หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรมมาตา > ปล่อยวางความทุกข์
กลับหน้าแรก

วารสารธรรมมาตา
ปีที่ ๘ ฉบับที่ ๓
มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน ๒๕๕๘

ปล่อยวางความทุกข์
พระไพศาล วิสาโล

พวกเราคงรู้จักองคุลิมาลเป็นอย่างดี องคุลิมาลนั้นเป็นโจรร้ายในสมัยพุทธกาล ตอนหลังได้มาบวชเมื่อได้พบพระพุทธเจ้า  เมื่อบวชแล้วท่านก็ขวนขวายศึกษาพระธรรม คราวหนึ่งได้ยินพระพุทธองค์ตรัสสอนให้แสวงหากัลยาณมิตร พระองคุลิมาลก็น้อมรับ แล้วได้พบพระรูปหนึ่งซึ่งพักอยู่กุฏิใกล้ ๆ กัน ชื่อพระนันทิยะ  ท่านผู้นี้มีประวัติที่น่าสนใจ  เดิมเป็นลูกเศรษฐีมีศรัทธาในพระธรรม อยากออกบวชแต่พ่อแม่ไม่อนุญาต ท่านถึงกับอาหารอยู่หลายวัน จนในที่สุดพ่อแม่ก็ยอมให้ท่านมาบวช

เมื่อได้พบพระนันทิยะ พระองคุลิมาลได้ถามพระนันทิยะว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนอะไรแก่พระนันทิยะบ้าง พระนันทิยะก็เล่าว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าสอนให้ปล่อยให้วางทั้งข้างหน้า ข้างหลัง  และท่ามกลาง มิให้ยึดติดในอารมณ์อันเป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน อารมณ์ที่พอใจหรืออารมณ์ที่ไม่พอใจ เมื่อเกิดขึ้น จงปล่อยวางเป็นกอง ๆ ไว้ ณ ที่นั้น อย่านำมาเก็บไว้แบกไว้”

 แล้วท่านก็พูดต่อไปว่า “เขาด่าว่าเราบนบก จงกกองคำด่าว่านั้นไว้บนบก อย่านำติดไปในน้ำด้วย เขาว่าเราในน้ำ จงกองคำด่าว่านั้นไว้ในน้ำ อย่านำติตตัวขึ้นมาบนบก เขาด่าว่าในเมือง จงกองไว้ในเมือง อย่านำติดตัวมาจนถึงเชตวันนี้”

อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของคำกล่าวของพระนันทิยะที่สรุปคำสอนของพระพุทธเจ้าตามที่ท่านได้ยินมา ซึ่งน่าสนใจมาก เพราะว่าจุดเน้นอยู่ที่การปล่อยวาง ปล่อยวางทั้งข้างหน้า ข้างหลัง  และท่ามกลาง หมายความว่าอย่างไร ก็คือ ปล่อยวางอารมณ์อดีต อนาคต และปัจจุบัน อารมณ์ที่พอใจ ที่ไม่พอใจก็วางไว้เป็นกอง ๆ ที่พระพุทธเจ้าเน้นเรื่องการปล่อยวางก็เพราะว่า ความทุกข์ของคนเรา ซึ่งหมายถึงความทุกข์ใจ ถึงที่สุดแล้วเกิดจากความยึดติด และสิ่งที่เรายึดติดจนเป็นเหตุให้ทุกข์ใจส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นเรื่องอดีตกับอนาคต

เวลาเราเสียใจ เราเสียใจเรื่องอะไร เราก็เสียใจเรื่องที่ผ่านไปแล้วทั้งสิ้น เวลาเราโกรธ เรามักจะโกรธเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว เช่น คำพูดของใครบางคน หรือการกระทำของใครบางคนที่ทำร้ายเรา เวลาเรารู้สึกผิด เรารู้สึกผิดกับเรื่องอะไร ก็กับเรื่องที่ผ่านไปแล้ว เช่น รู้สึกผิดที่ทำไม่ดีกับผู้มีพระคุณหรือกับเพื่อน เวลาเรากังวล เรากังวลเรื่องอะไร เราก็กังวลในเรื่องที่เป็นอนาคตที่ยังมาไม่ถึง เช่น กังวลเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเราเอง ไปตรวจสุขภาพ หมอบอกว่าอีก ๓ วันมาฟังผล  บางคนก็วิตกกังวลว่าผลจะเป็นอย่างไร ผลจะออกมาเป็นลบหรือไม่

ความกังวลทั้งหลายเกิดจากการที่เราหมกมุ่นครุ่นคิดอยู่กับเรื่องที่ยังมาไม่ถึง เช่นเดียวกับความกลัว เรามักจะกลัวสิ่งที่ยังมาไม่ถึง หรือสิ่งที่ไม่ได้ปรากฏอยู่ต่อหน้า  เช่น กลัวผี  คือกลัวสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่นึกเอาไว้ก่อนนึกเอาไว้ก่อน พอนึกแล้วก็กลัว นอนในวัด อยู่กุฏิคนเดียวก็กลัวสารพัด

ที่พูดมาทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นความเศร้า ความเสียใจ ความโกรธ ความรู้สึกผิด ความวิตกกังวล ความกลัว ทั้งหมดนี้เราเรียกว่าความทุกข์ จะเห็นได้ว่ามันล้วนแต่เกิดขึ้นเมื่อใจไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน ใจหมกมุ่นครุ่นคิดอยู่กับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว รวมทั้งสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ความทุกข์ใจของคนเราส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพราะเหตุนี้ อย่างพวกเราถ้าหากว่าเรานั่งตรงนี้แล้วใจก็อยู่ตรงนี้ มันจะมีอะไรให้ทุกข์ใจบ้าง มีน้อยมาก

อย่างไรก็ตาม พระพุทธเจ้ายังสอนพระนันทิยะอีกว่าแม้กระทั่งอารมณ์ปัจจุบันก็อย่ายึดติด หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าเวลามีอารมณ์ใดมากระทบกับเรา ทางตา ทางหู ทางจมูก เป็นต้น เป็นอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ อารมณ์ในที่นี้หมายถึงสิ่งที่รับรู้ ไม่ว่าจะเป็นทางตา ทางหู ทางจมูก ไม่ได้หมายถึงอารมณ์ที่เป็นความรู้สึกเท่านั้น เมื่อรับรู้อารมณ์ใดก็ตามที่เป็นปัจจุบัน ถ้าเราวางใจผิด คือ ยึดติดถือมั่นกับมัน เราก็ทุกข์ได้ง่าย เช่น เกิดมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในศาลานี้ หลายคนจะรู้สึกไม่พอใจ เพราะเอาใจไปยึดติดปักตรึงอยู่กับเสียง  ยิ่งปักตรึง ก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิด  เพราะเมื่อจดจ่อกับมัน เสียงมันก็ดังขึ้นเรื่อย ๆ ในความรู้สึกของเรา จนกระทั่งอาจฟังคำบรรยายของอาตมาไม่รู้เรื่อง หรือไม่ปะติดปะต่อ ก็ยิ่งทำให้ไม่พอใจเข้าไปใหญ่  จากนั้นอาจคิดต่อไปว่าทำไมเขาไม่ปิดโทรศัพท์ ทำไมเขาไม่รู้จักกาลเทศะ เกิดความไม่พอใจเจ้าของโทรศัพท์ซ้ำเข้าไปอีก

อันนี้เกิดจากการยึดติดกับอารมณ์ปัจจุบัน บางครั้งเสียงอาจจะไม่ได้ดังในศาลา แต่มาจากข้างนอก เช่น เสียงมอเตอร์ไซค์ เสียงรถเครื่อง หรือเสียงคุยกันข้างล่าง ถ้าใจเราปักตรึงอยู่กับเสียงนั้นเราก็จะทุกข์  ถ้าไม่อยากทุกข์ ก็ต้องวางเสียงนั้นลง วางตรงไหน วางที่ใจ คือใจไม่ไปยึดติดกับเสียงนั้น มาสนใจที่เสียงบรรยายแทน

ไม่ใช่แค่เสียงอย่างเดียว อารมณ์ปัจจุบันบางครั้งก็เป็นความเจ็บ ความปวด ความเมื่อยก็ได้ ความเจ็บ ความปวด ความเมื่อยเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ใช่อดีต ไม่ใช่อนาคต แต่ถ้าใจเราจดจ่อปักตรึงอยู่กับความปวด ความเมื่อย เราก็จะยิ่งทุกข์มากขึ้น ที่ทุกข์เพิ่มขึ้นมาคือทุกข์ใจ ทุกข์กายมีอยู่แล้ว เมื่อใจเราปักตรึงอยู่กับเสียงนั้น อยู่กับความปวด ความเมื่อย มันจะมีความรู้สึกผลักไส ไม่ชอบ เกิดโทสะขึ้น  เมื่อผลักไสแล้วมันไม่หายไป  ก็ยิ่งไม่พอใจเข้าไปใหญ่ เกิดความขุ่นเคืองใจเรียกว่าโทสะ นี่เป็นเพราะใจเราปักตรึงยึดติดอยู่กับความเจ็บ ความปวด ความเมื่อย แต่ถ้าเราวางใจเป็น เราดูมันเฉย ๆ เรียกว่าเห็น ไม่เข้าไปเป็น  เมื่อเราเห็นความปวด ไม่เข้าไปเป็นผู้ปวด มันก็ปวดแต่กาย ใจไม่ปวดด้วย แต่เป็นเพราะเราไม่มีสติ จึงไม่ได้เห็น แต่เข้าไปเป็น เป็นก็คือเข้าไปยึดติดว่าเป็นเรา เป็นของเรา

คำว่ายึดติดมักจะลงเอยที่การยึดว่าเป็นเรา เป็นของเรา  จิตของคนเรานั้นหากหลงเมื่อไร มันจะยึดติดว่าเป็นเรา เป็นของเราเมื่อนั้น  แม้กระทั่งสิ่งที่ไม่น่าพอใจ อารมณ์ที่เป็นลบ เช่น ความปวด ความเมื่อย เราไม่ชอบก็จริง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะยึดติด ยึดว่าเป็นเรา เป็นของเรา ทั้ง ๆ ที่ไม่น่ายึดติดเลย แต่ก็ยึดว่าเป็นเรา เป็นของเราในแง่ที่ว่าเกิดความสำคัญมั่นหมายว่าฉันปวด ความปวดเป็นของฉัน อันนี้เป็นเพราะไปยึดติดกับอารมณ์ปัจจุบัน

ทีนี้ทำอย่างไรถึงจะวางลงได้ ก็ต้องมีสติ  มีสติรู้ว่าใจเรากำลังปักตรึงอยู่กับความปวดความเมื่อย ใจเรากำลังปักตรึงอยู่กับเสียงนั้น ถ้าไม่มีสติเมื่อไร จิตก็พุ่งไปยึดติด หรือแบกไว้ทันที ไม่ว่าอารมณ์ที่น่าพอใจหรืออารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ เช่น มีเสียงนกร้องไพเราะดังขึ้นมา ใจก็ไปจับที่เสียงนั้น เกิดความเพลิดเพลินยินดีขึ้นมา อันนี้ก็เป็นการยึดติดอีกแบบหนึ่ง แต่ว่าก่อให้เกิดความยินดี เราอาจจะไม่รู้สึกว่ามันเป็นปัญหา เราจะรู้สึกว่าเป็นปัญหาก็ต่อเมื่อใจเกิดอาการยินร้ายหรือเกิดความชังขึ้นมา เมื่อเจออารมณ์ที่เป็นลบ ที่บีบคั้น ก็เกิดทุกขเวทนาขึ้น แต่ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะว่าใจหลงไปโดยไม่รู้ตัว พอไม่รู้ตัวมันก็เข้าไปยึด แม้กระทั่งสิ่งที่บีบคั้น เสียดแทงจิตใจ เช่น ความปวด ความเมื่อย ความโกรธ หรือคำพูดที่ทิ่มแทงใจ หรือการกระทำของใครบางคนที่ทำร้ายจิตใจของเรา แบบนี้เรียกว่ายึดติด

จะว่าไปแล้วความทุกข์ใจของคนเรานั้น ถึงที่สุดแล้วก็เป็นเพราะความยึดติดถือมั่นทั้งนั้น เริ่มตั้งแต่ยึดติดในความหมายที่ง่าย ๆ พื้น ๆ คือ จดจ่อใส่ใจกับมัน หมกมุ่นครุ่นคิดกับมัน ไม่ว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต หรือคาดว่าจะเกิดในอนาคต   ยึดติดในความหมายที่ลึกกว่านั้น คือยึดติดถือมั่นว่าเป็นเรา เป็นของเรา เอาเพียงแค่ว่ายึดติดในความหมายแรก คือใจจดจ่อปักตรึง แค่นี้เราก็รู้ได้จากประสบการณ์ของเราว่ามันทำให้เราเป็นทุกข์มาก แต่ก็น่าแปลกไหม  ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าหมกมุ่นจดจ่อกับมันเมื่อไรใจก็เป็นทุกข์  เช่น นึกถึงเงินที่หาย โทรศัพท์ที่ถูกขโมยไป ทองที่ถูกโจรลักเอาไป หรือคำต่อว่าด่าทอ นึกถึงทีไรก็ทุกข์ แต่ก็ยังอดนึกถึงมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ได้  ยิ่งโกรธยิ่งเกลียดอะไร ใจก็ยิ่งนึกถึงสิ่งนั้น ยิ่งเศร้าเสียใจกับสิ่งใด ใจก็ยิ่งหมกมุ่นครุ่นคิดแต่สิ่งนั้น  ไม่ยอมวางเสียที

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ทั้ง ๆ ที่มันเผาลนจิตใจ บีบคั้นใจ  แต่ก็ยังแบกมันเอาไว้ นั่นก็เพราะความลืมตัว เพราะความไม่รู้ตัว ถ้ารู้ตัวปุ๊บจะวางมันทันที แต่เพราะความไม่รู้ตัว พอไม่รู้ตัว ใจจึงแบกเอาของหนัก เอาของร้อน หรือเอาของมีคมมาทิ่มแทงจิตใจตัวเอง เศษแก้วที่คม ถ้าวางไว้บนมือมันก็ทำอะไรเราไม่ได้ แต่ถ้าเรากำแล้วบีบ จะเกิดอะไรขึ้น มันก็บาดมือเรา  ถามว่าใครทุกข์ เราเองนั่นแหละที่ทุกข์ ทั้ง ๆ ที่เจ็บ แต่ทำไมเรายังกำ ยังบีบมันเอาไว้แน่น คำพูดที่บาดแทงจิตใจของใครบางคน ถ้าเราไม่นึกถึงมัน เราก็ไม่เจ็บไม่ปวด แต่เวลานึกถึง เราไม่ได้แค่นึกถึงเฉย ๆ เราคิดย้ำซ้ำทวนไม่เลิกรา คิดแล้วคิดเล่าจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ มันก็ไม่ต่างจากการกำเศษแก้วไว้ในมือ แล้วยังบีบมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วเราก็เจ็บเอง แต่ทำไมเราไม่หยุดบีบ ไม่หยุดกำ ทั้ง ๆ ที่เจ็บปวด ก็เพราะความไม่รู้ตัว เพราะความลืมตัว แต่ถ้าเรามีสติ มีความรู้สึกตัวเมื่อไร ก็จะวางเอง แล้วจะเห็นเลยว่าเราโง่มากที่แบกมันหรือกำมันเอาไว้ เ

สติจึงมีความสำคัญมากในการช่วยให้จิตใจปลดเปลื้องจากความทุกข์ได้ ลองพิจารณาดูดี ๆ ว่าความทุกข์ใจเกิดขึ้นได้เพราะอะไรกันแน่ เพราะคนอื่นทำไม่ดีกับเรา หรือเพราะว่าใจของเราก็ไปเออออห่อหมก ไปร่วมมือกับเขา คือไปเก็บเอามาคิด ไปเก็บเอามาตอกย้ำซ้ำเติมตัวเอง แก้วที่มันอยู่บนพื้น แทนที่จะปล่อยมันไว้อย่างนั้นก็ไปหยิบมากำเอาไว้ เท่านั้นยังไม่พอยังบีบแล้วบีบอีก เพราะฉะนั้นถ้ามีบาดแผลจนเลือดไหลซิบ ๆ จะโทษใคร

พระพุทธเจ้าตรัสว่า มือที่ไม่มีแผลจับยาพิษก็ไม่เป็นอะไร แต่ถ้ามือมีแผลเมื่อไร สัมผัสหรือจับต้องยาพิษก็เป็นอันตรายถึงตายได้  พระพุทธเจ้าต้องการบอกอะไร พระองค์ต้องการบอกว่า เมื่อมีความทุกข์เกิดขึ้น เราอย่าไปโทษสิ่งภายนอก ยาพิษเป็นอันตรายก็จริงแต่ถ้ามือเราไม่มีแผลมันก็ทำอะไรไม่ได้ คำพูดการกระทำของใครต่อใคร ไม่ว่าจะรุนแรงแค่ไหน ถ้าใจเราไม่หมกมุ่นครุ่นคิดถึงมัน ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน ปล่อยให้มันผ่านเลยไป ไม่แบก ไม่ถือเอาไว้ เราก็ไม่เจ็บปวด ตรงนี้แหละที่ท่านพระนันทิยะพูดไว้เป็นรูปธรรมว่า “เขาด่าว่าเราบนบก จงกองคำด่าว่าไว้บนบกอย่านำติดตัวไปในน้ำ เขาด่าว่าเราในน้ำ จงกองคำด่าว่าไว้ในน้ำ อย่านำติดตัวมาบนบก”

คำพูดนั้นไม่มีน้ำหนัก จับต้องไม่ได้ แต่ว่าใจของเราพร้อมที่จะยึด พร้อมที่จะแบกเอาไว้ เอาติดตัวขึ้นบก ลงน้ำ ไปบ้าน เข้าห้องน้ำ หรือว่าแม้กระทั่งเวลานอนก็ยังแบกเอาไว้ ทำไมเราไม่วางมันลงซะ ในเมื่อเราแบกก็เมื่อย บางทีมันไม่ใช่เป็นแค่ของหนัก แต่ยังเป็นของร้อนเหมือนถ่านก้อนแดง ๆ

ถ่านก้อนแดง ๆ นั้นเราจะสั่งให้มันดับ ให้มันเป็นน้ำแข็ง เราสั่งได้ไหม เราสั่งไม่ได้หรอก ก้อนหินนั้นเราจะสั่งให้เป็นปุยนุ่น เราทำได้ไหม เราทำไม่ได้หรอก แต่สิ่งที่เราทำได้คือเราไม่จับมัน ไม่แบกมัน  ในทำนองเดียวกันเศษแก้ว เราจะสั่งให้มันกลายเป็นกรวดมน ๆ เราทำได้ไหม เราทำไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือเราไม่กำมัน หนามแหลม ๆ เราสั่งให้มันกลายเป็นหนามทื่อ ๆ เราทำได้ไหม เราทำไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือไม่เดินเตะมัน หรือไม่จับต้องมัน

ที่เราหนักที่เราร้อน ที่เราปวด ที่เรามีแผลเพราะอะไร เพราะไปแบกมันเอาไว้ ไปจับ ไปกำเอาไว้ หรือไปเดินเตะ เพราะฉะนั้นจะไปโทษสิ่งภายนอก เราก็โทษได้ไม่เต็มปาก เพราะว่าเราเองก็มีส่วนร่วม เราในที่นี้หมายถึงจิตใจ จิตใจที่ไม่มีสติ จิตใจที่หลง จิตใจที่ลืม คือไม่รู้ตัว แต่พอรู้แล้วมันก็จะวางเลย

นักศึกษาคนหนึ่งของคณะสังคมสงเคราะห์ ธรรมศาสตร์ ปีสุดท้ายต้องไปฝึกงาน เขาอยากไปทำงานกับองค์กรชาวบ้านแถวภาคอีสาน แต่อาจารย์ที่ปรึกษาอยากให้ไปฝึกงานกับหน่วยงานราชการ เขาก็ไม่เห็นด้วย จึงมีการเจรจาต่อรองกัน ในที่สุดก็ตกลงกันได้ว่าให้ไปฝึกงานกับองค์กรที่ทำงานกับชาวเขาในภาคเหนือก็แล้วกัน แต่พอไปถึงเชียงใหม่ก็พบว่าอาจารย์ที่ปรึกษาติดต่อให้เขาไปฝึกงานที่กรมประชาสงเคราะห์แทน เขาไม่พอใจอาจารย์ที่ปรึกษามากที่ตกลงกันแล้วไม่ทำตามนั้น เขาครุ่นคิดเรื่องนี้ทั้งคืนด้วยความขุ่นเคืองใจ

วันรุ่งขึ้นอาจารย์ที่ปรึกษาก็มาเยี่ยม แต่เป็นคนละคนกับที่เคยได้คุยเอาไว้ พอนักศึกษาเจออาจารย์ที่ปรึกษาก็ต่อว่าอาจารย์ด้วยความไม่พอใจ มีทั้งบ่น มีทั้งตัดพ้อ  แต่อาจารย์ก็ดี นั่งฟังโดยไม่ได้ตอบโต้อะไร  มาถึงจุดหนึ่งอาจารย์ก็พูดทักขึ้นว่า “สุทธิศาสตร์ คิ้วของเธอผูกเป็นโบว์เลยนะ” พออาจารย์พูดเท่านี้ นักศึกษาก็ได้สติขึ้นมาทันที ความโกรธหายไปเลย พอรู้ตัวว่าโกรธ ความโกรธมันหลุดไปเลย  เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้นักศึกษาทึ่งในอำนาจของสติมาก

คนเราโกรธเพราะไม่รู้ตัว แต่ทันทีที่รู้ตัวก็วางความโกรธลงทันที  เหมือนกับวางถ่านร้อน ๆ เวลาเราโกรธเราไม่รู้หรอกว่าเรากำลังกำถ่านร้อน ๆ ไว้ในใจ มันร้อนก็จริง แต่ไม่รู้ตัว ก็เลยถือเอาไว้ แล้วก็ถูกมันเผามือเจ็บปวด ต่อเมื่อรู้ตัว จึงวางมันลง ดังนั้นถ้าหากว่าเราเห็นชัดว่าทุกข์เกิดเพราะความยึดติดถือมั่น ทุกข์เกิดเพราะเผลอยึดเอาไว้ เราจะเห็นความสำคัญของสติมาก สติทำให้เราวางความทุกข์ลง เพียงแค่รู้ว่าเราเผลอแบกหรือยึดเอาไว้ แค่นี้ก็พอแล้วที่จะทำให้ไม่ทุกข์

คิดดูก็แปลก เวลาคนเราทุกข์ ไม่ว่าทุกข์เรื่องอะไรก็ตาม เราไม่ค่อยรู้ตัวว่าเรากำลังแบก กำลังยึดอะไรเอาไว้ มีผู้หญิงคนหนึ่งอยู่กินกับสามีมา ๑๐ กว่าปี น่าจะเป็นครอบครัวที่ลงตัว แล้ววันหนึ่งก็พบว่าสามีนอกใจ เธอโกรธมาก ที่เคยพูดหวาน ๆ พูดไพเราะกับสามีก็เปลี่ยน หันไปใช้ถ้อยคำที่หยาบคายกับสามี ถึงขั้น  กู มึง กันเลย เพราะรู้สึกว่าถูกหักหลัง รู้สึกว่าถูกทำร้าย  สุดท้ายก็เลิกกัน

ตอนที่เลิกกันเธอคิดว่าคงจะแย่ แต่ปรากฏว่าไม่รู้สึกแย่อย่างที่คิด ยังแปลกใจตัวเอง สงสัยว่าเป็นเพราะเราเคยปฏิบัติธรรมมาจึงทำใจได้  ไม่กี่อาทิตย์ต่อมาเธอก็ไปเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมเป็นเวลา ๗ วัน  เพียงแค่วันแรกเท่านั้นจิตใจเธอก็รุ่มร้อนเพราะนึกถึงอดีตสามี นึกถึงการกระทำที่ย่ำยีจิตใจเธอ ยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ ที่เคยคิดว่าเธอปล่อยวางหรือทำใจได้แล้ว ที่จริงไม่ใช่ ก่อนหน้านั้นที่ไม่รู้สึกอะไรเพราะว่ามีเรื่องที่ต้องทำโน้นทำนี่ ใจเลยไม่มีเวลาไปคิดเรื่องสามี แต่พอมาปฏิบัติธรรม ใจว่าง ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงการกระทำของอดีตสามี
วันแรกก็ร้อน หาความสงบไม่ได้ วันที่ ๒ ก็เหมือนเดิม รุ่มร้อนไปหมด วันที่ ๓ ก็เช่นกัน ก็ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น  วันที่  ๔ ขณะที่กำลังเดินจงกรมอยู่  เอามือประสานที่ท้อง เธอรู้สึกเมื่อยมากเพราะกุมมือในท่านั้นนานเป็นชั่วโมงแล้ว จึงปล่อยมือลง พอปล่อยความเมื่อยก็หายไป ในช่วงนั้นเองจิตที่เคยรุ่มร้อนก็พลอยโปร่งโล่งเบาสบายไปด้วย เพราะเห็นชัดว่า ที่เธอทุกข์ก็เพราะยึดติดกับเรื่องราวในอดีตตลอดเวลา เป็นเพราะเธอไม่ยอมปล่อย จึงเป็นทุกข์  พอรู้เช่นนั้นเธอก็ปล่อยมันออกไปจากจิตใจทันที   เธอได้ประจักษ์ด้วยตนเองว่า “แค่ปล่อย เราก็ไม่ทุกข์อีกต่อไป”

การคิดถึงอดีตที่เจ็บปวด  มันก็ไม่ต่างกับการแบกหินเอาไว้ หรือถือถ่านร้อน ๆ แม้ทุกข์มากแต่ก็ไม่รู้ตัวและไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร   เพราะใจหมกมุ่นครุ่นคิดอยู่กับเรื่องสามี ได้แต่ต่อว่าด่าทอโกรธแค้นเขาในใจ ไม่รู้หรอกว่าที่จริงแล้วความทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเขา แต่เป็นเพราะใจของตัวเองที่แบกมันเอาไว้ การที่เธอปล่อยมือแล้วรู้สึกสบาย ทำให้ได้คิดว่าที่ทุกข์ใจเพราะยึดมันเอาไว้  แค่ปล่อยมันออกไป ใจก็ไม่ทุกข์แล้ว

จิตของคนเราฉลาด รู้ตัวเมื่อไรก็จะไม่แบกหรือยึดความทุกข์เอาไว้ แต่ถ้าลืมตัวเมื่อไหร่ ก็แบกอะไรต่ออะไรสารพัด  เหมือนคนที่แบกโอ่งเพราะตกใจที่ไฟไหม้บ้าน เห็นอะไรอยู่ข้างหน้าก็แบกหนีไฟไว้ก่อน บางคนก็แบกตู้เซฟ ตอนแบกนั้นไม่รู้ตัวว่าหนักเพราะกำลังตื่นตกใจ แต่พอวิ่งมาได้สักพัก ไกลจากกองเพลิงแล้ว ความกลัวลดน้อยถอยลง ถึงรู้ตัวว่ากำลังแบกโอ่งแบกตู้เซฟเอาไว้ พอรู้ตัวเท่านั้นก็ไม่แบกต่อไปแล้ว วางลงทันที

สติมีความสำคัญมากในการช่วยให้เราไม่แบกความทุกข์ หรือถือถ่านก้อนแดง ๆ มาทำร้ายจิตใจตัวเอง แต่สติของคนทั่วไปมักไม่พอกับการรู้ทันความทุกข์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเวลาเกิดเรื่องร้าย ๆ มากระทบ อารมณ์มันท่วมท้น ครอบงำใจจนมืดจนหลง พอหลงแล้วก็ยิ่งแบกเข้าไปใหญ่ แต่ถ้าเรามีสติที่ว่องไวจะรู้ทันแล้วก็วางได้

การวางอดีต อนาคต และปัจจุบันไม่ได้หมายความว่าไม่สนใจอดีตหรืออนาคต เพียงแต่ท่านสอนว่าอย่าไปคร่ำครวญกับอดีต แต่ถ้าเราจะใคร่ครวญอดีตเพื่อหาบทเรียน อันนี้เป็นของดี อย่างเราทำงานเสร็จก็กลับมาทบวทนว่าเราทำดีตรงไหน ผิดพลาดตรงไหน ได้เรียนรู้อะไรบ้าง  อย่างนี้ถือว่าดี สมควรทำ เป็นการพิจารณาอดีตด้วยสติ ด้วยปัญญา ไม่ใช่คร่ำครวญด้วยความหลง มันต่างกันมากระหว่าง การคร่ำครวญถึงอดีต กับการใคร่ครวญอดีต  ระหว่างการมองอดีตด้วยสติปัญญา หรือนึกถึงอดีตด้วยความหลงขาดสติ

อนาคตก็เหมือนกัน การวางแผนอนาคตเป็นสิ่งที่ควรทำ จะทำอะไรก็มองไปข้างหน้าว่าจะมีปัญหาหรือหรืออุปสรรคอะไรรออยู่บ้าง อันนี้เป็นสิ่งที่สมควรทำ พระพุทธเจ้าแนะนำให้พระสงฆ์พิจารณาถึงอนาคตภัยหรือภัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอยู่เสมอ  ในบทสวดมนต์ก็มีข้อความตอนหนึ่งว่า “เราทั้งหลายเป็นผู้ที่มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้าแล้ว”  อาทิ ความแก่ ความเจ็บ ความพลัดพรากสูญเสีย และความตาย การรู้ว่ามีสิ่งเหล่านี้รอเราอยู่ข้างหน้าจะช่วยเตือนใจให้เราไม่ใช้ชีวิตอย่างประมาท  ในทำนองเดียวกันเวลาเราจะทำงาน ก็มีการวางแผนปีหน้า ห้าปีหน้า อันนี้เป็นเรื่องดี เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ถ้าคิดถึงอนาคตด้วยความวิตกกังวล ปล่อยให้มันเล่นงานจิตใจ อันนี้ไม่ถูกต้อง

การอยู่กับปัจจุบันก็เช่นเดียวกัน ไม่ได้หมายถึงการยึดติดกับปัจจุบัน หากยึดติดกับปัจจุบันก็ไม่ดี การอยู่กับปัจจุบันหมายถึงการมีสติอยู่กับสิ่งที่เราทำ ทำอะไรใจก็อยู่กับสิ่งนั้น แต่ไม่ใช่ปล่อยใจให้จมอยู่กับสิ่งนั้น หรือทำจนลืมกายลืมใจ ลืมเวล่ำเวลา ลืมภารกิจที่รออยู่   การอยู่กับปัจจุบันเช่นนี้ จะทำให้เราทำงานอย่างเป็นสุข ไม่เครียด รวมทั้งเห็นกายและใจตามความเป็นจริง

จะเห็นได้ว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ให้ปล่อยวางอดีต อนาคต และปัจจุบัน ไม่ได้ขัดแย้งกับการที่เราจะกลับไปทบทวนอดีต วางแผนอนาคต หรือจะทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ทั้งหมดนี้จะทำได้ต้องอาศัยสติเป็นพื้นฐานสำคัญ

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved