเรื่อยๆ ถ้าลืมนับก็นับใหม่ เขาก็ลองนับดู นับได้หกพันกว่าก้าว เขาพอใจมาก รู้สึกเลยว่าเหนื่อยน้อยลง ระยะทางเท่าเดิมแต่ทำไมเหนื่อยน้อยลงก็เพราะว่าใจอยู่กับที่กับทาง ใจมีสมาธิ พอกำหนดจิตอยู่กับการเดิน ด้วยการนับก้าว ใจก็เป็นสมาธิ พอใจเป็นสมาธิก็จะรู้สึกมีความสุข เพราะสมาธิกับสุขมันไปด้วยกัน จะเรียกว่าเพลินก็ได้ พอมีสมาธิแล้วก็เพลิน บางคนใช้วิธีการรับรู้แต่ละก้าว ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา บางคนก็กำหนดจิตอยู่เท่านี้ ซ้ายก็รู้ ขวาก็รู้ บางคนก็ใช้วิธีฟังเสียง เอาจิตมากำหนดอยู่ที่เสียงกลอง

กลองนี้มีความหมาย ไม่ได้ตีเล่นๆ หรือตีให้จังหวะกับการเดินซ้ายขวา ซ้ายขวาเท่านั้น เสียงกลองยังเป็นจุดกำหนดของจิตได้ พอจิตไปกำหนดที่เสียงกลองมันก็ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่หงุดหงิด จิตที่หงุดหงิดชอบบ่นโวยวายเป็นอุปสรรคสำคัญของนักเดินธรรมยาตรา ไม่ใช่ระยะทางที่ไกล ถ้าเรากำหนดจิตอยู่กับเสียงกลอง ใจเราจะนิ่งมากขึ้น บางปีกลองแตกต้องซ่อม ไม่มีเสียงกลอง คนเดินจะรู้เลยว่ามันมีความแตกต่างระหว่างวันที่มีเสียงกลอง กับวันที่ไม่มีเสียงกลอง วันที่มีเสียงกลองเราจะรู้สึกว่าเดินได้มีสมาธิมาก แต่พอกลองแตก จิตก็เริ่มแส่ส่าย เพราะไม่มีจุดกำหนด

มีคณะธรรมยาตราบางคณะเดินไกลเดินประมาณ ๘ เดือน อาตมาเคยไปร่วมเดินธรรมยาตราเพื่อสันติภาพในโอกาสครบรอบ ๕๐ ปีสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อพ. ศ. ๒๕๓๘ เดินจากประเทศโปแลนด์ โดยเริ่มต้นจากจุดที่มีการสังหารล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในค่ายนรกที่เอาชวิตซ์ พวกเราคงทราบ เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ มีคนเสียชีวิตจำนวนมาก มีชาวยิวจำนวน ๖ ล้านคนตายในค่ายนรกโดยพวกเยอรมันนาซี ธรรมยาตราครั้งนั้นเริ่มเดินจากเอาชวิตซ์ไปถึงฮิโรชิมาซึ่งมีการทิ้งระเบิดปรมาณูลูกแรก ใช้เวลา ๘ เดือน นำโดยพระญี่ปุ่น ท่านตีกลองเหมือนกันและสวดมนต์ไปด้วย สวดว่า นะโม เมียว โฮเร็งเกเกียว เป็นทำนองเพราะดี พวกเราเดินไปด้วยก็สวดตามไปด้วยตลอดทาง การสวดตามช่วยกำหนดจิตให้เป็นสมาธิได้ เมื่อใจเราอยู่กับเสียงสวดมนต์ใจก็สงบเป็นสมาธิได้

เพราะฉะนั้นลองฝึกจิตของเรา อย่าปล่อยใจให้เพ่นพ่าน ถือเป็นโอกาสเจริญสติด้วยการเดิน แต่ละก้าวก็ให้รู้ ไม่ใช่รู้แบบคิดเอาว่าฉันกำลังเดิน ฉันกำลังก้าว จะถือว่าเรากำลังมาเดินจงกรมก็ได้ ใครที่ไม่เคยเดินจงกรม ขอให้ลองเดินจงกรมระหว่างเดินธรรมยาตรา แต่อย่าไปเดินเล่น เพราะถ้าเดินเล่นพอถึงจุดหนึ่งเราจะเหนื่อย จะเมื่อย จะบ่น เดินคุยกันก็เหมือนกัน ทีแรกก็เพลิน แต่พอเดินไปสักพักก็จะเหนื่อย เพราะเวลาคุยเราจะเสียพลังงาน การหายใจของเราจะไม่เป็นจังหวะ ถ้าเราทำให้การหายใจของเราประสานกับการเดินจะทุ่นพลังไปได้เยอะ และใจก็มีสมาธิด้วย แต่ไม่ต้องถึงกับบังคับลมหายใจ ให้หายใจสบายๆ แต่พอคุยกัน การหายใจของเราจะไม่เป็นระเบียบ ใหม่ๆ ก็เพลินดี สนุกดี แต่พอเดินไปไกลๆ จะรู้สึกเหนื่อย พอเดินไปนานๆ ก็ไม่อยากจะคุยแล้ว เพราะฉะนั้นขอให้ลองอยู่กับตัวเอง เดินอยู่กันหลายคนแต่เหมือนกับว่าอยู่คนเดียว ใครเขาจะคุย ก็อย่าไปเผลอคุยกับเขา ลองฝึกใจของเราดู

ธรรมยาตราไม่ได้แค่ฝึกความอดทนของกายนะ อันนั้นเป็นเรื่องรองมากๆ ความอดทนของกายฝึกที่ไหนก็ได้ แต่การฝึกใจนั้นหาที่ฝึกได้ลำบาก แต่ที่นี่เราจะฝึกใจได้ง่าย ให้ใจอยู่กับการเดิน อย่าไปหาเรื่องคิด อย่าไปหาเรื่องปรุง เผลอแล้วรู้ตัวเมื่อไหร่ให้กลับมาอยู่กับการเดิน ไม่ต้องถึงกับไปเพ่งที่เท้าก็ได้ ให้แค่รู้สึกเบาๆ ว่ากำลังเดิน รู้สึกถึงกายที่เคลื่อนขยับ ใหม่ๆ ใจอยู่กับกายได้ไม่นาน เดี๋ยวก็ไปแล้ว ฝันกลางวันบ้าง ฝันถึงอาหารที่บ้านบ้าง ฝันถึงเพื่อนที่กรุงเทพฯ บ้าง รู้ตัวก็กลับมาอยู่กับการเดิน แล้วสติเราก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ พอสติดีแล้วต่อไปใจก็จะอยู่กับการเดิน ไม่เพ่นพ่านฟุ้งซ่าน แล้วใจก็จะมีสมาธิ

นี่คือรางวัลที่จะได้จากการเดินทวนกระแสกิเลส ลองฝึกดู อาตมาจะค่อยๆ แนะนำไปเรื่อย ๆ ทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ขอให้ลองทำดู พระอาจารย์โน้ตท่านจะคอยพูดนำเวลาเราเดินในแต่ละช่วงแต่ละวัน ท่านพูดนำพูดเตือนให้เราเจริญสติไปกับการเดิน พยายามคุยกันให้น้อย เพราะว่าเราตั้งใจกันมาแล้วว่าเราจะเดินกันอย่างสงบ เดินด้วยธรรมะคือเดินด้วยความสงบ ขบวนธรรมยาตราตราก็จะกลายเป็นขบวนของนักปฏิบัติธรรม นักจาริกแสวงบุญ ชาวบ้านเห็นแล้วก็เกิดศรัทธา เมื่อศรัทธาเขาก็อยากจะมาทำบุญกับเราด้วยการเอาอาหารมาต้อนรับ ก็ขอให้เราช่วยสนองความปรารถนาของเขาเพื่อให้เขาได้บุญเยอะๆ เมื่อเห็นว่าเราเดินอย่างสงบ เขาก็เกิดศรัทธาเกิดปีติ บุญก็เกิดขึ้นกับเขา และบุญก็เกิดขึ้นกับเราด้วย

สิ่งหนึ่งที่อยากฝากไว้คือการเดินคราวนี้ นอกจากเราจะต้องดูแลตัวเราเอง คือดูแลกายดูแลใจแล้ว ก็จำเป็นต้องดูแลเพื่อนๆ ด้วย การเดินครั้งนี้ถ้าเดินให้เป็นไม่เพียงแต่จะช่วยให้ร่างกายเราเข้มแข็ง ปอดเราจะดีขึ้น หัวใจเราจะดีขึ้นเท่านั้น แต่ใจเราก็จะใหญ่ขึ้นด้วย ใจใหญ่ขึ้นหมายถึงอะไร หมายถึงใจที่มีเมตตา กรุณา ใจที่มีความเผื่อแผ่ บางคนตัวใหญ่แต่ใจเล็ก ใจเล็กคือใจที่คับแคบคิดถึงแต่ตัวเอง เวลากินก็ตักเยอะๆ หรือเวลากินน้ำก็ไม่สนใจคนอื่น ฉันจะกินของฉันคนเดียว แต่ว่าการเดินครั้งนี้สามารถช่วยให้หัวใจเราใหญ่ขึ้น คือเป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ บางคนเป็นเด็ก บางคนตัวเล็กๆ แต่หัวใจเขาใหญ่มากเลย เวลาพัก เขาก็ขวนขวายหาน้ำมาช่วยดูแลเพื่อนๆ ดูแลพี่ๆ ดูแลป้าๆ ลุงๆ

มาฝึกให้ใจใหญ่กัน คือมาช่วยกันใส่ใจดูแลเพื่อนร่วมคณะของเรา ให้ถือว่าเราเป็นพี่น้องกันแล้ว เรามาร่วมเรือลำเดียวกัน เป็นนาวาลำเดียวกัน ชื่อว่า ธรรมนาวา ขอให้ธรรมยาตรานี้เป็นธรรมนาวาคือเรือแห่งธรรมะ ให้ระลึกว่าเราลงเรือลำเดียวกัน ดังนั้นจึงควรช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน มันจะทำให้ใจเราใหญ่ขึ้น และตัวตนเราเล็กลง

เมื่อใจใหญ่ขึ้นแต่ตัวตนเล็กลง ก็จะมีเนื้อที่ให้กับความสุขได้มากขึ้น คนจำนวนไม่น้อยใจเล็กแต่ตัวตนใหญ่ คือเห็นแก่ตัวมาก เพราะฉะนั้นใจจึงมีที่ว่างน้อยลงสำหรับความสุข คนที่ใจใหญ่ตัวตนเล็ก จะมีความสุขมาก คนที่ใจเล็กตัวตนใหญ่จะมีความสุขน้อยมีความทุกข์เยอะ เรามาช่วยกันขยายใจของเราให้ใหญ่ ให้เป็นคนมีน้ำใจ ในขบวนธรรมยาตรานี้เราดูแลธรรมชาติ ดูแลตัวเองด้วยทั้งกายและใจ และเราก็ดูแลเพื่อนร่วมเดินด้วย

อีกอย่างที่ขอฝากไว้ คือนอกจากเรามาเดินเพื่อธรรมชาติบนหลังเขาแล้ว อย่าลืมสิ่งแวดล้อมที่เราอยู่ด้วย ที่พักที่อาศัยขอให้ช่วยดูแลให้ดีด้วย โดยเฉพาะเรื่องขยะ พยายามอย่าทิ้งขยะเรี่ยราด ทิ้งให้เป็นที่ ให้สำนึกในความกรุณาของเจ้าของที่ที่เขาช่วยดูแลเรา ตลอดจนผู้คนสองข้างทางด้วย เรากินอะไรก็ตาม เศษกระดาษห่อลูกอม ขอให้ทิ้งเป็นที่ อย่าทิ้งกลางทางให้เป็นภาระกับชาวบ้านสองข้างทาง ขอฝากเป็นข้อคิดข้อปฏิบัติสำหรับการเดินครั้งนี้

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved